- หน้าแรก
- ระบบความชำนาญสุดโกง ขอทานทะลุมิติพลิกสวรรค์
- บทที่ 25 - เคล็ดลมหายใจ
บทที่ 25 - เคล็ดลมหายใจ
บทที่ 25 - เคล็ดลมหายใจ
บทที่ 25 - เคล็ดลมหายใจ
หอโอสถ สำนักชางอวิ๋น
วันนี้หลินเฉียนมาถึงห้องปรุงยาแต่เช้าตรู่ เมื่อท่านหมอเฉินมาถึง หลินเฉียนก็รีบเข้าไปขออภัยที่ขาดงานไปเมื่อวาน พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก
ท่านหมอเฉินสังเกตเห็นว่าสีหน้าของหลินเฉียนดูสดใสขึ้นกว่าเดิมมาก จึงแย้มยิ้มบางๆ โบกมือเป็นเชิงว่าไม่ถือสาหาความเรื่องที่หลินเฉียนขาดงานเมื่อวานเลยสักนิด
จากนั้นท่านหมอเฉินก็หยิบสมุนไพรชนิดหนึ่งขึ้นมาด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาชี้ไปที่รากของมัน พร้อมอธิบายวิธีนำไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ให้หลินเฉียนฟัง
หลินเฉียนจดจ่อรับฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้ารับเป็นระยะ และเอ่ยซักถามบ้างเป็นครั้งคราว
บรรยากาศการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างราบรื่น ผู้หนึ่งตั้งใจสอน อีกผู้หนึ่งตั้งใจเรียน
เวลาล่วงเลยไปอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง เมื่อท่านหมอเฉินได้สติกลับมา เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามอู่ (ราว 11.00-13.00 น.) เสียแล้ว
เมื่อท่านหมอเฉินเห็นแสงแดดสาดส่องลอดหน้าต่างมากระทบปลายเท้า ก็รู้ว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า "เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน เจ้าไปกินข้าวเถิด"
"ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่าเฉินที่ชี้แนะขอรับ" หลินเฉียนลุกขึ้นยืน โค้งคำนับท่านหมอเฉินด้วยความเคารพ
จากนั้นเขาก็เก็บกวาดสมุนไพรให้เข้าที่ เดินออกจากห้องปรุงยา พร้อมกับปิดประตูลงอย่างเบามือ
ทุกครั้งที่ท่านหมอเฉินถ่ายทอดวิชาความรู้ให้หลินเฉียน เขาจะรู้สึกเบิกบานใจและอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง ราวกับได้ปลดปล่อยความรู้ที่สั่งสมมาทั้งหมดออกมา
เขารู้สึกพึงพอใจในตัวหลินเฉียนเป็นอย่างมาก
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา หลินเฉียนคือลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์และสติปัญญาเฉียบแหลมที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอ
ไม่ว่าเขาจะสอนสิ่งใด หลินเฉียนเพียงแค่ฟังครั้งเดียวก็สามารถจดจำได้อย่างแม่นยำ
ไม่เพียงแต่จดจำได้เท่านั้น หลินเฉียนยังสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และต่อยอดได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย
มีลูกศิษย์ที่เก่งกาจเช่นนี้ ผู้เป็นอาจารย์จะไม่ปลื้มปิติได้อย่างไร?
ท่านหมอเฉินเชื่อมั่นว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ฝีมือการแพทย์ของหลินเฉียนจะต้องก้าวล้ำหน้าเขาไปอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เจ้าหอหลิวขอร้องให้เขาปั้นแพทย์ขึ้นมาสักคนภายในหนึ่งปี เขายังคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
ทว่าด้วยพัฒนาการอันก้าวกระโดดของหลินเฉียน การจะปั้นให้เขาเป็นแพทย์ภายในหนึ่งปีก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อหวนนึกถึงตอนที่ตนเองพยายามพร่ำสอนวิชาแพทย์ให้แก่ลูกหลาน ท่านหมอเฉินก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น
เขาเพียรพยายามสอนวิชาแพทย์ให้หลานชายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทว่าหลานชายกลับจดจำสิ่งใดไม่ได้เลย ต่อให้จดจำได้ในตอนนั้น พอตื่นเช้ามาอีกวันก็ลืมเลือนไปจนหมดสิ้น
ช่างเป็นการ 'สีซอให้ควายฟัง' เสียจริงๆ 'ไม้ผุไม่อาจสลัก' ได้เลยจริงๆ
"หากผิงเอ๋อร์มีพรสวรรค์สักครึ่งหนึ่งของเสี่ยวหลิน หรือแม้แต่สักสองสามส่วน ข้าก็มั่นใจว่าจะปั้นให้เขาเป็นแพทย์ที่ดีได้อย่างแน่นอน"
"เฮ้อ! น่าเสียดายที่ผิงเอ๋อร์ช่างหัวทึบเสียจริง พรสวรรค์ทางวิชาแพทย์ไม่ถอดแบบข้ามาเลยสักนิด ดันไปถอดแบบบิดาของเขามาเสียหมด" ท่านหมอเฉินส่ายหน้าถอนหายใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเช่นกัน
หลังจากหลินเฉียนเดินออกจากหอโอสถ เขาก็แวะไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหาร จากนั้นก็ไปฝึกวิชาเข็มไร้เงาในป่า
วิชาเข็มไร้เงาของเขาใกล้จะทะลวงสู่ขั้นที่สามแล้ว ดังนั้นช่วงนี้เขาจึงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการฝึกวิชานี้
......
หอคอยห้าชั้นแห่งหอถ่ายทอดวิทยายุทธ์
หลินเฉียนกำลังเปิดอ่านตำราอยู่ในโถงใหญ่
ภายในโถงใหญ่นี้ไม่ได้มีเพียงตำราวรยุทธ์เท่านั้น แต่ยังมีตำราที่บันทึกเกร็ดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการฝึกวิถียุทธ์อีกด้วย
หลินเฉียนกำลังไล่อ่านตำราเหล่านี้ มีทั้งตำราที่อธิบายเกี่ยวกับจุดฝังเข็มและเส้นลมปราณในร่างกาย ตำราที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในแต่ละระดับของขอบเขตชำระร่างกาย ตำราที่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับพรรณไม้และสมุนไพรหายาก ไปจนถึง 'บันทึกการเดินทาง' ของเหล่าปรมาจารย์ในอดีต
เขาเปิดอ่านตำราจนหมดทุกเล่ม ทว่าก็ยังไม่พบข้อมูลที่เขาต้องการค้นหา
ด้วยความจนใจ หลินเฉียนจึงเดินกลับไปที่ชั้นวางตำราวรยุทธ์
แม้จะเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง ทว่าเมื่อได้เห็นตำราวรยุทธ์เหล่านี้อีกครั้ง หัวใจของเขาก็ยังคงเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แทบอยากจะกวาดไปเรียนให้หมดทุกวิชา
น่าเสียดายที่ได้แต่คิดฝันเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาปิดทำการแล้ว หลินเฉียนก็เดินมุ่งหน้าไปทางประตูโถงใหญ่
ตั้งแต่คราวที่แล้วที่เขามัวแต่อ่านตำราจนลืมดูเวลา ทำให้โดนผู้อาวุโสซือถูตำหนิไปยกใหญ่
เขาจึงไปสืบถามข้อมูลมาแล้วว่า หอถ่ายทอดวิทยายุทธ์จะปิดทำการในเวลายามโหย่ว (17.00 น.) และชายชราที่เฝ้าอยู่หน้าประตูโถงใหญ่นั้น ศิษย์ในสำนักต่างเรียกขานว่า ผู้อาวุโสซือถู
เมื่อเห็นว่าบริเวณรอบๆ ไม่มีศิษย์คนอื่นแล้ว หลินเฉียนจึงเดินตรงไปหาผู้อาวุโสซือถู
"อ้าว นี่มันเจ้าหนูที่มาเรียนวิชาปักเข็มนี่นา"
"เป็นอย่างไรบ้าง? ฝึกวิชาปักเข็มจนเบื่อแล้วสิ? กะจะเปลี่ยนวิชาใหม่ไว้ฝึกเล่นผ่อนคลายบ้างหรืออย่างไร?" ผู้อาวุโสซือถูหลับตาพริ้ม ทำทีท่าราวกับกำลังพักผ่อน ทว่าความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวรอบกายล้วนตกอยู่ในสัมผัสรับรู้ของเขาทั้งสิ้น
ผู้อาวุโสซือถูสังเกตเห็นหลินเฉียนนานแล้ว เขายังจำหลินเฉียนได้ดี
เขาประจำอยู่ที่นี่มาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนทำเขาต้องเลิกงานล่วงเลยไปจนถึงปลายยามโหย่ว (18.00 น. กว่า)
ครั้งนี้เขาตั้งใจไว้แล้วว่า หากหลินเฉียนไม่ออกมาก่อนยามโหย่ว (17.00 น.) เขาจะจับโยนออกไปให้พ้นๆ
ทว่าเจ้าหนูนี่กลับทำตัวรู้ทัน ชิงออกมาก่อนเวลาเสียอย่างนั้น ทำเอาเขารู้สึกเหมือนออกแรงชกกระสอบทรายที่ว่างเปล่า ขัดใจพิกล
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหน็บแนมของผู้อาวุโสซือถู หลินเฉียนก็ไม่ได้โกรธเคือง ทว่ากลับมีสีหน้าขัดเขินเล็กน้อย
เขาล้วงหยิบตำราวิชาเข็มไร้เงาออกมาจากอกเสื้อ วางลงบนโต๊ะไม้ พลางเอ่ยด้วยความเกรงใจว่า "ผู้อาวุโสซือถู ศิษย์นำตำรามาคืนขอรับ"
"เวลาผ่านไปไม่ถึงเดือน เจ้าก็ยอมแพ้แล้วหรือ?" ผู้อาวุโสซือถูปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
"เป็นเพราะศิษย์ทะนงตัวเกินไป ไม่เชื่อฟังคำเตือนของผู้อาวุโส พอมานึกทบทวนดูในตอนนี้ ก็รู้สึกเสียใจยิ่งนักขอรับ"
"ผู้อาวุโสดูปราดเปรียวราวกับยอดฝีมือที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน ประสบการณ์โชกโชน สะพานที่ท่านเดินผ่านยังยาวกว่าถนนที่ศิษย์เคยเดินเสียอีก"
"คำแนะนำของผู้อาวุโสเปรียบเสมือน 'วาจาดั่งทองคำและหยก' สำหรับศิษย์เลยนะขอรับ"
"น่าเสียดายที่ตอนนั้นศิษย์คงหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ ถึงได้เลือกตำราเล่มนี้ไป" หลินเฉียนแสดงสีหน้าสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง
ผู้อาวุโสซือถูลูบเครายาวของตนเองโดยไม่รู้ตัว พยักหน้ารับน้อยๆ ราวกับพึงพอใจในคำพูดของหลินเฉียน
"แล้วตอนนี้เจ้าคิดจะเปลี่ยนเป็นวิชาใดเล่า?"
"ศิษย์ก็มีความคิดเช่นนั้นอยู่ขอรับ ทว่าช่วงนี้ศิษย์ขัดสนนัก จึงขอพักเรื่องเปลี่ยนวิชาไว้ก่อนขอรับ" หลินเฉียนเอ่ยด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
"ในเมื่อไม่คิดจะเปลี่ยนวิชา แล้วเหตุใดจึงยังไม่ไปอีก?" ทันใดนั้น บนโต๊ะก็ปรากฏเงินหนึ่งตำลึง ส่วนตำราวิชาเข็มไร้เงากลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หลินเฉียนไม่ได้หยิบเงินขึ้นมา ทว่ากลับเอ่ยถามต่อ "ผู้อาวุโสซือถู ศิษย์ได้ยินศิษย์พี่คนอื่นๆ เล่าให้ฟังว่า เมื่อทะลวงสู่ระดับหลอมกระดูกแล้ว จำเป็นต้องมารับเคล็ดวิชาแขนงใหม่หรือขอรับ? หรือว่าเพลงหมัดทะลวงหลังจะสามารถฝึกฝนได้สูงสุดเพียงแค่ระดับหลอมกระดูกเท่านั้นขอรับ?"
