เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ท้าประลอง

บทที่ 7 ท้าประลอง

บทที่ 7 ท้าประลอง


บทที่ 7

“ไอ้...! เจ้าเด็กเมื่อวานซืน อย่าได้กำแหงนัก! คอยดูเถอะ!”

อู๋เฟยเจิ้งอยากจะทิ้งคำขู่เอาไว้สักประโยคให้ดูน่าเกรงขาม แต่ในใจกลับอดสั่นสะท้านไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่รีบมุดตัวแทรกเข้าไปในกลุ่มคนที่มุงดูอยู่แล้วลอบหนีไปเงียบๆ

ท่ามกลางเหล่าศิษย์สายนอกที่มุงดูอยู่ มีคนหนึ่งกล่าวเตือนขึ้นด้วยความหวังดีว่า

“เจ้านั่นน่ะมันขี้แพ้ชัดๆ... อะแฮ่ม! แต่อู๋เฟยเจิ้งมีศิษย์พี่ฝีมือฉกาจอยู่คนหนึ่ง เป็นถึงอันดับยี่สิบสามของศิษย์สายนอก พลังฝึกปรืออยู่ในระดับปลายขั้นปราณก่อเกิด  เลยนะ อู๋เฟยเจิ้งต้องไปตามเขามาเอาคืนแน่!”

“ระดับปลายขั้นปราณก่อเกิดหรือ?” เฉิงชงหัวเราะในลำคอ

ในระดับปราณก่อเกิด ย่อมไม่ใช่คู่ปรับอยู่แล้ว ต่อให้เป็นระดับสูงสุดในขั้นปราณก่อเกิด  เขาก็ไม่หวั่น!

“ถ้ากล้ามาเอาคืนจริง ข้าจะเตะมันกลิ้งกลับไปเอง! เอาล่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว!”

เฉิงชงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันหลังกลับเข้าไปในกระท่อมเพื่อกินข้าวต่อ

แต่คนข้างนอกกลับไม่ยอมแยกย้าย ยังคงปักหลักรอดูเหตุการณ์ต่อไป

เฉิงชงเองก็ไม่ใส่ใจนัก เขาแค่หันไปบอกให้เสี่ยวเตี๋ย  กินข้าวต่อไป

เสี่ยวเตี๋ยจ้องมองคุณชายของนางด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ

“กินข้าวเถอะๆ อย่ามัวแต่จ้อง เดี๋ยวตาจะถลนลงไปในชามข้าวหรอก!”

เฉิงชงแหย่ขำ เสี่ยวเตี๋ยหน้าแดงจัด รีบก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากทันที

หลังจากทานข้าวเสร็จ เสี่ยวเตี๋ยก็ไปเก็บล้างในครัว ส่วนเฉิงชงก็นั่งครุ่นคิดถึงวิธีหาเงินมาจุนเจือชีวิตความเป็นอยู่

แม้ว่าทุกเดือนสำนักเทพวารี จะมีเบี้ยเลี้ยงให้เขาสองร้อยเหรียญเงิน แต่เงินจำนวนนั้นก็เพียงพอแค่ค่าใช้จ่ายพื้นฐานเท่านั้น

ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ศิลาวิญญาณ  ต่างหากที่ถือเป็นสกุลเงินที่แท้จริง

ศิลาวิญญาณระดับสูงหนึ่งก้อนสามารถแลกศิลาวิญญาณระดับกลางได้หนึ่งร้อยก้อน ส่วนศิลาวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อนก็แลกศิลาวิญญาณระดับต่ำได้หนึ่งร้อยก้อน

ในโลกมนุษย์ทั่วไปใช้เหรียญเงินเป็นสกุลเงินมาตรฐาน

ศิลาวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อนสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ถึงหนึ่งหมื่นเหรียญเงิน แต่ต่อให้มีหนึ่งหมื่นเหรียญเงิน ก็ใช่ว่าจะหาศิลาวิญญาณระดับต่ำมาได้ง่ายๆ

สาเหตุก็ไม่มีอะไรซับซ้อน  ศิลาวิญญาณนั้นหายากเกินไปนั่นเอง

“ถ้ามีศิลาวิญญาณไว้ช่วยฝึกปรือ ข้าก็คงทะลวงไปถึงปลายขั้นปราณก่อเกิดได้ในเร็ววันแน่!”

เฉิงชงรู้ดีว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้น สิ่งสำคัญมีอยู่สี่ประการคือ “คู่ครอง มิตรสหาย ทรัพย์สิน และที่อยู่อาศัย” ซึ่งตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือ ทรัพย์สิน

“แล้วข้าจะหาเงินเพื่แลกศิลาวิญญาณมาฝึกปรือได้อย่างไรดี...”

