- หน้าแรก
- เกิดใหม่หมื่นภพ ข้าก็ยังไร้เทียมทาน
- บทที่ 15 ยอดเขากระบี่
บทที่ 15 ยอดเขากระบี่
บทที่ 15 ยอดเขากระบี่
ทวีปตะวันออก ยอดเขากระบี่
ในช่วงหลายวันที่ติดตามเหลยหมิง เย่เฟิงได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับโลกแห่งการฝึกตน
หลังจากวิวัฒนาการมายาวนานนับหมื่นปี ขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแห่งการฝึกตนได้ครอบครองทวีปหลักทั้งห้า
ทวีปหลักทั้งห้าประกอบไปด้วย ทวีปตะวันออก ทวีปตะวันตก ทวีปใต้ ทวีปเหนือ และทวีปกลาง
แต่ละทวีปล้วนมีสำนักฝึกตนอันรุ่งเรืองซึ่งครอบครองทรัพยากรระดับสูงสุดเอาไว้
สำนักฝึกตนระดับสุดยอดจะครอบครองดินแดนล้ำค่าที่เหมาะแก่การฝึกตนมากที่สุด ในขณะที่สำนักอื่นๆ จะถูกแบ่งระดับชั้นและครอบครองพื้นที่รองลงมาตามลำดับ
อย่างเช่นในทวีปตะวันออก สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือสำนักยอดเขากระบี่
ด้วยเหตุนี้ งานประลองระหว่างสำนักแห่งทวีปตะวันออกจึงถูกจัดขึ้นที่สำนักยอดเขากระบี่เช่นเดียวกัน
ทุกครั้งที่มีการจัดงานประลอง ช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงที่สำนักยอดเขากระบี่คึกคักและมีชีวิตชีวามากที่สุด
ในยามนี้ เหล่ายอดศิษย์ฝีมือดีจากสำนักต่างๆ ทั่วทั้งทวีปตะวันออกต่างมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้
นับว่าโชคดีที่สำนักยอดเขากระบี่เป็นขุมกำลังที่ทรงอานุภาพที่สุดในทวีปตะวันออก อีกทั้งยังมีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่โต มิเช่นนั้นคงเป็นการยากที่จะรองรับผู้คนจากหลากหลายสำนักที่หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกัน และคงยิ่งยากที่จะสะกดข่มฝูงชนเพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น
ต้องเข้าใจก่อนว่าสำหรับผู้ฝึกตนแล้ว วิถีแห่งการฝึกตนคือการทำตามใจปรารถนา รักความเป็นอิสระและไร้ข้อผูกมัด
หากปราศจากการสะกดข่มจากขุมกำลังที่แข็งแกร่ง ผู้คนย่อมกระทำการตามอำเภอใจ เมื่อผู้ฝึกตนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลมารวมตัวกันในสถานที่เดียวภายในระยะเวลาอันสั้น ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงความโกลาหลครั้งใหญ่ได้
ทว่าภายใต้บารมีอันน่าเกรงขามของสำนักยอดเขากระบี่ บรรดาผู้ฝึกตนที่ก้าวเข้ามาในอาณาเขตต่างพากันสงวนท่าทีและประพฤติตนอย่างสำรวม แม้แต่ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับชาวบ้านธรรมดาในพื้นที่ พวกเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าเลยแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสของแต่ละสำนักต่างได้กำชับและตักเตือนศิษย์ของตนมาอย่างเข้มงวดแล้ว
นี่แหละคือข้อดีของการได้พึ่งพิงและอาศัยอยู่ภายใต้ร่มเงาของขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่
แม้แต่คนธรรมดาก็ยังได้รับความปลอดภัยและการคุ้มครองเป็นอย่างดี
ยอดเขาฌานวิปัสสนา หนึ่งในอาณาเขตของสำนักยอดเขากระบี่
ณ อุทยานแห่งหนึ่งบนยอดเขาฌานวิปัสสนา ชายวัยกลางคนผู้มีบุคลิกอบอุ่นอ่อนโยนดั่งหยกชั้นดีและแผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์ดุจเซียน กำลังทอดสายตามองหญิงสาวโฉมสะคราญที่นั่งอยู่ในศาลาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เรือนผมสลวยของหญิงสาวทิ้งตัวยาวจรดบั้นเอวราวกับน้ำตก ผิวกายขาวผุดผ่องเนียนละเอียดดุจไขมันแกะ ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาอันงดงาม
หากรูปโฉมเช่นนี้ไปปรากฏอยู่ในโลกมนุษย์ เพียงแค่ชายตามอง ปุถุชนคงต้องอุทานออกมาว่าเทพธิดา และไม่อาจลืมเลือนลบภาพของนางออกไปจากใจได้ชั่วชีวิต
"ท่านพ่อ!"
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนเดินเข้ามา หญิงสาวก็เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงดีใจ
หญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นางคือบุตรีของเจ้าสำนักยอดเขากระบี่ หลิวเหยาเหยา
หลิวเหยาเหยามมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากในสำนักยอดเขากระบี่ นอกเหนือจากรูปโฉมที่งดงามสะกดสายตาแล้ว เพลงกระบี่ของนางยังล้ำเลิศไร้ที่ติ
แม้ว่างานประลองแห่งทวีปตะวันออกจะยังไม่เริ่มต้นขึ้น แต่ความแข็งแกร่งของนางก็เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าติดหนึ่งในสามอันดับแรกของทวีปตะวันออกอย่างแน่นอน
และบุคคลที่หลิวเหยาเหยาเรียกว่าท่านพ่อนั้น ย่อมต้องเป็นเจ้าสำนักยอดเขากระบี่ หลิวเฉิน
หลิวเฉินคือยอดฝีมือผู้ทรงพลังที่ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนต่างให้ความเคารพเทิดทูน
เขาไม่ได้ลงมือต่อสู้มานานหลายปีแล้ว แต่ย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนที่หลิวเหยาเหยาจะถือกำเนิด เขาก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับแปลงวิญญาณแล้ว
ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขายิ่งลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง
มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่า ระดับการฝึกตนของหลิวเฉินได้ก้าวเข้าสู่ระดับหลอมความว่างเปล่ามานานแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของหลิวเหยาเหยา รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวเฉินก็ยิ่งกว้างขึ้น
"งานประลองระหว่างสำนักแห่งทวีปตะวันออกในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่เจ้าจะได้ประลองฝีมือกับเหล่ายอดอัจฉริยะจากสำนักต่างๆ ในทวีปตะวันออก คนเป็นพ่ออย่างข้าย่อมต้องมาดูเป็นธรรมดา"
หลิวเฉินกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
"ท่านพ่อ มีอันใดให้น่ากังวลกันเล่า มีอัจฉริยะเพียงแค่สองสามคนเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับข้าได้ ข้ารู้ขีดความสามารถของตัวเองดี"
หลิวเหยาเหยากล่าวด้วยรอยยิ้ม หัวคิ้วที่ขมวดอยู่คลายตัวลงอย่างสบายใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวเฉินก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและลูบศีรษะของหลิวเหยาเหยาอย่างเอ็นดู คล้ายกับว่าเขานึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีตขึ้นมาจึงทอดถอนใจออกมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
"เหยาเหยา เจ้าต้องไม่ประมาทยอดฝีมือบนโลกใบนี้ วิถีแห่งการฝึกตนคือการฝืนลิขิตสวรรค์ หลังจากไม่ได้พบปะกันเนิ่นนาน ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่ายอดอัจฉริยะเหล่านั้นจะพานพบวาสนาใดมาบ้าง หรือแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใด ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์ที่ผู้ฝึกตนนิรนามไร้ชื่อเสียง จู่ๆ ก็ผงาดขึ้นมาคว้าตำแหน่งสามอันดับแรกไปครองให้เห็นมาแล้ว"
"ท่านพ่อ มีม้ามืดเช่นนั้นปรากฏตัวขึ้นจริงๆ หรือ"
หลิวเหยาเหยาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ทรัพยากรส่วนใหญ่บนโลกล้วนถูกครอบครองโดยสำนักใหญ่ ในขณะที่สำนักระดับล่างทำได้เพียงเก็บเศษเนื้อที่เหลือรอด ต่อให้จะมีอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศปรากฏตัวขึ้น อย่างมากที่สุดรากวิญญาณของพวกเขาก็แค่เทียบเท่ากับศิษย์ในสำนักใหญ่ของพวกเรา ทว่าในด้านของเคล็ดวิชา ของวิเศษ และการชี้แนะจากยอดฝีมือ พวกเขาย่อมไม่มีทางเทียบเคียงพวกเราได้เลย!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวของบิดา หลิวเหยาเหยากก็เริ่มรู้สึกสนใจสิ่งที่ถูกเรียกว่าม้ามืดขึ้นมา
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น หลิวเฉินก็อดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะ
"ต่อให้สำนักระดับแนวหน้าอย่างพวกเราจะครอบครองทรัพยากรไว้มากมายเพียงใด แต่อย่างมากก็เป็นการครองอำนาจมาเพียงหมื่นปีเท่านั้น ทว่าโลกแห่งการฝึกตนนี้ดำรงอยู่มายาวนานแค่ไหนกันล่ะ ตามบันทึกที่มีอยู่ อย่างน้อยๆ ก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายแสนปี ในช่วงเวลาหลายแสนปีเหล่านั้น มีอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นมากี่คนแล้ว และยอดอัจฉริยะเหล่านั้นได้ทิ้งมรดกสืบทอดหรือแดนลับเอาไว้มากมายเพียงใด เมื่อมรดกของอัจฉริยะในอดีตตกไปอยู่ในมือของอัจฉริยะอีกคน การผงาดขึ้นมาของม้ามืดจึงถือเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดายิ่งนัก"
อย่างไรก็ตาม ที่หลิวเฉินเอ่ยเรื่องนี้กับบุตรี ก็เพียงเพื่อให้นางรู้จักระแวดระวังตัวให้มากขึ้นเท่านั้น
การที่สำนักระดับสุดยอดสามารถยืนหยัดปกครองดินแดนมาได้นับหมื่นปีนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ตลอดระยะเวลานับหมื่นปี ยอดอัจฉริยะทุกรูปแบบในอาณาเขตล้วนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่สำนัก ก่อกำเนิดเป็นขุมกำลังระดับสูงสุดที่ทรงอานุภาพจนยากจะหาผู้ใดเปรียบติด
การจะก้าวข้ามขุมกำลังระดับสุดยอดเหล่านี้ไปได้นั้น จะต้องยากลำบากแสนเข็ญเพียงใดกันล่ะ
ขุมกำลังที่ผงาดขึ้นมามีอำนาจก่อนย่อมปิดกั้นเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ ทำให้ผู้ที่ต้องการจะผงาดขึ้นมาในภายหลังต้องเผชิญกับความยากลำบากทวีคูณ
นี่คือสัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ยกตัวอย่างเช่น โอสถสร้างรากฐานที่เป็นของพื้นฐานที่สุด ในสำนักระดับปลายแถว การที่ผู้ฝึกตนจะหามาครอบครองได้สักเม็ดยังนับเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนสาหัส
ทว่าในสำนักระดับแนวหน้าอย่างสำนักยอดเขากระบี่ หากไม่ใช่โอสถสร้างรากฐานคุณภาพระดับสูงสุด ก็แทบจะไม่มีใครชายตามองด้วยซ้ำ
ผู้ฝึกตนจากสำนักที่อ่อนแอต้องทุ่มเทฝ่าฟันทำภารกิจที่ยากลำบากสารพัดรูปแบบ เพียงเพื่อแลกกับโอสถสร้างรากฐานคุณภาพต่ำเพียงหนึ่งเม็ด
อีกทั้งโอสถสร้างรากฐานคุณภาพต่ำเหล่านั้นยังมีพิษโอสถเจือปนอยู่ไม่น้อย
แต่ในสำนักระดับสุดยอดอย่างสำนักยอดเขากระบี่ โอสถสร้างรากฐานระดับสูงสุดถือเป็นเพียงทรัพยากรพื้นฐานที่แจกจ่ายให้เปล่า โดยที่ศิษย์ไม่จำเป็นต้องออกไปทำภารกิจใดๆ เพื่อแลกมาเลยแม้แต่น้อย
นี่แหละคือรากฐานที่ลึกซึ้งและความแตกต่างที่ห่างชั้นกัน!
ด้วยรากฐานและความแตกต่างที่ห่างชั้นกันเช่นนี้ ผู้ฝึกตนจากสำนักอื่นจะเอาสิ่งใดมาแข่งขัน จะเอาสิ่งใดมาต่อกรได้ล่ะ
"ไม่ต้องกังวลไปหรอกท่านพ่อ ข้าจะระมัดระวังตัวให้ดี"
หลิวเหยาเหยายิ้มกว้าง นางรู้ดีว่าบิดากำลังตักเตือนไม่ให้นางดูแคลนยอดฝีมือบนโลกใบนี้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวเฉินก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบาน แววตาที่เขามองบุตรีเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
"แน่นอน ด้วยพรสวรรค์ของเหยาเหยา ต่อให้มีม้ามืดปรากฏตัวขึ้นและคิดจะก้าวข้ามเจ้าไป คนผู้นั้นก็ต้องเป็นยอดอัจฉริยะที่ในรอบหมื่นปีจะหาพบได้สักคน หากมีม้ามืดที่เก่งกาจเช่นนั้นปรากฏตัวขึ้นจริงๆ... เหยาเหยาของพ่อก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว หากเจ้าเกิดพึงใจเขาขึ้นมา พ่อก็ไม่รังเกียจหรอกนะที่จะรับม้ามืดผู้นั้นมาแต่งเข้าตระกูลของเรา"
"ท่านพ่อล่ะก็!"
หลิวเหยาเหยาทำเสียงฮึดฮัดอย่างแง่งอน ก่อนจะโผเข้าสู่อ้อมอกของบิดา สองมือเล็กๆ ทุบลงบนไหล่ของเขาเบาๆ คล้ายจะตำหนิที่เขาเอ่ยเย้านางเช่นนั้น
ทว่าในจังหวะนั้นเอง หลิวเฉินกลับหรี่ตาลงและทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล
"พวกเขามาถึงแล้ว"
หลิวเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
สิ้นคำกล่าวของหลิวเฉิน เรือเหาะวิญญาณอันวิจิตรตระการตาลำหนึ่งก็พุ่งทะยานมาจากขอบฟ้าไกลสุดสายตา
บนเรือเหาะวิญญาณลำนั้นมีแสงแห่งพลังวิญญาณทอประกายระยิบระยับ พร้อมกับแว่วเสียงดนตรีเซียนบรรเลงดังกังวานมาแต่ไกล
เพียงแค่ปรายตามอง ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของเรือเหาะวิญญาณลำนี้แล้ว
จนกระทั่งเรือเหาะวิญญาณพุ่งเข้ามาใกล้ เสียงแหวกอากาศดังกึกก้องจึงปะทุขึ้นตามมาติดๆ บ่งบอกให้เห็นถึงความเร็วอันมหาศาลของมันได้อย่างชัดเจน
หลิวเฉินจูงมือบุตรีแล้วเอ่ยว่า "ไปกันเถอะ ตามพ่อไปต้อนรับเหล่ายอดอัจฉริยะจากสำนักอื่นกัน"
หลิวเหยาเหยาพยักหน้ารับคำ ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังเรือเหาะวิญญาณที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามา ประกายแสงแห่งความอยากรู้อยากเห็นวาบผ่านนัยน์ตาอันงดงามของนาง