- หน้าแรก
- พกปืนไปฝึกลัทธิเต๋า
- บทที่ 8 อัจฉริยะถือกำเนิด
บทที่ 8 อัจฉริยะถือกำเนิด
บทที่ 8 อัจฉริยะถือกำเนิด
บทที่ 8
“จ้าวเจิง เฉิงชง พวกเจ้าสองคนเต็มใจจะเข้าร่วมการประลองครั้งนี้หรือไม่?”
“หากทั้งสองฝ่ายตกลง ก็ขอให้เริ่มการประลอง หวังว่าทั้งสองจะเพียงหยั่งเชิงกันเท่านั้น ห้ามจงใจทำร้ายกันจนถึงชีวิต”
เนื้อหาของการท้าทายครั้งนี้ ผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลได้ประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว ห้าสิบศิลาวิญญาณที่จ้าวเจิงนำมาเดิมพันก็ถูกส่งมอบไว้กับเขาแล้วเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายพยักหน้าตกลง ผู้อาวุโสก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ประกาศเริ่มการประลองทันที!
เฉิงชงไม่ปิดบังอะไรอีกต่อไป พลันปลดปล่อยพลังของตนออกมา เผยให้เห็นระดับพลังปราณก่อเกิดขั้นหก!
“ขั้นหก! เจ้าหมอนี่ทะลวงถึงขั้นหกจริงๆ!”
“เมื่อเดือนก่อนในพิธีรับศิษย์ ยังมีผลตรวจสอบว่าเขาไร้ซึ่งพรสวรรค์ในการฝึกฝนอยู่เลย นี่ไม่เพียงแค่เข้าสู่เส้นทางการบ่มเพาะพลังวิญญาณ แต่กลับพุ่งทะยานมาถึงขั้นหกในเวลาไม่ถึงเดือน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!”
เหล่าศิษย์ที่มุงดูอยู่ต่างตกตะลึง แม้แต่ผู้อาวุโสที่ดูแลเองก็ตาเบิกกว้าง
‘บ้าไปแล้ว... ตอนนั้นข้ายังอดรู้สึกเสียดายแทนเจ้าเด็กนี่ไม่ได้... แต่ตอนนี้กลับ... ไม่ได้การล่ะ ต้องรีบรายงานต่อสำนัก นี่มันอัจฉริยะชัดๆ หากปล่อยให้ฝีมือระดับนี้ต้องมาเสียเวลาอยู่เฉยๆ คงน่าเสียดายแย่!’
“หึ! ขั้นหกงั้นรึ? ข้าไม่เชื่อหรอก!”
จ้าวเจิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แม้ในใจจะแปลกใจอยู่บ้าง แต่เขาไม่คิดประมาท จัดการปลดปล่อยพลังออกมาเต็มที่ เผยให้เห็นพลังระดับปราณก่อเกิดขั้นสูงสุดในทันที
พลังวิญญาณก่อตัวเป็นเกราะปกคลุมทั่วร่าง ฝ่ามือทั้งสองข้างแผ่พลังเย็นยะเยือกออกมา พร้อมใช้กระบวนท่า “ฝ่ามือเยือกแข็ง” อย่างเต็มกำลัง
“โอ้โห! ศิษย์พี่จ้าวใช้กระบวนท่า ‘ฝ่ามือเยือกแข็ง’ ตั้งแต่ต้นเลยรึ นี่หมายจะเอาชนะให้ได้ในกระบวนท่าเดียวชัดๆ!”
“ฝ่ามือเยือกแข็ง” แม้จะเป็นเพียงวิชาระดับต่ำ แต่หากฝึกจนชำนาญแล้ว แค่พลังเยือกแข็งที่แผ่ออกมาก็เพียงพอจะชะลอการเคลื่อนไหวของศัตรูได้ ยิ่งหากถูกฝ่ามือนี้เข้าไปเต็มๆ ก็อาจกลายเป็นน้ำแข็งทั้งร่างได้เลยทีเดียว!
เมื่อรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าโอบล้อมรอบกาย เฉิงชงก็ไม่รอช้า ทันใดนั้นก็ยิงปล่อยลำแสงสีฟ้าม่วงหลายสายฟาดเปรี้ยงออกไป
เปรี้ยง!
