- หน้าแรก
- ระบบความชำนาญสุดโกง ขอทานทะลุมิติพลิกสวรรค์
- บทที่ 30 - หอนิรนาม
บทที่ 30 - หอนิรนาม
บทที่ 30 - หอนิรนาม
บทที่ 30 - หอนิรนาม
ม่านราตรีโรยตัว แสงจันทร์สลัวราง
ณ ตระกูลเกา ภายในห้องหนังสือแห่งหนึ่งที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
"เหวินจวิ้น อาการของบิดาเป็นอย่างไรบ้าง?" เกาเหวินเฉิงที่เพิ่งกลับจากข้างนอกเอ่ยถาม
"หลังจากได้รับการรักษาจากท่านหมอเฉิน อาการก็ดีขึ้นมากแล้วขอรับ เพียงแต่ยังต้องพักฟื้นอีกระยะหนึ่ง"
"ทว่า... เรื่องนั้นกลับล้มเหลวไม่เป็นท่าขอรับ" เกาเหวินจวิ้นเอ่ยเสียงเครียด
"วิชาแพทย์ของท่านหมอเฉินช่างล้ำเลิศนัก" เกาเหวินเฉิงเอ่ยชม
จากนั้นรังสีอำมหิตก็พาดผ่านดวงตาของเกาเหวินเฉิง "ส่วนเรื่องนั้น ข้าจะจัดการเอง เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก"
"ท่านพี่ จะทำเช่นนั้นจริงๆ หรือขอรับ? หากความแตกขึ้นมา พวกเราจะไม่มีที่ซุกหัวนอนเอานะขอรับ" เกาเหวินจวิ้นเอ่ยด้วยความกังวล
"พวกเราลองใช้เงินกว้านซื้อมาโดยตรงไม่ดีกว่าหรือขอรับ?"
"โง่เขลา ยาพื้นฐานบางชนิดยังพอหาซื้อได้ ทว่ายาทะลวงขอบเขตนั้น ไม่เคยมีหลุดรอดออกมาภายนอกเลย"
"หากภายในสองปีนี้ ข้ายังไม่อาจทะลวงสู่ขอบเขตเปิดชีพจรได้ หากศัตรูตามมาเจอ ตระกูลเกาของเราก็คงต้องจบสิ้น"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้ทุ่มสุดตัวไปเลยไม่ดีกว่าหรือ" เกาเหวินเฉิงเอ่ยเสียงต่ำ
เกาเหวินเฉิงอายุล่วงเลยวัยสามสิบแล้ว กิจการส่วนใหญ่ของตระกูลเกาก็ตกอยู่ในความดูแลของเขา
ในสายตาของคนภายนอก เขาคือคนหนุ่มผู้มีความสามารถ เปี่ยมด้วยความรู้และสง่างาม ไม่เคยแสดงวรยุทธ์ให้ผู้ใดเห็นมาก่อน
นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะลอบฝึกยุทธ์จนบรรลุถึงระดับบำรุงอวัยวะภายใน ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะทะลวงสู่ขอบเขตเปิดชีพจรได้แล้ว
ไม่ใช่ว่าเกาเหวินเฉิงไม่เคยคิดจะเดินทางไปหาซื้อยาตามเมืองใหญ่ ทว่าก็เกรงว่าจะถูกเปิดเผยตัวตน และถูกศัตรูพบเจอเข้า
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดตระกูลเกาของพวกเขาจึงต้องมาหลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองเล็กๆ ห่างไกลความเจริญเช่นเมืองเผิงอัน
สำนักโลหิตสังหารซึ่งเป็นอีกหนึ่งสำนักในละแวกเมืองเผิงอันเอง ก็มียาประเภทเดียวกันนี้อยู่ ทว่าคนของสำนักนี้ล้วนมีนิสัยเหี้ยมโหด โหดเหี้ยม อำมหิต และเจ้าเล่ห์เพทุบาย หากพลาดพลั้งไปล่วงเกินเข้า ก็อาจถูกผูกใจเจ็บและนำภัยพิบัติมาสู่ตนได้
หากไม่เข้าตาจนจริงๆ เกาเหวินเฉิงก็ไม่คิดจะพึ่งพาสำนักโลหิตสังหารเป็นอันขาด
การขโมยยาของสำนักชางอวิ๋น ต่อให้แผนแตก อย่างน้อยก็อาจจะยังมีทางรอดอยู่บ้าง
หากเขานำสิ่งนั้นไปมอบให้แก่สำนักชางอวิ๋น ก็น่าจะได้รับการคุ้มครองจากสำนักชางอวิ๋น
......
