- หน้าแรก
- ผมก็แค่เซียนกระบี่สุดแกร่ง ที่รับจ้างทำงานจิปาถะไปวันๆ
- บทที่ 7 - ต้องเชื่อมั่นในแสงสว่าง
บทที่ 7 - ต้องเชื่อมั่นในแสงสว่าง
บทที่ 7 - ต้องเชื่อมั่นในแสงสว่าง
บทที่ 7 - ต้องเชื่อมั่นในแสงสว่าง
หลี่เหยาเดินโซเซมาถึงลานกว้างหลังบ้าน
ลานขนาดพอๆ กับสนามบาสเกตบอล ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีสำหรับเด็กจนสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน
มีทั้งปราสาทกลไกขนาดยักษ์ ยานอวกาศของเล่นเด็กหลากหลายรูปทรง หุ่นยนต์กลไกพี่เลี้ยงเด็กที่คอยเล่นเป็นเพื่อน และเกมฝึกสมองที่เกี่ยวกับอักขระเวทและการแกะสลัก...
ทว่ากว่าครึ่งหนึ่งของของเล่นพวกนี้กลับถูกรื้อชิ้นส่วนจนกระจัดกระจายเละเทะ ให้ความรู้สึกหลอนๆ ชวนขนลุกพิลึก
และที่มุมมืดทางทิศตะวันตก มีหุ่นยนต์กลไกวิญญาณสูงกว่าคนเล็กน้อยที่ถูกประกอบขึ้นมาจากเศษเหล็กผุพังอะไรก็ไม่รู้ กำลังร่ายรำเพลงหมัดอย่างดุดันทรงพลัง
ข้างๆ กันนั้น หุ่นพี่เลี้ยงเด็กหลายตัวถูกซัดจนหมอบราบคาบ สภาพที่เกิดเหตุเละเทะไม่เหลือชิ้นดี
ยังมีเด็กผู้ชายอีกสองสามคนที่ยังไม่ยอมกลับบ้าน นั่งอยู่บนม้าหมุนไม้อยู่ข้างๆ คอยส่งเสียงเชียร์เป็นจังหวะขึ้นลง
พอเห็นหลี่เหยาเดินเข้ามา พวกเด็กๆ ก็ตกใจจนหุบปากเงียบกริบทันที
“ยังไม่รีบออกมาอีก!”
หลี่เหยาเดินอาดๆ เข้าไป ตบไหล่หุ่นยนต์เศษเหล็กเบาๆ ปรากฏว่ามันยังไม่พังทลายลงมา
“กลับไปฝึกกระบี่กับฉัน เป็นกึ่งมนุษย์สัตว์แต่มาเล่นหุ่นยนต์เนี่ย มันไม่มีอนาคตหรอกนะ”
สิ้นเสียง——
ปัง!
หมัดเหล็กขนาดใหญ่กว่ากระสอบทราย ซัดเข้าที่หน้าของหลี่เหยาเต็มๆ จนเซียนกระบี่ถึงกับหงายหลังล้มตึงลงไปกองกับพื้น
“อ่อนหัดขนาดนี้เลยเหรอ?”
“หรือว่าพวกเราเก่งเกินไปกันแน่นะ?”
ตรงหน้าท้องของหุ่นยนต์พ่นไอน้ำออกมา ประตูเหล็กตรงท้องเปิดออกเสียงดังปัง
เด็กหญิงวัยเจ็ดแปดขวบสองคน กำลังขี่คอกันเบียดเสียดอยู่ในห้องนักบินที่แคบสุดๆ
เนื่องจากจังหวะการขยับตัวบนล่างไม่ค่อยประสานกัน เด็กหญิงทั้งสองจึงต้องทุลักทุเลอยู่นาน กว่าจะกระดึ๊บพาร่างอวบอ้วนที่ขี่คอกันอยู่ออกมาจากห้องนักบินได้พร้อมกัน
เมื่อมองดูใกล้ๆ จะพบว่าเป็นเด็กหญิงฝาแฝดวัยเจ็ดแปดขวบ ถักเปียสั้นไว้ข้างศีรษะเหมือนกัน สวมชุดสีเขียวคาดเอวด้วยผ้าสีเหลืองลายข้าวหลามตัดเหมือนกัน ใบหน้าจิ้มลิ้มแก้มป่อง นัยน์ตากลมโตฉ่ำน้ำดูน่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ!
มองเผินๆ ทั้งหน้าตา รูปร่าง และการแต่งตัวล้วนเหมือนกันเป๊ะ ราวกับก๊อปปี้วาง ทำให้ยากที่จะแยกแยะว่าใครเป็นใคร
แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่ากิ๊บติดผมที่ใช้ประดับผมเปียเอียงๆ นั้นไม่เหมือนกัน คนหนึ่งเป็นรูปกบสีเขียว อีกคนเป็นรูปจักจั่นสีเหลือง
สีตาของเด็กทั้งสองก็ไม่เหมือนกันด้วย คนหนึ่งสีเขียวอมฟ้า ส่วนอีกคนสีเหลือง
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เถ้าแก่เนี้ยถูกลือว่าตั้งท้องลูกของมนุษย์สัตว์สองคนในเวลาเดียวกัน——
เพราะถึงแม้ชุนวาและชิวฉานจะหน้าตาเหมือนกัน แต่พวกเธอไม่ได้มาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน
ชิวฉานที่ขี่คอชุนวาอยู่กระโดดลงมา
เด็กหญิงทั้งสองถือโอกาสเหยียบลงบนตัวของหลี่เหยา แล้วกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ
“ฮ่าๆ เจ้าทึ่ม ฝึกกระบี่น่ะมันไม่ได้เรื่องหรอก ขนาดเด็กยังสู้ไม่ได้เลย!”
“พวกเราจะต่อยมวยต่างหาก! กึ่งมนุษย์สัตว์จะไม่มีวันตกเป็นทาส!”
พูดจบ หลี่เหยาที่เกือบจะหลับไปแล้วก็พลิกตัวกลับมาทันที คว้าคอเสื้อด้านหลังของเด็กทั้งสองคน แล้วหิ้วปีกขึ้นมาด้วยมือเดียว เดินดุ่มๆ กลับไปที่โถงหน้าร้าน
“วันๆ เอาแต่จะต่อยมวย หุ่นยนต์ที่เก่งที่สุดเขาก็ใช้กระบี่กันทั้งนั้นแหละ”
……
“ลักพาตัวเด็กจ้า!”
“รีบปล่อยพวกเราลงเดี๋ยวนี้นะ อายุพวกเราเป็นแม่นายได้เลยนะ หัดให้ความเคารพกันบ้างสิ!”
……
โถงหน้าร้าน
เมื่อเห็นหลี่เหยาหิ้วเด็กหญิงทั้งสองคนเข้ามา
ในที่สุดเหล่าโม่ก็ยอมวางมือจากการขัดเกลากระดองเต่า เขาสูดควันยาสูบเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วเคาะขี้เถ้าทิ้ง
“นายได้สังเกตโครงสร้างกับอักขระวิญญาณของหุ่นยนต์ตัวนั้นหรือเปล่า?”
ถึงแม้หลี่เหยาจะมีส่วนแสดงละครแกล้งล้มอยู่บ้าง แต่ผลงานการประกอบหุ่นของเด็กทั้งสองคนก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
“ยังไม่ทันได้ดูละเอียดก็โดนซัดหมอบซะก่อนแล้ว”
เหล่าโม่พยักหน้า ลุกขึ้นรินน้ำให้หลี่เหยากับเด็กทั้งสองคน
“แบบนั้นแหละมีประโยชน์กว่าดูด้วยตาเปล่าซะอีก”
ถึงแม้หลี่เหยาจะใส่แอคติ้งลงไปนิดหน่อย แต่การโดนหุ่นยนต์ที่ควบคุมโดยเด็กสองคนซัดจนหงายหลัง ในสายตาคนนอก มันช่างเสียฟอร์มและน่าขายหน้าสุดๆ
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าชายแก่ ไม่ใช่อสูรสาวแสนสวย หลี่เหยาก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น และไม่มีมาดผู้ใหญ่เลยแม้แต่น้อย เขาตอบหน้าด้านๆ ว่า:
“ฉันประมาทไปหน่อย เลยหลบไม่ทัน”
เหล่าโม่จิบชา ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ
“คนเป็นพ่อเป็นแม่น่ะ ไม่ใช่แค่ให้ความต้องการพื้นฐานทางวัตถุแก่ลูกๆ เท่านั้น แต่ยังต้องใส่ใจการเติบโตของพวกเขาให้มากๆ โดยเฉพาะต้องมองให้เห็นพรสวรรค์ของพวกเขา ไม่หวังให้ช่วยส่งเสริม แต่ก็ต้องไม่ไปขัดขวางการเติบโตของพวกเขา”
หลี่เหยาเคยได้ยินมาว่า ลูกชายของเหล่าโม่เป็นนักออกแบบอักขระวิญญาณที่มีพรสวรรค์สูงมาก เรียกได้ว่าเป็นระดับโปรแกรมเมอร์ขั้นเทพ แต่เหล่าโม่ผู้เชี่ยวชาญวิชาการหลอมสร้างหุ่นกลไก กลับมีฝีมือด้านการออกแบบอักขระวิญญาณแค่ระดับธรรมดา จึงมองไม่เห็นพรสวรรค์ของลูกชาย และดึงดันจะให้เขาสืบทอดวิชาหลอมสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลโม่ให้ได้
ถึงแม้ฝีมือการหลอมสร้างของลูกชายเหล่าโม่จะไม่ด้อยไปกว่าผู้เป็นพ่อ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เพื่อออกเดินทางตามหาความฝันในการเป็นสุดยอดแฮกเกอร์อักขระวิญญาณ และในที่สุดก็หายสาบสูญไป...
หลี่เหยาเข้าใจความรู้สึกของเหล่าโม่ในตอนนี้ดี
ชุนวาและชิวฉานดิ้นขลุกขลักพลางส่งเสียงโวยวาย:
“ได้ยินไหม รีบปล่อยพวกเราลงเดี๋ยวนี้นะ!”
“ฝึกกระบี่ ฝึกกระบี่ วันๆ เอาแต่ฝึกกระบี่ สุดท้ายก็ต้องครองตัวเป็นโสดอยู่ดีไม่ใช่หรือไง? ไม่มีฝัก กระบี่ก็มีแต่จะขึ้นสนิมนะไอ้โง่!”
เด็กทั้งสองทั้งด่าทั้งข่วน สี่เท้าเตะถีบสะเปะสะปะ ทำเอาหลี่เหยารำคาญจนทนไม่ไหว ต้องยอมปล่อยพวกเธอลง
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เด็กแสบทั้งสองก็วิ่งแจ้นกลับไปที่ลานหลังบ้านทันที
หลี่เหยาผายมือให้เหล่าโม่
“คุณเป็นพ่อคน แต่ฉันไม่ใช่ ฉันก็แค่ครูที่รับเงินมาทำงานเท่านั้นแหละ”
“นายยังไม่มีลูกอีกเหรอ?”
เหล่าโม่ทำหน้าประหลาดใจ:
“ฉันนึกว่านายย้ายไปอยู่กินกับเถ้าแก่เนี้ยหยินเยว่ตั้งนานแล้วซะอีก ฉันคิดมาตลอดเลยนะว่า ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย ถ้าจะมีใครสักคนบนโลกนี้ที่สามารถแตะต้องตัวผู้หญิงคนนั้นได้ ก็คงมีแค่นายคนเดียวเท่านั้นแหละ”
พอหลี่เหยาได้ยินก็คิดตาม... เออแฮะ แล้วทำไมฉันถึงไม่เอาความสัมพันธ์แบบผูกขาดที่บิดเบี้ยวนี้มากดราคาซะเลยล่ะ?
ของฟรีมันไม่ดีตรงไหน?
อะแฮ่ม... ว่าแต่ หลี่เหยารู้สึกประหลาดใจกับทฤษฎีพรหมลิขิตของเหล่าโม่มากทีเดียว
“คุณดูออกได้ยังไง?”
“ก็เพราะนายค่อนข้างแข็งแกร่งไงล่ะ”
“แล้วคุณรู้ได้ไงว่าฉันค่อนข้างแข็งแกร่ง?”
“ปกติแล้ว ชายหนุ่มที่ไม่มีพื้นเพภูมิหลัง ยากจนข้นแค้น อุปกรณ์สวมใส่ก็ซอมซ่อ นิสัยบุ่มบ่าม สะเพร่า แถมยังบ้ากามตัวพ่อแบบนาย คงตายไปตั้งนานแล้ว แต่นายกลับยังมีชีวิตรอดมาได้...”
มีเหตุมีผล ฟังขึ้นสุดๆ
หลี่เหยาแหงนหน้าขึ้นหมายจะกระดกเหล้า แต่เพิ่งรู้ตัวว่าเหล้าหมดเกลี้ยงแล้ว เลยต้องคว้าแก้วน้ำที่เหล่าโม่รินให้มาดื่มแก้เก้อ
“มาคุยเรื่องราคากันดีกว่า”
เหล่าโม่เตรียมแผนไว้ในใจอยู่แล้ว
“ไม่ต้องคุยแล้ว นายก็น่าจะรู้ราคาตลาดของเครื่องยนต์วาร์ปมือสองดี สามล้านเหรียญดาวรวมตัวยานด้วยยังไงฉันก็ขาดทุนยับเยิน แต่ฉันยอมขาดทุนทำให้ ขอแค่มีข้อแม้เดียวเท่านั้น”
ของฟรีมักจะแพงที่สุดเสมอ หลี่เหยาเริ่มตื่นตัวขึ้นมาทันที
“ข้อแม้อะไร?”
เหล่าโม่จิบชาอีกอึก แววตาแฝงความขมขื่นแห่งโลกีย์ที่ยากจะสังเกตเห็นได้พาดผ่านดวงตา
“ให้เด็กสองคนนั้นมาเป็นลูกศิษย์ฉัน”
สำหรับคนในวัยอย่างเหล่าโม่ การอยากจะหาคนสืบทอดวิชาก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่เรื่องนี้หลี่เหยาตัดสินใจไม่ได้ อย่างน้อยเถ้าแก่เนี้ยก็หวังให้เด็กสองคนนี้ฝึกกระบี่กับเขามาตลอด
“เรื่องนี้ฉันไม่มีอำนาจตัดสินใจหรอก เด็กแสบสองคนนี้โง่จนน่ากลัว คุณจะเอาความรู้สึกผิดที่มีต่อลูกชายตัวเอง มายัดเยียดชดเชยให้กับลูกคนอื่นไม่ได้หรอกนะ”
“นายนี่มันไม่ใส่ใจอะไรเลยจริงๆ สินะ”
เหล่าโม่ส่ายหน้า พลางกล่าวอย่างจริงจังว่า:
“นายไม่เห็นพรสวรรค์ด้านอักขระวิญญาณและการหลอมสร้างของเด็กสองคนนั้นหรือไง พวกแกอาจจะโง่ ถึงแม้จะมีพรสวรรค์ด้านเครื่องจักรกลวิญญาณ แต่ก็ดูสะเพร่าเกินไป ดูเหมือนจะไม่มีวันโตเป็นผู้ใหญ่ และยากที่จะทำการใหญ่ได้”
พูดถึงตรงนี้ เหล่าโม่ก็เปลี่ยนประเด็น
“แต่นายเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ไม่ใช่หรือ? แต่ก็ยังเปล่งประกายได้เหมือนกันนี่นา คนเราน่ะ ต้องเชื่อมั่นในแสงสว่างสิ”
แสงสว่างงั้นหรือ?
หลี่เหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย
ยังจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อน งานแรกที่สำนักงานสารพัดรับจ้างแห่งดวงดาวได้รับ ด้วยค่าตอบแทนเพียงหนึ่งเหรียญดาว ก็คือการตามหาลูกสาวสองคนของเถ้าแก่เนี้ยบนถนนริมทะเลสาบ——
ชุนวาและชิวฉาน
หลี่เหยาได้รับข้อมูลล่วงหน้ามาว่า ชุนวาและชิวฉานเป็นเด็กหญิงฝาแฝดที่มีสายเลือดกึ่งมนุษย์สัตว์ รูปร่างหน้าตาเหมือนเด็กเจ็ดแปดขวบ ตะกละ รักสนุก แถมยังทั้งโง่ทั้งทึ่ม
จากเบาะแสเหล่านี้ หลี่เหยาตระเวนค้นหาไปทั่วทั้งดวงดาว จนสุดท้ายมาพบตัวพวกเธอในสถานที่ที่เป็นไปไม่ได้มากที่สุด
ในลานหลังบ้านของร้านเครื่องจักรที่ตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า [หุ่นกลไกสกุลโม่] ชุนวาและชิวฉานไปแอบซ่อนตัวอยู่ในบ่อกลไกที่ถูกล็อกไว้ แล้วใช้แค่ประแจกับมีดแกะสลักอักขระวิญญาณรื้อชิ้นส่วนกลไกในนั้นจนพังพินาศเละเทะ
พอเหล่าโม่กลับมาจากการไปรับสินค้า หลี่เหยาก็ตลบหลังซัดเขาจนไปนอนหยอดน้ำข้าวอยู่ในคุก
แต่ผลการสืบสวนกลับกลายเป็นว่า——
เด็กทั้งสองคนโดนเพื่อนร่วมชั้นหลอกให้เชื่อว่าในบ่อกลไกหลังบ้านสกุลโม่มีหุ่นยนต์ยักษ์ซ่อนอยู่ พวกเธอเลยปีนกำแพงแอบเข้าไปในลานหลังบ้าน เอามีดแกะสลักกับประแจงัดบ่อกลไกที่ถูกทิ้งร้างจนเปิดออก แล้วก็รื้อกลไกข้างในจนพังยับเยิน แต่ก็หาหุ่นยนต์ไม่เจอ สุดท้ายก็เหนื่อยจนเผลอหลับไปในนั้น...
เหล่าโม่ได้รับการปล่อยตัวพ้นข้อกล่าวหา และหันไปเรียกร้องค่าเสียหายที่กลไกพังจากโรงเตี๊ยมคนคู่แทน
สุดท้ายหลี่เหยาก็ต้องออกโรงไกล่เกลี่ย พร้อมกับเสนอเคล็ดลับรวยทางลัดให้เหล่าโม่ไปหนึ่งข้อ
หลังจากนั้น [หุ่นกลไกสกุลโม่] ก็เปลี่ยนชื่อเป็น [เมืองเครื่องจักรเหล่าโม่] และก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความมั่งคั่งด้วยการสูบเงินจากกระเป๋าเด็กๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
พอเหล่าโม่รวยขึ้นมา ก็อนุญาตให้ชุนวากับชิวฉานมาเล่นฟรีได้วันละสองชั่วโมง
ด้วยเหตุนี้ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่ชุนวากับชิวฉานแอบหนีออกจากโรงเตี๊ยมคนคู่ ถ้าไม่ได้ไปสิงอยู่ร้านขนม ร้านไอศกรีม โรงละครหุ่นเงา หรือร้านเกมตู้... โดยปกติแล้วก็มักจะมาขลุกอยู่ที่เมืองเครื่องจักรเหล่าโม่นี่แหละ
เด็กสองคนนี้มีพรสวรรค์เรื่องเครื่องจักรอยู่บ้างก็จริง แต่สิ่งที่ถนัดที่สุดกลับเป็นการรื้อข้าวของและการทำลายล้างต่างหาก
แสงสว่างมันอยู่ตรงไหนฟะ?
หลี่เหยาไม่ได้พูดอะไร เขาหันหลังเดินกลับไปที่ลานหลังบ้าน
พวกเด็กผู้ชายกลับออกไปทางประตูหลังกันหมดแล้ว โคมไฟหลากสีในสวนก็ดับลงแล้วเช่นกัน
ท่ามกลางความมืดมิดที่มีแสงสีน้ำเงินสลัวๆ เงาของหุ่นยนต์ขนาดยักษ์ตัวหนึ่งยืนตระหง่านอยู่
ในมือเหล็กโง่ๆ ที่ใหญ่เทอะทะเทียมกระสอบทราย กำลังกำด้ามกระบี่ที่ไม่มีใบดาบเอาไว้
ลำโพงขยายเสียงเล็กๆ บนหัวหุ่นยนต์ ปล่อยเสียงเด็กที่พยายามดัดให้ดูดุดันออกมา
“อย่าคิดนะว่าพวกเราใช้กระบี่ไม่เป็น!”
เสียงหอบหายใจอย่างตื่นเต้นในพื้นที่แคบๆ สะท้อนก้องไปมาในผนังหุ่นยนต์ที่เต็มไปด้วยอักขระวิญญาณ ก่อนจะส่งผ่านลำโพงคุณภาพต่ำออกมาเป็นเสียงสะท้อนทุ้มต่ำระลอกแล้วระลอกเล่า
ขณะที่หลี่เหยากำลังรู้สึกแปลกใจ ลำแสงสีแดงก็พุ่งออกมาจากด้ามกระบี่ ยืดออกไปยาวหนึ่งเมตรแล้วหยุดลง
แสง!
หลี่เหยาเห็นแสงสว่างเข้าจริงๆ แล้ว!
แสงของกระบี่ถูกกักเก็บไว้อย่างแน่นหนาด้วยสนามแม่เหล็กกักวิญญาณ มันกรีดร้องแหวกผ่านราตรีสีน้ำเงินสลัวด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและบาดแก้วหู
พอนึกย้อนกลับไป หลี่เหยาก็เคยเล่าเรื่อง "สตาร์วอร์ส" ให้ชุนวากับชิวฉานฟังจริงๆ นั่นแหละ
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า เด็กสองคนนี้จะแกว่งไลท์เซเบอร์ของเจไดด้วยท่าทางของพวกสตอร์มทรูปเปอร์แบบนี้?
หลี่เหยาหันขวับกลับไป เอ่ยขึ้นว่า:
“งานที่ฉันเพิ่งทำเสร็จได้เงินมาก้อนโตเลยนะ เดี๋ยวจะพาไปกินถังหูลู่ต้นตำรับเมืองเทียนจิงก็แล้วกัน”
โยนไลท์เซเบอร์ทิ้ง ประตูเหล็กตรงท้องหุ่นยนต์เปิดออกดังปัง เด็กหญิงทั้งสองแย่งกันปีนออกจากห้องนักบิน สับขาสั้นๆ วิ่งตามไป ก่อนจะปีนป่ายขึ้นไปเกาะบนไหล่ของหลี่เหยาอย่างว่องไว
คนหนึ่งอยู่ฝั่งซ้าย
อีกคนอยู่ฝั่งขวา
เหมือนเช่นเคย ก้นครึ่งหนึ่งนั่งอยู่บนไหล่ อีกครึ่งลอยค้างกลางอากาศ มืออวบๆ เล็กๆ สองข้างลูบไล้หลังศีรษะของหลี่เหยาราวกับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ขาป้อมๆ สี่ขากวัดแกว่งไปมาเป็นจังหวะ ส้นเท้าที่อ่อนนุ่มคอยเคาะเป็นจังหวะที่หน้าอกของหลี่เหยา
ทั้งสามคนเดินกร่างออกจากร้านไปด้วยท่วงท่าที่ใครเห็นก็ต้องส่ายหัว
เหล่าโม่อมยิ้มมองส่งทั้งสามคนเดินจากไป ก่อนจะจุดกล้องยาสูบขึ้นมาอีกครั้ง แสงไฟสีแดงจากการเผาไหม้ยาสูบสะท้อนอยู่ในดวงตาที่ลึกโบ๋และหม่นหมองของเขา
[จบแล้ว]