- หน้าแรก
- วิญญาณยุทธ์อัคคีพิสดาร เริ่มต้นด้วยวงแหวนวิญญาณแสนปี
- บทที่ 20: เสียหน้า
บทที่ 20: เสียหน้า
บทที่ 20: เสียหน้า
บทที่ 20: เสียหน้า
หลังจากการถกเถียงกันอย่างยาวนาน เหล่านักวิชาการต่างเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ ท์ว่าทฤษฎีของหานอวี่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
"ผู้อำนวยการหาน ท่านยังหนุ่มแน่นและมีอนาคตไกลจริงๆ" อ้าวถัวกล่าวแสดงความยินดี
หานอวี่หัวเราะเบาๆ “ท่านเจ้าสำนักอ้าวถัว ท่านชมข้าเกินไปแล้ว ทฤษฎีเหล่านี้จะเป็นไปได้อย่างไรหากปราศจากตำราที่ท่านรวบรวมมาให้”
"ฮ่าๆ การค้นคว้าทฤษฎีใหม่ๆ จากตำรานั่นเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้อำนวยการหานต่างหาก อ้อ จริงสิ ตามธรรมเนียมภายในสำนัก ข้าสามารถแนะนำท่านให้ไปเป็นอาจารย์ที่สถาบันวิญญาณจารย์ได้นะ"
"อ้าวถัว นี่เจ้ากำลังแย่งคนไปต่อหน้าต่อตาข้าเลยรึ!" เผยเฟิงเดือดดาล
ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ดูเหมือนจะมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา
หลังจากกลับมายังสถาบันแล้ว
ภายในห้องทำงานของคณบดี เผยเฟิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนว่า "ผู้อำนวยการหาน เมื่อท่านกลับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้ารู้สึกได้ว่ากลิ่นอายของท่านแข็งแกร่งขึ้นมาก ดูเหมือนว่าท่านจะได้รับวาสนาครั้งใหญ่มาสินะ น่าเสียดายที่อารามเล็กๆ ของข้าแห่งนี้คงจะคับแคบเกินไปสำหรับท่านเสียแล้ว"
หานอวี่ยืนนิ่งเงียบโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
เผยเฟิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แววตาแฝงความโหยหาเล็กน้อยขณะเอ่ยว่า "นภาสูงส่งให้นกโบยบิน มหาสมุทรกว้างใหญ่ให้มัจฉาแหวกว่าย ผู้อำนวยการหาน ทวีปโต้วหลัวนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก และท่านยังหนุ่มแน่น ท่านสมควรออกไปท่องโลกกว้าง ข้ายังไม่แก่จนเดินไม่ไหว ข้ากับอาจารย์ซูยังสามารถดูแลสถาบันแห่งนี้ต่อไปได้ หากวันใดที่ท่านต้องการจะจากไป โปรดแจ้งให้ข้าทราบล่วงหน้าก็พอ"
“คณบดี ขอบคุณสำหรับความห่วงใยตลอดหลายปีที่ผ่านมาขอรับ” หานอวี่โค้งคำนับเล็กน้อย
"ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ท่านสมควรได้รับมันแล้วล่ะ ว่างๆ ก็ไปหาตาเฒ่าซูบ้างเถอะ หมอนั่นว่างงานมานานแล้ว ไปบอกให้เขาเตรียมตัวไว้ เพราะหลังจากที่ท่านไปแล้ว สถาบันยังต้องพึ่งพาให้เขาทำงานอยู่"
"แน่นอนขอรับ"
กล่าวจบ หานอวี่ก็เตรียมตัวจะขอตัวลา
ทว่าในจังหวะนั้นเอง อาจารย์หวงก็เดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามาด้วยความโกรธจัด