“เฉิงชง เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”

เสียงของอู๋เฟยเจิ้งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนเจ้าหมอนั่นจะพาคนมาด้วยจริงๆ

เฉิงชงถอนหายใจแล้วหันไปบอกเสี่ยวเตี๋ยให้ทำงานต่อไป จากนั้นจึงเดินออกไปอย่างสบายใจเฉิบ

ที่หน้าประตู อู๋เฟยเจิ้งยืนค้ำหัวอยู่พร้อมกับพรรคพวกอีกสองสามคน

คนที่ยืนเด่นที่สุดคือชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลา ราวอายุสิบหกสิบเจ็ดปี ดูจากท่าทางก็รู้ว่าฐานะทางบ้านไม่เลว เขามีแววตาแฝงความยโสโอหังออกมาโดยไม่รู้ตัว

“นี่คือศิษย์พี่ของข้า จ้าวเจิง  ผู้มีพลังฝึกปรือระดับปลายขั้นปราณก่อเกิด อีกไม่นานก็จะทะลวงถึงระดับสูงสุดแล้ว!”

อู๋เฟยเจิ้งหันไปมองศิษย์พี่ตนเองด้วยความเคารพ จากนั้นก็หันมากล่าวกับเฉิงชงด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“หึ! กล้าสู้กับศิษย์พี่จ้าวของข้าหรือไม่? ถ้าไม่กล้าก็จงรีบคุกเข่าขอขมาซะ! ไม่อย่างนั้น เจ้าจะได้รู้ฤทธิ์ข้าแน่!”

“เจ้าว่าจะสู้แล้วข้าต้องสู้รึ? เจ้าน่ะมันก็แค่ไอ้ขี้แพ้!”

เฉิงชงพูดอย่างไม่แยแส

“แต่เอาเถอะ หากอยากให้ข้าสู้ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องมีรางวัลด้วย!”

เฉิงชงยิ้มเย็นก่อนกล่าวต่อว่า

“หากข้าชนะ เจ้าต้องยอมเสียศิลาวิญญาณระดับต่ำให้ข้าห้าสิบก้อนเป็นรางวัล! ไม่อย่างนั้น หากพวกเจ้ากล้ารังแกข้าอีก ข้าจะไปฟ้องหอวินัยของสำนักให้ลงโทษพวกเจ้าแน่!”

เมื่อได้ยินว่าเฉิงชงขู่ว่าจะไปฟ้องหอวินัย อู๋เฟยเจิ้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าฝ่ายตนเองผิดก็แสดงท่าทางร้อนรนออกมาทันที

ที่สำนักเทพวารีนั้น แม้จะไม่ห้ามการประลองระหว่างศิษย์ด้วยกัน ขอเพียงไม่ถึงขั้นเอาชีวิตกันก็ไม่มีปัญหา ผู้ดูแลส่วนใหญ่มักจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

แต่หากเป็นศิษย์ที่จงใจรังแกชาวบ้านตาดำๆ หรือบุคคลภายในสำนักโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากเรื่องนี้ไปถึงหอวินัย ต่อให้มีเส้นสายแค่ไหนก็รอดยาก

โทษสถานเบาอาจแค่ถูกหักเบี้ยเลี้ยงสามเดือน พร้อมทั้งโดนลงโทษให้ไปคุกเข่าสำนึกผิดที่กำแพงวินัย ส่วนโทษสถานหนักถึงขั้นถูกลดขั้นเป็นศิษย์รับใช้ หรืออาจโดนขับออกจากสำนักโดยไม่รับกลับคืนอีกเลย

“ห้าสิบก้อนศิลาวิญญาณระดับต่ำ? ฝันไปเถอะ!”

อู๋เฟยเจิ้งแค่นเสียงเยาะ เขาได้รับเบี้ยเลี้ยงเดือนละแค่สิบสองก้อนศิลาวิญญาณระดับต่ำ นั่นยังแทบไม่พอใช้ในการฝึกฝน จะเอาที่ไหนไปเหลือถึงห้าสิบก้อน

“ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าก็กลับไปที่ๆพวกเจ้าจากมาเถอะ!”

เฉิงชงปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็หันหลังเตรียมกลับเข้ากระท่อมไป

“เดี๋ยวก่อน! ข้ารับเดิมพันนี้!”

เสียงของชายหนุ่มที่ยืนด้านหน้า เป็นศิษย์พี่จ้าวเจิง ดังขึ้น

“หากเจ้าชนะข้า ห้าสิบก้อนศิลาวิญญาณระดับต่ำนี้ข้าให้เจ้า! แต่หากเจ้าแพ้ ก็แค่ตบหน้าตัวเองสักฉาดพอเป็นพิธี เท่านี้เจ้ากล้าหรือไม่?”

“โอ้?”

เฉิงชงหยุดเดิน หันกลับมามองจ้าวเจิงครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า

“ได้! งั้นก็ว่ามาเลย!”

“ไม่ต้องรีบ จะสู้ก็ใช่ว่าต้องสู้กันเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ยามซื่อ (เวลา 09.00-11.00 น.) พบกันที่เวทีประลอง ค่อยว่ากันตามกฎของสำนักจะดีกว่า”

จ้าวเจิงเองก็กลัวอยู่บ้าง หากพลาดพลั้งทำเฉิงชงบาดเจ็บหนักจนอีกฝ่ายไปฟ้องร้องขึ้นมา ความซวยก็คงหนีไม่พ้นตัวเอง ดังนั้นเขาจึงชวนไปประลองที่เวทีประลองอย่างเป็นทางการ ถ้าบาดเจ็บหนักที่นั่นก็ถือว่าไม่มีใครรับผิดชอบ

“เดิมพันก็เดิมพัน ข้ากลัวเจ้าหรือไง!”

