- หน้าแรก
- โดนหลอกให้ไปติดคุก ดันฟลุคเป็นยอดฝีมือ
- บทที่ 40 - ศึกนี้ โคตรสะใจ
บทที่ 40 - ศึกนี้ โคตรสะใจ
บทที่ 40 - ศึกนี้ โคตรสะใจ
โหวซื่อนั่งกอดอกมองฉินหรานด้วยสายตาเย็นชาจากบนโซฟา
ไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนนี้มันช่างกำเริบเสิบสานจริงๆ อย่างที่คิดไว้เลย
ที่บ่อนหมาของเขา ยังไม่เคยมีใครกล้ามาทำตัวกร่างแบบนี้มาก่อน
ปล่อยให้มันเหลิงไปก่อนเถอะ ถือซะว่าเป็นการอวดเก่งทิ้งทวนก่อนตายก็แล้วกัน
เซี่ยเมิ่งหลงพูดขึ้นอีก "ฉินหราน แกอย่าหลงระเริงคิดว่าแค่ฝึกวิชามั่วๆ ซั่วๆ มาสองสามวันแล้วจะเก่งกาจไร้เทียมทาน ที่นี่น่ะนะ คนที่พร้อมจะปลิดชีพแกมีเยอะแยะจนนับนิ้วมือแกสองข้างยังไม่พอเลย"
"ฉันขี้เกียจฟังหมาเห่าว่ะ ถ้าจะสู้ก็รีบๆ เริ่มเถอะ ฉันไม่มีเวลามานั่งต่อล้อต่อเถียงกับพวกแกหรอกนะ" ฉินหรานทำหน้าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
โหวซื่อลุกพรวดขึ้นแล้วเดินตรงเข้ามา "ในถิ่นของฉัน คำพูดของคนอื่นไม่มีความหมาย มีแต่คำพูดของฉันเท่านั้นที่เป็นสิทธิ์ขาด ฉันบอกให้เล่นยังไง ก็ต้องเล่นแบบนั้น"
ฉินหรานมองชายวัยกลางคนตรงหน้าด้วยสายตายียวน
ดูท่าคนนี้น่าจะเป็น โหวซื่อ เจ้าของบ่อนหมาสินะ
คนพรรค์นี้ เขาไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยสักนิด
"แล้วแกลองว่ามาสิ ว่าอยากจะเล่นยังไง?"
"ที่นี่คือบ่อนพนัน การจะตัดสินแพ้ชนะก็ต้องพึ่งการพนันเท่านั้น ถ้าแกชนะ ก็รับเงิน 500 ล้านไป แต่ถ้าแกแพ้ ก็ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่"
ฉินหรานเลิกคิ้วถาม "แล้วแกจะให้พนันแบบไหนล่ะ?"
"ฉันมีทิเบตันมาสทิฟฟ์อยู่ตัวนึง แกก็แค่เอาหมาของแกมาสู้กับทิเบตันมาสทิฟฟ์ของฉัน กติกาง่ายๆ แค่นี้แหละ"
"ฉันไม่เคยพนันหมา แล้วฉันก็ไม่มีหมาด้วย" ฉินหรานไหวไหล่
"แกไม่มีหมาก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันให้คนจูงหมามาให้แกเลือกสักสองสามตัว แกก็เลือกมาสักตัวนึง เอาไปสู้กับทิเบตันมาสทิฟฟ์ของฉันสิ" โหวซื่อแสยะยิ้มเย้ยหยัน
ฉินหรานรู้สึกขำขึ้นมา "แกคิดว่าฉันโง่หรือไง? ให้ฉันเลือกหมาของบ่อนพวกแก ใครจะไปรู้ว่าพวกแกวางยาหรือตุกติกอะไรไว้บ้าง แต่... ถ้าจะให้ฉันลงไปสู้กับทิเบตันมาสทิฟฟ์ของแกด้วยตัวเองล่ะก็ แบบนั้นก็โอเคอยู่นะ"
คำพูดนี้ทำเอาทุกคนในวงถึงกับอ้าปากค้าง
พวกเขาเบิกตากว้าง จ้องมองฉินหรานราวกับเห็นผี
"แกจะลงไปสู้กับทิเบตันมาสทิฟฟ์ของฉันเองเนี่ยนะ?" โหวซื่อถามย้ำด้วยความตกตะลึง
"ใช่แล้ว ฉันจะลุยกับทิเบตันมาสทิฟฟ์ของแกเองเลย ง่ายดี ตัดสินแพ้ชนะกันไปในตาเดียว"
สิ้นเสียงของฉินหราน คนในบ่อนก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ไอ้หมอนี่มันประสาทกลับไปแล้วหรือไงวะเนี่ย ถึงกล้าขอสู้กับทิเบตันมาสทิฟฟ์