ยามดึกสงัด ทั่วทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงไฟริบหรี่ตามจุดต่างๆ
บุรุษชุดดำสวมหน้ากากผีผู้หนึ่ง กระโจนออกจากจวนตระกูลเกา ท่วงท่าปราดเปรียวไร้สุ้มเสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศ
และบุรุษชุดดำผู้นี้ก็คือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเกา... เกาเหวินเฉิงนั่นเอง
ร่างของเขากระโดดโลดเต้นไปตามหลังคาเรือน ไร้เสียงฝีเท้า ราวกับแมวป่าก็ไม่ปาน
เมื่อมาถึงบริเวณร้านยาชางอวิ๋น แววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นดุดัน หยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจจากไป มุ่งหน้าสู่เขตทางเหนือ
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงเขตทางเหนือ
โรงน้ำชาซาโซ่ว ตั้งอยู่ในตรอกที่เปลี่ยวร้างที่สุดของเขตทางเหนือ บริเวณโดยรอบนอกจากโรงน้ำชาแห่งนี้ที่ยังคงสภาพดีอยู่บ้าง บ้านเรือนหลังอื่นๆ ล้วนทรุดโทรมผุพัง
ยามกลางวันแทบจะไม่มีผู้ใดแวะเวียนมาจิบชา ทว่าโรงน้ำชาแห่งนี้กลับตั้งตระหง่านอยู่ได้โดยไม่เจ๊ง
บัดนี้ ประตูโรงน้ำชาเปิดกว้าง ทว่าภายในกลับไร้เงาของลูกค้า ท่ามกลางบรรยากาศสลัวรางของโรงน้ำชา มีเพียงชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอยู่
เกาเหวินเฉิงก้าวออกมาจากเงามืด มุ่งตรงไปยังโรงน้ำชา
ดูจากท่าทางที่คุ้นเคย คาดว่าคงเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้วเป็นแน่
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก!"
"มามอบหมายภารกิจ" เกาเหวินเฉิงเคาะโต๊ะเบาๆ จากนั้นก็ล้วงป้ายคำสั่งสีดำส่งให้ชายชราดู
"เชิญด้านในขอรับนายท่าน" ชายชรากวาดสายตามอง ก่อนจะเชิญเกาเหวินเฉิงเข้าไปด้านใน
เกาเหวินเฉิงเดินผ่านประตูลับ เข้าสู่ห้องลับ
ภายในห้องลับ มีบุรุษสวมหน้ากากอีกผู้หนึ่งนั่งรออยู่
"เชิญนั่งขอรับนายท่าน ไม่ทราบว่าท่านต้องการมอบหมายภารกิจใดหรือขอรับ?"
"ข้าต้องการสังหารคนผู้หนึ่ง นี่คือข้อมูลของมัน" เกาเหวินเฉิงวางเอกสารข้อมูลที่เตรียมไว้ล่วงหน้าลงบนโต๊ะ
บุรุษสวมหน้ากากที่สวมถุงมือหนัง หยิบเอกสารข้อมูลขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด
ครู่ต่อมา "สองร้อยตำลึงเงิน มัดจำก่อนห้าสิบตำลึง"
เกาเหวินเฉิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ควักตั๋วเงินมูลค่าห้าสิบตำลึงวางลงบนโต๊ะ
"รบกวนนายท่านกลับไปรอฟังข่าวเถิดขอรับ" บุรุษสวมหน้ากากเก็บตั๋วเงินพลางเอ่ย
......
