- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นต้นไม้ใหญ่ ข้าจะสร้างอาณาจักรเทพอมตะ!
- บทที่ 11 กองทหารม้าของเผ่ามนุษย์
บทที่ 11 กองทหารม้าของเผ่ามนุษย์
บทที่ 11 กองทหารม้าของเผ่ามนุษย์
บทที่ 11 กองทหารม้าของเผ่ามนุษย์
“พลังวิญญาณฟื้นคืนกลับมาแล้ว!”
ดวงตาของหลี่เชียนเจวี๋ยแฝงไปด้วยความคาดหวังและความทะเยอทะยานอันแรงกล้า
ในยุคที่พลังวิญญาณเสื่อมถอย แม้ว่าจะมีพรสวรรค์อันแข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรก็ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรค
ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้เป็นแม่ครัวเก่งกาจ หากไร้ข้าวสารก็มิอาจหุงหาได้
ผู้ที่ไม่พอใจกับโชคชะตาล้วนแต่เฝ้ารอวันที่พลังวิญญาณจะกลับมาเฟื่องฟู
มีเพียงเช่นนี้ จึงจะสามารถแสดงความสามารถที่แท้จริงได้อย่างเต็มที่
“ท่านเจ้านคร พลังวิญญาณที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายและการอาละวาดของสัตว์อสูรในป่าเขาทั่วทุกที่เช่นกันขอรับ”
รองแม่ทัพเหวินรายงานต่อว่า “ขณะนี้กลุ่มลาดตระเวนของเราพบเห็นสัตว์อสูรจำนวนมากในป่า ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยจะพบเห็นมาก่อน”
สีหน้าของหลี่เชียนเจวี๋ยพลันเคร่งเครียดขึ้น
เรื่องนี้นับว่าลำบากไม่น้อย
เมื่อพลังวิญญาณฟื้นคืนมาแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรมนุษย์ก็สามารถก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่สัตว์อสูรและพืชพันธุ์ก็จะก้าวหน้าตามไปด้วย
แต่เคราะห์ดีที่เผ่ามนุษย์มีข้อได้เปรียบอย่างมาก
มนุษย์มีทั้งค่ายกลและยันต์อาคม
ด้วยภูมิปัญญาอันสูงส่งของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ยิ่งได้รับการพัฒนาให้รุ่งเรืองในช่วงยุคเสื่อมถอยของพลังวิญญาณ
แค่ใช้ยันต์อาคมเพียงครั้งเดียว ก็สามารถสังหารสัตว์อสูรได้โดยง่าย
หากยันต์อาคมไม่เป็นผล ก็สามารถใช้ค่ายกลที่ทรงพลังกว่าได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่เชียนเจวี๋ยจึงค่อยโล่งใจขึ้น
“ให้คอยเฝ้าระวังและตรวจสอบพื้นที่ต่างๆ ในเทือกเขาหนานหลิงอย่างใกล้ชิดต่อไป”
หลี่เชียนเจวี๋ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ที่อื่นข้าไม่สนใจ แต่ในเขตหนานหลิงของข้า ห้ามเกิดปัญหาเด็ดขาด”
“จำไว้ว่า หากมีพื้นที่ใดที่พลังวิญญาณเกินหนึ่งพันไก้ ต้องรีบมารายงานข้าทันที”
ไก้คือหน่วยวัดความหนาแน่นของพลังวิญญาณในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
“ขอรับ!” รองแม่ทัพเหวินรับคำอย่างจริงจัง
พื้นที่ที่มีค่าพลังวิญญาณถึงพันไก้นั้น เพียงพอให้ผู้คนใช้ฝึกฝนได้
และบริเวณเช่นนี้ก็มักจะให้กำเนิดสัตว์อสูรได้ง่ายด้วย
รองแม่ทัพเหวินทำงานได้อย่างรวดเร็วมาก
ในบ่ายวันนั้นเอง เขากลับมารายงานผลการตรวจสอบด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดผิดปกติ
เมื่อหลี่เชียนเจวี๋ยเปิดรายงานดู สีหน้าของเขาก็มืดทะมึนทันที
“ในพื้นที่รอบหนานหลิงพันลี้ มีป่าเขาที่มีค่าพลังวิญญาณเกินมาตรฐานอยู่สิบเอ็ดแห่ง!”
