เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 20 สู้เพื่อสะสางความแค้น

ตอนที่ 20 สู้เพื่อสะสางความแค้น

ตอนที่ 20 สู้เพื่อสะสางความแค้น


ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

เนื่องจากผู้ที่ถูกทำร้ายร่างกายเป็นถึงภรรยาของทหารยศใหญ่ระดับนายพล นายตำรวจระดับผู้กํากับจึงให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นอย่างมาก เขาโทรสอบถามรายละเอียดและความคืบหน้าเป็นระยะๆด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเป็นการส่วนตัว

 

“หัวหน้ากู้ นี่คงไม่ใช่การแก้แค้นท่านโดยเจตนาหรอกใช่ไหมครับ?”

 

กู้เฉิงเซียวเข้าใจดีว่าผู้กำกับกำลังหมายถึงอะไร “คิดว่าไม่น่าใช่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆพวกมันคงไม่ปล่อยให้เธอรอดแบบนี้ อีกอย่างตอนนี้ก็มีการสอบสวนอย่างเข้มงวดแบบนี้คนพวกนั้นก็จะไม่มีโอกาสทำอะไรได้อีกเป็นรอบที่สอง”

 

“ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้นก็พอจะโล่งใจไปได้นะครับ พวกเราก็แค่กลัวว่าท่านจะได้รับอันตราย เมื่อกี้ผมดูกล้องวงจรปิดแล้ว กลุ่มคนที่รุมทำร้ายคุณผู้หญิงหลินมีทั้งหมดสิบห้าคน ได้ภาพจากกล้องวงจรปิดค่อยง่ายขึ้นมาหน่อย มั่นใจได้เลยว่าไม่มีใครหนีการจับกุมได้แน่ครับ”

 

หลังจากได้รับการกำชับเป็นพิเศษจากผู้กำกับ เหล่าตำรวจผู้ดูแลคดีจึงเร่งติดตามคดีนี้มากเป็นพิเศษ การดำเนินการเป็นไปอย่างฉับไวและแน่นอนว่าฝ่ายผู้ต้องหาคงไม่กล้าหวนกลับมาเล่นงานซ้ำอย่างแน่นอน

 

ตอนนี้แม้ว่าหลินเฉี่ยนจะยังไม่รู้สึกตัว แต่คดีนี้ก็คงถูกปิดได้ในเวลาไม่นานนัก

 

จริงๆแล้วนี่เป็นการแก้แค้นโดยเจตนาจริงๆ ทว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับกู้เฉิงเซียวแม้แต่น้อย แต่มันเป็นเรื่องของหลินเฉี่ยนเองโดยตรง

 

คนพวกนี้เป็นนักเลงที่ถูกว่าจ้างโดยวางหยาง ซึ่งวางหยางก็คือคนที่กำลังรักษาตัวจากอาการกระดูกหักอยู่ในแผนกศัลยกรรมกระดูกในโรงพยาบาลทหารแห่งนี้ด้วย

 

เพราะเขาคือหนึ่งในเก้าคนที่รุมทำร้ายหลินเฉี่ยนจากศึกครั้งนั้น ซึ่งเมื่อเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลหลังจบการต่อสู้ก็พบว่าขาซ้ายของเขาหัก มันถูกหลินเฉี่ยนเตะจนหัก...เตะจนหัก!

 

กู้เฉิงเซียวมองรายงานการสืบสวนที่ตำรวจส่งมาให้ตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสนที่เกิดขึ้นภายในใจ เวลานี้อารมณ์ของเขาซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

 

ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าหลินเฉี่ยนเป็นแค่วัยรุ่นซุกซนและคึกคะนองตามอายุคนหนึ่งเท่านั้น แต่ใครจะไปคิดว่าเธอจะทำเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ได้ แถมยังเตะขาคนอื่นจนหักอีก นี่เป็นเรื่องจริง จริงเหรอ?

 

และที่สำคัญก็คือวางหยางเป็นลูกชายคนเดียวของวางไห่เฉิงเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนี้ วางไห่เฉิงผู้นำคนปัจจุบันแห่งตระกูลวาง ที่ซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเรื่องการทำธุรกิจผิดกฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้ายาเสพติด  และเป็นเพราะต้องการฟอกเงินเขาจึงเปิดธุรกิจบังหน้ามากมาย รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีโดยการนำเงินเหล่านั้นไปบริจาคเพื่อสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลจำนวนมาก

 

บ้านของตระกูลวางอยู่ที่เมืองจิงเฉิง พวกเขาควบคุมดูแลธุรกิจมากมาย ทรัพย์สินที่มีมากมายมหาศาล ตัววางไห่เฉิงเองก็ถือได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธพลในระดับสูง แต่ทว่าหลินเฉี่ยนกลับกล้าเตะขาทายาทของคนแบบนั้นจนหักได้ เรื่องนี้ทำให้กู้เฉิงเซียวอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกชื่นชมเธอขึ้นมา

 

-- แน่นอนว่าเขาแค่ชื่นชม แต่ไม่ได้ ‘เห็นด้วย’ --

 

ท้องฟ้าด้านนอกสว่างขึ้นมาอีกครั้งบ่งชี้ว่าเวลาได้ล่วงเข้าสู่เช้าวันใหม่แล้ว ภาพทิวทัศน์ที่เห็นอยู่ด้านนอกเต็มไปด้วยบรรยากาศของรุ่งอรุณแห่งฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอ่อนๆที่เริ่มสาดส่องลอดหน้าต่างเข้ามาช่วยพาให้ทั้งห้องดูอบอุ่นสว่างไสว

 

ศีรษะของหลินเฉี่ยนถูกพันด้วยผ้าก๊อซสีขาวอย่างแน่นหนา จมูกเล็กๆของเธอเป็นสีม่วงช้ำในขณะที่ใบหน้าสวยได้รูปในตอนนี้บวมเป่งเพราะรอยแผลมากมาย ทว่าสาวน้อยกลับยังสามารถนอนหลับอย่างสบายใจ ด้วยท่าทางเหมือนไม่ทุกข์ร้อนใดๆ หมอบอกว่าสมองของเธอถูกกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนบาดแผลตามใบหน้าและร่างกายก็ไม่ได้มีส่วนใดที่ร้ายแรง ดังนั้นอาการโดยรวมจึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก

 

คืนที่ผ่านมากู้เฉิงเซียวข่มตานอนไม่หลับ ความรู้สึกกังวล สงสัย  โกรธ เอือมระอาเกิดขึ้นในใจเขาพร้อมๆกัน มันผสมปนเปกันจนยุ่งเหยิงและปรากฏชัดอยู่บนใบหน้าเขามาจนถึงเวลานี้ด้วย ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มมีหนวดเคราผุดขึ้นมา และดูคมเข้มคล้ายมีอายุเพิ่มขึ้นอีกหลายปี แต่นั่นกลับไม่ได้ลดทอนความหล่อระดับเทพบุตรลงไปเลย ตรงกันข้ามกลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ความเป็นชายของเขาที่มีอยู่ให้มีมากขึ้นอีก

 

“ซี๊ด.....” ในที่สุดสาวน้อยบนเตียงคนไข้ก็รู้สึกตัว เธอพยายามลืมตาที่บวมเป่งขึ้นทว่าเธอความหนักของเปลือกตาบวมช้ำแถมยังความเจ็บปวดนั่นทำให้เธอแทบจะต้องร้องขอชีวิต

 

และในทันทีที่หลินเฉียนลืมตาขึ้นได้ สิ่งแรกที่เธอมองเห็นก็คือใบหน้าเย็นชาแต่หล่อเหลาของชายหนุ่ม...กู้เฉิงเซียว...สามีในนามของเธอ หลินเฉี่ยนพยายามข่มความเจ็บปวดไว้ก่อนที่จะพูดทักทายเขาให้ดูเหมือนปกติธรรมดาที่สุดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “อรุณสวัสดิ์จ้า”

 

