เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 24 ฉันกับฉู่โม่เฟิงไม่ได้มีอะไรกัน

ตอนที่ 24 ฉันกับฉู่โม่เฟิงไม่ได้มีอะไรกัน

ตอนที่ 24 ฉันกับฉู่โม่เฟิงไม่ได้มีอะไรกัน


ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

จะว่าไปแล้ว ลางสังหรณ์ของหลินหยีดูเหมือนจะเข้าเค้ามากทีเดียว

“ปกติผู้ชายถ้าไม่มีแฟนแล้วไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้มันก็คงไม่แปลก แต่ถ้ามีคู่เป็นตัวเป็นตนจะไม่คิดถึงเรื่องอย่างนั้นเลยจะเป็นไปได้เหรอ? แล้วนี่สถานะพวกเธอก็ไม่ใช่ ‘แค่แฟน’ กันธรรมดาๆ นะ แต่ถึงขั้นเป็น ‘สามี-ภรรยา’ กันแล้วด้วย! มันก็ต้องมีกิจกรรมอย่างว่าบ้างสิถูกม๊ะ? แต่นี่เขากลับไม่แตะต้องเธอเลยแสดงว่าจะต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างแหง๋ๆ”

 

“ไอ้พวกนักศึกษาที่มีแฟนแล้วมีคู่ไหนบ้างที่ไม่มีเรื่องอย่างว่าน่ะ? ถ้ารวยหน่อยก็เข้าโรงแรม ถ้าไม่มีตังค์บางคู่ก็อาจจะที่ลับตาคนอย่างในสวน ฉันจะบอกให้นะว่าในหัวของผู้ชายไม่ว่าหน้าไหน มันก็มีแต่เรื่องพวกนี้ทั้งนั้นแหละ ยิ่งเวลาได้อยู่กับแฟนสองต่อสองมันจะอดใจไว้ได้ไงกัน?”

 

“เฮ้อ ภายนอกเขาดูแข็งแรงดี  แต่ที่แท้ก็กำลังพยายามปกปิดความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายในนี่เอง หลินเฉี่ยน เธอนี่ก็ซื่อบื้อชะมัด ดูท่าทางก็ออกจะกร้านโลกขนาดนี้แต่ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยเรอะ?”

 

ยิ่งฟังหลินหยีพูดมากเท่าไหร่ หลินเฉี่ยนก็ยิ่งรู้สึกว่ามันดูสมเหตุสมผลมากขึ้นเรื่อยๆ “แล้วฉันควรจะทำยังไงล่ะ?”

 

หลินหยีอมยิ้มอ่อนๆ ดวงตาที่กำลังมองจ้องไปยังสาวน้อยบนเตียงคนไข้ค่อยๆหรี่แคบลง แก้มสองข้างของเธอเริ่มแดงระเรื่อ ใบหน้าสวยเชิดขึ้นนิดๆ  แต่ในที่สุดฟันขาวๆของเธอก็เผยออกมาให้เห็นเมื่อเธอไม่สามารถกลั้นยิ้มเอาไว้ได้อีกต่อไป หลินหยีหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวครู่หนึ่ง ก่อนที่จะปรับสีหน้าอีกครั้ง ความลึกลับฉบับสาวทรงเสน่ห์ผสมความหวานสดใสในแบบสาวน้อยเคลือบอยู่บนใบหน้าและท่าทางของเธออย่างเปี่ยมล้น หลินหยีมองหลินเฉี่ยนด้วยสายตาวิบวับก่อนจะตอบคนตรงหน้า “เธอถามถูกคนแล้วล่ะ แต่!...หลินเฉี่ยนเธอบอกฉันมาตรงๆก่อนดีกว่าว่าเธอกับฉู่โม่เฟิงไปถึงไหนแล้ว?”