“ปัญหาหนักที่สุดคือบริเวณเทือกเขาหว่างกู่ ในสิบเอ็ดพื้นที่ที่ค่าพลังวิญญาณเกินมาตรฐานนั้น เจ็ดพื้นที่อยู่ที่เทือกเขาหว่างกู่ทั้งสิ้น”
“เดี๋ยวก่อน…” หลี่เชียนเจวี๋ยจ้องมองตัวเลขในรายงาน ดวงตาหรี่แคบลงทันที “มีบริเวณหนึ่งในเทือกเขาหว่างกู่ ที่พลังวิญญาณสูงถึงเก้าพันไก้ เจ้าแน่ใจหรือว่ารายงานนี้ถูกต้อง?”
รองแม่ทัพเหวินรีบกล่าว “ท่านเจ้านคร เมื่อข้าเห็นผลการตรวจสอบนี้ข้าก็ไม่เชื่อ จึงใช้ค่ายกลเทียนซูตรวจสอบซ้ำถึงสามครั้ง แต่ทุกครั้งผลก็ตรงกันหมด ไม่มีผิดพลาดแม้แต่น้อยขอรับ”
กล่าวถึงตรงนี้ รองแม่ทัพเหวินจึงพูดด้วยท่าทางระมัดระวัง “ท่านเจ้านคร เป็นไปได้หรือไม่ว่าบริเวณนั้นจะมีดินแดนลับโบราณปรากฏขึ้น?”
“ดินแดนลับโบราณ?” หลี่เชียนเจวี๋ยกล่าวเสียงต่ำ “ตอนนี้มันยุคสมัยใดแล้ว พลังวิญญาณขาดหายไปถึงสามพันปี ต่อให้เป็นดินแดนลับที่ทรงพลังแค่ไหนก็ย่อมพังทลายไปตั้งนานแล้ว”
รองแม่ทัพเหวินเริ่มรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันทีที่ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์
เก้าพันไก้!
หนานหลิงตั้งอยู่ในเขตแคว้นชิงโจว
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรที่มีชื่อเสียงที่สุดของแคว้นชิงโจว ก็คือชิงชิวที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์!
แม้แต่ชิงชิวที่มีชื่อเสียงโด่งดัง พลังวิญญาณก็ยังไม่สูงถึงเก้าพันไก้เช่นนี้!
หลี่เชียนเจวี๋ยไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ภายในเทือกเขาหว่างกู่จะถือกำเนิดสิ่งที่น่าหวาดกลัวเพียงใดขึ้นมา
“อวี้เชา เจ้าเดินทางไปตรวจสอบเทือกเขาหว่างกู่ด้วยตนเองเถิด”
หลี่เชียนเจวี๋ยเอ่ยสั่งการอย่างเด็ดขาด “ไม่ว่ายังไง เจ้าต้องสืบหาความจริงในเรื่องนี้มาให้ได้!”
ณ เทือกเขาหว่างกู่
กิ่งก้านของซูมู่พลันขยับไหวเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว
เขาสัมผัสได้ถึงความสดชื่นของอากาศรอบตัวที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“พลังวิญญาณของโลกใบนี้ ดูเหมือนจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ ด้วย…”
ซูมู่ครุ่นคิดพลางพินิจไป
ตูม ตูม ตูม...
เสียงกระแทกรุนแรงดังกึกก้องขึ้นมาไม่ไกลนัก
เมื่อจิตของซูมู่กวาดผ่านไป เขาพลันมองเห็นเงาร่างใหญ่โตสองร่างกำลังต่อสู้อยู่กลางป่าเขา
ฝ่ายหนึ่งคือลิงยักษ์ขนดำ อีกฝ่ายคือเสือดาวลายพร้อย
ลิงดำแข็งแกร่งกว่าเสือดาวหลายเท่า
เสือดาวถูกลิงดำบดขยี้จนแทบไม่อาจโต้ตอบได้
เพียงไม่ถึงครึ่งเค่อ เสือดาวก็ถูกลิงดำตบจนกระดูกสันหลังหักตายคาที่ทันที
หลังจากสังหารเสือดาวได้ ลิงดำก็ตบหน้าอกของตนเองอย่างบ้าคลั่ง แสดงท่าทีหยิ่งผยองถึงที่สุด
【เผ่าพันธุ์ : วานรทงเป้ย】
【ความสูง : 3 จั้ง】
【อายุขัย : 200 ปี】
【ระดับ : ระดับหนึ่งขั้นสูงสุด】
【ความสามารถ : พลังราชันวัชระ】
พลังของวานรทงเป้ยตัวนี้นับว่าแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
นิสัยของมันเองก็ก้าวร้าวดุร้ายไม่น้อย
หลังจากสังหารเสือดาว มันก็หันมาจับจ้องต้นอิ๋งซิงที่อยู่ตรงหน้าทันที
จากต้นอิ๋งซิงต้นนี้ มันสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่เข้มข้นมหาศาล
ลิงดำตั้งใจจะหักต้นอิ๋งซิงแล้วกินมันเข้าไปทันที
ตุบ ตุบ ตุบ...