กู้เฉิงเซียวแทบจะกลอกตามองบนในวินาทีนั้นแต่เขาหยุดตัวเองไว้ก่อน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนบคนไข้จอมซ่าเสียงเข้ม “ยังยิ้มได้นี่ สงสัยบาดแผลที่มีอยู่ยังหนักไม่พอ”

“……” หลินเฉี่ยนกลืนน้ำลายเอื้อกอย่างจ๋อยสนิท

 

“เจ็บรึเปล่า?” คนร่างสูงถามเสียงเรียบ

 

“ไม่เจ็บ ไม่เลยสักนิด” คนตัวเล็กตอบกลับเสียงใส

 

‘ยัยตัวดี เจ็บจนจะตายอยู่แล้วแต่ยังจะมาปากแข็ง’ สีหน้าของชายหนุ่มเข้มขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “งั้นเอาอีกสักหมัดสองหมัดไหมล่ะ?” กู้เฉิงเซียวพูดด้วยความโกรธอย่างอดไม่ได้

 

“……” หลินเฉี่ยนรู้ดีว่าเธอไม่สามารถโต้แย้งอะไรเขาได้ สาวน้อยจึงเบนสายตาจากคนข้างเตียงแล้วกวาดตามองไปรอบๆ เธอพบว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล แถมดูเหมือนว่ากู้เฉิงเซียวจะอยู่เฝ้าเธอทั้งคืนด้วย

 

“นายไม่ต้องมาสนใจฉันหรอก” หลินเฉี่ยนจอมซ่ากลายเป็นคนหัวดื้ออีกครั้งหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง “ที่จริง ปัญหานี้ฉันแก้เองได้”

 

‘แก้ปัญหาเองได้? แก้ปัญหาที่ว่าคือการไปชกต่อยกับคนอื่นเนี่ยนะ’

 

กู้เฉิงเซียวลากเก้าอี้มานั่งชิดเตียงคนไข้ แล้วรีบพูด “ฉันไม่ได้อยากจะยุ่งหรอกนะ เพราะมันไม่ใช่ธุระอะไรของฉัน”

 

หลินเฉี่ยนแอบรู้สึกโล่งอก ระหว่างที่เธอนอนอยู่นี้เธอรู้สึกได้ว่าไม่ว่าจะขยับตัวส่วนใหญ่ก็เจ็บไปทั่วทั้งร่างกาย เธอเลือกหลับตาลงเพราะไม่รู้ว่าจะสู้หน้าอีกฝ่ายยังไง อันที่จริงหลินเฉี่ยนก็มีก็มีทิฐิอยู่ไม่น้อย เธอเองก็อยากจะรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง และไม่ได้อยากให้อีกฝ่ายได้มาเห็นตัวเธอในสภาพแบบนี้เลย

 

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว นายไปทำงานของนายเถอะ” หลินเฉี่ยนยกข้ออ้างขึ้นมาไล่กู้เฉิงเซียวให้ออกไป

 

กู้เฉิงเซียวไม่ได้ออกไปจากห้องเขายังคงนั่งเงียบๆอยู่ที่เดิม และเมื่อเริ่มเห็นว่าสาวน้อยบนเตียงเริ่มผ่อนคลายลงแล้ว เขาก็พูดขึ้น “ตอนนี้ตำรวจจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกนักเลงสิบห้าคนนั่นถูกจับไปหมดแล้ว แล้วก็มีโทษหนักทุกคนด้วย”

 

“หา?” หลินเฉี่ยนอุทานอย่างตกใจ เธอพยายามจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง ตอนนี้สีหน้าของเธอดูไม่ดีนัก  “มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

 

กู้เฉิงเซียวทนดูความทุลักทุเลของคนตัวเล็กไม่ได้ เขาจึงกดไหล่ของสาวน้อยให้นอนลงบนเตียงตามเดิม ก่อนจะพูดเสียงเข้มและเด็ดขาด “นอนลง!”