อย่าว่าแต่คนเดียวเลย ต่อให้มากันสิบคน ก็เอาทิเบตันมาสทิฟฟ์ไม่อยู่หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น ทิเบตันมาสทิฟฟ์ของโหวซื่อก็ไม่ใช่หมาธรรมดาๆ ทั่วไป
คู่ต่อสู้ที่เคยปะทะกับมันล้วนแล้วแต่เป็นหมาดุร้ายระดับโลกทั้งนั้น
บางตัวค่าตัวพุ่งทะยานไปถึงหลายสิบล้าน
สุดท้ายก็ตายคาเขี้ยวของทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวนี้อย่างไร้ข้อยกเว้น
โหวซื่อเปิดบ่อนหมามานานหลายปี ยังไม่เคยเจอคนโง่เง่าเต่าตุ่นเท่าฉินหรานมาก่อนเลย
"ฮ่าๆๆๆ ไอ้หนู ดูไม่ออกเลยนะว่าแกมันจะเป็นพวกสติเฟื่อง นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ"
ฉินหรานยกมือกอดอก "เรื่องนั้นแกไม่ต้องเสือกหรอก แต่มีข้อแม้ว่าพวกแกทุกคนต้องวางเดิมพันด้วย เซี่ยเมิ่งหลงลงเงินไป 500 ล้าน แกก็ต้องลงด้วย รวมพวกนั้นด้วย ทุกคนต้องวางเดิมพัน"
"ไม่มีปัญหา พวกฉันลงขันแน่ กลัวแต่ว่าแกจะไม่มีชีวิตรอดไปใช้เงินน่ะสิ!" โหวซื่อมองฉินหรานเหมือนมองคนปัญญาอ่อน
"แกจะลงเท่าไหร่?"
"แล้วแกอยากให้ฉันลงเท่าไหร่ล่ะ?"
"อย่างน้อยก็ต้อง 100 ล้าน"
"เอาสิ งั้นฉันลง 100 ล้านเลย" โหวซื่อยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
ฉินหรานหันไปมองลูกเศรษฐีสามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ "พวกนายสามคนไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ฉันก็ไม่ได้บังคับหรอกนะ แต่ถ้าจะลงเดิมพัน ก็ต้องไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน"
ลูกเศรษฐีทั้งสามคนพยักหน้าตกลงพร้อมกันอย่างไม่ลังเล ควักกระเป๋าลงเดิมพันคนละ 10 ล้านทันที
ในสายตาของพวกเขานั้น การพนันครั้งนี้ยังไงพวกเขาก็กินรวบไม่มีเสียอยู่แล้ว
โหวซื่อพูดขึ้นมา "เอาล่ะ ตอนนี้ถือว่าตกลงรับคำท้าแล้ว เซี่ยเมิ่งหลงวาง 500 ล้าน ฉันวาง 100 ล้าน ส่วนสามคนนี้วางคนละ 10 ล้าน พวกฉันทุกคนแทงข้างทิเบตันมาสทิฟฟ์ของฉันชนะ"
"ทีนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญ ถ้าพวกฉันชนะ แล้วพวกฉันจะได้อะไรล่ะ ถ้าแค่ฆ่าแกทิ้งเฉยๆ มันก็ไม่สนุกสิ"
ฉินหรานทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงเอาบัตรแบล็กการ์ดระดับสูงสุดของธนาคารซิตี้แบงก์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
"ถ้าพวกแกชนะ บัตรใบนี้ก็เป็นของพวกแก"
พอโหวซื่อกับพวกเห็นบัตรแบล็กการ์ดใบนั้น ทุกคนก็ถึงกับตะลึงงัน
ลูกเศรษฐีสามคนที่นั่งพิงโซฟาอยู่อย่างสบายอารมณ์
พริบตาที่ฉินหรานหยิบบัตรแบล็กการ์ดออกมา พวกเขาทั้งสามคนก็เด้งตัวลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
นี่มัน... บัตรแบล็กการ์ดระดับสูงสุดของธนาคารซิตี้แบงก์นี่นา!
คนที่จะถือครองบัตรแบล็กการ์ดระดับนี้ได้ ต้องมีทรัพย์สินระดับหลายแสนล้านขึ้นไปเท่านั้น
ตกลงว่าไอ้เด็กนี่มันเป็นใครมาจากไหนกันแน่ หรือว่าจะเป็นมหาเศรษฐีที่แฝงตัวมา
แต่ดูจากสารรูปแล้ว ไม่น่าจะมีปัญญาครอบครองบัตรแบล็กการ์ดแบบนี้ได้เลยนะ
"ไอ้หนู บัตรแบล็กการ์ดใบนี้แกไปขโมยมาจากไหนวะ?" โหวซื่อหรี่ตามองอย่างจับผิด
"เรื่องนั้นแกไม่ต้องรู้หรอก เอาเป็นว่าถ้าพวกแกชนะ บัตรนี่ก็เป็นของพวกแก แต่ถ้าพวกแกปอดแหกเพราะบัตรใบนี้จนไม่กล้าเล่นต่อ งั้นก็ถือว่าพวกแกแพ้ จ่ายเงินมาซะ" ฉินหรานตอบหน้านิ่ง
โหวซื่อหัวเราะร่วน "ฮ่าๆๆๆ ฉันยอมรับนะว่าบัตรแบล็กการ์ดของแกมันสุดยอดมาก แต่คนอย่างโหวซื่อก็ผ่านโลกมาเยอะ ไม่ปอดแหกกับอีแค่บัตรแบล็กการ์ดใบเดียวหรอก ฉันขอประกาศว่าการเดิมพันครั้งนี้มีผลบังคับใช้"
สิ้นคำพูด โหวซื่อก็ปรบมือดังแปะๆ
ทันใดนั้น ชายร่างยักษ์คนหนึ่งก็จูงทิเบตันมาสทิฟฟ์เดินเข้ามาในโซนด้านใน
ฉินหรานกวาดสายตามอง สายตาของเขาถูกทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวนั้นดึงดูดไปในทันที
ขนาดตัวของทิเบตันมาสทิฟฟ์นั้นใหญ่โตกำยำและดูน่าเกรงขามมาก
แต่มันไม่เหมือนกับทิเบตันมาสทิฟฟ์ทั่วไปที่มีขนยาวดกหนาปกคลุมทั่วทั้งตัว
ขนของทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวนี้ค่อนข้างสั้น
ทั่วทั้งร่างของมันแผ่รังสีอำมหิตออกมา คล้ายกับสิงโตกระหายเลือดมากกว่า
ฉินหรานเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
ดูเหมือนว่าทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวนี้จะถูกฝึกมาด้วยวิธีพิเศษ
วินาทีต่อมา สายตาของฉินหรานก็เลื่อนไปจับจ้องที่ชายร่างยักษ์คนนั้น
ผู้ชายคนนั้นตัวสูงเกือบสองเมตร
รูปร่างก็บึกบึนล่ำสันสุดๆ
เขาไว้หนวดเคราเฟิ้ม แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแปลกประหลาด
ที่นิ้วมือทุกนิ้วสวมแหวนเอาไว้เต็มไปหมด
ฉินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย
กลิ่นอายของหมอนี่มันแปลกๆ แฮะ
อาจารย์ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่า ในแดนตะวันตกมีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่มากมาย พวกเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาเวทมนตร์ลึกลับโบราณของแดนตะวันตก
พวกเขาจะใช้วัสดุพิเศษในการสร้างของวิเศษขึ้นมา
ของวิเศษเหล่านี้สามารถใช้ควบคุมศพและดวงวิญญาณได้
คนพวกนี้ถูกเรียกขานในแดนตะวันตกชว่า ผู้ฝึกมาร
ฉินหรานชักจะสงสัยแล้วสิว่าชายร่างยักษ์คนนี้อาจจะเป็นผู้ฝึกมาร
เซี่ยเมิ่งหลงกับโหวซื่อและคนอื่นๆ พอเห็นสีหน้าของฉินหราน ก็เดาเอาว่าไอ้เด็กนี่คงจะเริ่มกลัวขึ้นมาแล้ว
วัยรุ่นก็แบบนี้แหละ เลือดร้อน อวดดี สุดท้ายก็ต้องเจ็บตัวเจียนตาย
น่าเสียดายนะที่ตอนนี้จะมาพูดอะไรก็สายไปเสียแล้ว
การเดิมพันตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย ไม่มีทางยกเลิกได้
เดี๋ยวพอทิเบตันมาสทิฟฟ์ขย้ำมันตาย พวกเขาก็จะได้แบ่งเงินมหาศาลในบัตรแบล็กการ์ดของมันแล้ว
แค่คิดก็ฟินสุดๆ แล้ว
เซี่ยเมิ่งหลงมองหน้าฉินหราน แล้วถามด้วยรอยยิ้มเยาะ "แกรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วล่ะสิ!"
"ในพจนานุกรมของฉันไม่เคยมีคำว่ากลัวเว้ย"
"ถุย แกนี่มันตอแหลเก่งจริงๆ ในใจคงจะกลัวจนขี้หดตดหายแล้วล่ะสิ ยังจะมาทำเป็นปากดีอยู่อีก" เซี่ยเมิ่งหลงเบ้ปากเหยียดหยาม
ฉินหรานแค่นเสียงหัวเราะ "ฉันปากดีหรือเปล่า เดี๋ยวแกก็รู้เองแหละ"
เซี่ยเมิ่งหลงขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับฉินหรานแล้ว เขาหันไปพยักหน้าให้โหวซื่อ "พี่สี่ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า"
โหวซื่อพยักหน้ารับ "ฉันขอประกาศว่าการแข่งขันเริ่มขึ้นได้"
ทันทีที่สิ้นเสียง พนักงานก็ลั่นระฆังดังหง่างๆ
ชายร่างยักษ์จูงทิเบตันมาสทิฟฟ์เดินเข้าไปในเวทีประลอง
ฉินหรานก็ก้าวตามเข้าไปติดๆ
ทิเบตันมาสทิฟฟ์จ้องเขม็งไปที่ฉินหรานพร้อมกับส่งเสียงเห่าคำรามอย่างบ้าคลั่ง
แค่เสียงคำรามของมันก็ดังกึกก้องจนน่าขนลุกแล้ว
โหวซื่อกับพรรคพวกพากันทำหน้าตื่นเต้นรอชมฉากเด็ด
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ทิเบตันมาสทิฟฟ์คงใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที ฉีกร่างฉินหรานออกเป็นชิ้นๆ แน่
ทันใดนั้น ชายร่างยักษ์ก็ปลดปลอกคอทิเบตันมาสทิฟฟ์ออก
ทิเบตันมาสทิฟฟ์ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็กระโจนเข้าใส่ฉินหรานอย่างดุร้ายทันที
ชั่ววินาทีนั้น ฉินหรานแผดเสียงคำรามลั่น
ด้วยพลังของกายหยางบริสุทธิ์ เสียงคำรามนั้นจึงดังกึกก้องประดุจเสียงพยัคฆ์คำรามสะเทือนป่า
แรงสั่นสะเทือนทำเอาบ่อนหมาทั้งบ่อนสั่นไหวไปชั่วขณะ
ทิเบตันมาสทิฟฟ์กระเด็นลอยวืดไปในพริบตา
ร่างของมันลอยไปกระแทกเข้ากับเชือกกั้นเวที แล้วเด้งกลับมาตกกระแทกพื้น
มันพยายามจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน แต่ขาทั้งสี่ข้างกลับอ่อนแรงจนยืนไม่ไหว
ตอนนี้แววตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เสียงคำรามของฉินหรานเมื่อครู่นี้แฝงไปด้วยพลังอันมหาศาล ทำเอาทิเบตันมาสทิฟฟ์ถึงกับฉี่ราดด้วยความกลัว
สีหน้าของชายร่างยักษ์เปลี่ยนไปทันที
ชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ
กำลังภายในของเขาลึกล้ำมาก
เสียงคำรามเมื่อกี้ทรงพลังเทียบเท่ากับเสียงพยัคฆ์คำรามเลยทีเดียว
ถึงได้ทำเอาทิเบตันมาสทิฟฟ์กลัวจนขาอ่อน ฉี่ราดแบบนี้
เมื่อไม่มีเวลาให้คิดทบทวนให้มากความ ชายร่างยักษ์ก็เริ่มสวดบริกรรมคาถาเสียงพึมพำ
ไม่นาน ทิเบตันมาสทิฟฟ์ก็กลับมาฮึกเหิมอีกครั้งราวกับถูกผีเข้า
มันพุ่งเข้าใส่ฉินหรานเป็นครั้งที่สอง
ฉินหรานมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เขาสันนิษฐานไว้ก่อนหน้านี้เป็นความจริงทุกประการ