ลิงดำพุ่งเข้าหาต้นอิ๋งซิงอย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะนั้นเอง พังพอนเสวี่ยหลิงและงูหลามไป๋หลิงพลันปรากฏตัวขึ้นมาขวางหน้า
“โฮก!”
วานรทงเป้ยคำรามเสียงดัง
พังพอนเสวี่ยหลิงและงูหลามไป๋หลิงก็ไม่ยอมแพ้ ส่งเสียงข่มขู่คำรามกลับ แล้วเข้าปะทะกับลิงดำในทันที
การต่อสู้นี้ ซูมู่ไม่ได้เข้าร่วมด้วย
ในป่าเขาแห่งนี้ เวลาผ่านไปนานเข้าก็น่าเบื่อหน่ายไม่น้อย
ดูการต่อสู้ของสัตว์อสูรทั้งสามตัวนี้ก็พอทำให้เขาเพลิดเพลินแก้เบื่อได้บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าวานรทงเป้ยจะมีพลังแข็งแกร่ง แต่พังพอนเสวี่ยหลิงและงูหลามไป๋หลิงก็ไม่ใช่สัตว์อสูรอ่อนแอแต่อย่างใด
ที่สำคัญ พังพอนเสวี่ยหลิงและงูหลามไป๋หลิงต่างก็คุ้นชินกับพลังหมอกมายาในป่า ทำให้พวกมันได้เปรียบยิ่งขึ้นไปอีก
ซูมู่จึงเชื่อว่าพวกมันจะสามารถจัดการกับวานรทงเป้ยตัวนี้ได้
ขณะที่ซูมู่กำลังชมการต่อสู้อย่างเพลิดเพลินอยู่นั้นเอง
บริเวณด้านนอกของหมู่บ้านตระกูลซู กลับปรากฏกลุ่มทหารม้ากลุ่มหนึ่งขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
หัวหน้ากลุ่มทหารม้านี้คือรองแม่ทัพเหวินอวี้เชา
เมื่อเขากระตุกสายบังเหียน ม้าศึกที่อยู่ใต้ร่างก็หยุดลงทันที
ในเวลาเดียวกัน ทหารม้าทั้งหมดที่ติดตามอยู่เบื้องหลังก็พลันหยุดพร้อมกันราวกับนัดหมายไว้ล่วงหน้า
เพียงแค่นี้ก็พอมองออกแล้วว่า ทหารม้ากลุ่มนี้มีวินัยสูงเพียงใด
รองแม่ทัพเหวินนั่งอยู่บนหลังม้า สายตามองออกไปยังเทือกเขาทอดยาวไม่มีสิ้นสุดเบื้องหน้า
เทือกเขาหว่างกู่ ในยุคโบราณถือเป็นดินแดนต้องห้ามของเผ่ามนุษย์
แม้หลังจากนั้นพลังวิญญาณจะแห้งเหือด ที่นี่ก็อันตรายน้อยลง ทว่าอย่างไรก็ยังคงมีภัยร้ายซ่อนอยู่เสมอมา
รองแม่ทัพเหวินรู้ดีว่าครั้งนี้เขาต้องเดินทางเข้าสู่เทือกเขาหว่างกู่ จึงเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี
บนร่างของเขาในตอนนี้พกยันต์อาคมสังหารเอาไว้ไม่น้อย
“ท่านรองแม่ทัพ”
ทหารม้าวัยกลางคนที่มีหนวดเคราดกครึ้มเอ่ยขึ้น “เบื้องหน้าคือหมู่บ้านตระกูลซู หมู่บ้านแห่งนี้มีประวัตินับพันปี หากเราจะเข้าภูเขา ควรหาคนในหมู่บ้านซูมาช่วยนำทาง จะได้ลดอันตรายลงขอรับ”
“ก็ดี” รองแม่ทัพเหวินพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะหันกลับมากล่าวกับทหารทั้งหมดด้วยท่าทางจริงจัง
“ทุกคนจงตั้งใจฟังให้ดี เมื่อเราเข้าภูเขาไปแล้ว ห้ามประมาทแม้แต่น้อย!”
“ท่านรองแม่ทัพ ที่ผ่านมาเราก็เคยเข้ามาสำรวจเทือกเขาหว่างกู่หลายครั้ง แม้จะมีอันตรายอยู่บ้าง แต่ครั้งนี้เรามากันหลายคน คงไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเกินไปนักหรอกกระมัง?” ทหารม้านายหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยท่าทางไม่ค่อยเห็นด้วยนัก
“ก่อนหน้านั้นคืออดีต แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว!”
เหวินอวี้เชากล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “ตอนนี้เทือกเขาหว่างกู่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หากพวกเจ้าประมาท ไม่เพียงจะเสียชีวิตเปล่าๆ แต่ยังอาจจะทำให้สหายต้องพลอยลำบากไปด้วย พวกเจ้าจะรับผิดชอบได้หรือไม่?”
ได้ยินเช่นนั้น ทหารม้าทั้งหมดต่างก็เงียบกริบ ไม่กล้าเอ่ยคำใดๆ อีกต่อไป
เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ รองแม่ทัพเหวินจึงเดินตรงไปยังใจกลางกลุ่มทหารม้า
ตรงกลางนั้นมีรถม้าอยู่คันหนึ่ง
ภายในรถม้านั้นบรรจุกล่องยาวอยู่หนึ่งกล่อง
เมื่อเห็นกล่องยาวนี้ ดวงตาของทหารม้าทุกนายต่างปรากฏความเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างชัดเจน
สิ่งที่อยู่ภายในกล่องนี้คือกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง!
หากเป็นเมื่อสามพันปีก่อน กระบี่วิเศษเล่มนี้คงไม่ใช่สิ่งที่น่าตกตะลึงอะไรนัก
แต่หลังจากที่ผ่านยุคพลังวิญญาณเสื่อมถอยมายาวนาน อุปกรณ์วิเศษส่วนมากได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น
หลงเหลืออยู่เพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น
หมู่บ้านตระกูลซู
เมื่อกลุ่มทหารม้าปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกหมู่บ้าน เหล่าชาวบ้านก็แตกตื่นตกใจไปพักใหญ่
รองแม่ทัพเหวินคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงส่งทหารออกไปปลอบโยนชาวบ้านอย่างรวดเร็ว
เมื่อชาวบ้านทราบว่ากลุ่มทหารม้านี้มาจากที่ทำการเจ้านครหนานหลิง ประกอบกับท่าทางที่สุภาพและอ่อนโยนของทหารเหล่านั้น พวกเขาก็ค่อยรู้สึกเบาใจลงได้มาก
ครึ่งเค่อผ่านไป
รองแม่ทัพเหวินจึงเดินทางเข้าไปภายในหมู่บ้าน และพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านซูเหยียน
“ท่านผู้อาวุโสซู ข้าเห็นมีสองครัวเรือนที่กำลังไว้ทุกข์ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ?”
รองแม่ทัพเหวินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ซูเหยียนถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ให้ฟัง
“มีสามคนที่คิดฝึกตนบำเพ็ญเพียร แต่ท้ายที่สุดสองคนต้องตายเพราะพิษงู เหลือรอดเพียงคนเดียวเท่านั้น”
เมื่อรองแม่ทัพเหวินได้ยินเรื่องราวนี้ สีหน้าของเขาก็พลันเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ครู่หนึ่งต่อมา เขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงขรึมว่า “ที่หมู่บ้านตระกูลจางก็มีชายฉกรรจ์ห้าคนที่เสียชีวิต ในสภาพปกติคงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะถูกงูพิษกัดตายทั้งหมด ข้าเกรงว่างูพิษตัวนี้คงเป็นสัตว์อสูร!”