 

“ฉู่โม่เฟิงเหรอ?” ‘ให้ตายเถอะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเร็วไปไหมเนี่ย’

 

“ก็ตอนที่รู้ว่าเธอเกิดเรื่อง ฉู่โม่เฟิงก็พุ่งมาหาฉัน เขาใหญ่เลยว่าเธออยู่โรงบาลอะไร ห้องไหน เหอะ! เห็นฉันเป็นพวกขายพี่น้องตัวเองรึไงเนี่ย? พอคิดว่าถ้าบอกไปแล้วถูกหัวหน้ากู้รู้เรื่องเข้า มันคงจะไม่ดีแน่ ฉันเลยไม่ได้บอกอะไรเขาไป”

 

“หยุด! เธอหยุดคิดเลย” หลินเฉี่ยนเบรคพี่สาวของเธอเสียงเข้ม “ฉันกับเขาไม่ได้มีอะไรกัน เราเป็นแค่ เพื่อน! ร่วม! ชั้น! กัน”

 

“เหอะ” หลินหยีกลอกตา “นี่ยังไม่ยอมรับความจริงอีกเหรอ ใครต่อใครพูดกันให้แซ่ดว่าที่หนานอินยกพวกไปตีเธอก็เป็นเพราะเธอไปแย่งฉู่โม่เฟิงมาจากยัยนั่น”

 

“แล้วใครต่อใครพวกนั้นก็บอกด้วยใช่ไหมล่ะว่าฉันเป็นแม่เลี้ยงของวางหยาง แล้วมันคือเรื่องจริงมะ?” หลินเฉี่ยนถามกลับไป

 

หลินหยียังไม่เชื่อ “เหอะ! ฉันเห็นนะ ท่าทางของหมอนั่นน่ะ ร้อนรนแทบเป็นบ้าขนาดนั้น ยังไงซะฉันก็เชื่อว่าเขาเป็นห่วงเธอ แล้วเขาก็ไม่ได้เสแสร้งด้วย ฉันดูออก ถ้าเธอไม่ถูกคุณกู้แย่งไปซะก่อนป่านนี้คนรักของเธอก็อาจจะเป็นฉู่โม่เฟิงไปแล้วก็ได้นะ แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ยัยบ้าหนานอินก็คงจะเกลียดเธอเข้ากระดูกดำเอาแบบฆ่าตายแล้วยังขุดศพขึ้นมาฆ่าซ้ำ ไม่ก็โกรธจนประสาทกลับ พูดไม่รู้เรื่องสมองพิการไปเลย”

 

“เออ เอาเข้าไป ฉันว่าคนประสาทกลับคือเธอต่างหาก ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะไปกันใหญ่  บ้าบอจริงๆ หยุดพูดได้แล้ว! ถ้ายังพูดกล้าอีกคำนะ...” หลินเฉี่ยนพูดเสียงต่ำเพื่อข่มขู่ มือคนป่วยยกขึ้นมาชี้หน้าคนพูดไปเรื่อย

 

หลินหยีรีบโบกมือห้ามพัลวัน “โอเคๆๆ ไม่พูดแล้วไม่พูดแล้ว สรุปว่าเธอจะเอาไง จะออกจากโรงบาลป่ะเนี่ย?”

 

“ออก!”

 

…….

 

ในที่สุดหลินเฉี่ยนก็ได้ออกจากโรงพยาบาล หลังจากพักรักษาตัวเป็นเวลากว่าสามวันเต็ม แผลภายนอกส่วนอื่นๆ ของเธอก็เกือบจะหายเป็นปกติแล้วมีเพียงส่วนของใบหน้าเท่านั้นที่ยังมีรอยฟกช้ำให้เห็นชัดเจน

 

ต่อให้โดนซ้อมจนตายหลินเฉี่ยนก็ไม่มีวันคิดจะกลับไปบ้านตระกูลหลินแน่ ส่วนคฤหาสน์ตระกูลกู้เธอเองก็ไม่มีหน้าจะกลับไปเช่นกัน ตอนนี้คงทำได้เพียงแค่ติดรถของหลินหยีไปมหาลัยเท่านั้น

 

ตอนนี้เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ดวงอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้าค่อยๆ พรากเอาความอบอุ่นที่ถูกส่งมายังโลกกลับไปด้วย ทว่าแสงสีทองแห่งอาทิตย์อัสดงยังคงอยู่ มันสาดส่องอาบไล้ทุกสรรพสิ่ง

 

ฤดูกาลนี้เป็นฤดูที่เมเปิลเริ่มผลัดใบ ใบแห้งๆ บนกิ่งก้านของต้นขนาดใหญ่กำลังเหี่ยวเฉา บางส่วนปลิวตกลงมาก่อนจะถูกลมจากรถและคนที่สัญจรผ่านพัดให้ไปกองทับถมกันอยู่สองข้างทางเดินภายในมหาวิทยาลัย ขณะที่ใบไม้แห้งอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่งตกลงมายังคงอยู่บนถนนและถูกผู้คนที่เดินเท้าผ่านเหยียบย่ำจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ

 

บนทางเดินเท้าที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นเมเปิล ในเวลานี้ยังคงมีเหล่านักศึกษาเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ตลอด บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม บ้างก็เดินเป็นคู่ หรือบางคนก็เดินมาคนเดียว ซึ่งในทุกๆย่างก้าวของพวกเขาก่อให้เกิดเป็นเงาทอดยาวไปตามพื้นสลับกับเงาต้นไม้เป็นระยะๆ มันเป็นภาพยามเย็นธรรมดาแต่กลับดูพิเศษ

 

ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามยามตะวันตกดิน สายตาของหลินเฉี่ยนก็ปะทะเข้ากับเงาร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคย….ฉู่โม่เฟิงอยู่ในจุดที่ไกลออกไปไม่มากนัก

 

ภายใต้ต้นไม้เธอมองเห็นแผ่นหลังของเขาที่กำลังนั่งอยู่บนรถจักรยาน แผ่นหลังอันแสนคุ้นเคยนั้นถูกอาบไล้ด้วยแสงสีแดงของอาทิตย์อัสดง เท้าแข็งแรงข้างหนึ่งพาดอยู่บนบันไดจักรยาน ขณะที่เท้าอีกข้างเหยียบอยู่บนพื้น บนบ่ากว้างแสนสง่าผ่าเผยของเขาถูกพาดไว้ด้วยแร็กเกต (ไม้ตีเทนนิส) เก่าๆด้ามหนึ่ง บนหัวของเขาถูกสวมด้วยหมวกขนเป็ดสีขาวเพื่อให้ความอบอุ่น บนร่างกายกำยำสมส่วนห่อหุ้มด้วยชุดออกกำลังกายสีขาวทั้งชุดแม้แต่รองเท้าผ้าใบก็ยังเป็นสีขาวสะอาดตา …..หนุ่มหล่อแสนเฟอร์เฟคผู้เป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั่วมหาวิทยาลัยกำลังหันหลังกลับ ทันทีที่เขาหันมาแสงสีทองก็สาดส่องลงบนใบหน้าราวรูปสลักนั้น มันช่วยขับเน้นให้เห็นถึงความอ่อนโยน สุขุม และหล่อเหลาละลายใจ ไม่ว่าสาวน้อยสาวใหญ่หรือใครๆที่ได้เห็นต่างก็ต้องเผลอจ้องมองจนแทบลืมหายใจ

 

นี่เป็นภาพที่เหมือนฉากเปิดตัวพระเอกในหนังรักโรแมนติกอย่างไรอย่างนั้น ราวกับว่าความสวยงามทุกอย่างที่มีในโลกนี้ทั้งใบยังไม่เพียงพอที่จะบรรยายถึงฉากนี้ได้

 

ลมหายใจของหลินเฉี่ยนเริ่มถี่รัวขึ้นกว่าปกติเมื่อมองเห็นภาพใบหน้านั้นเต็มตา คนจอมซ่าลืมสิ่งอื่นไปชั่วขณะ แม้แต่ดวงตาของเธอก็กะพริบตาช้าลงกว่าเดิมมากโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

สาวน้อยสัมผัสได้ว่าตอนนี้หัวใจของเธอกำลังเต้นแรงขึ้น

 

ฉู่โม่เฟิงมองเห็นว่าหลินเฉี่ยนกำลังเดินมาเขาจึงลงจากจักรยาน แล้วเอาจักรยานไปพิงไว้กับต้นเมเปิลข้างทางที่อยู่ใกล้ๆ หนุ่มหล่อวางอุปกรณ์ทั้งหมดไว้กับโคนต้นไม้ เหลือแค่กระเป๋าสะพายใบเดียวติดตัวก่อนจะเดินตรงไปหาเธอ

 

