- หน้าแรก
- มหาราชันกระบี่บรรพกาล
- บทที่ 2 - วิชากระบี่หนึ่งปราณ
บทที่ 2 - วิชากระบี่หนึ่งปราณ
บทที่ 2 - วิชากระบี่หนึ่งปราณ
บทที่ 2 - วิชากระบี่หนึ่งปราณ
หมัดหลอมกายบรรลุถึงขั้นสี่ ทำให้ฟางเฉินตกตะลึงเป็นอย่างมาก
ทว่าหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ฟางเฉินก็กลับมามีสติเป็นปกติ เพราะเขารู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลมาจากหัวใจสีทองอันแสนประหลาดดวงนั้น
หัวใจสีทองไม่เพียงทำให้เขาสามารถมองเห็นอวัยวะภายในร่างกายได้เท่านั้น แต่ยังมอบพลังงานให้อย่างไม่มีวันหมดสิ้นอีกด้วย
สรุปก็คือ ฟางเฉินพบว่าหัวใจสีทองมีประโยชน์ต่อเขาอย่างมหาศาล
"หมัดหลอมกายบรรลุถึงขั้นสี่ พละกำลังของข้าก็เทียบเท่าสองกระทิงแล้ว แต่แค่นี้ยงไม่พอ หมัดหลอมกายของเหลียงหย่งอย่างน้อยก็ต้องอยู่ขั้นหกแล้วกระมัง?" ฟางเฉินพึมพำเสียงแผ่ว
หลังจากหมัดหลอมกายเลื่อนขึ้นสู่ขั้นสี่ ฟางเฉินก็เตรียมตัวยุติการฝึกฝน เพราะวันนี้เขาใช้เวลาฝึกมานานพอสมควรแล้ว จากนั้นเขาจึงหันหลังเดินกลับไป
ฟางเฉินตั้งใจจะเก็บความลับเรื่องหัวใจสีทองฝังไว้ให้ลึกที่สุดในใจ เรื่องนี้สำคัญมาก หากใครล่วงรู้ว่าเขามีหัวใจสีทองที่สามารถมอบพลังงานให้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด จะต้องถูกผู้ไม่ประสงค์ดีจ้องเล่นงานอย่างแน่นอน
"ด้วยความช่วยเหลือจากหัวใจสีทอง ใช้เวลาอีกไม่นาน ข้าก็คงบรรลุถึงขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สองได้แน่" ฟางเฉินยิ้ม
...
ขณะที่ฟางเฉินเดินผ่านลานฝึกยุทธ์สายนอกของสำนักกระบี่ชิงเฟิง ศิษย์บางคนก็หยุดการฝึกและพากันหันมามองเขา
ภายในแววตาของพวกเขามีแต่ความเย้ยหยัน
"หลี่จวิ้น ไอ้ขยะนี่มีอะไรให้น่าดูนักหนา? รีบฝึกต่อเถอะ" ศิษย์ผมเกรียนคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างรำคาญ
"เจ้าหมอนี่ดวงแข็งเอาเรื่อง โดนศิษย์พี่เหลียงซัดปางตายขนาดนั้น ยังฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้อีก" ศิษย์ที่ถูกเรียกว่าหลี่จวิ้นเอ่ยขึ้นอย่างใช้ความคิด
"ดูสิ เจ้านั่นก็คือฟางเฉิน ไอ้สวะที่ไปหาเรื่องศิษย์พี่เหลียงนั่นไง" ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งลานฝึกยุทธ์ก็เต็มไปด้วยเสียงซุบซิบนินทา
แม้เสียงของพวกเขาจะเบามาก แต่ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ ประสาทสัมผัสย่อมเฉียบแหลม เมื่อฟางเฉินได้ยินคำเยาะเย้ยเหล่านั้น ร่างของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ท้ายที่สุดเขาก็สูดหายใจลึกๆ แล้วตั้งใจจะเดินจากไป
ทว่าเพิ่งจะก้าวออกไปได้เพียงสองก้าว จู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก ร่างกายแผ่รังสีอำมหิตออกมา