หอนิรนาม... เป็นองค์กรที่รับจ้างลอบสังหารเป็นหลัก สมาชิกทุกคนในองค์กรเมื่อรับหรือส่งมอบภารกิจ จะต้องสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า
ตัวตนที่แท้จริงของสมาชิกทุกคนจะถูกปิดเป็นความลับขั้นสูงสุด กระทั่งสมาชิกด้วยกันเองก็ไม่อาจล่วงรู้
สมาชิกแต่ละคนจะมีเพียงนามแฝง สิ่งเดียวที่สามารถยืนยันตัวตนได้ก็คือป้ายคำสั่งประจำตัวที่หอนิรนามออกให้
สมาชิกขององค์กรมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ มีทั้งหญิงคณิกา นักเลงหัวไม้ ศิษย์จากสำนักต่างๆ หรือแม้กระทั่งขุนนางในราชสำนัก
ขอเพียงได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของหอนิรนาม เมื่อทำภารกิจสำเร็จ ไม่เพียงแต่จะได้รับเงินรางวัล ทว่ายังได้รับแต้มสมทบอีกด้วย
แต้มสมทบนี้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเคล็ดวิทยายุทธ์ โอสถ อาวุธ เงินทอง ฯลฯ ภายในหอนิรนามได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ดึงดูดให้ยอดฝีมือมากมายหลั่งไหลกันเข้ามาสวามิภักดิ์
เพียงแต่ยิ่งของล้ำค่ามากเท่าใด ก็ยิ่งต้องใช้แต้มสมทบมากขึ้นเท่านั้น ซ้ำยังต้องมีระดับสมาชิกถึงเกณฑ์ที่กำหนดจึงจะสามารถแลกเปลี่ยนได้
โรงน้ำชาซาโซ่วที่เกาเหวินเฉิงเพิ่งจะเข้าไปเมื่อครู่นี้ แท้จริงแล้วก็คือสาขาหนึ่งของหอนิรนามในเมืองเผิงอัน
หอนิรนามมีเครือข่ายแผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วหลายเมือง อำนาจบารมีขององค์กรนี้ไม่ใช่สิ่งที่สำนักชางอวิ๋นจะนำมาเทียบเคียงได้เลย
......
ยามรุ่งสาง ท้องฟ้ายังไม่สว่างดีนัก เสียงไก่ขันดังแว่วมาจากที่ไกลๆ เป็นระยะ
ประตูเมืองเผิงอันส่งเสียงดังกุกกัก ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ
บรรดาชาวบ้านที่มายืนรออยู่หน้าประตูเมืองตั้งแต่เช้ามืด บนเส้นผมยังมีน้ำค้างเกาะพราว ต่างหาบกระจาดหรือสะพายตะกร้า แห่แหนกันเข้าสู่ประตูเมือง
ในหมู่ชาวบ้าน มีชายหนุ่มในชุดผ้าหยาบสีเทา สะพายห่อผ้า แฝงตัวปะปนมากับฝูงชนมุ่งหน้าสู่ประตูเมือง
นัยน์ตาของเขามักจะสาดประกายคมกริบออกมาเป็นระยะ
ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เขามีนามว่าซ่งไฉ
ดูเผินๆ เหมือนเป็นเพียงชายหนุ่มจากหมู่บ้านใกล้เคียงที่มาจับจ่ายซื้อของ ทว่าแท้จริงแล้วเขาคือศิษย์ของสำนักโลหิตสังหาร ซ้ำยังเป็นถึงศิษย์สายใน มีวรยุทธ์อยู่ในขอบเขตชำระร่างกาย ระดับหลอมกระดูก
เบื้องหน้าเขาคือศิษย์แห่งสำนักโลหิตสังหาร ทว่าเบื้องหลังกลับเป็นหนึ่งในสมาชิกของหอนิรนาม หรือจะเรียกให้ถูกก็คือมือสังหารนั่นเอง
เขาเข้าร่วมหอนิรนามมาปีกว่าแล้ว ด้วยนิสัยที่รอบคอบระแวดระวัง ภารกิจที่เขารับมาจึงไม่เคยเกินความสามารถของตนเองเลย
แม้วาเขาจะทำภารกิจสำเร็จมาหลายครั้ง ทว่าแต้มสมทบที่มีก็ยังไม่มากพอที่จะนำไปแลกเคล็ดวิทยายุทธ์ที่หมายปองได้
วันนี้ที่เขาเดินทางมาที่เมืองเผิงอัน ก็เพื่อส่งมอบภารกิจ
"ขอเพียงส่งมอบภารกิจนี้สำเร็จ แต้มสมทบของข้าก็จะมีมากพอแล้ว" ซ่งไฉมีสีหน้าเบิกบาน
......