เขาจับสายสะพายกระเป๋าด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างล้วงไว้ในกระเป๋ากางเกง เมื่อลงจากจักรยานได้ร่างสูงก็ยืนอย่างมั่นคงต้านทานสายลมเย็นจัดชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินอย่างหนักแน่นมาตามทางเดิน ท่ามกลางแสงสีทองที่อาบไปทั่วร่าง เขาในตอนนี้ทั้งดูเท่และเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ ถึงแม้จะเห็นได้ชัดว่าเขาเดินด้วยท่าทางสบายๆ แต่มันกลับดูทรงพลังจนสะกดสายตาทุกคู่ได้

 

หรือนี่อาจจะเป็นบางสิ่งที่เรียกกันว่า บรรยากาศเป็นใจก็เป็นได้ ถ้าหากเขาคิดจะสะกดใครสักคนตอนนี้ คนคนนั้นคงคล้อยตามได้ทันทีโดยไม่แม้แต่จะได้คิดแน่ๆ ยิ่งเมื่อมันเกิดขึ้นกับคนที่เกิดมาดูดีอยู่แล้วมันก็ยิ่งดูยากที่จะต้านทานได้มากขึ้นไปอีก

 

ทว่าเป้าหมายของฉู่โม่เฟิงชัดเจนและมั่นคง...เขากำลังเดินตรงมาหาหลินเฉี่ยน

 

ตอนแรกที่เห็นแค่แผ่นหลังนั้น หลินเฉี่ยนกะว่าจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเขาแล้วเดินผ่านไป แต่ตอนนี้เห็นชัดๆว่าเขาล็อคเป้ามาที่เธอแล้ว ถ้าจะให้แกล้งก้มหน้าทำเป็นมองไม่เห็น ไม่รู้ตัวต่อไปก็จะดูเหมือนเป็นการจงใจหลบหน้าที่โจ่งแจ้งมากเกิน

 

ฉู่โม่เฟิงเดินมาหยุดลงตรงหน้าหลินเฉี่ยน คนร่างสูงอยู่ใกล้มากจนเธอรู้สึกว่ากำลังหายใจลำบาก สาวน้อยจึงรีบถอยหลังออกไปสองก้าวทันที

 

“มีไรปล๊าว~?” หลินเฉี่ยนพยายามพูดด้วยน้ำเสียงให้ฟังเหมือนถามแบบขอไปที แต่มันกลับดูตั้งใจมากเกินไปหน่อย

 

ฉู่โม่เฟิงไม่พูดอะไร เขาทำเพียงขยับเข้าไปใกล้เงียบๆและก้มหน้าต่ำลงเพื่อมองใบหน้าของหญิงสาวให้ชัดเจน แม้จะอยู่ภายใต้ร่มเงาของมวลไม้ยามตะวันลับฟ้าเช่นนี้ แต่สีแดงบนใบหน้าของเธอนั้นกลับยังคงมองเห็นได้อย่างเด่นชัด และไม่ว่าอย่างไรก็ยังไม่สามารถบดบังความน่ารัก งดงามของสาวน้อยตรงหน้าได้ โดยเฉพาะดวงตาคู่สวยสีดำสนิทที่เป็นประกายสดใสคู่นี้

 

ในแวบแรกที่สบสายตา ฉู่โม่เฟิงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าดวงตากลมโตคู่นั้นมันพิเศษจริงๆ แต่นั่นกลับทำได้เพียงดึงดูดความสนใจจากเขาเท่านั้น สิ่งที่ทำให้เขาใจเต้นได้จริงๆก็คือ แววของความเรียบง่ายและเป็นมิตรที่ซ่อนอยู่ในความอวดดีและดื้อด้านนั่นต่างหาก

 

“ไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม?”

 

หลินเฉี่ยนถอยหลังออกไปอีกสองก้าว “เห้ย เห้ย เห้ย อย่าเข้ามานะ...”

 

สาวน้อยจอมซ่าใช้มือปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกตาออกลวกๆ แล้วใช้มืออีกข้างท้าวไว้ที่เอวด้วยท่าทีสบายๆ เธอยืนทิ้งน้ำหนักตัวไปที่เท้าซ้าย ส่วนเท้าขวากระดิกไปมาท่าทางเหมือนหัวหน้าแก็งอันธพาลประจำโรงเรียน

 

“พูดเป็นเล่น คนอย่างฉันเนี่ยนะ จะเป็นอะไร!”

 

ฉู่โม่เฟิงเคยชินกับนิสัยแบบนี้ของเธอมาตั้งนานแล้ว รอยยิ้มอ่อนๆเผยบนใบหน้าของเขา “ไม่เป็นอะไรก็ดี สองสามวันมานี้ฉันเป็นห่วงจนนอนไม่หลับ ทำไมเธอถึงไม่รับสายฉันเลยล่ะ?”

 

เสียงที่นุ่มนวลของเขารวมถึงรอยยิ้มบนใบหน้าแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่หลินเฉี่ยนคุ้นเคยสักนิด...เธอไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

 

“แล้วทำไมฉันต้องรับสายแกด้วยห๊ะ! พวกเราไม่ได้สนิทสนมอะไรกันขนาดนั้นซะหน่อย”

 

ถึงท่าทางและคำพูดแบบนั้นจะเป็นการแสดงออกที่ชัดเจน แต่ฉู่โม่เฟิงกลับไม่ได้โกรธ เขายังพูดต่อไปอย่างอดทน “ก็เรานั่งเรียนโต๊ะติดกันตอน ม.ปลาย ไหนจะเรียนคลาสเดียวกันในมหาลัยอีก ถ้าแบบนี้ยังไม่เรียกว่าสนิท แบบไหนล่ะถึงจะเรียกว่าสนิทได้ล่ะ?”

 

“.....ฉู่โม่เฟิงวันนี้แกเป็นอะไรของแกวะ? ช่วยทำตัวให้เหมือนปกติหน่อยสิโว้ย”

 

“ฉันก็ปกติดีนี่”

 

“ไม่...แก…” หลินเฉี่ยนเริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลน “ก่อนหน้านี้พวกเราเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดเลยไม่ใช่เหรอ? พวกเราก็เป็นเหมือนกับน้ำในบ่อบาดาลที่อยู่ไกลจากน้ำในแม่น้ำไม่มีวันไหลมารวมกันได้ นี่แกเริ่มเปลี่ยนความคิดไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”

 

“เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะ ใครบอกเธอว่าน้ำในบ่อจะไม่มีวันเข้ามารวมกับน้ำในแม่น้ำ?”

 

“ฉัน...” สีหน้าของหลินเฉี่ยนเริ่มสลดลงไป เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนกับสถานการณ์นี้ “.....นี่แกเป็นไรของแกวะเนี่ย?”

 

ร่างกายท่อนบนของฉู่โม่เฟิงถูกอาบด้วยแสงสีทองยามอาทิตย์ตก หนุ่มหล่อสุดฮอตผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาของมหาลัยจู่ๆก็กลายเป็นผู้ชายอบอุ่น และแน่นอนว่าตอนนี้เขาไม่ได้ป่วย ฉู่โม่เฟิงเผยรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าที่แดงระเรื่อด้วยความเขินอาย  “จนถึงขั้นนี้แล้วเธอยังไม่รู้อีกเหรอ?”

“……”

 

“บางทีวิธีการพูดของฉันคราวก่อนมันอาจจะไม่ถูกต้อง เอาเป็นว่าฉันจะพูดให้เธอเข้าใจอีกครั้งก็แล้วกัน...คือว่าฉัน...”

 

“หยุด!” หลินเฉี่ยนตัวแข็งทื่อ เธอก้าวเท้าถอยออกไปอีกก้าวใหญ่ๆโดยอัตโนมัติ จนทำให้ตอนนี้พวกเขาอยู่ห่างกันเกือบหนึ่งเมตรแล้ว สิ่งที่อีกฝ่ายอยากจะพูดเธอรู้ดี ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้หรอก ถึงจะเป็นตอนที่เธอโสดเธอก็ไม่คิดที่จะคิดถึงเรื่องพวกนี้

 

ฉู่โม่เฟิงเป็นนักศึกษาดีเด่น ครอบครัวก็ดี รูปร่างหน้าตาก็ดี เธอรู้ตัวเองดีและเธอก็ไม่อยากให้ต้นกล้าดีๆ คนเก่งอนาคตไกลอย่างเขาต้องมาแปดเปื้อนเพราะเธอ

.

.

.

.

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

จบบทที่ ตอนที่ 24 ฉันกับฉู่โม่เฟิงไม่ได้มีอะไรกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว