- หน้าแรก
- โดนหลอกให้ไปติดคุก ดันฟลุคเป็นยอดฝีมือ
- บทที่ 47 - ฉันนี่แหละฉินหราน
บทที่ 47 - ฉันนี่แหละฉินหราน
บทที่ 47 - ฉันนี่แหละฉินหราน
ในจังหวะนั้นเอง มือถือของฉินหรานก็แผดเสียงร้องเตือน... เป็นสายจากโจวอวี้หัวนั่นเอง
"ฮัลโหล!"
"คุณฉินคะ... โทรมาดึกป่านนี้ ไม่ได้รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณใช่ไหมคะ?"
ฉินหรานตอบเรียบๆ "มีธุระอะไร?"
"เรื่องเมื่อตอนสิบโมงเช้า... น้องสาวเล่าให้ฉันฟังหมดแล้วค่ะ! ฉันต้องขอขอบคุณจากใจจริงเลยนะคะ ที่คุณอุตส่าห์ยื่นมือเข้าช่วยเหลือน้องสาวของฉันไว้"
"แต่... ฉันจำเป็นต้องเตือนคุณไว้อย่างหนึ่งค่ะ! คนที่สั่งจับตัวน้องสาวฉันไป... เขาไม่ใช่มาเฟียธรรมดาๆ ที่ใครจะไปตอแยได้ การที่คุณบุกไปชิงตัวน้องสาวฉันมาจากลูกน้องของเขา... เขาไม่มีทางปล่อยคุณไว้แน่ค่ะ"
"เพื่อความปลอดภัย... ฉันขอแนะนำให้คุณรีบเก็บกระเป๋าหลบไปอยู่ต่างมณฑลสักพักเถอะค่ะ! ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในระหว่างที่หลบซ่อนตัว... ทางฉันจะเป็นคนรับผิดชอบให้เอง"
ฟังจบ... มุมปากของฉินหรานก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างขำๆ เถ้าแก่เนี๊ยคนนี้ก็ใจป้ำใช้ได้แฮะ... แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ต้องการ
"น้ำใจของเธอ... ฉันขอรับไว้ด้วยใจก็แล้วกัน! ถ้าเธออยากจะโอนเงินมาให้ใช้เล่นๆ... อันนี้ฉันไม่ติดนะ แต่เรื่องจะให้ฉันหอบผ้าหอบผ่อนหนีออกจากซีจิงน่ะ... ฝันไปเถอะ"
"คุณฉินคะ! ฉันไม่ได้พูดเล่นกับคุณนะ... ขั้วอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ มันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คุณจะรับมือไหวจริงๆ ค่ะ! การหลบออกไปจากซีจิงตอนนี้... คือทางรอดเดียวที่ดีที่สุดสำหรับคุณนะคะ" โจวอวี้หัวย้ำเสียงเครียด
ฉินหรานนั่งเอนหลังพิงโซฟาอย่างเกียจคร้าน "เธอไม่ต้องมาคอยย้ำนักย้ำหนาหรอกน่า... ว่าไอ้คนที่จับตัวโจวปิงปิงไปมันเจ๋งมาจากไหน! เพราะฉันรู้หัวนอนปลายเท้ามันหมดแล้ว... หมอนั่นชื่อชิวอวี่ปิน ประธานบริษัทภาพยนตร์ฮวนฉิวใช่ไหมล่ะ"
"นี่คุณ... รู้ได้ยังไงคะ? หรือว่า... ชิวอวี่ปินส่งคนไปตามเก็บคุณแล้ว!"