"ฟางเฉินนี่มันไอ้ขี้แพ้จริงๆ ขี้แพ้ขนาดนี้ทำไมไม่ไปผูกคอตายซะล่ะ มีชีวิตอยู่ไปจะมีประโยชน์อะไร?" เสียงนี้ดังมาจากหลี่จวิ้น
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฟางเฉินก็ไม่อาจข่มกลั้นโทสะในใจไว้ได้อีกต่อไป เขาหันขวับกลับไปจ้องหลี่จวิ้นด้วยสายตาแข็งกร้าว
"ก่อนจะด่าคนอื่นว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ หัดส่องกระจกดูเงาหัวตัวเองซะบ้างนะ ว่ามีสภาพทุเรศแค่ไหน" ฟางเฉินกล่าวเสียงเย็น
"ฟางเฉิน เจ้ากล้าพูดกับข้าแบบนี้เชียวรึ?" หลี่จวิ้นที่ได้ยินคำพูดของฟางเฉินก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะแค่นเสียงเหี้ยม
ตามปกติแล้ว ฟางเฉินที่เป็นขยะในสายตาทุกคน ไม่มีทางกล้าพูดกับพวกเขาเช่นนี้ ทว่าตอนนี้ ฟางเฉินกลับกล้าต่อว่าหลี่จวิ้นต่อหน้าผู้คนมากมาย
"ทำไมข้าจะกล้าไม่ได้ล่ะ? อนุญาตให้เจ้าด่าคนอื่นว่าเป็นขี้แพ้ได้คนเดียว แต่ห้ามคนอื่นด่าเจ้าอย่างนั้นรึ?" ฟางเฉินตวาดลั่น
"ฟางเฉิน เจ้ากำลังรนหาที่ตาย! ขยะอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า หลี่จวิ้นคนนี้?" หลี่จวิ้นเดือดดาล เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
บรรดาศิษย์ในลานฝึกยุทธ์ต่างก็พากันซุบซิบ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้หลี่จวิ้นโกรธแค้นมากขึ้นไปอีก เขาต้องการจะทำให้ไอ้ขยะฟางเฉินขายขี้หน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีให้ได้
"เอาแต่ด่าคนอื่นว่าเป็นขยะ หรือว่าเจ้าเกิดมาก็เป็นอัจฉริยะเลยงั้นสิ? เจ้าไม่ได้เริ่มฝึกจากขอบเขตฝึกปราณขั้นที่หนึ่งจนมาถึงทุกวันนี้เหมือนกันหรอกหรือ?" ฟางเฉินถามกลับ
"ขยะ? อัจฉริยะ? ฟางเฉิน ถึงแม้ขอบเขตฝึกปราณขั้นที่หนึ่งกับขั้นที่สองจะห่างกันแค่ขั้นเดียว แต่ช่องว่างระหว่างสองขั้นนี้มันมหาศาลมาก เจ้าอายุสิบห้าปีแล้วเพิ่งจะอยู่แค่ขั้นหนึ่ง ด้วยพรสวรรค์ต่ำต้อยของเจ้า แค่คิดจะฝึกให้ถึงขั้นสองก็ยังลำบาก เมื่อเทียบกับเจ้าแล้ว ข้าก็คืออัจฉริยะ" หลี่จวิ้นเย้ยหยัน
หลี่จวิ้นอยู่ขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สอง แถมยังฝึกหมัดหลอมกายถึงขั้นที่ห้าแล้ว ในสายตาของเขา ฟางเฉินไม่ควรค่าแก่การใส่ใจแม้แต่น้อย
ฟางเฉินคนนี้ ก็เป็นได้แค่ขยะที่ไม่รู้จักเจียมตัวเท่านั้น
"ใช่แล้ว ฟางเฉิน ไอ้ขยะอย่างเจ้า ยังกล้าเพ้อฝันเอาตัวเองไปเทียบกับศิษย์พี่หลี่จวิ้นอีกหรือ? น่าขันสิ้นดี" บรรดาศิษย์ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหลี่จวิ้นพากันส่งเสียงสนับสนุน
ฟางเฉินกวาดสายตามองทุกคน แววตาเย็นชา มุมปากยกยิ้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
"อัจฉริยะงั้นหรือ? ข้าว่าเจ้าก็เป็นแค่ไอ้โง่คนหนึ่งเท่านั้นแหละ" ฟางเฉินตวาด
หากเป็นเจ้าของร่างคนเดิม คงไม่มีความกล้าที่จะพูดคำนี้ออกมาอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ ร่างกายนี้เป็นของฟางเฉินคนใหม่แล้ว
นิสัยของฟางเฉินไม่ได้ขี้ขลาดเหมือนเจ้าของร่างเดิม หากใครกล้าหยามเขา เขาจะเหยียบย่ำมันกลับคืนเป็นร้อยเท่า นี่คือกฎประจำใจของเขา
อีกอย่าง ฟางเฉินก็มีไพ่ตายซ่อนอยู่ หมัดหลอมกายของเขาก้าวมาถึงขั้นที่สี่แล้ว แม้ระดับบ่มเพาะจะยังไม่ทะลวงผ่าน แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ตอนนี้เขาพอจะมีพละกำลังเทียบเท่าสองกระทิงแล้ว ต่อให้ต้องปะทะกับหลี่จวิ้น เขาก็มั่นใจว่าสามารถถอยฉากออกมาได้อย่างปลอดภัย
และเป็นไปตามคาด ทันทีที่ได้ยินคำพูดของฟางเฉิน หลี่จวิ้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
"ดี! ดีมาก! ฟางเฉิน ข้าจะให้เจ้าได้รู้ซึ้งว่า ไอ้โง่ที่เจ้าปากดีใส่มันจะสยบเจ้ายังไง!" สิ้นคำพูด หลี่จวิ้นก็พุ่งหมัดออกไปอย่างแรง
หมัดหลอมกายขั้นที่ห้าถูกซัดออกมาในพริบตา พลังอันแข็งแกร่งมหาศาลทะลักออกมาจากร่างกายของหลี่จวิ้น ก่อนจะไปรวมอยู่ที่หมัดของเขา
โฮก...
เสียงคำรามดังขึ้นสองครั้ง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหลี่จวิ้นมีพลังเทียบเท่าสองกระทิง
"ฟางเฉินช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย พลังก็กระจอกงอกง่อยแท้ๆ กลับกล้ายั่วโมโหหลี่จวิ้น"
"ใช่แล้ว ฟางเฉินแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ ฝีมือของหลี่จวิ้น ในหมู่ศิษย์สายนอกก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนข้างต่ำแล้วนะ"
"ฟางเฉินรับหมัดของหลี่จวิ้นไม่ไหวหรอก หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ"
ศิษย์หลายคนต่างไม่เห็นด้วยกับการกระทำของฟางเฉิน พวกเขาเชื่อว่าหลี่จวิ้นเพียงหมัดเดียวก็สามารถซัดฟางเฉินกระเด็นได้แล้ว
ฟางเฉินยืนนิ่ง สายตาจ้องมองการโจมตีที่พุ่งเข้ามาของหลี่จวิ้น ภายในแววตาปรากฏแสงประกายวูบหนึ่ง
จากนั้น ฟางเฉินก็กำหมัดแน่น ใช้วิชาหมัดหลอมกายระเบิดพลังทั่วร่างออกมาในพริบตา
โฮก...
เสียงคำรามดังขึ้นเช่นกัน ทว่าเสียงคำรามทั้งสองที่ดังออกมาจากร่างของฟางเฉินนั้น ไม่อาจนำไปเทียบกับของหลี่จวิ้นได้เลย
"ข้าก็นึกว่าเจ้ามีไม้ตายอะไรซ่อนอยู่ ถึงได้กล้ามาปากดีอยู่ที่นี่ ที่แท้ก็มีแค่พลังสองกระทิงกระจอกๆ งั้นรึ?"
หลี่จวิ้นมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า พลานุภาพหมัดหลอมกายของฟางเฉินไม่มีทางสู้ของเขาได้
ปัง...
หมัดทั้งสองปะทะกันอย่างจัง บังเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ในขณะที่ทุกคนคิดว่าฟางเฉินจะต้องถูกกระแทกจนกระเด็นออกไปนั้น ภาพอันน่าเหลือเชื่อก็ปรากฏขึ้น
ร่างของทั้งสองคน กลับกระเด็นถอยหลังไปคนละสามก้าว! ภาพนี้ทำให้แม้แต่หลี่จวิ้นก็ยังต้องประหลาดใจ
"รับการโจมตีของข้าได้งั้นหรือ?"
หลี่จวิ้นจ้องมองฟางเฉินอย่างละเอียด อยากจะรู้ว่าฟางเฉินใช้วิธีใดรับการโจมตีของเขาไว้ได้
ทั่วทั้งลานฝึกยุทธ์เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที ศิษย์สายนอกหลายคนเริ่มซุบซิบนินทากันเสียงเบา
ในขณะนี้ ง่ามนิ้วของฟางเฉินปวดร้าวไปหมด ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจกลับแอบถอนหายใจ ขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สองมันแข็งแกร่งสมคำร่ำลือจริงๆ
สาเหตุที่เขาสามารถใช้หมัดหลอมกายขั้นที่สี่รับมือกับหมัดหลอมกายขั้นที่หกของหลี่จวิ้นได้ ก็เพราะในช่วงจังหวะสำคัญ หัวใจสีทองเต้นระรัว ปล่อยสายน้ำเย็นฉ่ำออกมา ทำให้พละกำลังของเขาพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง
"หลี่จวิ้นคนนี้ฝีมือร้ายกาจไม่เบา แต่ถ้าข้าใช้วิชากระบี่หนึ่งปราณอย่างเต็มกำลัง ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว" ฟางเฉินคิดในใจ
การถูกมดปลวกอย่างฟางเฉินรับการโจมตีเอาไว้ได้ ทำให้หลี่จวิ้นรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก ในตอนนี้เขาโกรธจนแทบคลั่ง
"ที่รับหมัดข้าได้ถือว่าเจ้าโชคดี แต่หลังจากนี้ เจ้าจะได้ลิ้มรสการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของข้า!"
สิ้นเสียงหลี่จวิ้น กระบี่ยาวก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา เขากำด้ามกระบี่แน่น ตัวกระบี่สั่นไหวจนเกิดเสียงกรีดร้องแหลมเล็ก
"วิชากระบี่ฟ้าคราม!"
พร้อมกับเสียงคำรามก้องของหลี่จวิ้น เขากวัดแกว่งกระบี่ยาวในมืออย่างเกรี้ยวกราด ทันใดนั้น บนท้องฟ้าก็บังเกิดประกายกระบี่สว่างวาบขึ้นมาหลายสาย ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"สวรรค์ ฟางเฉินบีบให้หลี่จวิ้นต้องใช้วิชากระบี่ฟ้าครามเลยหรือเนี่ย ไอ้ขยะนั่นมันทำได้ยังไง?"
"หรือว่าฟางเฉินจะตาสว่างแล้ว ฝีมือถึงได้ก้าวหน้าขึ้น?"
"หึ ต่อให้เก่งขึ้นแล้วยังไงล่ะ? คิดจะรับมือกับวิชากระบี่ฟ้าครามน่ะ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก"
แม้ว่าศิษย์หลายคนจะประหลาดใจในความแข็งแกร่งของฟางเฉิน แต่เมื่อหลี่จวิ้นใช้วิชากระบี่ฟ้าครามออกมา ทุกคนก็หันกลับไปเชียร์หลี่จวิ้นอีกครั้ง
วิชากระบี่ฟ้าครามที่หลี่จวิ้นใช้นั้น เป็นวิชาระดับทั่วไป ซึ่งทรงพลังกว่าวิชากระบี่หนึ่งปราณที่ไม่เข้าขั้นของฟางเฉินหลายเท่านัก
ในสำนักกระบี่ชิงเฟิง มีเพียงศิษย์ที่บรรลุถึงขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สองเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เลือกวิชาระดับทั่วไปได้หนึ่งวิชา แต่ก่อนหน้านี้ฟางเฉินยังอยู่แค่ขอบเขตฝึกปราณขั้นที่หนึ่ง จึงทำได้เพียงฝึกวิชากระบี่หนึ่งปราณเท่านั้น
ประกายกระบี่พุ่งแหวกอากาศราวกับสายรุ้ง อานุภาพสะท้านฟ้า
เมื่อเห็นภาพนี้ รูม่านตาของฟางเฉินก็หดเกร็ง ก่อนที่เขาจะกระชับกระบี่ยาวในมือแน่น แล้วร่ายรำวิชากระบี่หนึ่งปราณออกมา
ซี่ ซี่...
วิชากระบี่หนึ่งปราณขั้นที่หนึ่ง
พริบตาเดียว ฟางเฉินก็ใช้วิชากระบี่หนึ่งปราณขั้นที่หนึ่งออกมา แม้ว่ามันจะเป็นวิชาที่ไม่เข้าขั้น แต่ในตอนนี้ ฟางเฉินฝึกมันจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว
ฟิ้ว...
ประกายกระบี่ของวิชากระบี่หนึ่งปราณพุ่งเข้าปะทะกับประกายกระบี่ของหลี่จวิ้นอย่างจัง มันต้านทานได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะถูกทำลายจนแหลกละเอียด
"จบกันแค่นี้แหละ"
หลี่จวิ้นคำรามลั่น เร่งเร้าพลังวิชากระบี่ฟ้าครามจนถึงขีดสุด หวังจะตัดแขนฟางเฉินให้ขาดสะบั้น
แม้แต่ศิษย์ทุกคนบนลานฝึกยุทธ์ต่างก็คิดว่าการต่อสู้กำลังจะจบลงแล้ว
ทว่า ฟางเฉินยังไม่ยอมแพ้ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
วิชากระบี่หนึ่งปราณ ขั้นที่สอง!
ตลอดระยะเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา ฟางเฉินทั้งบ่มเพาะพลังและฝึกฝนวิชากระบี่หนึ่งปราณควบคู่กันไป จนเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาก็สามารถฝึกวิชากระบี่หนึ่งปราณขั้นที่สองจนสำเร็จแล้ว
ในวินาทีนั้น ฟางเฉินก็ใช้วิชากระบี่หนึ่งปราณขั้นที่สองออกมาทันที ขณะเดียวกัน หัวใจสีทองก็เต้นระรัวขึ้นมาสองสามครั้ง
พริบตานั้น สายน้ำเย็นฉ่ำก็ไหลเข้าสู่ประกายกระบี่ของวิชากระบี่หนึ่งปราณ ทำให้อานุภาพของประกายกระบี่พุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน
"ฝึกวิชากระบี่หนึ่งปราณจนถึงขั้นที่สองได้ ก็ถือว่าไม่เลว แต่น่าเสียดายที่มันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของศิษย์พี่หลี่อยู่ดี"
"ใช่ ขยะก็ยังเป็นขยะอยู่วันยังค่ำ คิดจะเอาชนะศิษย์พี่หลี่ รนหาที่ตายชัดๆ"
ครืน...
บนท้องฟ้า ประกายกระบี่สองสายเผชิญหน้ากัน และในเวลานี้ กลิ่นอายรอบกายของฟางเฉินก็พุ่งพรวดขึ้นในพริบตา
จนกระทั่งตอนนี้ หลี่จวิ้นถึงได้รู้ว่า ไอ้ขยะฟางเฉินที่เขาดูถูกดูแคลนนั้น ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สองแล้ว
"หึ ขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สองแล้วจะทำไม ข้าก็จะสยบเจ้าให้ดู"
หลี่จวิ้นแค่นเสียงเย็น บังคับประกายกระบี่บนฟ้าให้แทงเข้าใส่ฟางเฉินอย่างรุนแรง
เคร้ง...
ประกายกระบี่ทั้งสองปะทะกัน เกิดประกายไฟสว่างวาบ วิชากระบี่หนึ่งปราณก็ยังเป็นแค่วิชากระบี่หนึ่งปราณอยู่วันยังค่ำ อานุภาพของมันเริ่มแผ่วลง ไม่อาจต้านทานประกายกระบี่ของหลี่จวิ้นได้อีกต่อไป
ทว่าในขณะที่ประกายกระบี่วิชากระบี่หนึ่งปราณกำลังสั่นคลอนอยู่นั้น ภายในประกายกระบี่ก็บังเกิดกระแสพลังเย็นฉ่ำปรากฏขึ้น
วินาทีที่กระแสพลังเย็นฉ่ำปรากฏ ประกายกระบี่ของหลี่จวิ้นก็ถูกทำลายจนแหลกสลายไปในทันที
แกรก...
เมื่อประกายกระบี่แตกสลาย หลี่จวิ้นก็ราวกับถูกฟ้าผ่าเข้าอย่างจัง ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
ฟางเฉินไม่เปิดโอกาสให้หลี่จวิ้นได้ตั้งตัว เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พลังของขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สองปะทุออกมารวมกับความช่วยเหลือจากหัวใจสีทอง กระบี่ยาวในมือของฟางเฉินถูกตวัดออกไปอย่างต่อเนื่อง ประกายกระบี่หลายสายพุ่งทะยานออกไปในพริบตา
"ไม่ ข้าไม่แพ้"
ในช่วงพริบตาเดียว การโจมตีของฟางเฉินก็พุ่งมาถึงตรงหน้าหลี่จวิ้น สีหน้าของหลี่จวิ้นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เขาเปล่งเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น
"วิชากระบี่ฟ้าคราม!"
หลี่จวิ้นแผดเสียงก้อง ใช้วิชากระบี่ฟ้าครามออกมาอีกครั้ง แต่น่าเสียดาย ท้ายที่สุดเขาก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีอันทรงพลังราวกับสายรุ้งของฟางเฉินได้
พรวด...
ไม่รู้ว่าฟางเฉินฟาดฟันกระบี่ออกไปกี่สิบกระบี่ เมื่อประกายกระบี่สายสุดท้ายปรากฏขึ้น ร่างของหลี่จวิ้นก็กระเด็นถอยหลังไปทันที กระบี่ยาวร่วงหล่นลงพื้น
ในเวลานี้ ร่างของฟางเฉินราวกับเทพสงคราม กลิ่นอายอันน่าเกรงขามแผ่ซ่านไปทั่ว ยืนตระหง่านอยู่บนลานฝึกยุทธ์
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุม บรรดาศิษย์ทุกคนต่างเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง!
ไอ้ขยะในสายตาพวกเขา ตอนนี้กลับสามารถเอาชนะหลี่จวิ้นที่อยู่ขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สองจุดสูงสุดได้ นี่มันจะไม่น่าตกใจได้อย่างไร?
"สวรรค์ นี่มันเรื่องจริงหรือเนี่ย ฟางเฉินเอาชนะหลี่จวิ้นได้?" นี่คือสิ่งที่ทุกคนคิดในใจ
พรวด...
หลี่จวิ้นที่นอนกองอยู่บนพื้นกระอักเลือดออกมา สีหน้าซีดเผือดขณะจ้องมองฟางเฉิน เขาไม่เข้าใจเลยว่า ฟางเฉินเพียงแค่ใช้วิชากระบี่หนึ่งปราณแท้ๆ ทำไมถึงสามารถเอาชนะเขาได้
ตึก ตึก... ฝีเท้าของฟางเฉินก้าวเดินอย่างหนักแน่นเข้าไปหาหลี่จวิ้น ก่อนจะเงื้อกระบี่ยาวขึ้นสูง
"ฟางเฉิน เจ้าจะทำอะไร?"
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่จวิ้นก็คำรามด้วยความโกรธ
"เมื่อกี้เจ้าเพิ่งจะบอกว่าจะทำลายข้าทิ้งไม่ใช่รึ?" ฟางเฉินเอ่ย
"ฟางเฉิน การประลองวันนี้ถือว่าจบลงแค่นี้เถอะ วันหลังข้าจะไม่ไปหาเรื่องเจ้าอีกแล้ว" หลี่จวิ้นกล่าว
ฟางเฉินส่ายหน้าดูเหมือนหลี่จวิ้นจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันเลยสักนิด
พรวด...