สาเหตุที่ทิเบตันมาสทิฟฟ์ตัวนี้ชนะรวดไม่เคยแพ้ใครเลย ก็เพราะมีไอ้ยักษ์นี่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังนี่เอง
ไวเท่าความคิด ฉินหรานก็ซัดหมัดพุ่งตรงเข้าใส่หน้ามันทันที
หมัดนี้ระเบิดพลังหยางบริสุทธิ์ออกมาอีกครั้ง
ร่างของทิเบตันมาสทิฟฟ์ระเบิดแหลกละเอียดกลางอากาศ เลือดและเศษเนื้อสาดกระเซ็นไปทั่วทิศทาง
ละอองเลือดลอยฟุ้งเป็นหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วเวทีประลอง
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
โหวซื่อ เซี่ยเมิ่งหลง และพรรคพวกถึงกับยืนอึ้งตาค้างไปตามๆ กัน
เมื่อกี้พวกเขาเห็นเต็มสองตาว่าฉินหรานแค่ปล่อยหมัดเดียว ก็ซัดทิเบตันมาสทิฟฟ์จนแหลกเป็นชิ้นๆ ได้
"อ๊าก... หมาสงครามของฉัน..." โหวซื่อแผดเสียงร้องลั่นพร้อมกับวิ่งถลันเข้าไปเกาะขอบเวที "แกกล้าฆ่าหมาสงครามของฉัน แกต้องชดใช้ด้วยชีวิต"
ฉินหรานก้มมองโหวซื่อ "หมาสงครามของแกมันอ่อนหัดเกินไป ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย"
โหวซื่อโกรธจนแทบคลั่ง "พวกแกมัวยืนเซ่ออยู่ทำไมวะ รีบไปฆ่ามันสิ"
สิ้นเสียงคำสั่ง นักเลงนับสิบคนก็กรูกันเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง
ในมือของพวกเขามีอาวุธครบมือ
ฉินหรานกระโดดลงจากเวทีประลองอย่างรวดเร็ว
เขารวบรวมพลังแล้วปล่อยหมัดออกไปอย่างสุดแรง
นักเลงหลายคนที่พุ่งเข้ามา ร่างระเบิดแหลกละเอียดอยู่กับที่ กลายเป็นหมอกเลือดอีกระลอก
แขนขาขาดกระเด็น เครื่องในปลิวว่อนไปทั่ว
กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณพื้นที่ชั้นใน
นักเลงที่เหลือต่างพากันยืนช็อกนิ่งงัน
พวกเขาไม่เคยเห็นภาพเหตุการณ์ที่น่าสยดสยองขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ขาสั่นพั่บๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่
โหวซื่อกับพวกก็ตกใจกลัวจนหน้าซีดเผือด
ไอ้เด็กนี่มันเป็นใครมาจากไหนกันแน่วะเนี่ย ถึงได้เก่งกาจขนาดนี้
เห็นได้ชัดเลยว่ามันตั้งใจมาถล่มบ่อนชัดๆ
"พวกแกไม่ใช่คู่มือของเขาหรอก อย่าเข้าไปรนหาที่ตายเลย ถอยออกมาให้หมด"
เสียงทุ้มกังวานดังขึ้น คนที่พูดก็คือชายร่างยักษ์คนนั้น
สิ้นเสียงนั้น บรรดานักเลงที่เหลือต่างก็รีบถอยกรูดไปหลบอยู่ข้างๆ ด้วยความหวาดกลัวลนลาน
"ปาถู ฆ่ามันให้ฉันที จับมันสับเป็นชิ้นๆ เลย" โหวซื่อหันไปสั่งชายร่างยักษ์
ปาถูไม่ตอบอะไร เขาค่อยๆ สาวเท้าเดินตรงเข้าไปหาฉินหรานด้วยแววตาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
ไม่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
ศึกนี้... คงจะโคตรมันส์เลยล่ะ