เฉิงชงตอบรับแล้วหมุนตัวกลับเข้าบ้านไปทันที

สำหรับเขาแล้ว เรื่องที่ทั้งสองต่างอยู่กันคนละขั้นพลังนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย หากไม่มีฝีมือข้ามขั้นบ้าง จะเรียกว่า “ตัวเอก” ได้อย่างไร?

คืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เช้าวันต่อมา ข่าวการประลองระหว่างเฉิงชงกับจ้าวเจิงแพร่สะพัดไปทั่วสำนักอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย! พวกเจ้าได้ยินข่าวหรือยัง ศิษย์พี่จ้าวเจิงจะประลองกับเจ้าเฉิงชงล่ะ!”

“เฉิงชงไหนกัน? ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย”

“ก็เจ้านั่นไง เจ้าขยะไร้ค่า ที่ว่ากันว่าไม่มีวรยุทธ์นั่นไง!”

“ชู่ว์! เบาๆ หน่อยสิ ถ้าเขาได้ยินเข้าล่ะก็ ระวังหัวแบะเอานะ!”

“ข้าได้ยินมาว่าเขาฝึกจนถึงขั้นปลดปล่อยพลังปราณออกจากร่างได้แล้ว จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้?”

“รีบไปเถอะ! รีบไปจับจองที่นั่งดีๆ ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าเขาจะเอาอะไรมาสู้กับศิษย์พี่จ้าว!”

ข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่ศิษย์สายนอกเท่านั้นที่แห่กันไปเวทีประลอง แม้แต่ศิษย์สายในบางส่วนยังตามไปดูด้วยเช่นกัน

สำหรับพวกเขาแล้ว การที่ศิษย์พี่จ้าวเจิง ผู้มีพลังฝึกปรือระดับปลายขั้นปราณก่อเกิด กลับลงไปประลองกับ “เจ้าขยะไร้ค่า” อย่างเฉิงชง เรื่องนี้ย่อมกลายเป็นหัวข้อใหญ่ที่ไม่อาจพลาดได้

เฉิงชงเองก็ไม่รู้เรื่องวุ่นวายเหล่านี้

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็ไปนั่งสมาธิฝึกฝนที่ภูเขาหลังสำนักตามปกติ พอถึงยามซื่อ เขาจึงค่อยๆ เดินไปยังเวทีประลองอย่างสบายอารมณ์

สำหรับเสี่ยวเตี๋ยนั้น เฉิงชงไม่ได้บอกอะไรเลย กลัวว่านางจะเป็นห่วง

เมื่อเฉิงชงมาถึงเวทีประลอง เสียงผู้คนที่มุงดูอยู่นับร้อยนับพันดังอื้ออึงไปทั่ว

ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนขึ้นมา

“เฉิงชงมาแล้ว!”

สิ้นเสียงนั้น ผู้คนนับไม่ถ้วนก็หันขวับมามองเขาเป็นสายตาเดียว...

เฉิงชงมองเห็นฝูงชนที่มุงดูอยู่แน่นขนัดถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย

“อะไรกันเนี่ย! ทำไมคนเยอะขนาดนี้!”

เขาคำนวนวลา  พบว่าเวลาก็ใกล้จะยามซื่อแล้ว จึงไม่เสียเวลาไปสนใจเสียงซุบซิบรอบข้าง ตรงดิ่งไปที่เวทีประลองทันที

ฝูงชนรอบด้านพลันแหวกออกเป็นทางราวกับคลื่นน้ำ เผยให้เห็นทางเดินตรงไปยังเวที

เมื่อกวาดตามองไปสุดปลายทาง เฉิงชงก็เห็นร่างของจ้าวเจิงยืนอยู่บนเวที สายตามองมาที่เขาด้วยท่าทีหยิ่งยโส

เฉิงชงเดินขึ้นเวทีไปเงียบๆ

จ้าวเจิงเองก็ไม่เสียเวลาไร้สาระ เขาส่งสัญญาณให้ผู้อาวุโสผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน เริ่มการประลองได้เลย

ในใจจ้าวเจิงเองก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ให้ตายเถอะ! คนระดับปราณก่อเกิดขั้นปลายอย่างเขาดันต้องมาประลองกับ "เจ้าขยะไร้ค่า"  อย่างเฉิงชง นี่มันน่าอายสิ้นดี

คิดได้ดังนั้น จ้าวเจิงก็ตั้งใจจะรีบจบศึกนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องทนรับสายตาเย้ยหยันจากฝูงชนที่กำลังมองดูอยู่...

จบบทที่ บทที่ 7 ท้าประลอง

คัดลอกลิงก์แล้ว