“……” หลินเฉี่ยนชะงักและเอนตัวนอนแต่โดยดี

 

“มันควรจะเป็นฉันไหมที่ต้องถามเธอว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” ตำรวจเอาภาพจากกล้องวงจรปิดให้เขาดูแล้ว และสิ่งที่เขาเห็นก็คือหลินเฉี่ยนสู้กับวัยรุ่นพวกนั้นอย่างไม่ออมมือ อันที่จริงเรียกได้ว่าทั้งหมัดทั้งเท้ามีครบกระบวนท่าเลยก็ว่าได้ แต่หลังจากที่ชกต่อยไปได้สิบนาทีสุดท้ายเธอก็ล้มลงไปกองแหมบอยู่บนพื้น

 

โชคดีนะที่มีพลเมืองดีไปแจ้งตำรวจได้ทัน

 

โชคดีนะที่ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุทันเวลา

 

โชคดีนะที่คนพวกนั้นไม่ได้ทำให้เธอบาดเจ็บไปมากกว่านี้ หรือทำอะไรที่เลวร้ายกว่านั้นกับเธอ

 

เมื่อย้อนนึกถึงภาพที่ได้ดูจากกล้องวงจรปิด กู้เฉิงเซียวก็เริ่ม ‘รู้สึกกลัวจับใจ’ ขึ้นมา หมัดจำนวนมากถูกซัดไปบนร่างเล็กๆของเธอ ไหนจะเท้าหนักๆที่กระทืบซ้ำๆบนร่างนั่นอีกนับไม่ถ้วน ทว่าสาวน้อยก็ยังคงปัดป้องต่อสู้ต่อได้ด้วยสองมือเปล่าๆ เลือดเลอะไปทั่วร่างแบบนั้นมันจะไม่เจ็บได้ยังไงกัน?

 

แถมเธอก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้

 

แต่ถึงแม้ว่าหลินเฉี่ยนจะได้รับบาดเจ็บอยู่มากแต่วัยรุ่นพวกนั้นก็ไม่ได้มีสภาพต่างจากเธอเท่าไหร่นัก เพราะหลังจากตำรวจตามตัวคู่กรณีได้ทั้งหมด พวกเขาก็พบว่ามีบางคนที่เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่แล้วด้วยเหมือนกัน ซึ่งกู้เฉิงเซียวเองก็ได้เห็นสภาพคนเหล่านั้นกับตาแล้ว

 

“หลินเฉี่ยน คิดไม่ถึงเลยนะเนี่ยว่าเธอจะกล้าหาญได้มากขนาดนี้”

 

“โอเค ไหนๆเรื่องก็แดงขึ้นมาขนาดนี้แล้ว งั้นฉันจะเล่าเรื่องจริงกับนายตรงๆ เลยก็แล้วกัน ก็ถ้าตอนนั้นฉันไม่เหยียบพื้นลื่นล้มไปเอง รับรองพวกมันก็คงไม่มีทางทำอะไรฉันได้แน่ คิดแล้วก็เจ็บใจจริงๆ”

 

“…….” ประโยคของสาวซ่าทำเอาชายชาติทหารถึงกับเงียบไปเพราะความอึ้ง

 

“จริงๆไอ้พวกนั้นก็แค่กุ๊ยข้างถนนดีๆนี่แหละ ขี้เหล้าเมายาไปวันๆ พวกมันไม่พอใจฉัน อันที่จริงฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรหรอก ตอนนั้นฉันก็บอกไปว่าถ้าต้องสู้ก็จะสู้ มีแค้นอะไรต่อกันก็สู้กันให้มันจบๆไป สุดท้ายไม่ว่าแพ้หรือชนะก็จะได้ถือว่าหายกันแล้ว คือ จริงๆฉันขี้เกียจเสียเวลาเจรจาว่าความอะไรกับไอ้พวกนั้นยืดยาวอ่ะนะ  ก็เลยใช้กำลังตัดสินให้จบๆไปดีกว่าต้องมานั่งพล่ามให้เปลืองน้ำลาย”

 

“.......” ‘ที่แท้ยัยบ้านี่ก็เป็นคนแบบนี้นี่เอง’ ใบหน้าของกู้เฉิงเซียวเป็นกำลังเข้มขึ้นเรื่อยๆมันเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจนเกือบจะดำแล้วในเวลานี้

