- หน้าแรก
- ทะลุมิติปั้นอาณาจักรกำเนิดราชันอุตสาหกรรมฮ่องกง
- บทที่ 208 - ข่าวฮือฮาทั่วเกาะ และการสัมภาษณ์จากกิมย้ง
บทที่ 208 - ข่าวฮือฮาทั่วเกาะ และการสัมภาษณ์จากกิมย้ง
บทที่ 208 - ข่าวฮือฮาทั่วเกาะ และการสัมภาษณ์จากกิมย้ง
บทที่ 208 - ข่าวฮือฮาทั่วเกาะ และการสัมภาษณ์จากกิมย้ง
กวนถัง (Kwun Tong):
"ลูกพี่ สนใจเช่าพื้นที่เปิดร้านไหม?" ชายวัยกลางคนเดินเข้าไปทักทายชายหนุ่มคนหนึ่ง พร้อมนำเสนอ "ทำเลห้องแถวของผมเนี่ย ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่บริษัทอุตสาหกรรมฉางซิง จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมหมื่นคนเลยนะพี่ ดูทรงแล้วพี่น่าจะเป็นคนทำมาค้าขาย ลองมาเช่าที่เปิดร้านสิ รับรองว่ากิจการรุ่งเรือง รวยเละเทะแน่นอน"
ชายหนุ่มย้อนถามด้วยรอยยิ้ม "ทำเลทองขนาดนี้ แล้วทำไมพี่ไม่เปิดร้านทำมาหากินเองล่ะครับ?"
ชายวัยกลางคนหัวเราะแห้งๆ "ผมมันพวกหัวทึบ ไม่มีหัวการค้าหรอกพี่ สมัยก่อนหนีตายมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเก็บหอมรอมริบมาตั้งครึ่งค่อนชีวิต กว่าจะซื้อห้องแถวซอมซ่อในกวนถังได้สักห้อง ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าโชคจะหล่นทับ ได้จับเงินแสนเงินล้านแบบนี้"
"ดวงเฮงสุดๆ ไปเลยนะครับเนี่ย" ชายหนุ่มกล่าวชื่นชม ก่อนจะถามต่อ "แล้วช่วงนี้เศรษฐกิจในกวนถัง คึกคักกว่าแต่ก่อนเยอะไหมครับ?"
"โอ๊ย! คึกคักกว่าเดิมไม่รู้ตั้งกี่เท่าตัว" ชายวัยกลางคนดูเหมือนจะเจอคนคุยถูกคอ เลยร่ายยาว "เมื่อก่อนแถวเนี้ย เงียบเหงาปานป่าช้า แทบจะไม่มีคนนอกหลงเข้ามาเลย แต่เดี๋ยวนี้สิ มองไปทางไหนก็เจอแต่คนนอกพื้นที่เดินกันขวักไขว่"
"พี่ไม่รู้หรอกว่า ช่วงนี้มีคนแห่กันมาปักหลักแถวนี้เยอะขนาดไหน มีทั้งพวกนายหน้ากว้านซื้อที่ดิน ทั้งพวกพ่อค้าแม่ค้า ห้องแถวของผมก็ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ มีเศรษฐีตั้งหลายเจ้า มาเสนอราคาขอซื้อต่อ ให้ราคาสูงปรี๊ดกว่าตอนผมซื้อมาตั้งหลายเท่าตัวแน่ะ"
ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม "งั้นพี่ก็กอดโฉนดไว้แน่นๆ เลยนะ อย่าเพิ่งรีบขายล่ะ เก็บไว้เก็งกำไรในอนาคต รับรองว่าราคาพุ่งกระฉูดกว่านี้อีกเยอะ"
ชายวัยกลางคนยืดอก "แน่นอนสิพี่ ผมไม่ได้กินหญ้านะ จะรีบขายไปทำไม"
ชายหนุ่มซักต่อ "แล้วช่วงนี้ มีคนต่างถิ่นแห่มาหางานทำแถวนี้เยอะไหมครับ?"
"เยอะสิพี่ เยอะที่สุดก็พวกคนตกงานนี่แหละ" ชายวัยกลางคนตอบฉะฉาน "เมื่อก่อนตอนที่เกิดไฟไหม้ใหญ่ในชุมชนแออัด ก็มีพวกคนตกงานเดินเตร็ดเตร่หาเช้ากินค่ำอยู่บ้าง แต่พอมีข่าวลือเรื่องนิคมอุตสาหกรรมหมื่นคนแพร่กระจายออกไป คนต่างถิ่นก็แห่กันมาปักหลักแถวนี้มืดฟ้ามัวดินเลย"
"แถมได้ยินข่าวลือมาว่า เครือบริษัทฉางซิงเริ่มเปิดรับสมัครพนักงานแล้วด้วยนะ สวัสดิการโคตรดีเลยพี่ ต่อให้ตอนนี้โรงงานยังสร้างไม่เสร็จ ก็สามารถไปรับจ้างเป็นกรรมกรแบกหามแถวไซต์งานได้ แค่นี้ก็พอมีเงินประทังชีวิตไปวันๆ แล้ว"
"หรือถ้าหางานทำไม่ได้จริงๆ เขาก็มีนโยบายให้เบิกเงินเดือนล่วงหน้า เพื่อเอาไปซื้อข้าวกินประทังชีวิตก่อนได้ด้วยนะ"
"เถ้าแก่เครือบริษัทฉางซิงนี่ ใจบุญสุนทานราวกับพ่อพระมาโปรดเลยนะครับ" ชายหนุ่มกล่าวด้วยความทึ่ง "ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยเจอเศรษฐีหน้าไหนในฮ่องกง ที่ยอมควักเนื้อจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้างล่วงหน้าเลย แค่จ่ายเงินเดือนตรงเวลาก็บุญหัวแล้ว"
ชายวัยกลางคนหัวเราะร่วน "ก็แหงล่ะสิพี่ ราชากระดาษโน้ตเขาเคยเป็นคนจนเดินดินมาก่อน พอเขารวยล้นฟ้า เขาก็เลยไม่ลืมกำพืดตัวเอง ดูแลเอาใจใส่ลูกน้องดีสุดๆ"
"ถ้าพี่ไม่เชื่อ ลองไปสืบข่าวแถวๆ จิมซาจุ่ยดูสิ ใครๆ ก็ยกย่องสรรเสริญราชากระดาษโน้ตกันทั้งนั้นแหละ"
ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย "แล้วพี่ก็ทำงานอยู่แถวจิมซาจุ่ยเหมือนกันเหรอครับ?"
"ใช่แล้วพี่ แต่ผมเป็นแค่กรรมกรในโรงงานซัพพลายเออร์ ที่รับจ้างผลิตของให้ฉางซิงอีกทีนึง สวัสดิการก็เลยสู้พนักงานของฉางซิงไม่ได้หรอก" ชายวัยกลางคนถอนหายใจยาว "น่าเสียดายจริงๆ ที่ผมรู้ข่าวช้าไป ไม่งั้นคงสมัครเข้าทำงานกับฉางซิงไปแล้ว"
ชายหนุ่มให้กำลังใจ "โอกาสทองมาถึงแล้วนี่ครับ โรงงานก็กำลังจะสร้างอยู่ใกล้ๆ บ้านพี่เลย"
"นั่นน่ะสิพี่" ชายวัยกลางคนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะนึกขึ้นได้ "เอ๊ะ ว่าแต่... พี่สนใจจะเช่าห้องแถวผมไหมเนี่ย? คุยกันมาตั้งนาน หรือว่าพี่จะเป็นพวกนักสืบแฝงตัวมาล้วงความลับ?"
"ผมเป็นนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ซิงต่าวเดลี่ (Sing Tao Daily) ครับ" ชายหนุ่มเปิดเผยตัวตนในที่สุด "ผมตั้งใจจะลงพื้นที่มาทำข่าวเจาะลึก เกี่ยวกับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงในกวนถัง หลังจากที่มีข่าวการสร้างนิคมอุตสาหกรรมหมื่นคนแพร่งพรายออกไปครับ"
"อ้าว นักข่าวหรอกเหรอ? ยินดีเลยพี่" ชายวัยกลางคนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบตกลง การได้ให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ ก็ถือเป็นเรื่องดีๆ ที่จะได้เป็นหน้าเป็นตา แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้ "แล้วทำไมพวกพี่นักข่าว ถึงไม่ไปขอสัมภาษณ์ท่านราชากระดาษโน้ตโดยตรงเลยล่ะครับ?"
"ฮ่าๆๆ" นักข่าวหนุ่มหัวเราะแห้งๆ "คนระดับนั้น เขาไม่ยอมลดตัวมาให้กระจอกข่าวอย่างผมสัมภาษณ์หรอกครับ บารมีผมมันยังไม่ถึงขั้นนั้น"
『แผ่นดินไหวในกวนถัง: นิคมอุตสาหกรรมหมื่นคน กับขุมทรัพย์โอกาสทองทางธุรกิจ』
วันที่ 3 เมษายน หนังสือพิมพ์ซิงต่าวเดลี่ ได้ตีพิมพ์บทความวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับการเนรมิตนิคมอุตสาหกรรมขนาดยักษ์ ที่จะนำพาความมั่งคั่งและโอกาสทางธุรกิจอันไร้ขีดจำกัด มาสู่ดินแดนที่เคยหลับใหลอย่างกวนถัง
ประการแรก ผลกระทบเชิงบวกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนยากจนและผู้ว่างงานจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในส่วนของโรงงานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงธุรกิจบริการอื่นๆ ที่จะผุดขึ้นมารองรับความต้องการของพนักงานนับหมื่นชีวิต เช่น ร้านอาหาร, สวนสนุก, โรงภาพยนตร์ เป็นต้น
ประการที่สอง คือการพุ่งทะยานของราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าที่ดินในกวนถัง กลุ่มคนที่จะได้รับอานิสงส์และกอบโกยผลกำไรไปเต็มๆ ก็คือชาวบ้านดั้งเดิมในพื้นที่ และครอบครัวที่กำลังจะถูกเวนคืนที่ดิน พวกเขายกย่องให้หยางเหวินตง 'ราชากระดาษโน้ต' เป็นดั่งเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ที่มาโปรดพวกเขาให้หลุดพ้นจากความยากจน เปลี่ยนสถานะจากกรรมกรหาเช้ากินค่ำ กลายเป็นเสือนอนกินค่าเช่าไปตลอดชีวิต
ประการที่สาม คือการตื่นตัวของกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่เริ่มส่งสายลับลงพื้นที่กวนถัง เพื่อสำรวจลู่ทางและหาช่องทางลงทุน ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรที่ชัดเจนนัก แต่ในอนาคตอันใกล้ เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจะต้องหลั่งไหลเข้ามาอย่างแน่นอน ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ ก็จะยิ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่นได้อีกมหาศาล
บทความชิ้นนี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนและกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วทั้งเกาะฮ่องกงอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ ข่าวการสร้างนิคมอุตสาหกรรม ก็เป็นแค่การรายงานข่าวผิวเผิน ว่าเครือบริษัทฉางซิงได้กว้านซื้อที่ดินขนาด 8.5 ล้านตารางฟุต และมีแผนจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมหมื่นคนเท่านั้น
แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังนึกภาพไม่ออก ว่าไอ้นิคมอุตสาหกรรมที่ว่าเนี่ย มันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับจุลภาค และชุบชีวิตคนยากจนให้มีงานทำเงินเดือนสูงๆ ได้ยังไง
แต่พอหนังสือพิมพ์ตีพิมพ์บทความเจาะลึกชิ้นนี้ออกมา ทุกคนก็ถึงกับตาสว่าง และตระหนักได้ทันทีว่า โรงงานผลิตสินค้าที่พวกเขาเคยดูถูกดูแคลน ว่าเป็นแค่อุตสาหกรรมกระจอกๆ พอรวมพลังกันสร้างเป็นนิคมขนาดใหญ่ มันจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มหาศาลขนาดนี้เชียวหรือ
ย่านเซ็นทรัล (Central) ภายในห้องทำงานสุดหรู:
"เถ้าแก่ครับ ผมเห็นว่าบริษัทของเรา ควรจะกระโดดเข้าไปร่วมวงลงทุนในตลาดอสังหาฯ ของกวนถังด้วยนะครับ" ชายวัยกลางคนนำเสนอไอเดียต่อหน้าเจ้านาย
เถ้าแก่พยักหน้าเห็นด้วย "นายก็มองเห็นศักยภาพของนิคมอุตสาหกรรมหมื่นคนนี่เหมือนกันสินะ?"
"ใช่ครับ ตอนแรกผมก็แค่รับรู้ข่าวสารผิวเผิน แต่หลังจากอ่านบทความเจาะลึกของซิงต่าวเดลี่ ผมก็ลองไปค้นคว้าหาข้อมูลอ้างอิง จากการเติบโตของเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นมาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งมันยืนยันได้เลยว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น มันมหาศาลเกินกว่าที่เราคาดคิดไว้มากครับ"
ชายวัยกลางคนอธิบายต่อ "ชาวเมืองเล็กๆ นับหมื่นชีวิต ต่างก็ฝากปากท้องไว้กับโรงงานเพียงแห่งเดียว ขอเพียงแค่โรงงานนั้นยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ ผู้คนในเมืองนั้น ก็จะมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนไปตลอดชีวิต"
"มันไม่ใช่แค่รายได้ของพนักงานโรงงานเท่านั้นนะครับ แต่พนักงานเหล่านั้นก็จะนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย เลี้ยงดูครอบครัว และเงินเหล่านั้นก็จะหมุนเวียนไปกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคธุรกิจอื่นๆ ต่อไปเป็นทอดๆ ทำให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้ไปสู่วงกว้าง จากพนักงานโรงงานหนึ่งหมื่นคน อาจจะสร้างงานและหล่อเลี้ยงผู้คนได้อีกนับแสนชีวิตเลยทีเดียว"
"และผู้คนเหล่านั้น ก็ย่อมต้องการที่อยู่อาศัย ซึ่งนี่แหละครับ คือโอกาสทองฝังเพชรของบริษัทอสังหาฯ อย่างเรา ยิ่งเราชิงลงมือลงทุนได้เร็วเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็จะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้นครับ"
"อืมม... บทวิเคราะห์ของนายเฉียบขาดมาก ฉันก็คิดแบบเดียวกันเป๊ะเลย" เถ้าแก่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ตอนนี้ฉันถึงบางอ้อแล้ว ว่าทำไมบริษัทอสังหาริมทรัพย์ฉางซิง ถึงได้แอบไปกว้านซื้อที่ดินในกวนถังไว้ล่วงหน้าตั้งเยอะแยะ ที่แท้ก็เพราะมีข่าววงในเรื่องโปรเจกต์นิคมอุตสาหกรรมนี่เอง"
"ก็เมื่อพวกเขามีขุมทรัพย์อยู่กับตัว จะไม่ให้พวกเขาฉกฉวยโอกาสลงทุนอสังหาฯ ไว้ก่อนได้ยังไงล่ะครับ" ชายวัยกลางคนหัวเราะร่วน "แต่ถึงพวกเขาจะได้เขมือบเนื้อชิ้นโตไปแล้ว พวกเราก็ยังพอจะขอแบ่งน้ำซุปมาซดให้อิ่มท้องได้บ้างนะครับ"
เถ้าแก่อนุมัติ "งั้นนายก็รีบลงพื้นที่ไปสำรวจและหาทำเลลงทุนด่วนเลยนะ แต่ฉันเดาว่าทางรัฐบาลฮ่องกงก็คงไม่ยอมเสียเปรียบง่ายๆ พวกเขาคงจะเตรียมจัดประมูลที่ดินในละแวกนั้น เร็วๆ นี้แน่ พวกนี้จมูกไวจะตายไป"
"นั่นน่ะสิครับ" ชายวัยกลางคนเห็นด้วย "แต่ไม่ว่ายังไง เราก็สามารถใช้วิธีกว้านซื้อตึกเก่ามารีโนเวตใหม่ได้นี่ครับ อาศัยจังหวะที่คนส่วนใหญ่ยังไหวตัวไม่ทัน รีบชิงลงมือกว้านซื้อตัดหน้าไปก่อนเลย"
"ยอดเยี่ยม ลุยให้เต็มที่ไปเลย" เถ้าแก่ไฟเขียวเต็มที่ "ถ้าเจอโปรเจกต์ไหนที่น่าสนใจและคุ้มค่าการลงทุน ฉันเซ็นอนุมัติงบให้ไม่อั้นเลย"
"รับทราบครับผม" ชายวัยกลางคนรับคำสั่งอย่างแข็งขัน
เหล่านักลงทุนอสังหาฯ ในฮ่องกง เริ่มตระหนักถึงมูลค่ามหาศาลที่ซ่อนอยู่ในกวนถัง ถึงแม้จะยังไม่มีการลงทุนโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่บรรดากลุ่มทุนต่างก็เริ่มส่งคนลงพื้นที่สำรวจลาดเลากันอย่างคึกคักแล้ว
และผลที่ตามมาก็คือ ราคาที่ดินในกวนถังเริ่มขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ได้รับอานิสงส์จากโปรเจกต์นิคมอุตสาหกรรมหมื่นคนเป็นกลุ่มแรกๆ ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของตัวเองกันแล้ว และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในบริเวณรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงใจกลางเมืองกวนถัง ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่อีกด้วย
เจียงจวินอ้าว (Tseung Kwan O):
เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งในเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ กำลังช่วยกันเอาเศษผ้าพันแผลห้ามเลือดให้กับเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม
"อาหลง (Ah Long) พวกเราเลิกเป็นนักเลงอันธพาลกันเถอะ" เด็กสาวคนหนึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเป็นห่วง "ฉันกลัวว่าสักวันนึง เธอจะพลาดท่าโดนคู่อริฟันตายเอานะ"
อาหลง ที่กำลังบาดเจ็บที่มือ โอดครวญ "ฉันก็ไม่ได้อยากจะเป็นนักเลงหรอกนะ แต่ถ้าพวกเราไม่ยอมเข้าแก๊ง แล้วพวกเราจะเอาอะไรยัดไส้ล่ะ?"
"ความจริงแล้ว พวกเรามีทางเลือกที่ดีกว่านั้นนะ" เด็กหนุ่มอีกคนที่อายุน้อยกว่า รีบเสนอทางออก "วันก่อนตอนที่ฉันไปคุ้ยเก็บกระดาษลังขายแถวๆ ร้านขายหนังสือพิมพ์ ฉันแอบได้ยินคนคุยกันว่า ที่กวนถังกำลังจะมีการก่อสร้างโรงงานขนาดยักษ์ เป็นโรงงานของ 'ราชากระดาษโน้ต' หยางเหวินตง และได้ยินมาว่าเขากำลังเตรียมจะเปิดรับสมัครพนักงานจำนวนมากเลยนะ"
"ราชากระดาษโน้ตเหรอ?" อาหลง ทวนชื่อด้วยความตื่นเต้น จนลืมความเจ็บปวดที่บาดแผลไปสนิท "เรื่องจริงเหรอวะ? ฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์ของราชากระดาษโน้ตมานานแล้วนะ ว่าโรงงานของเขาจ่ายค่าแรงแพงลิบลิ่ว แถมยังมีสวัสดิการแจกของกินของใช้ให้พนักงานอยู่บ่อยๆ ด้วย"
"แต่ก่อนโรงงานเขาตั้งอยู่ไกลถึงจิมซาจุ่ย พวกเราไม่มีปัญญาเดินทางไปทำงานหรอก"
เด็กสาวที่เพิ่งจะร้องไห้ฟูมฟาย เปลี่ยนโหมดมาเป็นดีใจสุดขีด "ถ้างั้น พวกเราก็รีบไปสมัครงานกันเถอะ กวนถังอยู่ใกล้บ้านเราแค่นี้เอง เดินทางไปกลับก็สะดวกกว่าตั้งเยอะ แถมยังปลอดภัยกว่าการต้องไปตะลุมบอนกับพวกนักเลงข้างถนนตั้งเยอะ"
"แต่การจะขอถอนตัวจากแก๊งนักเลง มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะ" อาหลงพูดด้วยความกังวลและหวาดกลัว
ลูกน้องคนสนิทรีบเสนอแผนการ "ลูกพี่หลง พี่ก็แกล้งทำเป็นว่ามือพี่เจ็บหนักจนใช้งานไม่ได้ ไม่สามารถไปต่อยตีกับใครได้อีกแล้วสิ พวกผู้ใหญ่ในแก๊ง คงไม่ถึงขั้นมาตามรังควานหรือเอาเรื่องพี่หรอก อย่างมากก็แค่ตัดหางปล่อยวัด ไม่ส่งเสียเลี้ยงดูพวกเราอีกต่อไปเท่านั้นแหละ"
"แล้วถ้าพวกเราสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานในโรงงานได้สำเร็จ พวกแก๊งนักเลงก็คงไม่กล้ามาตอแยพวกเราแล้วล่ะ"
"โอเค งั้นพวกเราไปลองเสี่ยงดวงกันดู" อาหลงตัดสินใจเด็ดขาด "ขอแค่มีงานทำสุจริต มีเงินเดือนกิน ใครมันจะอยากไปเสี่ยงตายเป็นนักเลงหัวไม้ล่ะวะ ยิ่งแถวเจียงจวินอ้าวนี่ ก็แทบจะไม่มีโรงงานอะไรให้ทำเลยด้วยซ้ำ"
"อืม แต่รอให้แผลที่มือพี่หายดีก่อนค่อยไปสมัครงานจะดีกว่านะ" เด็กสาวพูดด้วยความเป็นห่วง
อาหลงพยักหน้ารับ "ตกลงตามนั้น"
วันที่ 4 เมษายน ณ อาคารกั่งหัว หยางเหวินตงได้ให้การต้อนรับแขกคนสำคัญ
"สวัสดีครับคุณจา (Cha) ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะครับ" หยางเหวินตงเอ่ยทักทาย กิมย้ง (Louis Cha) ด้วยรอยยิ้ม
กิมย้งยิ้มตอบ "ใช่ครับ ไม่ได้พบกันนานเลย ไม่นึกไม่ฝันเลยนะครับ ว่าในช่วงที่ผมไม่ได้ติดตามข่าวสาร คุณหยางจะแอบไปซุ่มวางแผนเปิดตัวอภิมหาโปรเจกต์ที่สั่นสะเทือนวงการได้ขนาดนี้ พอผมได้ทราบข่าว ผมก็ถึงกับทึ่งและนับถือในวิสัยทัศน์ของคุณเลยครับ"
"พูดเกินไปแล้วครับ หรือว่าคุณจาเอง ก็มีแผนจะไปลงทุนกว้านซื้ออสังหาฯ ในกวนถังด้วยเหมือนกันล่ะครับ?" หยางเหวินตงแซวกลับอย่างขำๆ
"เปล่าหรอกครับ ผมไม่ได้มีหัวทางด้านนั้นหรอก" กิมย้งส่ายหน้าปฏิเสธ "แต่ตอนที่ผมได้ยินข่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ จะเปิดรับพนักงานมากถึงหนึ่งหมื่นคน สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวผม ก็คือภาพของบรรดาผู้ประสบภัยและคนยากไร้ ที่ในที่สุดก็จะได้มีงานทำ มีเงินประทังชีวิต และมีอนาคตที่สดใสเสียที"
"ก่อนหน้านี้ ผมก็เคยใช้พื้นที่หน้าหนังสือพิมพ์หมิงเป้า (Ming Pao) เป็นสื่อกลางในการรณรงค์และเชิญชวนให้สังคมร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือพวกเขา แต่เงินบริจาคเหล่านั้น มันก็เป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นแหละครับ สู้กลยุทธ์ของคุณหยางไม่ได้เลย การสร้างงานสร้างอาชีพให้พวกเขาต่างหาก คือการแก้ปัญหาความยากจนที่ยั่งยืนที่สุด ตอนนี้พวกเขาไม่เพียงแต่จะมีข้าวกินอิ่มท้อง แต่ยังจะได้ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย"
หยางเหวินตงตอบกลับอย่างถ่อมตัว "ถือเป็นการพึ่งพาอาศัยและได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายครับ ตัวผมเองก็มีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมหาศาล เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวหน้า และถ้าการลงทุนของผม สามารถช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ ผมก็ยินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งครับ"
คำพูดเหล่านี้ ไม่ใช่การสร้างภาพหรือแสแสร้งแกล้งทำหรอกนะ ลึกๆ แล้ว ในใจของมนุษย์ทุกคน ล้วนมีความปรารถนาดีและอยากช่วยเหลือผู้อื่นซ่อนอยู่ทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ในสังคมปัจจุบัน การทำดีมักจะไม่ได้ผลตอบแทน แถมหลายครั้งยังนำความเดือดร้อนมาให้ตัวเองอีกต่างหาก ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเพิกเฉย หรือสร้างเกราะป้องกันตัวเองขึ้นมาแทน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือเหตุการณ์ 'ช่วยคนล้ม' ในยุคก่อนที่เขาจะทะลุมิติมา ในช่วงแรกๆ สังคมยังคงมีน้ำใจและพร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่หลังจากเกิดคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากพลเมืองดีหลายต่อหลายครั้ง ทำให้คนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังระดับเศรษฐี ก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะเข้าไปช่วยคนแปลกหน้าอีกต่อไป เพราะกลัวว่าความหวังดี จะกลายเป็นหอกกลับมาทิ่มแทงตัวเองจนสิ้นเนื้อประดาตัว
"การช่วยเหลือเกื้อกูลและพึ่งพาอาศัยกันในระยะยาวแบบนี้แหละครับ คือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาที่รากฐานอย่างแท้จริง" กิมย้งกล่าวชื่นชม "ผมเกรงว่า ทั่วทั้งฮ่องกงในตอนนี้ คงจะมีแค่คุณหยางเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่มีศักยภาพและวิสัยทัศน์กว้างไกลพอที่จะทำเรื่องยิ่งใหญ่แบบนี้ได้"
"เพราะฉะนั้น ผมจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นอันดับแรกเสมอครับ" หยางเหวินตงพยักหน้าเห็นด้วย "ผมมุ่งหวังว่า ในอนาคตข้างหน้า อุตสาหกรรมของผมจะสามารถเติบโตและขยายตัวได้อีกหลายเท่าตัว เพื่อที่จะได้เป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการสร้างงานสร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิต ให้กับชาวฮ่องกงทุกคนครับ"
กิมย้งยิ้มกริ่ม "ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็ขอเอาใจช่วย และอวยพรให้คุณหยางประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้นะครับ"
"ขอบคุณมากครับ" หยางเหวินตงถามต่อ "ว่าแต่ คุณจามาหาผมถึงที่นี่ คงไม่ได้มาเพื่อกล่าวคำชื่นชมผมแค่นี้ใช่ไหมครับ?"
เขาไม่คิดหรอกว่า กิมย้งจะลงทุนเสียเวลาเดินทางมาหาเขา เพียงเพื่อจะมายกยอปอปั้น หรืออวยพรให้กำลังใจเขาเท่านั้น มันต้องมีวาระซ่อนเร้นอะไรแอบแฝงอยู่แน่ๆ
กิมย้งยิ้มรับ "ผมตั้งใจมาเพื่อขอสัมภาษณ์คุณหยางแบบเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive Interview) ครับ ผมทราบดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา คุณหยางพยายามเก็บตัวเงียบ และปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับสื่อทุกแขนงมาตลอด เพราะคุณไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตา หรือทำตัวโดดเด่นในสังคม"
"แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน บริบทและปัจจัยหลายๆ อย่างมันได้เปลี่ยนไปแล้วครับ การเปิดตัวโปรเจกต์นิคมอุตสาหกรรมหมื่นคน ได้ผลักดันให้คุณก้าวขึ้นเป็นนักธุรกิจชาวจีนที่ทรงอิทธิพลและมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในฮ่องกงไปแล้ว และแน่นอนว่า รัฐบาลฮ่องกงก็จะต้องจับตามองและประเมินท่าทีของคุณใหม่เช่นกัน"
"การที่คุณจะพยายามเก็บตัวเงียบต่อไป มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้วครับ ในทางกลับกัน คุณควรจะใช้โอกาสนี้ สร้างภาพลักษณ์และโปรไฟล์ที่โดดเด่น เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำและกระบอกเสียงสำคัญ ให้กับวงการธุรกิจและสังคมฮ่องกงต่างหากครับ"
"ที่คุณพูดมาก็มีเหตุผลนะครับ" หยางเหวินตงพยักหน้าเห็นด้วย ในแต่ละช่วงเวลาและบริบทของสังคม กลยุทธ์ในการรับมือกับสื่อและสาธารณชน ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามไปด้วย
ในช่วงแรกที่เขาเพิ่งเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว เขาเลือกที่จะเก็บตัวเงียบ เพราะธุรกิจของเขา ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือพึ่งพาผลประโยชน์จากนักธุรกิจในฮ่องกงมากนัก ตลาดหลักของเขาคือการส่งออกไปยังต่างประเทศ แถมธุรกิจก็เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ การทำตัวโดดเด่นเกินไป อาจจะนำภัยหรือความเดือดร้อนมาสู่ตัวเองและครอบครัวได้
แต่ในตอนนี้ อุตสาหกรรมของเขาได้เติบโตและขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จนแม้แต่รัฐบาลฮ่องกง ก็ยังต้องพึ่งพาเขาในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาความมั่นคงในสังคม ควบคู่ไปกับผลลัพธ์เชิงบวก ที่เกิดจากการลงทุนของเขา ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น และดันราคาอสังหาริมทรัพย์ให้พุ่งสูงขึ้น
สถานการณ์ในตอนนี้ แตกต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหว ส่วนเรื่องความปลอดภัย เขาได้ทุ่มงบประมาณและจัดตั้งทีมบอดี้การ์ดมืออาชีพกว่าหลายสิบชีวิต ไว้คอยคุ้มกันและรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดแล้ว
กิมย้งถามต่อ "งั้นผมขออนุญาตทำการสัมภาษณ์คุณหยาง แบบเอ็กซ์คลูซีฟเลยนะครับ คุณหยางสะดวกไหมครับ?"
หยางเหวินตงตอบกลับอย่างมีชั้นเชิง "คุณจาครับ ในฐานะนักธุรกิจ ถ้าผมจะให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผมก็ควรจะให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ในเครือของผมเอง ไม่ดีกว่าเหรอครับ?"
กิมย้งพยายามโน้มน้าว "ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ของคุณด้วย ก็ไม่ผิดกติกาอะไรนี่ครับ ฐานผู้อ่านของหนังสือพิมพ์คุณ กับหนังสือพิมพ์หมิงเป้าของผม มันคนละกลุ่มเป้าหมายกันอยู่แล้ว ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรกันเลย เราสามารถตีพิมพ์บทสัมภาษณ์นี้ลงในหนังสือพิมพ์ของเราทั้งสองฉบับ ควบคู่กันไปได้เลยครับ"
"แบบนั้นคงไม่ได้หรอกครับ" หยางเหวินตงแย้ง "ถึงจะบอกว่าไม่มีผลเสียอะไร แต่ผมก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นมานี่ครับ"
กิมย้งหัวเราะร่วน "คุณหยางนี่ เขี้ยวลากดินสมกับเป็นนักธุรกิจตัวจริงเลยนะครับ งั้นเอาแบบนี้ดีไหมครับ ผมรู้มาว่าคุณเพิ่งจะกว้านซื้อโรงภาพยนตร์มาหลายแห่ง แสดงว่าคุณมีแพลนจะกระโดดเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในอนาคตใช่ไหมล่ะครับ? ผมยินดีจะมอบสิทธิ์ในการนำนิยายของผมไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์ ให้คุณฟรีๆ 1 เรื่อง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับบทสัมภาษณ์นี้ คุณหยางคิดว่าไงครับ?"
"เรื่องไหนก็ได้เหรอครับ?" หยางเหวินตงถามเพื่อความชัวร์
"ใช่ครับ จะมังกรหยก ภาค 1 (The Legend of the Condor Heroes) หรือ มังกรหยก ภาค 2 (The Return of the Condor Heroes) ก็ได้ทั้งนั้นครับ" กิมย้งยืนยัน
หยางเหวินตงพิจารณาข้อเสนอแล้วตอบตกลง "งั้นก็โอเคครับ"
การให้สัมภาษณ์พิเศษในครั้งนี้ ถึงแม้เขาจะสามารถลงบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ของเขาเองได้ แต่มันก็เทียบไม่ได้กับการได้พื้นที่สื่อและเครือข่ายผู้อ่านที่กว้างขวางของหนังสือพิมพ์หมิงเป้า ซึ่งจะช่วยกระจายข่าวสารและสร้างการรับรู้ให้กับชาวฮ่องกงในวงกว้างได้อย่างทรงพลังกว่ามาก
การได้อาศัยอิทธิพลและช่องทางของหนังสือพิมพ์หมิงเป้า จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่า และชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิมย้งก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังและมีแฟนคลับติดตามอย่างเหนียวแน่น ในกลุ่มผู้อ่านทั่วไป
กิมย้งยิ้มกริ่ม "ยอดเยี่ยมเลยครับ งั้นคุณหยางลองดูลิสต์คำถามที่ผมเตรียมมาคร่าวๆ ก่อนนะครับ"
"เตรียมตัวมาพร้อมเลยนะครับเนี่ย" หยางเหวินตงรับกระดาษจดคำถามมาอ่าน
คำถามมีด้วยกัน 3 ข้อหลักๆ ข้อแรกคือ ให้เล่าเรื่องราวการสร้างเนื้อสร้างตัว ข้อสองคือ วิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคต และข้อสามคือ มุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจฮ่องกง
คำถามทั้งสามข้อ เป็นคำถามที่ค่อนข้างเป็นกลางและปลอดภัย ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝง หรือจงใจตั้งคำถามเพื่อดิสเครดิต หรือสร้างประเด็นดราม่าอะไร การสัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟในลักษณะนี้ มักจะเป็นการเจรจาตกลงคำถามกันไว้ล่วงหน้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้ถูกสัมภาษณ์
กิมย้งถาม "คุณหยางต้องการเวลาเตรียมตัว หรือร่างสคริปต์คำตอบก่อนไหมครับ?"
หยางเหวินตงตอบอย่างมั่นใจ "ไม่ต้องหรอกครับ ผมสามารถตอบคำถามพวกนี้ได้สบายๆ อยู่แล้ว คุณก็จดบันทึกไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน ส่วนเรื่องการเรียบเรียงและขัดเกลาเนื้อหาให้สละสลวย ผมยกให้เป็นหน้าที่ของคุณจัดการเลยครับ"
"ตกลงครับ" กิมย้งพยักหน้ารับ "งั้นเรามาเริ่มที่คำถามแรกกันเลยนะครับ"
หยางเหวินตงเริ่มเล่า "เรื่องราวการเริ่มต้นธุรกิจของผม มันก็ไม่ได้แตกต่างจากที่สื่อต่างๆ เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้มากนักหรอกครับ แต่ก็มีรายละเอียดและจุดเปลี่ยนสำคัญบางอย่าง ที่ยังไม่มีใครรู้..."
เรื่องราวชีวิตของมหาเศรษฐีที่สร้างตัวจากศูนย์ มักจะเป็นที่ชื่นชอบและได้รับความสนใจจากผู้คนอยู่เสมอ เรื่องราวของหยางเหวินตง ก็เคยถูกสื่อนำไปแต่งเติมเสริมสีสันจนเกินจริงไปบ้าง แต่เขาก็เลือกที่จะเพิกเฉยและปล่อยผ่านไป เพราะคิดว่ามันไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร
แต่ในเมื่อมีโอกาสได้ชี้แจงความจริงผ่านบทสัมภาษณ์นี้ เขาก็ตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวการสร้างธุรกิจในแบบฉบับที่ถูกต้องและเป็นทางการที่สุด
หยางเหวินตงเล่าเรื่องราวอย่างเป็นธรรมชาติ ในขณะที่กิมย้งก็ตั้งหน้าตั้งตาจดบันทึกอย่างขะมักเขม้น การสัมภาษณ์ในข้อแรกกินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะครอบคลุมเนื้อหาสำคัญทั้งหมด โดยเว้นเรื่องราวลับๆ หรือประเด็นละเอียดอ่อน ที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้เอาไว้
"ฮ่าๆๆ เส้นทางการสร้างเนื้อสร้างตัวของคุณหยางนี่ มันช่างเป็นเรื่องราวที่สนุกตื่นเต้น และเต็มไปด้วยสีสันจริงๆ เลยนะครับ" กิมย้งกล่าวชื่นชมด้วยความประทับใจ
"ก็แค่พอเอาตัวรอดมาได้แหละครับ" หยางเหวินตงยิ้มถ่อมตัว
กิมย้งเริ่มตั้งคำถามต่อไป "แล้วแผนการในอนาคตของคุณหยางล่ะครับ วางเป้าหมายไว้อย่างไรบ้าง?"
หยางเหวินตงตอบอย่างระมัดระวัง "คำถามนี้มันค่อนข้างกว้างและครอบคลุมไปหน่อยนะครับ ผมคงไม่สามารถลงลึกถึงรายละเอียด หรือเปิดเผยกลยุทธ์การลงทุนในธุรกิจต่างๆ ของผมได้ เพราะมันเป็นความลับทางธุรกิจครับ"
"แต่ถ้าจะให้พูดถึงภาพรวม หรือทิศทางที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฮ่องกง ผมพอจะบอกใบ้ให้ได้นิดหน่อยครับ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอุตสาหกรรมฉางซิง ถึงแม้ในปัจจุบัน จะได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง แต่นี่มันก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น"
"ในอนาคต บริษัทอุตสาหกรรมฉางซิง จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นของผม ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถสร้างงานสร้างอาชีพ ให้กับชาวฮ่องกงได้มากกว่าในปัจจุบันอีกหลายเท่าตัวเลยครับ"
"นี่มันเป็นข่าวดีระดับชาติเลยนะครับเนี่ย!" กิมย้งถามเจาะลึก "แล้วโปรเจกต์ใหม่ๆ เหล่านั้น จะยังคงตั้งฐานการผลิตอยู่ที่กวนถังหรือเปล่าครับ?"