"ก็ใช่น่ะสิ! แต่น่าเสียดาย... ที่ฝีมือพวกลูกหมาที่มันส่งมามันกระจอกเกินไปหน่อย ไอ้ตัวหัวหน้าก็เลยโดนฉันเจาะกะโหลกตายโหงไปแล้ว... ส่วนพวกลูกกระจ๊อกที่เหลือ ก็มีทั้งตายทั้งพิการนอนหยอดน้ำข้าวกันอยู่ตรงนั้นแหละ" ฉินหรานเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ
ปลายสายเงียบกริบไปอึดใจใหญ่... ก่อนที่เสียงของโจวอวี้หัวจะดังขึ้นอย่างเย็นชา "ผู้มีอิทธิพลระดับชิวอวี่ปิน... ต่อให้เป็นตระกูลของฉัน ก็ยังไม่มีปัญญาไปงัดข้อด้วย! ฉันขอให้คุณ... โชคดีก็แล้วกันค่ะ"
"คุณส่งเลขบัญชีธนาคารมาให้ฉันสิคะ... เดี๋ยวฉันจะโอนเงินไปให้ 5 ล้านหยวน! ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่คุณช่วยชีวิตน้องสาวฉันไว้... ส่วนเรื่องหลังจากนี้ ถือว่าทางเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับคุณอีก"
"จัดไป! ...เดี๋ยวส่งเลขบัญชีให้เดี๋ยวนี้แหละ"
พูดจบ ฉินหรานก็กดตัดสาย แล้วจัดการส่งเลขบัญชีเข้าเครื่องเธอทันที
เจตนาของโจวอวี้หัวมันชัดเจนยิ่งกว่ากระจกใส... เรื่องที่ชิวอวี่ปินสั่งลักพาตัวน้องสาวเธอไปข่มขืนกระทำชำเรานั้น เธอตัดสินใจ 'พับคดี' เก็บเข้าลิ้นชักเรียบร้อยแล้ว! เพราะเธอมันไม่มีน้ำยาพอจะไปตอแยกับมาเฟียระดับนั้น... ก็เลยต้องก้มหน้ายอมกลืนเลือดลงคอไปเงียบๆ
และพอเธอรู้ว่าเขาลงมือฆ่าลูกน้องคนสนิทของชิวอวี่ปินตาย... เธอก็รีบควักเงินจ่ายปิดปาก เพื่อจะ 'ลอยแพ' ตัดความสัมพันธ์กับเขาให้ขาดสะบั้นในทันที!
ติ๊ง!
ผ่านไปไม่กี่วินาที ยอดเงิน 5 ล้านหยวนก็เด้งเข้าบัญชีของฉินหรานอย่างรวดเร็ว... สำหรับเขา เงินก้อนนี้มันอาจจะไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่มันก็ถือว่าเป็นรายรับที่หอมหวานไม่เบา นั่งบวกลบคูณหารดู... ช่วงสองสามวันมานี้เขากวาดทรัพย์สินเข้ากระเป๋าไปได้มหาศาลจริงๆ จากนั้น ฉินหรานก็ลุกขึ้นเดินขึ้นไปบนห้องนอนชั้นสองเพื่อเข้าฌานฝึกจิตต่อ
……
เช้าวันรุ่งขึ้น!
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ ฉินหรานก็เดินทอดน่องออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าไปยังย่านของกินที่อยู่เยื้องๆ กัน... เมื่อวานเขาได้ยินหวงฝู่จุ้นสยงการันตีนักการันตีหนาว่า 'ร้านอาหารเช้าอู๋จี้' ในซอยนี้เด็ดสะระตี่ที่สุด... วันนี้ก็เลยตั้งใจจะมาพิสูจน์รสชาติสักหน่อย
พอมาถึงหน้าร้าน ฉินหรานก็สั่งซาลาเปากับน้ำเต้าหู้มานั่งกิน... กิจการของร้านนี้มันคึกคักเป็นบ้า โต๊ะเก้าอี้ทั้งในร้านนอกร้านถูกลูกค้าจับจองนั่งกันจนแน่นขนัดแทบไม่มีทางเดิน
ระหว่างที่ฉินหรานกำลังคีบซาลาเปาเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ... ก็มีชายในชุดเครื่องแบบสถานที่ราชการสองคน เดินขนาบข้างมากับชายในชุดสูทอีกหนึ่งคน ก้าวเข้ามาในร้าน
ทั้งสามคนเลื่อนเก้าอี้นั่งลงที่โต๊ะตัวเยื้องๆ กับเขา... พอนั่งปุ๊บ ไอ้แว่นคนหนึ่งที่สวมเครื่องแบบราชการก็เริ่มวางก้ามส่งเสียงเอะอะโวยวายสั่งอาหารทันที ทำเอาเถ้าแก่เจ้าของร้านต้องรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารับออเดอร์อย่างนอบน้อม... หลังจากสั่งอาหารเสร็จ พวกมันก็นั่งคุยกันอย่างออกรส
"โห... ลูกพี่ไค! โคตรบังเอิญเลยว่ะที่มาเจอพี่แถวนี้... พวกเราไม่ได้ตั้งวงก๊งด้วยกันนานแค่ไหนแล้วเนี่ย" ไอ้แว่นหันไปประจบชายในชุดสูท
"ช่วงนี้... ฝั่งบอสใหญ่ชิวมีเรื่องวุ่นวายนิดหน่อยน่ะ! ฉันก็เลยต้องแวะมาที่คฤหาสน์ของเขาในอ่าวจินสุ่ย... เพื่อมาหยิบของสำคัญบางอย่าง"
พอหูของฉินหรานจับบทสนทนานั้นได้... เขาก็เอียงคอเงี่ยหูฟังทันที
ดูท่า... ไอ้ชุดสูทคนนี้คงจะเป็นขี้ข้าของชิวอวี่ปินสินะ! ส่วนไอ้สองตัวที่เหลือ... ดูจากตราสัญลักษณ์บนไหล่เสื้อแล้ว น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จาก 'หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยด้านอาหาร'
"เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเหรอพี่?... เล่าให้ผมฟังเป็นวิทยาทานหน่อยดิ" ไอ้แว่นยื่นหน้าเข้าไปถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
"ไม่ได้เว้ย! ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป... หัวกูได้หลุดจากบ่าแน่ๆ"
"โธ่พี่! ระดับผมแล้ว... รับรองว่าปิดปากเงียบกริบไม่มีใครรู้แน่นอน" ไอ้แว่นตบหน้าอกฉาดรับประกัน
"เออ... สัญญาก่อนนะเว้ย ว่ารู้แล้วห้ามเอาไปพ่นต่อเด็ดขาด"
"สาบานให้ฟ้าผ่าตายเลยเอ้า!"
ไอ้ชุดสูทรีบกดเสียงให้เบาลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ "เมื่อคืน... 'อาเหมา' ลูกน้องมือขวาของบอสใหญ่ชิวโดนเก็บแล้วว่ะ! มันโดนยิงแสกหน้าด้วยปืนเก็บเสียง... ส่วนพวกลูกกระจ๊อกที่ตามไปคุมงาน ก็โดนซัดตายเรียบเป็นเบือเลย"
"เชดดดด! ผมหูฝาดไปเปล่าเนี่ย... ในแผ่นดินนี้มีคนกล้าลูบคมฆ่าคนของชิวอวี่ปินด้วยเหรอวะ! มันเบื่อจะมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง?"
"ป่ามันใหญ่... นกแปลกๆ มันก็มีเยอะเว้ย"
ไอ้แว่นถามต่อ "แล้วพวกพี่สืบรู้หรือยังล่ะ... ว่าไอ้หมอนั่นมันเป็นใครใหญ่มาจากไหน?"
"มันชื่อฉินหราน! ...เป็นแค่ 'อดีตนักโทษขี้คุก' ที่เพิ่งพ้นโทษออกมา แต่เสือกมีปัญญาเช่าคฤหาสน์อยู่ในอ่าวจินสุ่ย! ฉันได้ยินพวกระดับบนคุยกัน... ว่าตอนนี้บอสใหญ่ชิวไปเกณฑ์เอา 'ผู้ฝึกยุทธ์' ฝีมือพระกาฬมาจัดการมันแล้วว่ะ" ไอ้ชุดสูทกระซิบตอบ
"ฮ่าๆๆๆ โคตรสะใจ! งั้นคราวนี้มันก็ไม่รอดแล้วดิ... ไอ้ขี้คุกกระจอกๆ ดันสะเออะไปงัดข้อกับมาเฟียระดับบอสชิว... ถ้ามันไม่ตายโหงแล้วใครจะตายวะ?"
ทุกถ้อยคำในวงสนทนานั้น... ลอยเข้าหูฉินหรานชัดเจนทุกกระเบียดนิ้ว
การที่ชิวอวี่ปินวิ่งเต้นไปจ้างยอดฝีมือมาจัดการเขา... มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยสักนิด ในเมื่ออีกฝ่ายประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งของเขาแล้ว การไปตามผู้ฝึกยุทธ์มาก็คือสเต็ปพื้นฐาน... แต่น่าเสียดายนะ ที่ดีดลูกคิดรางแก้วผิดไปหน่อยว่ะ
ในเวลานั้นเอง เถ้าแก่เจ้าของร้านก็ยกถาดอาหารเช้าร้อนๆ มาวางเสิร์ฟบนโต๊ะ... ไอ้สามตัวนั้นก็ลงมือจ้วงกินกันอย่างตะกละตะกลาม พอกินเสร็จ... พวกมันก็ใช้ทิชชู่เช็ดปากแล้วลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกจากร้านไปดื้อๆ
เถ้าแก่ร้านเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาก้มหัวพูดเสียงอ่อย "สะ... สามท่านครับ! พวกคุณ... ยังไม่ได้จ่ายค่าอาหารเลยนะครับ"
ไอ้แว่นแค่นเสียงหัวเราะเยาะผ่านจมูก "นี่ตาแก่มึงตาบอดหรือไงวะ... มองไม่ออกเหรอว่ากูใส่ชุดอะไรทำงาน!"
"ผะ... ผมทราบครับว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานกำกับดูแลฯ... แต่ถึงจะเป็นเจ้าหน้าที่ มากินข้าว... มันก็ต้องจ่ายตังค์สิครับ"
ไอ้ชุดสูทฟังแล้วก็รำคาญ "ช่างแม่งเถอะ... เดี๋ยวฉันควักจ่ายเอง"
ทว่าไอ้แว่นกลับยกแขนขึ้นขวางหมับ!
หยามกันเกินไปแล้ว... มันเป็นถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานตรวจอาหารนะเว้ย! มากินซาลาเปากระจอกๆ แค่นี้แล้วยังต้องควักตังค์จ่าย... แล้วแบบนี้ลูกพี่ไคจะมองหน้ามันยังไงวะ? หมอนั่นคงคิดในใจว่า 'มึงใส่ชุดข้าราชการซะเปล่า... แต่ไม่มีน้ำยาเบ่งกินฟรีเลยนี่หว่า'
"เฮ้ยตาแก่! ...เดี๋ยวนี้กูจะควักเงินจ่ายค่าซาลาเปาให้มึงก็ได้นะ! แต่เมื่อกี้ตอนที่กูกัดซาลาเปาร้านมึงเข้าปาก... กูพบว่ากลิ่นมันทะแม่งๆ ว่ะ โดยเฉพาะไส้หมูเนี่ย... กลิ่นเน่าหึ่งเหมือนเอาเนื้อหมูตายโรคมาทำเลยนะเว้ย!"
