- หน้าแรก
- หรือมีแค่ข้าที่เป็นขยะ
- ตอนที่ 32 ให้อาหารปลาหลีฮื้อ
ตอนที่ 32 ให้อาหารปลาหลีฮื้อ
ตอนที่ 32 ให้อาหารปลาหลีฮื้อ
ตอนที่ 32 ให้อาหารปลาหลีฮื้อ
ตอนที่ 32 ให้อาหารปลาหลีฮื้อ
หลังจากฮวาเหล่าไท่จวินจากไป
กลิ่นอายอันน่าอึดอัดภายในโถงใหญ่ก็เบาบางลงบ้างในที่สุด
เจียงจิงเจ๋อกวาดสายตามองผู้คนในโถงใหญ่ โค้งคำนับเล็กน้อยพลางส่งยิ้มบาง “จิงเจ๋อขอตัวไปก่อนเช่นกัน ไว้ร่างกายดีขึ้นกว่านี้ จะแวะไปเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสทุกท่าน”
คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนตระกูลเจียง แม้จะเป็นสายรองและบุตรภรรยารอง ทว่าในเมื่อสามารถยืนอยู่ในโถงใหญ่นี้ได้ ย่อมต้องมีฐานะอยู่บ้าง
หลายคนถึงขั้นเป็นญาติผู้ใหญ่ของเจียงจิงเจ๋อ
อย่างเช่นผู้ที่ยืนอยู่เป็นคนแรกด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนผู้นั้น ก็คือลุงใหญ่ของเขา เจียงเยวีย
มารดาของเขาเดิมทีเป็นสาวใช้ของราชันเจิ้นเป่ยไท่เฟย หรือก็คือย่าแท้ๆ ของเจียงจิงเจ๋อ
หลังจากไท่เฟยชราสิ้นบุญ ภรรยารองสกุลฮวาก็เป็นที่โปรดปราน กุมอำนาจในเรือนหลัง อำนาจบารมีค่อยๆ เพิ่มพูน
ต่อมาราชันเจิ้นเป่ยเฒ่าก็สิ้นใจลงเนื่องจากทะลวงระดับสิ้นสุดไม่สำเร็จ จวนราชันเจิ้นเป่ยจึงตกอยู่ในกำมือของตระกูลฮวาโดยสมบูรณ์
เจียงเยวียที่เป็นบุตรชายคนโตซึ่งเกิดจากภรรยารอง จึงยิ่งไร้ซึ่งฐานะอะไรกัน
โชคดีที่เขามีนิสัยอ่อนแอ ว่านอนสอนง่าย จึงมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
“จิงเจ๋อพักผ่อนให้ดี ไม่ต้องรีบร้อน”
เจียงเยวียพยักหน้าให้เจียงจิงเจ๋อเล็กน้อย ท่าทีไม่ห่างเหินและไม่สนิทสนม ซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ในใจ แล้วนำพาผู้คนในตระกูลจากไป
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไป
เจียงหลินก็นำทางเจียงจิงเจ๋อไปยังสวนตู้
แม้สวนตู้จะตั้งอยู่ในจวนราชันเจิ้นเป่ย ทว่ากลับตั้งโดดเดี่ยวอยู่มุมหนึ่ง ห่างจากเรือนหลักค่อนข้างไกล นานๆ ครั้งจะรับรองแขกที่มาขอพักอาศัย ปกติแล้วจะเงียบเหงาอ้างว้าง มีบ่าวไพร่ดูแลเพียงแปดคน
ตามหลักแล้วเจียงจิงเจ๋อในฐานะรัชทายาท ทั้งยังมีแผลตามตัว ไม่ควรพักอาศัยอยู่ที่สวนตู้
ฮวาไท่จวินต้องการข่มขวัญเจียงจิงเจ๋อ ให้คนในจวนได้เห็นชัดเจนว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้านายของคฤหาสน์แห่งนี้ จึงได้จัดแจงเช่นนี้
เจียงหลินเดินนำอยู่เบื้องหน้า
เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ในโถงหน้า แม้จะโกรธแค้นที่เจียงจิงเจ๋อคิดจะบั่นหัวเขา ทว่าในใจก็อดเลื่อมใสไม่ได้
การโต้เถียงกันอย่างดุเดือดก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะสูสี ทว่าความจริงแล้วเป็นฮวาไท่จวินที่พ่ายแพ้
นางวางท่าเสียใหญ่โต ทั้งปิดประตูไม่ยอมเปิด ทั้งเอาผิดบ่าวไพร่ ดูแล้วยังคงความน่าเกรงขาม เป็นการข่มขวัญเจียงจิงเจ๋อ ทำให้ทุกคนไม่กล้ามีใจเอนเอียงไปทางอื่น
ทว่าท้ายที่สุดประตูก็ถูกพังทลาย เอ้อร์ชีซานจิ่วปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
แม้แต่การปะทะคารมฮวาไท่จวินก็ไม่อาจชิงความได้เปรียบ
ส่วนการกักบริเวณที่สวนตู้ ฟังดูเหมือนจะดี
แต่เจียงจิงเจ๋อก็ยังเป็นรัชทายาทในนาม
ผู้ที่คิดจะวางแผนร้ายต่อเขามีมากมายมหาศาล
คนเหล่านั้นใช้ทุกวิถีทางเพื่อพาเขากลับมาฉางอัน จะปล่อยให้ฮวาไท่จวินกุมอำนาจแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร
ท้ายที่สุดแล้ว
หากเจียงจิงเจ๋อคิดจะวางแผนลับอะไรกัน
ฮวาเหล่าไท่จวินกล้าหักขาเขาไม่ให้ออกไปข้างนอกจริงๆ หรือ
ในมุมมองของเจียงหลิน
ตอนที่พบตัวเจียงจิงเจ๋อในครั้งแรกก็ควรจะสังหารทิ้งอย่างเงียบเชียบ
ให้รัชทายาทเร้นกายผู้นี้หายสาบสูญไปตลอดกาล
ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะคิดวางแผนอะไรกัน ตราบใดที่เจียงจิงเจ๋อตายลง ทุกอย่างก็ย่อมสลายกลายเป็นเพียงภาพลวงตา
ในเมื่อแต่แรกไม่ได้ลงมือฆ่า ปล่อยให้เจียงจิงเจ๋อเข้าสู่จิงตู ก็ไม่ควรสร้างปัญหาด้วยการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้
อย่างน้อยก็ควรรักษาฉากหน้าความเมตตาของย่าและความกตัญญูของหลานไว้
แล้วค่อยควบคุมตัวเขาอย่างลับๆ
ตัดมือตัดเท้าของพวกที่ยื่นเข้ามา!
บัดนี้วุ่นวายจนกลายเป็นเช่นนี้ นอกเสียจากจะทำให้เจียงจิงเจ๋อระแวดระวัง และปลุกปั่นความทะเยอทะยานที่ซ่อนเร้นในใจคนตระกูลเจียงให้ฮึกเหิมแล้ว ก็ไม่มีผลดีแม้แต่น้อย
ไม่นานนักคนกลุ่มหนึ่งก็เดินทางมาถึงสวนตู้
เจียงหลินกำชับให้บ่าวไพร่ทั้งแปดคนปรนนิบัติรับใช้นายน้อยสามให้ดี โค้งคำนับให้เจียงจิงเจ๋อหนึ่งครั้งแล้วจึงถอยออกไป
รอจนเขาจากไป
ในที่สุดเจียงจิงเจ๋อก็ผ่อนกลิ่นอายที่ฝืนทนมาตลอด
รู้สึกเพียงโลกหมุนเคว้ง
สลบไสลล้มพับลงไปอีกครั้ง
......
รถม้าที่เดินทางจากซีหลิงมุ่งสู่ฉางอันได้แยกทางกันที่ด่านฉินกวน
เจียงจิงเจ๋อเข้าสู่จวนราชันเจิ้นเป่ยเพียงลำพัง
รถม้าแห่งเมืองไป๋ตี้ถูกบัณฑิตหนุ่มรับไป เข้าสู่ตำหนักศึกษาซู่หยางอย่างเงียบเชียบ ผู้ที่มารับรถม้ามีหน้าตาหล่อเหลาสง่างาม อ่อนโยนดุจหยก เขาก็คือองค์ชายแห่งต้าโจว จีเต้าอวี้
จูจิ่วเอ๋อร์กลับมาปลอมตัวเป็นบ่าวรับใช้ชุดเขียวอีกครั้ง และเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมโหย่วเจียนแห่งจิงตู
ชายหนุ่มสามคนที่โดยสารมาในรถคันเดียวกัน ไม่ได้กล่าวถ้อยคำปลุกใจ ไม่ได้แสดงท่าทีห้าวหาญ พวกเขาต่างมุ่งหน้าสู่โชคชะตาอันแตกต่างของตนอย่างเงียบงัน
วันนี้เมืองหลวงดูสงบเงียบ ทว่ากลับมีคลื่นใต้น้ำก่อตัวขึ้น
หนึ่งดาบของเจียงจิงเจ๋อหน้าประตูจวนอ๋อง เป็นการประกาศการกลับมาของซื่อจื่อแห่งจวนราชันเจิ้นเป่ย ทำให้ผู้คนในราชสำนักและราษฎรตระหนักถึงโศกนาฏกรรมเมื่อหกปีก่อนอีกครั้ง ขุมอำนาจฝ่ายต่างๆ ที่คอยยุยงส่งเสริมอยู่เบื้องหลังก็ได้รับข่าวการเผชิญหน้าในจวนอย่างรวดเร็ว
......
สวนดอกไม้หลังจวนรัชทายาทในเมืองหลวง
จีเต้าอวี้ รัชทายาทแห่งต้าโจวสวมชุดคลุมผ้าไหมสีแดงเข้ม ในมือถือชามใส่อาหารปลาครึ่งชาม หยิบขึ้นมากำหนึ่งแล้วโยนลงไปในทะเลสาบอันสงบนิ่ง ทันใดนั้นก็มีฝูงปลาหลีฮื้อหายากเปล่งประกายสีทองกระโดดขึ้นมาจากผิวน้ำ แย่งกันฮุบกินอาหารปลา
ขณะที่ฝูงปลาหลีฮื้อกำลังกินอาหารอย่างเพลิดเพลิน
ทันใดนั้นผิวน้ำในทะเลสาบก็แตกกระจาย ปลาสีขาวขนาดยาวสามจั้งตัวหนึ่งอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นฟันแหลมคมเต็มปาก มันกลับไม่สนใจอาหารปลา อ้าปากงับปลาหลีฮื้อสิบกว่าตัวจนแหลกละเอียดแล้วกลืนลงท้องรวดเดียว จากนั้นก็แหวกว่ายจากไปอย่างเย่อหยิ่ง
ระหว่างที่กินปลามันยังหันกลับมาปรายตามองโจวเต้าอวี้ที่อยู่บนฝั่งแวบหนึ่ง
ดวงตาคู่นั้นเผยให้เห็นแววเยาะเย้ย
หางของมันแกว่งไกวสาดน้ำในทะเลสาบซัดเข้าหาจีเต้าอวี้
เมื่อเห็นชุดคลุมผ้าไหมของจีเต้าอวี้เปียกชุ่มเล็กน้อย มันจึงแยกเขี้ยวแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วดำดิ่งลงสู่น้ำลึก
จีเต้าอวี้สะบัดมือปัดน้ำในทะเลสาบที่สาดกระเซ็นเข้ามา พลางยิ้มอย่างองอาจให้บัณฑิตที่ยืนอยู่ข้างกาย
“ท่านชิงเหอ ท่านดูสิ เดรัจฉานตัวนี้กินปลาหลีฮื้อของเราไปแล้วยังกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ช่างไม่เห็นเราอยู่ในสายตาเลย”
บัณฑิตผู้นั้นสวมชุดยาวสีครามดูเรียบง่าย ในมือถือพัดจีบ แม้แต่น้ำที่สาดซัดมาราวกับคมมีดเมื่อครู่ เขาก็ยังคงสีหน้าไม่เปลี่ยน
บุคคลผู้นี้คือมหาบัณฑิตแห่งตำหนักศึกษาซู่หยาง ซูหยาง ผู้คนทั้งในและนอกราชสำนักต่างยกย่องเขาเป็นท่านชิงเหอ
เจ็ดสิบสองสำนักของนิกายหรูจูตั้งกระจายอยู่ทั่วหล้า อบรมสั่งสอนผู้คน
ตำหนักศึกษาจี้เซี่ยแห่งเป่ยฉี และตำหนักศึกษาซู่หยางแห่งต้าโจวตั้งอยู่ทางเหนือและใต้ตามลำดับ
ทั้งสองแห่งต่างเป็นผู้นำด้านการอบรมสั่งสอนในแดนเหนือและแดนใต้ เจ้าสำนักศึกษาของทั้งสองแห่งล้วนเป็นเทพเซียนบนดินระดับสิ้นสุด
สั่งสอนคุณธรรมจริยธรรม จักรพรรดิทรงเคารพดั่งอาจารย์
ซูหยางเกิดในตระกูลยากจน ด้วยสติปัญญาอันชาญฉลาด จึงได้เข้าศึกษาที่ตำหนักศึกษาจี้เซี่ยก่อน จากนั้นจึงออกเดินทางมาศึกษาต่อที่ต้าโจว สนทนามรรคที่ตำหนักศึกษาซู่หยาง โต้แย้งกับเหล่านักปราชญ์ เขาได้สนทนามรรคกับมหาบัณฑิตเฉิงเหวินกงถึงสามวันจนกระทั่งตระหนักมรรคในที่สุด และได้จารึกอักษรประจำกายคำว่า 'ชิงเหอ' ลงในทะเลทุกข์
วันนั้นระฆังในอารามปราชญ์ดังกังวานยาวนาน กระถางปราชญ์ได้ประทับอักษรชิงเหอลงไป
บัณฑิตผู้ยากไร้ซูหยางข้ามผ่านทะเลทุกข์เข้าสู่ประตูมังกร มหาบัณฑิตเฉิงเหวินกงได้มอบกระบี่วิญญูชนให้ด้วยตนเอง ก้าวขึ้นสู่สวรรค์ในพริบตา โด่งดังไปทั่วฉางอัน
บัดนี้บัณฑิตผู้ยากไร้ผู้นั้นได้กลายเป็นแขกผู้ทรงเกียรติแห่งจวนรัชทายาท และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอาจารย์ของรัชทายาทแล้ว
“แม้เฉียนหลงจะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทำให้ฝ่าบาทต้องอับอายครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากลับเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทเสมอมา ถึงขั้นยอมนำปลาหลีฮื้อมาเป็นอาหารเลี้ยงมัน ดูท่าฝ่าบาทคงหมายมาดลั่วจื้อไป๋ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่เรื่องความรักมักทำให้เสียการ ชิงเหอคิดว่าฝ่าบาททรงดื้อรั้นเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
น้ำเสียงของซูชิงเหอราบเรียบ ราวกับว่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาไม่ใช่รัชทายาท
“ย่อมต้องหมายมาดเอาไว้ให้ได้ ทว่าไม่ใช่แค่เรื่องความรักเท่านั้น”
สีหน้าของจีเต้าอวี้เหม่อลอยไปเล็กน้อย เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยอย่างแช่มช้า “ลั่วชิงเฟิงคือเซียนปฐพีในยุคปัจจุบัน เป็นหนึ่งในสิบยอดฝีมือ ต้าโจวของเรามีผู้ที่เทียบเคียงเขาได้เพียงสี่คน หากข้าได้ตัวจื้อไป๋มา ก็จะได้แรงสนับสนุนจากจักรพรรดิพิสุทธิ์
อีกทั้งจื้อไป๋ยังเป็นเซียนตกสวรรค์ในยุคปัจจุบัน หากนางยินยอมรับใช้ข้า ใต้หล้านี้ก็คงสงบสุขเร็วขึ้นอีกหน่อย ราษฎรก็จะได้รับความทุกข์ยากน้อยลง น่าเสียดาย——”
เมื่อนึกถึงลั่วจื้อไป๋ที่ปกปิดสถานะเข้ามาในตำหนักศึกษาซู่หยาง และประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่ามีคู่หมั้นแล้ว
ภายใต้ใบหน้าอันหล่อเหลาสง่างามของจีเต้าอวี้กลับมีความหงุดหงิดซ่อนอยู่
เขาเฝ้ามองแล้วมองเล่า ก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดลั่วจื้อไป๋จึงยึดติดกับซื่อจื่อไร้ค่าผู้นั้นนัก ถึงขั้นยอมล่วงเกินตนเพื่อเขา
ต้องรู้ว่าแม้จักรพรรดิพิสุทธิ์จะครอบครองเมืองไว้เพียงผู้เดียว แต่ในท้ายที่สุดอายุขัยของลั่วชิงเฟิงก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
เมื่อเขาสิ้นใจ เมืองไป๋ตี้ก็จะเป็นชิ้นเนื้อติดมันที่ผู้คนต่างหมายปอง เจียงจิงเจ๋อจะเอาสิ่งใดมาปกป้องคุ้มครอง
“ได้ยินมาว่าวันนี้เจียงจิงเจ๋อฟันประตูจวนราชันเจิ้นเป่ยจนแตกหัก”
ซูชิงเหอสีหน้าเรียบเฉย กล่าวอย่างสงบนิ่ง “ซื่อจื่อตระกูลเจียงเข้าสู่ฉางอันเพียงลำพัง ไร้คนหนุนหลัง ทั้งยังทะเลปราณเหือดแห้ง สะพานอายุวัฒนะขาดสะบั้น มีเพียงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว อาจจะเปล่งประกายได้ชั่วคราว แต่ก็เป็นเพียงดอกถานฮวาที่บานชั่วประเดี๋ยวเดียว ฝ่าบาทสามารถค่อยๆ วางแผนจัดการได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ารอได้ แต่พี่รองดูเหมือนจะไม่ยอมรอแล้ว”
จีเต้าอวี้ถอนหายใจเบาๆ แววตาลึกล้ำ
“เขาเคยประจำการปกป้องเป่ยโยว มีความสัมพันธ์อันดีกับเจียงนู่หู่ หากยอมให้เขาเป็นผู้ชักนำงานแต่งงานระหว่างเจียงเสินซิ่วกับลั่วจื้อไป๋ หลังจากนี้ก็เหมือนเสือติดปีก รัชทายาทในที่สว่างอย่างข้า เกรงว่าจะกลายเป็นคุณชายอิ่นไปจริงๆ เสียแล้ว!”
[จบตอน]