จ้าวเจิงไม่ทันตั้งตัว ถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ ทั่วร่างชาไปทั้งตัว ยืนโซเซราวกับหุ่นเชิดที่เชือกขาด
เฉิงชงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ รีบระดมยิงพลังแสงสีแดงนับสิบสายตามไปทันที พลังนั้นไม่เพียงแค่ทำลายเกราะวิญญาณของจ้าวเจิงจนย่อยยับ แต่ยังทำให้เสื้อผ้าของอีกฝ่ายขาดวิ่นเป็นชิ้นๆ เลือดสดๆ สาดกระเซ็นออกมาจากบาดแผลตามร่างกาย
“พลังวิญญาณปะทุออกนอกกาย! เจ้าหมอนี่ไม่ใช่แค่ขั้นหกแน่นอน!”
ผู้อาวุโสดูแลการประลองแทบหายใจไม่ออกกับภาพตรงหน้า
เสียงร้องอุทานตกใจดังระงมไปทั่วทั้งลานประลอง
‘นี่มันอะไรกัน! แค่พริบตาเดียวก็โดนซัดจนร่วงแล้วรึ? นี่มันไม่ใช่การประลอง แต่เป็นการสังหารชัดๆ!’
“เอ่อ... ข้าชนะแล้วใช่หรือไม่?”
เฉิงชงเอ่ยถามผู้อาวุโสที่ยังคงยืนตะลึงอยู่ พร้อมพยักพเยิดไปทางร่างที่นอนกระตุกอยู่บนพื้น
ผู้อาวุโสอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ตั้งสติได้ รีบหยิบถุงผ้าที่ใส่ศิลาวิญญาณอยู่ยื่นส่งให้
“เจ้า... เจ้าชนะแล้ว”
เฉิงชงยื่นมือไปรับถุงศิลาวิญญาณมา เขย่าเบาๆ โดยไม่แม้แต่จะเปิดออกดู แล้วก็หมุนตัวเตรียมเดินลงจากเวทีทันที
“ศิลาวิญญาณเหล่านี้ น่าจะพอให้ข้าทะลวงไปสู่ปราณก่อเกิดขั้นปลายได้สินะ!” เฉิงชงคิดในใจด้วยความเบิกบาน
แต่ก่อนจะฝึกฝนทะลวงพ้นขอบเขตพลัง เขาตัดสินใจไปหาผู้อาวุโสฝ่ายนอกเพื่อสอบถามว่าจะสามารถขอเรียนวิชาต่อสู้ได้หรือไม่
“เอ่อ...ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสฝ่ายนอกท่านอยู่ที่ใดหรือขอรับ?”
จู่ๆ เฉิงชงก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่รู้ว่าไปหาเขาได้ที่ไหน จึงหันไปยิ้มถามผู้อาวุโสที่ดูแลการประลอง
“อ้อ เจ้าไปหาท่านผู้อาวุโสเฉินมีธุระอันใดรึ?”
“อืม...ข้าไม่ปิดบังท่าน ข้ายังไม่ได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้ใดๆ เลย ก็เลยอยากไปขอร้องผู้อาวุโสเฉินดูว่าพอจะให้ข้าได้ฝึกฝนบ้างหรือไม่”
เฉิงชงกล่าวออกไปด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อย
“เจ้าจะเรียนวิชาต่อสู้รึ?”
ผู้อาวุโสพลันตัดสินใจช่วยเหลือทันที ในเมื่อเฉิงชงมีแววเป็นยอดอัจฉริยะของสำนัก ก็ไม่เสียหายที่จะผูกสัมพันธ์อันดีไว้
“ข้าจะพาเจ้าไปเองเถอะ ท่านผู้อาวุโสเฉินนั้นเป็นคนที่อารมณ์แปรปรวนอยู่บ้าง อีกทั้งเจ้าเองก็ยังไม่ได้เป็นศิษย์ฝ่ายนอก ไปหาเขาเองอาจจะไม่ได้เรื่องก็เป็นได้”
“ดีเลยขอรับ! ขอบคุณท่านมาก!”
เฉิงชงรีบแสดงความขอบคุณด้วยการคารวะอย่างนอบน้อม
ผู้อาวุโสโบกมือไปทางลูกศิษย์ผู้ช่วย ให้จัดการดูแลรักษาอาการบาดเจ็บของจ้าวเจิง ส่วนตนเองก็พาเฉิงชงมุ่งหน้าไปยังที่พักของผู้อาวุโสเฉินทันที
หลังจากทั้งสองเดินลับตาไป ลานประลองก็ดังระเบิดเสียงสนั่นหวั่นไหวด้วยเสียงพูดคุยของผู้คน
พวกเขาแม้จะคาดเดาไว้ก่อนว่าอาจเป็นการสังหารในพริบตา แต่!
เป้าหมายของการถูกสังหารในพริบตากลับกลายเป็นจ้าวเจิง มันช่างเหลือเชื่อเกินไป!
ผู้ที่ไม่รู้รายละเอียดต่างพากันสืบหาข่าวคราวกันอย่างคึกคัก อยากรู้ว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นใครกันแน่
ข่าวการที่เฉิงชงสังหารจ้าวเจิงซึ่งมีพลังปราณก่อเกิดขั้นสูงสุดได้ในพริบตานั้น แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนักรวดเร็วดั่งติดปีกบิน
ไม่เพียงแค่เหล่าศิษย์ทั้งหลายที่ล้วนรู้กันเกือบหมด แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสแห่งยอดเขาต่างๆ ก็ได้ทราบข่าวนี้แล้วเช่นกัน
“พี่เฉิงชงเก่งที่สุดเลย ข้ารู้อยู่แล้ว!”
แม้จะพลาดโอกาสได้เห็นเหตุการณ์ประลองด้วยตนเอง แต่เย่ลั่วลั่วก็ยังดีใจจนกระโดดโลดเต้น
“เจ้าเองก็รู้ว่าเขาทะลวงถึงขั้นปราณก่อเกิดแล้ว?”
ผู้อาวุโสแห่งยอดเขาหยกกระบี่ เย่หยูชุน หันไปมองหลานสาวตนเองด้วยความแปลกใจ
“รีบบอกข้ามาเถอะ เขาทะลวงถึงขั้นปราณก่อเกิดได้อย่างไร?”
“ข้า...ข้าไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ เมื่อวานซืนพวกเราไปที่ป่า...เอ่อ...”
เย่ลั่วลั่วรีบกลืนคำพูดลงคอแทบไม่ทัน
‘แย่ล่ะสิ! เกือบเผลอพูดเรื่องแอบไปบุกป่าอสูรกับพี่เฉิงชงแล้วเชียว!’
“ไปที่ป่าอะไรนะ?” เย่หยูชุนรีบคาดคั้น
“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าแค่จะบอกว่า เมื่อวานซืนข้ายังเห็นเขานั่งกังวลใจอยู่เลยที่ตนเองฝึกฝนไม่ได้อยู่แท้ๆ แปลกจริงๆ นี่เพิ่งไม่กี่วันก็...”
เย่ลั่วลั่วยังพูดไม่ทันจบ เย่หยูชุนก็จับประเด็นสำคัญได้ทันที รีบขัดจังหวะ
“ว่าไงนะ!? เจ้าว่าเมื่อวานซืนเขายังไม่ได้เริ่มฝึกฝนเลยงั้นรึ? นี่มันเป็นไปได้อย่างไร!”
เย่หยูชุนทั้งตัวชาไปหมด ส่ายหน้ารัวๆ ราวกับจะเขย่าความเป็นไปไม่ได้นี้ให้หลุดออกจากสมอง
“สามวันทะลวงถึงขั้นปราณก่อเกิดยังพอว่า แต่นี่ถึงขนาดสังหารขั้นปราณก่อเกิดสูงสุดได้ในพริบตา นี่มันเป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”
เย่หยูชุนพูดคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ไป! ไปหาเจ้าเด็กนั่นกับข้าเดี๋ยวนี้! ข้าต้องถามให้รู้เรื่องกับปากเขาเองว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
ว่าแล้วเย่หยูชุนก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าตัวเย่ลั่วลั่วไว้แล้วพุ่งทะยานลงเขาไปทันที
ในขณะเดียวกัน ที่ยอดเขาอื่นๆ ก็ปรากฏเงาร่างหลายสายพุ่งทะยานกลางอากาศ มุ่งตรงไปยังทิศทางกระท่อมไม้เล็กๆ บริเวณเชิงเขา
“รีบไปเร็ว! ดูท่าทางสำนักเทพวารีของพวกเรา...อาจจะมีอัจฉริยะยอดฝีมือถือกำเนิดขึ้นแล้ว!”