"ในฐานะเจ้าหน้าที่... กูขอสั่งปิดร้านมึงอย่างเป็นทางการตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป! เพื่อตรวจสอบสุขอนามัย... ส่วนจะได้ฤกษ์เปิดร้านอีกทีเมื่อไหร่ เดี๋ยวคอยฟังสั่งจากกูก็แล้วกัน" ไอ้แว่นจ้องหน้าเถ้าแก่พลางพูดด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจัง
ชายชราเจ้าของร้านถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น... นี่มันกิจการหาเช้ากินค่ำนะ! ถ้าโดนสั่งปิดร้านขึ้นมา... ครอบครัวเขาอดตายกันพอดี
"ใต้เท้าเมตตาด้วยเถอะครับ!... ผมผิดไปแล้ว ผมตาบอดเองที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงไปทวงเงินใต้เท้า! มื้อนี้... ถือว่าผมเลี้ยงเองนะครับ! แล้วเดี๋ยวผมจะแถมซาลาเปากลับบ้านให้อีกสิบลูก... ใต้เท้าได้โปรดอย่าปิดร้านผมเลยนะครับ..." ชายชราก้มหัวโขกพื้นอ้อนวอนน้ำตาซึม
ไอ้แว่นยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ "หึ... ถือว่ามึงยังพอมีสมองอยู่บ้าง! จำใส่กะโหลกไว้... ตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอยนี้ ยังไม่มีร้านไหนกล้าสะเออะมาทวงตังค์จากกูสักร้านเดียว"
"ใต้เท้าใจเย็นๆ ก่อนนะครับ... เดี๋ยวผมรีบวิ่งไปคีบซาลาเปาใส่ถุงให้เดี๋ยวนี้เลย"
ชายชรารีบลุกขึ้นไปคีบซาลาเปาร้อนๆ ใส่ถุงกระดาษมาประเคนให้ไอ้แว่นด้วยมือตัวเอง... พอมันรับถุงไป ทั้งสามคนก็หมุนตัวเตรียมจะเดินลอยหน้าลอยตาออกจากร้าน
ฉินหรานส่งเสียงเรียกก้อง "เฮ้ย! หยุดก่อนดิ"
ไอ้แว่นหันขวับมาปรายตามองฉินหรานตั้งแต่หัวจรดเท้า "มีปัญหาอะไรวะ?"
"สวมเครื่องแบบซะโก้หรู... แต่กลับมาเดินเบ่งรีดไถชาวบ้านกินฟรีหน้าด้านๆ แบบนี้ มันดูจะอุบาทว์เกินไปหน่อยมั้ง?"
"แล้วมึงเป็นพ่อกูเหรอ!... เสือกอะไรด้วยวะ"
ฉินหรานยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ "ก็ฉันนี่แหละ... 'ฉินหราน' ที่พวกแกเพิ่งนินทากันสนุกปากเมื่อกี้นี้ไง"
สิ้นคำประกาศ... ไอ้ชุดสูทถึงกับเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า!
ไอ้หมอนี่... ก็คือฉินหราน!
โลกมันจะกลมเกินไปแล้วเว้ย... แค่มานั่งกินซาลาเปาก็ยังแจ็กพอตมาเจอตัวมันได้!
ไอ้แว่นแค่นเสียงหยัน "อ๋อ... ที่แท้มึงก็คือ 'ฉินหราน' ที่ลูกพี่ไคของกูพูดถึงนี่เอง"
"เออ... ฉันเองแหละ"
"แล้วยังไงวะ!... มึงคิดจะเบ่งอะไร!" ไอ้แว่นยืดอกท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว
"วางเงินค่าอาหารลงบนโต๊ะ... แล้วค่อยไสหัวไป! ไม่งั้น... วันนี้พวกแกไม่มีใครได้เดินออกจากร้านนี้แม้แต่คนเดียว"
พอได้ยินแบบนั้น... ชายชราเจ้าของร้านก็แทบจะทรุดลงไปร้องไห้โฮ นี่มันพระโพธิสัตว์ลงมาโปรดจากสวรรค์ชั้นไหนวะเนี่ย... หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ! เมื่อกี้พวกมันก็ทำท่าจะเดินพ้นประตูไปอยู่แล้ว... พ่อหนุ่มคนนี้จะไปแหกปากเรียกมันกลับมาทำไม! ชายชรารู้ดีว่าฉินหรานหวังดี... แต่ที่กลัวจับใจก็คือ พ่อหนุ่มคนนี้จะไม่มีบารมีพอไปงัดข้อกับพวกมันน่ะสิ...