- หน้าแรก
- เกิดใหม่หมื่นภพ ข้าก็ยังไร้เทียมทาน
- บทที่ 4 เรื่องแค่นี้ไม่คณามือหนูน้อยตัวนี้หรอก
บทที่ 4 เรื่องแค่นี้ไม่คณามือหนูน้อยตัวนี้หรอก
บทที่ 4 เรื่องแค่นี้ไม่คณามือหนูน้อยตัวนี้หรอก
เย่เฟิงมาถึงด้านนอกของบ้านไร่หลังแรก โดยอาศัยพุ่มไม้และซอกมุมกำแพงเป็นที่กำบัง
ทว่าทันทีที่มาถึงด้านนอกของบ้านไร่หลังแรก เย่เฟิงก็เหลือบไปเห็นเจ้าหมาเหลืองตัวเบ้อเริ่ม
ในขณะเดียวกัน เจ้าหมาเหลืองก็สังเกตเห็นเย่เฟิงเช่นกัน
ทันใดนั้น สายตาของทั้งสองก็ประสานกัน
หนีสิรออะไร!
เย่เฟิงหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีสุดชีวิตโดยไม่รั้งรอ
โฮ่ง!
เจ้าหมาเหลืองเห่าลั่นและพุ่งตรงเข้ามาหาเย่เฟิงทันที
แม้เจ้าหมาเหลืองจะวิ่งเร็วมาก แต่ก็ยังมีระยะห่างระหว่างมันกับเย่เฟิงอยู่บ้าง
ประกอบกับรูของเย่เฟิงอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้นัก เขาจึงมุดเข้าไปข้างในได้อย่างรวดเร็ว
โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!
ด้วยการตามกลิ่นของเย่เฟิง เจ้าหมาเหลืองจึงหาปากรูของเขาพบอย่างแม่นยำ
ทว่าปากรูนั้นเล็กเกินไป เจ้าหมาเหลืองจึงมุดเข้าไปไม่ได้เลย
โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!
เจ้าหมาเหลืองเห่าขู่ด้วยความเกรี้ยวกราดอยู่ที่ปากรูอีกครั้ง
ท่าทางของมันราวกับกำลังพูดว่า ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!
เย่เฟิงอดไม่ได้ที่จะกลอกตาบน
ใครออกไปก็โง่แล้ว!
เย่เฟิงเมินเฉยต่อเจ้าหมาเหลือง และซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ภายในรู
ถึงอย่างไรในรูก็ยังมีอาหาร มาดูกันสิว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน
ต่อให้เจ้าหมาเหลืองตัวนี้จะมีความอดทนมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็ต้องกลับไปเมื่อเจ้าของเรียกให้ไปกินข้าวอยู่ดี
และก็เป็นไปตามคาด หลังจากรออยู่นานเกือบ 1 ชั่วโมง เย่เฟิงก็ได้ยินเสียงชาวนาเรียก
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของชาวนา เจ้าหมาเหลืองก็ผละออกจากปากรูของเย่เฟิงไปโดยไม่ลังเล
เย่เฟิงมองดูเจ้าหมาเหลืองที่เดินจากไป ดวงตาเล็กจ้อยของเขากลอกกลิ้งไปมา
แม้ว่าเจ้าหมาเหลืองจะไปแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ออกจากรูในทันที
ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ้าหมาเหลืองตัวนี้จะยอมอดข้าวชั่วคราวเพื่อมารอดักจับเขาหรือเปล่า
การที่ชาวนาเลี้ยงหมาไว้เป็นเรื่องปกติ ตอนที่เขาเป็นมนุษย์อาศัยอยู่ในเมือง เขาหลงลืมจุดนี้ไปสนิท และนั่นเกือบทำให้เขาต้องด่วนจากไปตั้งแต่วันแรกเสียแล้ว
ถ้าต้องมาตายตั้งแต่วันแรก มันคงเป็นการขาดทุนย่อยยับ
อย่างไรก็ตาม เย่เฟิงไม่ได้กังวลใจแต่อย่างใด
พอตกดึก เจ้าหมาเหลืองตัวนี้ก็น่าจะถูกขังไว้ในบ้าน
เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเป็นจังหวะให้เขาลงมือ
ในชนบทไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความบันเทิงมากมายเหมือนในเมือง ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีแสงไฟมากนัก
เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าก็มืดลงอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่เวลา 2 ทุ่ม ภายนอกก็มืดสนิทแล้ว
หลังจากฟ้ามืดลง สรรพสิ่งต่างๆ ก็ดูพร่ามัวไปมากสำหรับเย่เฟิง
แม้ว่าหนูจะมีสายตามองเห็นในที่มืดได้ดีระดับหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้ทรงประสิทธิภาพเท่ากับแมว
แต่ทว่า การมีสายตามองเห็นในที่มืดได้บ้างก็เพียงพอแล้วสำหรับเย่เฟิง
ถึงอย่างไร โครงสร้างถนนหนทางในชนบทก็เรียบง่าย เขาเพียงแค่ต้องแยกแยะและมองเห็นตำแหน่งคร่าวๆ ให้ได้ก็พอ
เย่เฟิงค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้บ้านของชาวนาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ถูกเจ้าหมาเหลืองจู่โจมอีก
ตอนเวลา 2 ทุ่ม ครอบครัวชาวนายังไม่เข้านอน
เย่เฟิงเดินเตร็ดเตร่สำรวจรอบนอกตัวบ้านก่อน และพบว่าไม่มีอะไรที่พอจะกินได้มากนัก
แน่นอนว่ามันไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเลยเสียทีเดียว ยังพอมีเศษข้าวที่เจ้าหมาเหลืองกินเหลือทิ้งไว้อยู่บ้าง แต่มันก็ไม่พอยาไส้ด้วยซ้ำ
ส่วนพวกเศษอาหารเหลือทิ้งของชาวนา ต่อให้มี พวกเขาก็เอาไปใช้เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดจนหมด
ดูเหมือนฉันคงต้องเข้าไปดูในบ้านเสียแล้ว
เย่เฟิงมองดูบ้านของชาวนา แม้ว่ามันจะดูดีพอใช้ได้ มีประตูเหล็กและโครงสร้างเป็นอิฐแดง...
...แต่มันก็ไม่สามารถหยุดยั้งหนูน้อยแสนฉลาดอย่างเขาได้หรอก
เย่เฟิงกวาดสายตามองไปรอบๆ และสังเกตเห็นท่อระบายน้ำ
โครงสร้างบ้านในชนบทถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขังอยู่ภายใน ท่อระบายน้ำในห้องครัวจึงมักจะต่อตรงออกสู่ภายนอก มันทั้งสะดวกและรวดเร็ว โดยน้ำจะไหลซึมลงสู่พื้นดินโดยไม่ก่อให้เกิดการอุดตันใดๆ
สิ่งนี้เปิดช่องทางให้เย่เฟิงสามารถมุดเข้าไปข้างในได้
เมื่อเข้ามาในบ้านของชาวนาผ่านทางท่อระบายน้ำในห้องครัว เย่เฟิงก็เดินสำรวจไปรอบๆ และพบว่าไม่มีอาหารวางทิ้งไว้ข้างนอกเลย
ในครัวมีตู้เย็นขนาดเล็กตั้งอยู่ อาหารที่เหลือคงถูกนำไปเก็บไว้ในนั้นหมดแล้ว
เฮ้อ เดี๋ยวนี้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ชนบทเองก็ยังมีตู้เย็นใช้ ชีวิตของพวกหนูอย่างเราช่างยากลำบากขึ้นทุกวัน!
เย่เฟิงลอบถอนหายใจออกมา
สิ่งที่กวาดล้างหัวขโมยไม่ใช่ตำรวจหรอก แต่เป็นระบบการชำระเงินออนไลน์ต่างหาก!
เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิตจริงๆ!
ทว่า แม้ปัญหาชวนปวดหัวนี้อาจทำให้หนูทั่วไปต้องยอมจำนน แต่มันไม่อาจขัดขวางหนูแสนฉลาดอย่างเขาได้
เมื่อกวาดสายตามองไปทั่วห้อง เขาก็เห็นเนื้อตากแห้งแขวนอยู่บนเส้นลวดในบ้านของชาวนา
หนูธรรมดาอาจจะเข้าไปไม่ถึงเนื้อตากแห้งที่แขวนอยู่บนเส้นลวด แต่นั่นไม่นับรวมหนูแสนฉลาดอย่างเขา
แต่ทว่า กลับมีปัญหาอีกอย่างตามมา
ถ้าเขาขโมยเนื้อตากแห้งไป ชาวนาจะต้องรู้ตัวอย่างแน่นอน และถึงตอนนั้นการจะกลับมาขโมยเป็นครั้งที่ 2 คงเป็นเรื่องยาก
เย่เฟิงกวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้ง และพบถังข้าวสาร
การขโมยข้าวสารคือตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ข้าวสารหายไปสักนิดหน่อยคงยากที่จะสังเกตเห็น
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งของวางทับอยู่บนถังข้าวสาร และยังถูกปิดทับด้วยแผ่นไม้ การที่เย่เฟิงจะขยับของพวกนั้นคงเป็นเรื่องยากลำบาก
ต่อให้เขาหาวิธีขยับมันได้ แต่ด้วยสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ การจะวางทุกอย่างกลับคืนไว้ที่เดิมคงยากเอาการ
เฮ้อ นี่ฉันทำได้แค่กินหนเดียวแล้วจบกันอย่างนั้นหรือ
เย่เฟิงถอนหายใจ
ประตูที่กั้นระหว่างห้องครัวกับห้องนั่งเล่นถูกล็อคเอาไว้
เมื่อมองลอดผ่านช่องว่าง เขาก็เห็นเจ้าหมาเหลืองถูกขังอยู่ภายในห้องนั่งเล่น
ในขณะเดียวกัน ชาวนาก็กำลังดูโทรทัศน์อยู่
เขาจะรอจนกว่าพวกนั้นจะหลับ แล้วค่อยขโมยสิ่งที่พอจะเอาไปได้
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เย่เฟิงก็แอบย่องออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ
ถึงอย่างไร ตอนนี้เพิ่งจะ 2 ทุ่ม เจ้าของบ้านยังไม่เข้านอน
ถ้าเขาเริ่มลงมือขโมยเนื้อตากแห้งตอนนี้ เขาอาจถูกจับได้คาหนังคาเขาหากเจ้าของบ้านเดินเข้ามาตรวจดูในครัว
ห้องครัวนั้นไม่ได้ใหญ่โตนัก
หากเจ้าของบ้านอุดท่อระบายน้ำทันที เขาอาจจะต้องจบชีวิตลงตรงนั้นเลยก็ได้
เมื่อออกจากบ้านหลังนี้ เย่เฟิงก็ตั้งใจจะไปสำรวจดูบ้านหลังอื่นๆ ต่อ
ทว่า หลังจากเดินวนรอบบ้านอยู่นาน เขากลับไม่เห็นวี่แววของบ้านไร่หลังอื่นเลย
ดูเหมือนว่าชาวนาแถวนี้จะไม่ได้ปลูกบ้านอยู่ติดกันนัก
สถานการณ์เช่นนี้ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในชนบท
มีบางกรณีที่บ้านแต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกัน 1 หรือ 2 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ระยะทาง 1 หรือ 2 กิโลเมตรอาจจะดูไม่ไกลนักสำหรับคน
แต่สำหรับหนูแล้ว มันไกลเกินไปมาก!
แม้ว่าเขาอาจจะวิ่งไปไกลขนาดนั้นได้ แต่มันก็อันตรายเกินไป
ในตอนกลางวันแสกๆ แมวและหมาคือศัตรูตามธรรมชาติของหนู และเย่เฟิงก็ไม่มีทางสู้พวกมันได้เลย
ส่วนในตอนกลางคืน เขาก็ไม่อาจชะล่าใจเรื่องหมาแมวจรจัดในชนบทได้!
แม้แต่งูก็สามารถล่าหนูได้
เฮ้อ ฉันคงต้องขโมยกินจากบ้านหลังนี้ไปก่อน ไว้มีโอกาสค่อยเปลี่ยนเป้าหมายก็แล้วกัน
เย่เฟิงไม่อยากเสี่ยงอันตรายมากจนเกินไป
เขาสามารถขโมยอาหารจากบ้านไร่หลังแรกได้ตั้งมากมาย
อาหารจำนวนนี้ก็เพียงพอให้เขาประทังชีวิตไปได้อีกระยะหนึ่งแล้ว
แค่รอดชีวิตไปได้ในแต่ละวันก็เพียงพอที่จะได้รับแต้มพรสวรรค์ 1 แต้มแล้ว
ไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายเลย เว้นเสียแต่ว่าเขาจะถูกต้อนให้จนมุมจริงๆ
ถ้าเกิดเขามาตายกลางทางแล้วไม่ได้รับแม้กระทั่งแต้มพรสวรรค์ที่ควรจะได้ มันคงเป็นเรื่องตลกสิ้นดี
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เย่เฟิงจึงแอบซุ่มหมอบคอยอยู่ตรงมุมกำแพงอย่างเงียบๆ เพื่อรอให้เจ้าของบ้านเข้านอน
ผู้คนในชนบททำงานไร่ทำนาและมักจะเข้านอนเร็วกว่าคนในเมืองมาก
ก่อนเวลา 4 ทุ่ม ทุกคนในบ้านของชาวนาก็หลับสนิทกันหมดแล้ว