- หน้าแรก
- ซูเปอร์สตาร์สาวบ้างานกับสามีที่เป็นพ่อบ้านสุดแสนจะ(ไม่)ธรรมดา
- บทที่ 6 - นิสัยรักความสมบูรณ์แบบบ้าๆ นี่
บทที่ 6 - นิสัยรักความสมบูรณ์แบบบ้าๆ นี่
บทที่ 6 - นิสัยรักความสมบูรณ์แบบบ้าๆ นี่
เมื่อเห็นเสิ่นฉีในหน้าจอล้มตัวลงนอนบนโซฟาอีกครั้ง ผู้ชมบางส่วนที่ชื่นชอบเสิ่นเสี่ยวคุนก็โกรธจัดขึ้นมาทันที ต่างพากันด่าว่าเสิ่นฉีเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ
จั๋วอีอีหันไปมองหลี่ฮวนเกอ
ในฐานะราชินีนักร้องหน้าใหม่แห่งวงการเพลง จั๋วอีอีมีความเชี่ยวชาญด้านเปียโนเป็นอย่างมาก
"ราชินีฮวนเกอคะ คุณฟังออกไหมคะ?"
ตอนนี้ในหัวของหลี่ฮวนเกอก็กำลังสับสนวุ่นวายไปหมด
ตอนฟังครั้งแรกเธอรู้สึกว่าเสิ่นเสี่ยวคุนเล่นได้ไม่มีที่ติ แต่หลังจากที่เสิ่นฉีพูดถึงปัญหาขึ้นมา ตอนแรกหลี่ฮวนเกอก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
เสิ่นฉีนะเสิ่นฉี ไม่รู้เรื่องแล้วจะอวดรู้ไปทำไม?
แต่พอหลี่ฮวนเกอลองตั้งใจฟังดู เธอกลับจับปัญหาในการเล่นของเสิ่นเสี่ยวคุนได้จริงๆ
เสิ่นฉีไปค้นพบข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญยังฟังออกได้ยากแบบนี้ได้ยังไงกัน?
หลี่ฮวนเกอหันไปมองจั๋วอีอี เธอสามารถมองเห็นความคิดแบบเดียวกันจากแววตาของอีกฝ่าย จึงพยักหน้าตอบรับ
"ระดับการเล่นเปียโนของเสี่ยวคุนก้าวล้ำเด็กวัยเดียวกันไปมาก ตอนแรกฉันก็ฟังไม่ออกหรอกค่ะ แต่พอเสิ่นฉีทักขึ้นมาแล้วฉันลองตั้งใจฟังดู ... "
"มันมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะเรียกได้ว่าไม่ใช่ปัญหาซ่อนอยู่จริงๆ ค่ะ!"
"เหมือนที่เสิ่นฉีบอกเลยค่ะ มีโน้ตบางตัวที่เสียงเบาเกินไป"
ทุกคนในห้องส่งต่างประหลาดใจขึ้นมาทันที
จั๋วอีอีเสริม "ฉันก็พบแบบเดียวกันเลยค่ะ คนที่สามารถฟังปัญหาเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ออกได้ ทักษะความเชี่ยวชาญด้านเปียโนต้องอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมากอย่างแน่นอน!"
[เชี่ย? สรุปว่าไอ้โบ้คือฉันเองเหรอ? เมื่อกี้ฉันเพิ่งด่าไปซะมันปาก ไม่คิดเลยว่าเสิ่นฉีจะฟังออกจริงๆ?]
[พี่เสิ่นฉีหล่อจังเลย เล่นเปียโนเป็นด้วย ฉันก็ว่าแล้วเชียวว่าเขาไม่ได้พูดลอยๆ]
[เดี๋ยวนะ ... ตอนนี้ปัญหาไม่ควรจะเป็นเรื่องที่คนเป็นพ่อทำไมไม่ไปสอนลูกงั้นเหรอ? เขากลับเลือกที่จะนอนเปื่อยต่อไปเนี่ยนะ?]