"เรื่องทำเลที่ตั้ง ผมยังไม่สามารถฟันธงได้ครับ แต่ที่แน่ๆ คือมันจะต้องตั้งอยู่ในฮ่องกงอย่างแน่นอนครับ" หยางเหวินตงตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้
การตอบคำถามในลักษณะนี้ จำเป็นต้องมีความคลุมเครือและยืดหยุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา หรือผลกระทบที่ไม่คาดคิดตามมาในอนาคต เพราะถ้าเขายืนยันชัดเจนว่าจะลงทุนที่กวนถัง มันก็อาจจะทำให้ราคาอสังหาฯ ในละแวกนั้น พุ่งกระฉูดจนควบคุมไม่ได้
ซึ่งในระยะสั้น มันอาจจะส่งผลดีต่อกำไรของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ฉางซิง แต่ในระยะยาว หากเขาตัดสินใจเปลี่ยนทำเลลงทุน มันก็จะสร้างความไม่พอใจและกระแสต่อต้านจากชาวบ้าน ซึ่งอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย
กิมย้งพยักหน้าเข้าใจ "แค่ตัดสินใจลงทุนในฮ่องกง ก็ถือว่าเป็นบุญคุณต่อชาวฮ่องกงมหาศาลแล้วครับ"
"ผมเป็นคนฮ่องกงโดยสายเลือด ผมก็ต้องมีความปรารถนาที่จะลงทุนในบ้านเกิดเมืองนอน และช่วยเหลือพี่น้องชาวจีนให้หลุดพ้นจากความยากจนอยู่แล้วครับ" หยางเหวินตงยิ้มแย้ม
"ฮ่าๆๆ พวกเราชาวจีนควรจะมีปณิธานและอุดมการณ์แบบนี้แหละครับ" กิมย้งถามคำถามสุดท้าย "แล้วสำหรับคำถามข้อที่สาม คุณหยางมีมุมมอง หรือวิสัยทัศน์ต่ออนาคตของเศรษฐกิจฮ่องกงยังไงบ้างครับ?"
"ผมเชื่อมั่นในศักยภาพและอนาคตของฮ่องกงอย่างเต็มเปี่ยมครับ เพราะฉะนั้น สินทรัพย์เกือบทั้งหมดของผม ถึงได้ทุ่มเทลงทุนในฮ่องกงไงล่ะครับ" หยางเหวินตงตอบด้วยความมั่นใจ "ผมเชื่อว่า ในอีกไม่ช้า ฮ่องกงจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหานครที่มั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองที่สุดในเอเชีย เทียบชั้นกับกรุงโตเกียวได้อย่างภาคภูมิเลยครับ"
"เทียบชั้นกับโตเกียวเลยเหรอครับ?" กิมย้งถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ "คุณหยางครับ การเปรียบเทียบแบบนี้ มันจะไม่ดูเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อยเหรอครับ?"
หยางเหวินตงส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่เลยครับ วัฒนธรรมของประเทศในแถบเอเชียตะวันออก ล้วนปลูกฝังให้ผู้คนมีความขยันขันแข็งและมุ่งมั่นพยายาม ประเทศญี่ปุ่นก็มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับชาวจีนเรา เพียงแต่พวกเขามีโอกาสได้เริ่มต้นพัฒนาประเทศก่อนเราไปหลายสิบปี"
"ขอเพียงแค่เรามีโอกาสได้พัฒนาประเทศท่ามกลางบรรยากาศที่สงบสุข ปราศจากสงคราม ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า ชาวจีนอย่างพวกเรา ก็จะสามารถประสบความสำเร็จ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก เผลอๆ อาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำครับ"
คำพูดนี้ ได้รับการพิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์แล้ว ในยุคก่อนที่เขาจะทะลุมิติมา ไม่เพียงแต่จีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น แต่ทั้งเกาหลีใต้, ไต้หวัน และฮ่องกง ต่างก็มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดและแข็งแกร่ง
กลุ่มประเทศที่มีรากฐานวัฒนธรรมแบบเอเชียตะวันออก ขอเพียงแค่ได้รับโอกาสและการสนับสนุนในการพัฒนาเศรษฐกิจ พวกเขาก็สามารถผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจได้ ซึ่งในโลกนี้ มีเพียงไม่กี่ประเทศหรือภูมิภาคเท่านั้น ที่สามารถประสบความสำเร็จได้แบบนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มันต้องมีปัจจัยสนับสนุนจากภายในที่คล้ายคลึงกัน
กิมย้งพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "วิสัยทัศน์และมุมมองของคุณหยาง ช่างลึกซึ้งและแตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ ครับ"
หยางเหวินตงเสริม "เศรษฐกิจของฮ่องกง นอกเหนือจากการได้เปรียบเรื่องการเป็นเมืองท่าปลอดภาษีแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมมากมายประสบความสำเร็จได้ ก็คือความขยันขันแข็งและความมุมานะของพวกเราชาวจีนนี่แหละครับ"
กิมย้งสนับสนุน "ใช่ครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของฮ่องกงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันช่างรวดเร็วและน่าอัศจรรย์จริงๆ"
หยางเหวินตงคาดการณ์อนาคต "ถูกต้องครับ และผมเชื่อว่าในทศวรรษหน้า เศรษฐกิจฮ่องกงจะยิ่งเติบโตแบบติดปีกบิน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม"
"คุณจาครับ ผมขอฝากให้คุณช่วยกระจายข่าวสารนี้ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ของคุณด้วยนะครับ ว่าผมมีความเชื่อมั่นและมองเห็นอนาคตที่สดใสของ 'อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์' มาก ถ้าเจ้าของโรงงานหรือนักลงทุนชาวฮ่องกงคนไหนสนใจ ผมก็อยากจะสนับสนุนให้พวกเขาลองเบนเข็ม หรือขยายการลงทุนมาทางด้านนี้ดูบ้างครับ"
"อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เหรอครับ?" กิมย้งคุ้นเคยกับคำนี้ดี ก่อนจะถามด้วยความสงสัย "แต่ดูเหมือนคุณหยาง จะยังไม่ได้ลงสนามหรือลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เลยนี่ครับ?"
"ตอนนี้ยังครับ" หยางเหวินตงยิ้มตอบ
แต่เขาก็ไม่คิดจะละทิ้งโอกาสทองในอุตสาหกรรมนี้อย่างแน่นอน ความจริงแล้ว เขาได้วางแผนและเล็งเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เพียงแต่ยังไม่สบโอกาสที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง
เหตุผลแรกคือ ลำพังแค่การบริหารจัดการกำลังการผลิตของโรงงานในปัจจุบัน ก็ทำเอาเขาหัวหมุนพออยู่แล้ว การจะเข็นผลิตภัณฑ์ฮิตติดลมบนตัวใหม่ๆ ออกมาประดับตลาด หากผลิตไม่ทันตามความต้องการ หรือเกิดปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่และสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้
เหตุผลที่สองคือ ต่อให้เขามีไอเดียสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สุดล้ำอยู่ในหัว แต่ด้วยข้อจำกัดที่ว่า ฮ่องกงในยุคนี้ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน และรากฐานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เลย การจะเนรมิตผลิตภัณฑ์เหล่านั้นให้เป็นจริงได้ ก็ต้องอาศัยการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ทางอุตสาหกรรม (Ecosystem) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
ไม่อย่างนั้น ต่อให้หยางเหวินตงจะมีนวัตกรรมพลิกโลกอยู่ในมือ แต่ถ้าต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบทั้งหมดจากต่างประเทศ มันก็เท่ากับว่าเขาต้องไปทำงานงกๆ เพื่อหาเงินมาประเคนให้คนอื่นอยู่ดี
ดังนั้น การกระตุ้นและส่งเสริมให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมชาวฮ่องกง หันมาสนใจและบุกเบิกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ย่อมส่งผลดีและเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาในระยะยาว
"ฮ่าๆๆ งั้นผมก็ตั้งตารอคอย ที่จะได้เห็นคุณหยางสร้างตำนานบทใหม่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อีกครั้งนะครับ" กิมย้งหัวเราะร่วน ก่อนจะชวนคุยประเด็นต่อไป "งั้นเรามาพูดคุยแลกเปลี่ยนทรรศนะ เกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงกันบ้างดีไหมครับ? ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ น่าจะเป็นประเด็นร้อนที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจมากที่สุดเลยล่ะครับ"
หยางเหวินตงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล "สำหรับเรื่องอสังหาฯ ผมคงไม่มีความคิดเห็นหรือมุมมองอะไรที่น่าสนใจไปนำเสนอหรอกครับ ถึงแม้ผมจะมีอสังหาริมทรัพย์ในครอบครองอยู่บ้าง และมีบริษัทอสังหาฯ เป็นของตัวเอง แต่มันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นธุรกิจหลัก หรือแกนกลางในการสร้างรายได้ของผมครับ"
ถึงแม้เขาจะให้ความสำคัญ และทุ่มเทเม็ดเงินลงทุนในตลาดอสังหาฯ อย่างมหาศาล เพราะมันเป็นหนทางที่สามารถสร้างความมั่งคั่ง และกอบโกยผลกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำที่สุด
แต่เขาก็ยืนหยัดในอุดมการณ์ ที่จะไม่ยึดเอาธุรกิจอสังหาฯ มาเป็นธุรกิจหลัก หรือเสาหลักในการขับเคลื่อนอาณาจักรธุรกิจของเขา อย่างมากที่สุด มันก็เป็นแค่หนึ่งในธุรกิจเสริม ที่คอยสร้างรายได้และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือบริษัทเท่านั้น
กิมย้งพยักหน้าเข้าใจ "โอเคครับ ถ้าอย่างนั้น ประเด็นที่มันสุ่มเสี่ยงและอาจจะสร้างความลำบากใจ เราก็ข้ามมันไปเถอะครับ งั้นการสัมภาษณ์ในวันนี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้นะครับ เดี๋ยวผมขอนำข้อมูลไปเรียบเรียงและเขียนต้นฉบับก่อน แล้วพรุ่งนี้ผมจะนำต้นฉบับมาให้คุณพิจารณาอีกครั้งนะครับ"
"ถ้าคุณหยางตรวจสอบแล้วไม่มีอะไรต้องแก้ไข ผมก็จะประสานงานกับทางหนังสือพิมพ์กั่งหัว เพื่อตีพิมพ์บทสัมภาษณ์นี้ลงหน้าหนึ่งพร้อมกันทั้งสองฉบับเลยครับ"
"ตกลงครับ" หยางเหวินตงพยักหน้ารับ
กิมย้งกล่าวเตือนด้วยความหวังดี "คุณหยางครับ บทสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ผมคาดว่ามันน่าจะมีอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อตลาดเศรษฐกิจของฮ่องกงไม่มากก็น้อย ดังนั้น ในฐานะเพื่อน ผมอยากจะขอเตือนให้คุณระมัดระวังคำพูด และการให้สัมภาษณ์กับสื่อสำนักอื่นๆ ในอนาคตให้มากขึ้นนะครับ เพราะตอนนี้ คำพูดของคุณทุกคำ ล้วนมีน้ำหนักและอิทธิพลมหาศาลเลยทีเดียว"
"ขอบคุณมากครับสำหรับคำเตือน ผมจะระมัดระวังให้ดีครับ" หยางเหวินตงตอบรับ
เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก้าวขึ้นมามีอำนาจและอิทธิพลในสังคมอย่างล้นเหลือ เพียงแค่คำพูดประโยคเดียว ก็อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เกิดความผันผวนหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันได้
และนี่ก็คือสัจธรรมและเรื่องปกติธรรมดา ที่มักจะเกิดขึ้นในโลกของธุรกิจและสังคมในอนาคต
วันรุ่งขึ้น กิมย้งก็เดินทางมาพบหยางเหวินตงอีกครั้ง พร้อมกับนำต้นฉบับบทสัมภาษณ์ที่เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วมาให้เขาตรวจสอบ
หยางเหวินตงกวาดสายตาอ่านเนื้อหาคร่าวๆ ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากบทสนทนาเมื่อวานมากนัก แต่ด้วยฝีมือและลีลาการเขียนระดับปรมาจารย์ของกิมย้ง เขาได้สอดแทรกถ้อยคำและสำนวนที่สละสลวย ทำให้บทสัมภาษณ์มีความน่าสนใจ และชวนติดตามมากยิ่งขึ้น
"เป็นยังไงบ้างครับ?" กิมย้งเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม ขณะยกถ้วยชาขึ้นจิบ
หยางเหวินตงตอบอย่างพึงพอใจ "สมบูรณ์แบบมากครับ สามารถตีพิมพ์ได้เลยครับ"
"ยอดเยี่ยมครับ งั้นเดี๋ยวผมขอตัวไปประสานงานกับคุณฉินจื้อเยี่ยก่อนนะครับ" กิมย้งยิ้มกริ่ม
...
(จบแล้ว)