 

‘หมูตายไม่กลัวน้ำเดือดลวก’ นี่คือทัศนคติของหลินเฉี่ยน ยังไงมันก็แย่อยู่แล้ว เธอเลยไม่กลัวว่ามันจะแย่ไปมากกว่านี้ “ก็โทษทีละกันนะที่ทำให้นายได้เปิดโลกทัศน์ใหม่กันอะไรแบบนี้น่ะ แต่ไม่ว่านายจะรับได้หรือไม่ได้ ฉันก็คือฉันที่เป็นแบบนี้ล่ะ” เมื่อหลินเฉี่ยนเห็นท่าทางนิ่งอึ้งของกู้เฉิงเซียวเธอก็พูดเสียงจริงจัง

 

ค่ำคืนที่ผ่านมามีเรื่องมากมายจริงๆ อันที่จริงเขาเองก็เตรียมใจกับเหตุผลอะไรก็ตามของคนตรงหน้ามาบ้างแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะเป็นคนไม่ไยดีได้แบบนี้ ‘ผู้หญิงคนนี้บ้าหรือยังไง?’

 

“นี่เธอไม่กลัวบ้างเลยหรือไง?” กู้เฉิงเซียวถามอย่างไม่เข้าใจ

 

“ทำไมต้องกลัวด้วยล่ะ? ถ้าฉันบอกว่าฉันกลัว แล้วคนพวกนั้นจะปล่อยฉันงั้นเหรอ?” หลินเฉี่ยนตอบตรงๆ

 

“เธอรู้จักคำว่าอันตรายบ้างรึเปล่า? เธอเป็นผู้หญิงนะ” คนตัวโตถามต่ออย่างฉุนเฉียว

 

“ผู้หญิงแล้วไง? ผู้หญิงแล้วต่างกับผู้ชายตรงไหน? ไอ้คนพวกนั้นรวมกันตั้งสิบกว่าคนยังสู้ผู้หญิงอย่างฉันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” คนตัวเล็กเถียงกลับทันควัน

 

“.......”  อารมณ์ของกู้เฉิงเซียวปะทุขึ้นเรื่อยๆ เขาพยายามสยบอารมณ์ตัวเองไว้และย้ำเตือนตัวเองว่า เขาไม่สามารถปฏิบัติกับเธอเหมือนกับทหารในกองทัพได้ เขาพยายามจะสุภาพให้มากที่สุด แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าผู้หญิงตรงหน้าจะไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด

 

“นายไม่ต้องมาถลึงตาใส่ฉันเลย นายควบคุมฉันไม่ได้หรอก ถ้านายคิดว่าพฤติกรรมฉันมันน่ารำคาญ น่าอับอาย ก็ทิ้งฉันได้เลยนะ” แม้ว่าหลินเฉี่ยนจะยังคงนอนอยู่ แต่ก็เห็นชัดว่าคางบอบบางของเธอกำลังเชิดขึ้นสูง สาวน้อยพูดต่ออย่างหยิ่งยโส “เพราะถ้าต่อไปถ้าฉันหาเรื่องเดือดร้อนมาให้นายก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนล่ะ แล้วฉันก็จะไม่รับผิดชอบด้วย”

 

จบประโยคนั้นกู้เฉิงเซียวก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้อย่างเหลืออดทันทีเพราะเส้นความอดทนของเขาขาดสะบั้นลง

 

ขณะที่คนตัวโตกำลังจะอ้าปากตักเตือนสั่งสอนหญิงสาว จู่ๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ก่อนที่เสียงที่ราบเรียบของชายคนหนึ่งจะดังตามมา “หัวหน้ากู้ ผมวางไห่เฉิง ผมพาไอ้เด็กเวรมาที่นี่แล้ว เชิญคุณจัดการได้เลย”

.

.

.

.

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

จบบทที่ ตอนที่ 20 สู้เพื่อสะสางความแค้น

คัดลอกลิงก์แล้ว