"เพลงหมัดทะลวงหลัง เดิมทีเคยเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาชำระร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนัก สามารถฝึกฝนไปจนถึงจุดสูงสุดของขอบเขตชำระร่างกายได้ มีเพียงศิษย์สายตรงเท่านั้นที่มีสิทธิ์ฝึกฝน ทว่าเมื่อหลายปีก่อนเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ทำให้ตำราเพลงหมัดทะลวงหลังครึ่งหลังสูญหายไป ปัจจุบันจึงสามารถฝึกฝนได้สูงสุดแค่ระดับหลอมกระดูก ด้วยเหตุนี้ เพลงหมัดทะลวงหลังจึงตกมาอยู่ในมือของเหล่าศิษย์รับใช้"
"แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ แม้จะเปลี่ยนเคล็ดวิชาในระดับหลอมกระดูก ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระดับการฝึกยุทธ์แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นเคล็ดวิชาแขนงใหม่ ก็ย่อมต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยสักระยะ" แววตาของผู้อาวุโสซือถูฉายแววรำลึกความหลังขณะอธิบาย
"ผู้อาวุโส ท่านพอจะทราบหรือไม่ขอรับ ว่าส่วนครึ่งหลังของเพลงหมัดทะลวงหลังที่สูญหายไปคือสิ่งใด?" หลินเฉียนเอ่ยถามต่อ หัวใจเต้นระรัว ทว่าสีหน้ากลับยังคงเรียบเฉย
"ขอบเขตชำระร่างกายแบ่งออกเป็นห้าระดับ ได้แก่ ฝึกหนัง เปลี่ยนเส้นเอ็น หลอมกระดูก ชำระไขกระดูก และบำรุงอวัยวะภายใน สามระดับแรกสามารถใช้วิธีฝึกฝนวิทยายุทธ์เพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นได้ ทว่าในระดับชำระไขกระดูกและบำรุงอวัยวะภายในนั้น ลำพังการฝึกยุทธ์เพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยให้ทะลวงระดับได้ จำเป็นต้องใช้เคล็ดลมหายใจเฉพาะทาง ควบคู่ไปกับการสูดรับพลังปราณฟ้าดินผ่านทางปากและจมูกเข้าสู่ร่างกายอย่างช้าๆ เพื่อปรับปรุงสมรรถภาพร่างกาย จึงจะบรรลุผลในการชำระไขกระดูกและบำรุงอวัยวะภายในได้" ผู้อาวุโสซือถูไม่ได้ตอบคำถามของหลินเฉียนโดยตรง ทว่ากลับอธิบายถึงวิธีการทะลวงสู่ระดับชำระไขกระดูกและบำรุงอวัยวะภายในแทน
"สิ่งที่เพลงหมัดทะลวงหลังสูญหายไปก็คือเคล็ดลมหายใจหรือขอรับ?"
"ถูกต้องแล้วล่ะ เพลงหมัดทะลวงหลังขาดเคล็ดลมหายใจไป ดังนั้นเมื่อทะลวงสู่ระดับหลอมกระดูกแล้ว ที่บอกว่าให้มารับเคล็ดวิชาแขนงใหม่ อันที่จริงก็คือการมารับเคล็ดลมหายใจนั่นเอง" ผู้อาวุโสซือถูมองหลินเฉียนด้วยสายตาชื่นชม
"นอกจากนี้ เพลงหมัดทะลวงหลังไม่ได้สูญหายเพียงแค่เคล็ดลมหายใจเท่านั้น ทว่าตำรับโอสถลับที่ใช้ควบคู่กับเคล็ดลมหายใจก็สูญหายไปด้วย หากมีโอสถลับช่วยเสริมการฝึกฝนควบคู่ไปกับเคล็ดลมหายใจ การฝึกยุทธ์ย่อมก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ" ผู้อาวุโสซือถูถอนหายใจยาว
หลินเฉียนลอบดีใจจนเนื้อเต้น ตอนที่เพลงหมัดทะลวงหลังของเขาทะลวงระดับ เคล็ดวิชาและตำรับยาที่ผุดขึ้นมาในหัว ก็คงจะเป็นเคล็ดลมหายใจและตำรับโอสถลับของเพลงหมัดทะลวงหลังอย่างไม่ต้องสงสัย
"ศิษย์ขอตัวลาก่อนขอรับ เงินหนึ่งตำลึงนี้ถือเสียว่าศิษย์เลี้ยงน้ำชาผู้อาวุโสก็แล้วกันนะขอรับ" เมื่อคลายข้อสงสัยในใจได้แล้ว หลินเฉียนก็โค้งคำนับผู้อาวุโสซือถู
เขารีบจ้ำอ้าวออกจากหอถ่ายทอดวิทยายุทธ์ เพื่อกลับไปพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตนเองโดยเร็ว
ช่วงแรกเขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ทว่าเมื่อพ้นเขตหอถ่ายทอดวิทยายุทธ์ เขาก็เร่งฝีเท้าเป็นวิ่งเหยาะๆ ทันที
"เจ้าหนูนี่ก็รู้จักเอาอกเอาใจคนเหมือนกันแฮะ" ผู้อาวุโสซือทูมองตามแผ่นหลังของหลินเฉียนที่ห่างออกไป เพียงแค่ตวัดมือวูบเดียว เงินบนโต๊ะก็อันตรธานหายไปอีกครั้ง
(จบแล้ว)