[ฉันมองเห็นท่าทีของคนที่ชินกับการเกาะผู้หญิงกินจากตัวเสิ่นฉีเลยล่ะ]
ไป๋ชิงเหอถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ "พวกคุณพ่อที่ต้องเลี้ยงลูกมักจะมีปัญหาแบบนี้แหละค่ะ หลายเรื่องก็มักจะปล่อยปละละเลย ถ้าอู้ได้ก็จะไม่ยอมรับภาระเด็ดขาด"
"ใช่เลยค่ะ!" หลินเซียวลู่เห็นด้วย "ปกติเวลาอยู่บ้านถ้าฉันเจอปัญหาแบบนี้ฉันก็จะห้ามปรามทันที สามีของฉันก็เลยไม่ทำตัวเหมือนเสิ่นฉีค่ะ"
หลี่ฮวนเกอเลิกคิ้วมองไป๋ชิงเหอกับหลินเซียวลู่
"โอ้? ครูไป๋กับราชินีจอเงินหลินสามารถฟังข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ออกด้วยเหรอคะ?"
"หรือว่าสามีของพวกคุณสองคนฟังออกกันล่ะคะ?"
สีหน้าของไป๋ชิงเหอกับหลินเซียวลู่เปลี่ยนไปทันที
"การฟังออกแต่กลับไม่ไปชี้แนะน่ารังเกียจกว่าการฟังไม่ออกอีกนะคะ ไม่ใช่เหรอคะ?" ไป๋ชิงเหอถามกลับ
หลินเซียวลู่พูดจามีเลศนัยตาม "ต่อให้จะสอนไม่เป็นก็ยังสามารถส่งลูกไปเรียนเปียโนได้นี่คะ"
จั๋วอีอีรีบหัวเราะขัดตาทัพ "ระดับเปียโนของราชินีฮวนเกอก็สูงมากอยู่แล้ว ครูสอนเปียโนทั่วไปคงเทียบไม่ได้หรอกมั้งคะ?"
หลี่ฮวนเกอหันไปมองหน้าจออีกครั้ง เวลาบนนาฬิกาในห้องนั่งเล่นเดินมาถึง 11 โมงครึ่งแล้ว
เสิ่นฉียังคงนั่งพิมพ์อะไรกุกกักอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนเสิ่นเสี่ยวคุนก็เล่นเปียโนมานานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว
ในที่สุดเสิ่นฉีก็ยืดเส้นยืดสาย พับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลง แล้วขมวดคิ้วลุกขึ้นยืน
"ให้ตายสิ ... เฮ้อ!"
"นิสัยรักความสมบูรณ์แบบมันทำให้ฉันทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ... "
เสิ่นฉีสาวเท้าก้าวยาวๆ ขึ้นไปบนชั้นสอง แล้วเคาะกรอบประตูห้องซ้อมเปียโน
เสิ่นเสี่ยวคุนหยุดเล่นแล้วหันไปมองเสิ่นฉีด้วยความสงสัย
"มีธุระอะไร?"
เสิ่นฉีพูดตรงเข้าประเด็น
"คนปกติแรงนิ้วก้อยมักจะอ่อนกว่านิ้วอื่นอยู่แล้ว แกเป็นเด็กอายุยังไม่ถึงหกขวบแรงนิ้วก้อยก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก ฉันเชื่อว่าด้วยระดับของแกน่าจะค้นพบปัญหานี้แล้วนะ!"
เสิ่นเสี่ยวคุนเบิกตากลมโตเป็นประกายจ้องมองเสิ่นฉีอย่างอึ้งๆ ดูเหมือนเขาจะไม่คิดมาก่อนเลยว่าเสิ่นฉีจะพูดเรื่องพวกนี้กับเขา
เสิ่นฉีพูดต่อ
"ดังนั้นเมื่อกี้ตอนที่แกเล่นเปียโน แกก็เลยยกนิ้วก้อยขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แล้วใช้แรงจากข้อมือส่งมาให้นิ้วก้อยกดแป้นคีย์บอร์ดให้เกิดเสียง หรือบางทีแกก็ใช้วิธีวางนิ้วก้อยราบไปกับแป้นแล้วกดลงไป ... "
เสิ่นเสี่ยวคุนตกใจมาก เพราะเสิ่นฉีพูดถูกเผง!
แต่พ่อที่ไม่เอาถ่านคนนี้เล่นเปียโนเป็นจริงๆ เหรอเนี่ย?
เสิ่นฉียื่นมือออกมาทำท่าประกอบแล้วพูดต่อ
"อันที่จริงแกแค่ลองยกนิ้วก้อยให้สูงขึ้น แล้วตั้งปลายนิ้วกดเล่นให้มั่นคงเหมือนนิ้วอื่นๆ แกก็จะพบว่านิ้วก้อยมันสามารถยกให้สูงกว่าหลังมือได้อย่างง่ายดายเหมือนนิ้วอื่นๆ นั่นแหละ"
"ถ้าแกอยากจะฝึกนิ้วก้อยที่อ่อนแอ แกก็ให้นิ้วก้อยกดเล่นคีย์ดำเยอะๆ หน่อย เพราะคีย์ดำมันสูงกว่าคีย์ขาว นิ้วก้อยต้องยกให้สูงถึงจะกดคีย์ดำให้เกิดเสียงดังได้"
จู่ๆ เสิ่นฉีก็ครุ่นคิดขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปที่โน้ตเพลงบนเปียโน
"อย่างโน้ตเพลงที่แกเพิ่งเล่นไปเมื่อกี้ เพื่อเป็นการฝึกแรงตึงตัวตั้งแต่นิ้วนางไปจนถึงนิ้วก้อย แกสามารถลองเปลี่ยนเพลงนี้ไปเล่นในคีย์เอฟหรือคีย์บีแฟลตดูได้นะ"
"ลองดูสิ!"
เสิ่นฉีพูดจบก็หันหลังเตรียมจะเดินลงบันไดไป
"เดี๋ยว!" เสิ่นเสี่ยวคุนร้องเรียกเสิ่นฉีเอาไว้
เสิ่นฉีหันกลับมาสบตากับดวงตาอันใสซื่อแต่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของเสิ่นเสี่ยวคุน
"คุณ ... คุณเล่นเปียโนเป็นด้วยเหรอ?"
เสิ่นฉีหัวเราะหึๆ แล้วยักไหล่ ไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
"คนที่เอาแต่นอนเปื่อยเกาะผู้หญิงกินอย่างคุณ ... ทำไมถึงมาสอนผมล่ะ?" เสิ่นเสี่ยวคุนถาม
"เฮ้ย?" เสิ่นฉีเริ่มไม่พอใจ "ฉันเป็นพ่อแกนะ มีลูกที่ไหนพูดกับพ่อแบบนี้กัน?"
"ชิ ... " เสิ่นเสี่ยวคุนเบ้ปาก
เสิ่นฉีก็ดูเหมือนจะไม่ได้โกรธเคืองอะไรนัก ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง
"ฉันมันพวกเพอร์เฟกชันนิสต์ แกเล่นไม่เพราะมันก็ขัดหูฉัน! ยังไงฉันก็สอนวิธีให้แกไปแล้ว ... "
เสิ่นเสี่ยวคุนทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะตวัดสายตากลับไปมองบนแป้นคีย์บอร์ดอีกครั้ง
...
หลีเหล่ยก็สงสัยใคร่รู้ จึงรีบเอ่ยถาม "ราชินีฮวนเกอ อีอี เสิ่นฉีพูดถูกไหมครับ?"
หลี่ฮวนเกอกับจั๋วอีอีต่างก็พยักหน้า
"แทงใจดำสุดๆ! แถมยังเสนอวิธีฝึกซ้อมออกมาอย่างตรงไปตรงมาและเด็ดขาดมากเลยค่ะ!" จั๋วอีอีชื่นชม "อย่างน้อยก็ดูเป็นมืออาชีพกว่าฉันเยอะเลย!"
ส่วนระบบประมวลผลในสมองของหลี่ฮวนเกอยังคงทำงานหนักจนควันขึ้น
เธอเคยคิดว่าเสิ่นฉีอาจจะมีความรู้เรื่องดนตรีอยู่บ้าง การสมัครเข้าร่วมรายการในครั้งนี้ก็มีความคิดที่ว่าอาจจะได้เจอเรื่องเซอร์ไพรส์ปนอยู่ด้วย เธอไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะรู้เรื่องดนตรีจริงๆ
หรือจะบอกว่า ... พูดมั่วๆ แล้วฟลุคถูกกันนะ?
[ฉันงงไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้มาตรฐานของพ่อบ้านมันสูงขนาดนี้เลยเหรอ?]
[เห็นหรือเปล่าล่ะ? ท่าทางนอนเปื่อยไม่เอาถ่านของเสิ่นฉีทำเอาลูกชายตัวเองยังทนดูไม่ได้ ก็เลยพูดจาไม่เกรงใจเขาไง]
[ก็ไม่แน่นะ การชี้เป้าปัญหาได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเสิ่นฉีจะเล่นเปียโนเก่งสักหน่อย!]
[แต่คนที่ไม่เก่งก็ไม่มีทางมองเห็นปัญหาได้หรอกนะ เพราะงั้นพี่ฉีของฉันนอกจากจะหล่อแล้วยังมีความสามารถด้วย!]
หลังจากเสิ่นฉีเดินออกมาสั่งสอน หลินเซียวลู่กับไป๋ชิงเหอกก็ดูเหมือนจะพูดอะไรไม่ออกอีก
แต่พวกเธอก็รู้สึกว่าบรรยากาศของครอบครัวนี้มันดูทะแม่งๆ
ทั้งสองคนสบตากัน ต่างฝ่ายต่างก็มองเห็นความคิดที่อยู่ในใจของกันและกัน
ในช่วงหลังของรายการจะมีการถ่ายทอดสดการเลี้ยงลูกของครอบครัวพวกเธอด้วย ถึงแม้ทีมงานจะขอร้องว่าห้ามบอกสามีกับลูก แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ทั้งสองคนก็เลยแอบเตี๊ยมกันไว้ล่วงหน้า แถมยังเตรียมแผนการเลี้ยงลูกในวันถ่ายทอดสดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
กี่โมงกี่นาทีต้องทำอะไร ต้องให้ได้ผลลัพธ์ออกมาแบบไหน ต้องสร้างภาพลักษณ์แบบไหน อะไรทำนองนั้น
ในตอนนั้นเอง ภาพของเสิ่นเสี่ยวคุนที่กำลังเล่นเปียโนก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอใหญ่ในห้องส่งอีกครั้ง
ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่ามีการพัฒนาขึ้นมาก ในช่องคอมเมนต์ก็มีชาวเน็ตที่รู้เรื่องเปียโนหลายคนพากันร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ
จู่ๆ เสิ่นฉีก็ลุกขึ้นนั่งบนโซฟา แล้วหันไปมองนาฬิกาบนกำแพง
"เสิ่นเสี่ยวคุนนะเสิ่นเสี่ยวคุน นี่มันเที่ยงแล้วนะ ในเมื่อแกยังไม่ไปล้างจาน ฉันก็จะปล่อยให้แกอดข้าวสักมื้อจริงๆ แล้วล่ะ!"
ลางสังหรณ์ไม่ดีพลันก่อตัวขึ้นในใจของหลี่ฮวนเกอทันที
หลินเซียวลู่กับไป๋ชิงเหอฉวยโอกาสนี้ทันควัน
ยิ่งดิสเครดิตครอบครัวแรกได้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้ครอบครัวของพวกเราดูดีขึ้นไม่ใช่เหรอ?
น้ำเสียงของพวกเธอเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดขึ้นมา
"ถึงขนาดจะให้เด็กอายุห้าขวบอดข้าวเลยเหรอเนี่ย? คนเป็นพ่อประสาอะไรทำแบบนี้? ฉันล่ะโมโหจริงๆ!"
"ฉันยอมให้สามีของฉันทำตัวเหมือนเสิ่นฉีไม่ได้เด็ดขาด! ฉันหวังว่าจะสามารถแจ้งเรื่องนี้ให้คุณผู้หญิงของบ้านหลังนี้ทราบได้นะคะ!"
[จบแล้ว]