ร้านยาชางอวิ๋น
รถม้าเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเกาอีกครั้ง
หลินเฉียนไม่ทันสังเกตเลยแม้แต่น้อยว่า มีใครบางคนแอบสะกดรอยตามรถม้าอยู่ห่างๆ
เมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่ของตระกูลเกา
ก็ยังคงเป็นเกาเหวินจวิ้นที่ออกมาต้อนรับ ซ้ำเกาเหวินจวิ้นก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนั้นกับหลินเฉียนอีกเลย ทำราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
คราวนี้ท่านหมอเฉินใช้เวลาอยู่ที่ตระกูลเกาไม่นานนัก
หลังจากจับชีพจรให้แก่นายท่านตระกูลเกา เมื่อเห็นว่าอาการทรงตัวดีแล้ว เขาก็เบาใจลง
จากนั้นก็เขียนเทียบยาอีกหนึ่งแผ่น กำชับเกาเหวินจวิ้นว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ให้เปลี่ยนมาต้มยาตามเทียบยานี้ให้ผู้เป็นบิดาดื่ม อาหารการกินก็ให้เน้นรสจืด หลีกเลี่ยงของบำรุงที่ออกฤทธิ์แรง
"ขอบพระคุณท่านหมอเฉินขอรับ" เกาเหวินจวิ้นเอ่ยขอบคุณ
ท่านหมอเฉินโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ "เช่นนั้น ข้าขอตัวลาก่อน"
"ท่านหมอเฉิน ข้าสั่งให้ห้องครัวเตรียมอาหารเย็นไว้แล้ว อยู่รับประทานอาหารด้วยกันก่อนค่อยกลับเถิดขอรับ" เกาเหวินจวิ้นรีบเอ่ยรั้ง
ทนการรบเร้าของเกาเหวินจวิ้นไม่ไหว ท้ายที่สุดท่านหมอเฉินก็ตกลงอยู่รับประทานอาหาร
และหลินเฉียนก็พลอยได้รับอานิสงส์ ได้ลิ้มรสอาหารมื้อที่หรูหราที่สุดนับตั้งแต่ทะลุมิติมา
เกาเหวินจวิ้นรินสุราคารวะท่านหมอเฉินหลายจอก
และยังหันมาคารวะหลินเฉียนด้วย ทว่าหลินเฉียนก็อ้างว่าดื่มไม่เป็นเพื่อบ่ายเบี่ยง
หลังจากดื่มกินกันพอหอมปากหอมคอ อาหารมื้อค่ำก็สิ้นสุดลง
สิ่งที่ทำให้หลินเฉียนประหลาดใจก็คือ ท่านหมอเฉินคอแข็งมาก ดื่มไปตั้งเยอะกลับไม่มีทีท่าว่าจะเมามายเลยแม้แต่น้อย
เกาเหวินจวิ้นเดินไปส่งท่านหมอเฉินขึ้นรถม้า ก่อนจะหันหลังกลับเข้าจวน
ท้องฟ้าเริ่มมืดมิด แสงตะวันรอนจวนจะลับขอบฟ้า
รถม้าแล่นไปตามถนนอย่างเชื่องช้า
"เสี่ยวหลิน เดี๋ยวข้าจะไปส่งเจ้าที่ร้านยาก่อน เจ้าจะกลับสำนักชางอวิ๋นก่อน หรือจะอยู่เที่ยวเล่นในเมืองเผิงอันสักสองสามวันก็ได้นะ ข้าคงต้องอยู่อีกหลายวันกว่าจะกลับ" ภายในรถม้า ท่านหมอเฉินเอ่ยขึ้น
"อ้าว ท่านหมอเฉินมีธุระอันใดหรือขอรับ?" หลินเฉียนเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
ท่านหมอเฉินแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน "ข้าจะอยู่บ้านสักหลายวัน เพื่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวน่ะ"
"แล้วท่านจะกลับสำนักอย่างไรล่ะขอรับ?"
"ข้าจะกลับพร้อมกับขบวนศิษย์ที่มาส่งเสบียงรอบถัดไป" ท่านหมอเฉินตอบ
รถม้ามาถึงร้านยาอย่างรวดเร็ว หลินเฉียนก้าวลงจากรถม้า ยืนมองส่งท่านหมอเฉินที่ค่อยๆ ห่างออกไป
ลึกๆ ในใจเขารู้สึกอิจฉาท่านหมอเฉินที่มีครอบครัวอยู่เคียงข้าง
ทว่าไม่นาน หลินเฉียนก็สลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป เพราะเขาสัมผัสได้ว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
เพราะระหว่างทางกลับมาเมื่อครู่นี้ จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่า มีคนสะกดรอยตามพวกเขามาตลอดทาง
(จบแล้ว)