ประกายกระบี่สว่างวาบ ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของหลี่จวิ้น เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว
ทุกคนหันไปมอง และพบว่าบนร่างของหลี่จวิ้นมีรอยเลือดปรากฏขึ้น
"อ๊าก... ฟางเฉิน เจ้ากล้าทำร้ายข้างั้นรึ?" หลี่จวิ้นร้องลั่นอย่างน่าเวทนา
"ฟางเฉิน ปล่อยศิษย์พี่หลี่ไปเถอะ ให้เรื่องนี้จบลงแค่นี้เถอะนะ"
"ฟางเฉิน ศิษย์พี่หลี่แพ้แล้ว พอแค่นี้เถอะ" ศิษย์ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหลี่จวิ้นสองสามคนเอ่ยปากขอร้อง
ฟางเฉินสีหน้าเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "ถ้าคนที่แพ้ในวันนี้เป็นข้า หลี่จวิ้นจะยอมปล่อยข้าไปไหม?"
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของฟางเฉิน คนเหล่านั้นก็เงียบกริบ ก้มหน้าลงต่ำ
หากฟางเฉินเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พวกเขาก็รู้ดีว่าฟางเฉินจะต้องถูกทำลายวรยุทธ์ทิ้งอย่างแน่นอน
"วางใจเถอะ ที่นี่คือลานฝึกยุทธ์ ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก แค่ขอแขนเจ้าข้างหนึ่งเป็นดอกเบี้ยก็แล้วกัน" ฟางเฉินกล่าวอีกครั้ง
"ฟางเฉิน เจ้าทำร้ายข้าไม่ได้นะ ศิษย์พี่เวินไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่" หลี่จวิ้นที่บาดเจ็บสาหัสและไม่อาจต่อต้านได้ เมื่อเห็นว่าฟางเฉินจะทำลายตน ก็ตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว
"หึ ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก" ฟางเฉินชูกระบี่ยาวขึ้นสูง เอ่ยเสียงเย็น
"เจ้าควรจะหยุดมือซะ"
ในขณะที่ฟางเฉินกำลังจะฟาดกระบี่ลงไปนั้น ก็มีเสียงอันแสดงความไม่พอใจดังมาจากแดนไกล ก่อนที่เงาร่างสองสายจะพุ่งทะยานเข้ามา
เมื่อเห็นผู้มาเยือน หลี่จวิ้นก็ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต เขาร้องตะโกนสุดเสียง "ศิษย์พี่เวิน ช่วยข้าด้วย"
"แขนของเขา ข้าขอรับไปล่ะ"
ฟางเฉินไม่หันไปมอง เขาสะบัดข้อมือ กระบี่ยาวฟาดฟันลงบนหัวไหล่ของหลี่จวิ้นทันที แขนข้างหนึ่งขาดสะบั้นในพริบตา
"เจ้ากล้า..."
ผู้มาเยือนคาดไม่ถึงว่า ฟางเฉินจะกล้าทำลายคนของเขาต่อหน้าต่อตา เขาคิดจะลงมือขัดขวาง แต่มันก็สายไปเสียแล้ว
อ๊าก...
เมื่อแขนข้างหนึ่งถูกตัดขาด หลี่จวิ้นก็กรีดร้องอย่างน่าเวทนาและทรุดตัวลงกับพื้น
บรรยากาศบนลานฝึกยุทธ์เย็นยะเยือกในพริบตา ศิษย์ทุกคนต่างจ้องมองฟางเฉินด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก
"กล้าตัดแขนหลี่จวิ้นต่อหน้าศิษย์พี่เวิน รนหาที่ตายชัดๆ"
"ใช่แล้ว ศิษย์พี่เวินคืออันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์สายนอกของเรา พลังของเขาบรรลุถึงขอบเขตฝึกปราณขั้นที่สามจุดสูงสุดแล้ว ไม่ใช่ระดับที่ฟางเฉินจะเทียบได้เลย"
"คราวนี้จบเห่แน่ อุตส่าห์สลัดคราบไอ้ขยะทิ้งไปได้แล้วแท้ๆ ตอนนี้กลับต้องมาถูกศิษย์พี่เวินทำลายซะงั้น"
ศิษย์หลายคนสีหน้าเปลี่ยนไปเมื่อเห็นการปรากฏตัวของเวินเจิ้งอวิ๋น
ขณะที่เวินเจิ้งอวิ๋นกำลังเดือดดาลอยู่นั้น เสียงแหลมบาดหูก็ดังขึ้นที่ข้างกาย
(จบแล้ว)