"คณบดี ผู้อำนวยการหาน อวี้เสี่ยวกังผู้นี้ช่างกำเริบเสิบสานนัก! ในขณะที่อาจารย์เย่กำลังสอนอยู่ เขากลับบุกเข้ามาขัดจังหวะการเรียน แถมยังพยายามจะลากตัวอาจารย์เย่ไปรักษาลูกศิษย์ของเขาอีก!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เผยเฟิงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย
เขาเห็นทุกพฤติกรรมที่อวี้เสี่ยวกังทำมาตลอดหลายปี แต่เพราะคำนึงถึงหน้าตาและภาพลักษณ์ เขาจึงไม่ได้ไล่อีกฝ่ายออกไป
"อาจารย์เย่ไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ?" หานอวี่เอ่ยถาม
อาจารย์หวงส่ายหน้า “นางไม่เป็นอะไรหรอก โชคดีที่ข้าและอาจารย์คนอื่นๆ อีกหลายคนสังเกตเห็นตั้งแต่เนิ่นๆ จึงรีบเข้าไปไล่อวี้เสี่ยวกังออกไปเสียก่อน มิฉะนั้นใครจะรู้ว่าอวี้เสี่ยวกังจะทำเรื่องเลวร้ายอะไรลงไปบ้าง”
"เฮ้อ เสี่ยวกังเคยบอกข้าว่าเขาจะลาออกตอนสิ้นภาคเรียนนี้ ผู้อำนวยการหาน พวกท่านไปจัดการธุระของพวกท่านก่อนเถอะ ข้าจะไปคุยกับเสี่ยวกังเอง"
อวี้เสี่ยวกังผู้นั้นใช้ชีวิตได้สุขสบายเกินไปเสียแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หานอวี่จึงตัดสินใจที่จะสั่งสอนเขาเสียหน่อย
เมื่อกลับมาถึงหอพัก เขาเห็นว่าเยี่ยหลิงหลิงไม่ได้รับอันตรายใดๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาสบายใจขึ้น
ทว่า ยังมีประเด็นบางอย่างที่เขาต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน
หลังจากที่เขาออกจากสถาบันแล้ว การพาเยี่ยหลิงหลิงรอนแรมเดินทางไปด้วยตลอดนั้น ย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดีอย่างแน่นอน
ด้วยอายุของเยี่ยหลิงหลิง ไม่ช้าก็เร็วนางก็ต้องเข้าร่วมการแข่งขันวิญญาณจารย์ ไม่ว่าเขากำลังจะก่อตั้งทีมของตัวเอง หรือให้นางไปเข้าร่วมกับสถาบันอื่นที่มีทีมอยู่แล้วก็ตาม
เขาคงไม่ยอมให้พวกขยะสวะจากสื่อไหลเค่อเป็นผู้ชนะในการแข่งขันวิญญาณจารย์หรอกใช่ไหม?
เมื่อเทียบกับการไปเข้าร่วมสถาบันอื่น หานอวี่รู้สึกว่าการสร้างทีมของตนเองขึ้นมาย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
การเข้าร่วมสถาบันอื่นหมายถึงการต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของผู้อื่น แต่สำหรับการก่อตั้งสถาบันของตนเอง เขายังคงขาดแคลนทั้งบุคลากรและทรัพยากรทางการเงินอยู่อีกมาก
ครุ่นคิดอยู่นาน หานอวี่ก็ยังไม่อาจตัดสินใจได้
เมื่อยามพลบค่ำมาเยือน วันเวลาอันแสนสุขสบายของอวี้เสี่ยวกังก็กำลังจะสิ้นสุดลงเช่นกัน
ภายในหอพัก อวี้เสี่ยวกังกำหมัดขวาแน่นแล้วทุบลงบนโต๊ะอย่างแรง
"น่าโมโหนัก! ไอ้พวกสารเลวพวกนั้นดันกล้ามาใส่ร้ายข้าก่อน!"
เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่เผยเฟิงมาตักเตือนเขาถึงเรื่องนี้ และถึงขั้นมีปากเสียงโต้เถียงกันอย่างรุนแรงอีกด้วย
ทันใดนั้น แสงไฟในหอพักก็กะพริบวาบ ก่อนจะดับมืดลงสนิท
ก่อนที่อวี้เสี่ยวกังจะทันได้รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพเบื้องหน้าของเขาก็พลันมืดมิดลง แล้วเขาก็หมดสติไปในทันที...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ณ จัตุรัสกลางเมืองนั่วติง ร่างเปลือยเปล่าของอวี้เสี่ยวกังถูกมัดติดไว้กับเสาหิน
"กรี๊ด! ไอ้โรคจิต!"
เมื่อเสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังก้องขึ้น ผู้คนจำนวนมากบริเวณจัตุรัสต่างก็พากันหันขวับไปมองตามเสียงนั้น
อวี้เสี่ยวกังสะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงจอแจของฝูงชนเช่นเดียวกัน
“ตาเฒ่าคนนี้เป็นใครกัน ช่างหน้าไม่อายเสียจริง ถึงกล้ามาเล่นพิเรนทร์แบบนี้ในที่สาธารณะ” หญิงชราหลายคนหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยขึ้น
ทว่า หลังจากที่พวกนางกวาดสายตาสำรวจเรือนร่างของอวี้เสี่ยวกังแล้ว พวกนางต่างก็แสดงสีหน้ารังเกียจเหยียดหยามออกมาอย่างชัดเจน
วันนี้บังเอิญเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ของสถาบันนั่วติงพอดี นักเรียนหลายคนจึงพากันออกจากสถาบันตั้งแต่เช้า เพื่อไปพักผ่อนหย่อนใจในเมือง
ฝูงชนจำนวนมากที่แห่กันมามุงดูเหตุการณ์ ณ จัตุรัส จึงดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว
"นั่นมัน 'ท่านปรมาจารย์' จอมฉาวโฉ่จากสถาบันไม่ใช่รึ วันนี้เขาทำบ้าอะไรเนี่ย มาเปลื้องผ้าโชว์หราในที่สาธารณะเนี่ยนะ"
เสียงตะโกนด่าทอและหยามเกียรติจากฝูงชนที่ดังมาเป็นระยะ ทำให้อวี้เสี่ยวกังเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง “ไอ้พวกสารเลว ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้! ข้าไม่ได้มาแก้ผ้าโชว์ ข้าถูกใส่ร้าย! ปล่อยข้าไป!”
แต่เมื่อเทียบกับเสียงโหวกเหวกของฝูงชนแล้ว เสียงตะโกนของเขากลับถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น
นักเรียนหลายคนจากสถาบันนั่วติงถึงกับออกมาระบายวีรกรรมอันเลวร้ายของอวี้เสี่ยวกังให้สาธารณชนได้รับรู้ พร้อมกับกล่าวว่าเขาสมควรได้รับกรรมที่ก่อไว้แล้ว
"ไอ้เด็กเหลือขอ! อย่าให้ตกมาอยู่ในมือข้าก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าพวกแกทิ้งเสีย!" ดวงตาของอวี้เสี่ยวกังลุกโชนไปด้วยไฟแค้น
ทว่าน่าเสียดายที่เชือกซึ่งมัดเขาไว้นั้นเหนียวแน่นเกินไป เขาจึงไม่สามารถดิ้นหลุดได้เลยแม้แต่น้อย
"เหอะ ดูจากพฤติกรรมของเขาแล้ว ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความผิดของตัวเองชัดๆ หึๆ เขาเป็นพวกที่เกินเยียวยาแล้วจริงๆ"
ข่าวคราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเมืองแพร่สะพัดไปถึงสถาบันอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่หานอวี่เดินเข้าไปในห้องทำงาน อาจารย์คนหนึ่งก็รีบเข้ามาแจ้งข่าวนี้ให้เขาฟังด้วยความเบิกบานใจ
เรื่องนี้เป็นฝีมือของเขาเอง แล้วเขาจะไม่รู้ได้อย่างไร ทว่า สิ่งที่เขาทำไม่ได้มีเพียงแค่นั้น
เมื่อคืนนี้ เขากรอกน้ำให้อวี้เสี่ยวกังดื่มไปตั้งมากมาย จุ๊ๆ มาคอยดูกันซิว่าเขาจะทนอั้นไปได้สักกี่น้ำ...
"สวรรค์ทรงโปรด"
"แก่ปูนนี้แล้ว แต่กลับไม่มีความละอายอดสูเอาเสียเลย"
อวี้เสี่ยวกังพยายามบิดตัวหนีสายตาผู้คนอย่างสุดกำลัง แต่โชคร้ายที่ผู้คนรายล้อมอยู่ทุกหนทุกแห่ง เขาจึงไม่อาจหลบหลีกได้เลย
"เสี่ยวซาน รีบมาช่วยข้าที!" อวี้เสี่ยวกังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่ในใจ
ทว่าโชคร้ายที่วันนี้เป็นวันหยุด ถังซานและเสียวอู่จึงไม่ได้ทำการบำเพ็ญเพียรในคืนที่ผ่านมา แต่กลับนอนห่มผ้าผืนเดียวกันหลับสบายแทน
กว่าพวกเขาจะล่วงรู้ถึงสถานการณ์ของอวี้เสี่ยวกัง ทุกอย่างก็สายเกินแก้เสียแล้ว เมื่อพวกเขามาถึงจัตุรัส อวี้เสี่ยวกังก็ถูกกองทหารรักษาการณ์ประจำเมืองควบคุมตัวไปเรียบร้อยแล้ว
"เสี่ยวซาน มาช่วยข้าด้วย เสี่ยวซาน!" เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย อวี้เสี่ยวกังก็รีบตะโกนเรียกทันที
เสียวอู่รีบหลบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังถังซาน ด้วยความกลัวว่าอวี้เสี่ยวกังจะเรียกชื่อตนออกมา
ถังซานกำหมัดแน่นและเอ่ยด้วยความโกรธแค้น "ใครกัน! ผู้ใดบังอาจทำเรื่องแบบนี้กับท่านอาจารย์!"
"พี่สาม อย่าเพิ่งวู่วามไปเลย พวกเรากลับไปที่สถาบันแล้วไปหาคณบดีกันก่อนเถอะ หากคณบดีออกหน้าช่วยเหลือ ท่านปรมาจารย์จะต้องปลอดภัยแน่"
"ท่านอาจารย์ รอข้าก่อนนะ!" ถังซานตะโกนลั่น ก่อนจะรีบสับเท้าวิ่งกลับไปที่สถาบันอย่างรวดเร็ว
เมื่อหลายปีก่อน เซียวเฉินอวี่ บุตรชายของเจ้าเมืองนั่วติงเคยศึกษาอยู่ที่สถาบันนั่วติงแห่งนี้ ดังนั้นทางจวนเจ้าเมืองจึงได้ส่งคนไปแจ้งข่าวแก่เผยเฟิงทันทีที่อวี้เสี่ยวกังถูกจับกุมตัว
เจ้าเมืองเซียวจ้านตบไหล่เผยเฟิงเบาๆ แล้วหัวเราะร่วนพลางกล่าวว่า "คณบดีเผย คราวนี้สถาบันของท่านสร้างชื่อกระฉ่อนไปทั่วเลยจริงๆ นะ"
เผยเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น "ท่านเลิกล้อข้าเล่นเสียทีเถอะ อวี้เสี่ยวกังผู้นี้ช่างหน้าไม่อายนัก เขาทำให้ข้าต้องเสียหน้าจนไม่มีชิ้นดี ต่อจากนี้ไป เขาจะไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับสถาบันของเราอีก"