เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 53 - ศิษย์ในนามของผู้อาวุโสใหญ่

บทที่ 53 - ศิษย์ในนามของผู้อาวุโสใหญ่

บทที่ 53 - ศิษย์ในนามของผู้อาวุโสใหญ่


บทที่ 53 - ศิษย์ในนามของผู้อาวุโสใหญ่

ลาภลอยมาถึงตรงหน้าแท้ๆ แต่ไอ้หนูนี่กลับกล้าปฏิเสธ?!

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปฏิกิริยาของซูสือเอ้อร์นั้นเหนือความคาดหมายของทุกคนในที่นั้น

ศิษย์หลายคนถึงกับเบิกตากว้าง แทบอยากจะไปสิงร่างซูสือเอ้อร์เสียให้ได้

ถ้าเป็นศิษย์ทั่วไปเจอเรื่องแบบนี้ ก็คงต้องรีบกระโจนเข้าใส่และตอบตกลงทันทีอย่างแน่นอน

ไอ้หนูนี่มันเป็นอะไรของมัน? โอกาสดีๆ แบบนี้ กลับยอมทิ้งไปงั้นหรือ?

ลู่หมิงสือหรี่ตาลง รู้สึกแปลกใจมากขึ้นไปอีก

คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เขารู้ดีที่สุด

ซูสือเอ้อร์ตั้งแต่เข้าสำนักมา ก็ถูกเขาส่งไปเฝ้าห้องโอสถเสีย จะไปมีพระคุณลึกซึ้งอะไรกัน!

ทว่าต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาย่อมไม่อาจพูดความจริงออกมาได้

จึงได้แต่ส่งยิ้มบางๆ พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

แถมยังต้องฝืนยิ้มพูดกับผู้อาวุโสใหญ่อีกว่า "ผู้อาวุโสใหญ่ ดูเหมือนว่าคงต้องทำให้ท่านผิดหวังแล้วขอรับ"

เมื่อถูกซูสือเอ้อร์ปฏิเสธอย่างเปิดเผย ประกายตาดุดันก็แล่นปลาบผ่านดวงตาของผู้อาวุโสใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว แต่เขาเก็บซ่อนมันไว้ได้เป็นอย่างดี จนไม่มีใครสังเกตเห็น

จากนั้น เขาก็ยังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้า แล้วเอ่ยต่อไปว่า "ไม่เป็นไร! การที่ศิษย์มีความผูกพันกับยอดเขา ย่อมแสดงให้เห็นว่าท่านเจ้ายอดเขาลู่ปกครองได้ดีเยี่ยม!"

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่อาจฝืนใจได้ เพียงแต่... ของล้ำค่าหาได้ง่าย แต่ผู้มีวาสนาต่อกันนั้นหายากยิ่งนัก! วิชาความรู้ของข้า ในท้ายที่สุดก็ต้องหาคนมาสืบทอด เอาเป็นว่า ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ในนาม เจ้าก็ยังคงเป็นศิษย์ของยอดเขาหลัวฝูต่อไป แบบนี้เป็นอย่างไรเล่า?"

พูดพลาง ผู้อาวุโสใหญ่ก็หันขวับไปมองซูสือเอ้อร์ทันที

แม้จะฟังดูเหมือนเป็นการถามความสมัครใจ แต่น้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ซูสือเอ้อร์ใจหายวาบ หากก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ความสงสัย แต่ตอนนี้ เขาแทบจะมั่นใจได้เลยว่า ต่อให้ผู้อาวุโสใหญ่คนนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับชายชุดดำ ก็ต้องมีแผนการแอบแฝงอย่างแน่นอน

แต่อีกฝ่ายพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว หากเขายังดึงดันจะปฏิเสธอีก ก็คงเป็นการไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเกินไป

ความคิดแล่นปรู๊ดปร๊าดในหัว ซูสือเอ้อร์รีบแสร้งทำหน้าดีใจสุดขีด กล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า "การได้รับความชื่นชมจากผู้อาวุโสใหญ่ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของศิษย์ขอรับ ท่านอาจารย์ โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วย!"

ว่าแล้ว เขาก็คุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับผู้อาวุโสใหญ่อย่างเป็นทางการ

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาแอบแฝงอะไร เขาก็ทำได้เพียงแค่รับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าไปก่อน แล้วค่อยหาทางหนีทีไล่ทีหลัง

ผู้อาวุโสใหญ่ลูบเครา ยิ้มแย้มแจ่มใส "ดีมาก นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์ของเก่อเทียนชวนผู้นี้"

"ไม้บรรทัดหยวนหยางซึ่งเป็นอาวุธเวทระดับสุดยอดชิ้นนี้ ถือเป็นรางวัลที่ข้ามอบให้เจ้าในนามของสำนัก"

"ส่วนกระบี่สีเงินซึ่งเป็นอาวุธเวทระดับสูงเล่มนี้ ถือเป็นของขวัญแรกพบจากอาจารย์เป็นการส่วนตัว"

ระหว่างที่พูด ผู้อาวุโสใหญ่ก็ประคองซูสือเอ้อร์ให้ลุกขึ้นอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับยื่นไม้บรรทัดหยวนหยางที่เปล่งแสงสีส้มอ่อนๆ และกระบี่บินสีเงินเล่มหนึ่งให้ซูสือเอ้อร์

ซูสือเอ้อร์รับของวิเศษมาด้วยสองมือ โค้งคำนับอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพ

จากนั้นถึงลุกขึ้น แสร้งทำเป็นดีอกดีใจสุดขีด เก็บของวิเศษทั้งสองชิ้นลงในกระบอกกระบี่ด้านหลัง

ภาพตรงหน้าทำเอาบรรดาศิษย์ที่มุงดูอยู่ต่างตาลุกวาวด้วยความออิฉาตาร้อน

ไอ้หนูนี่ปฏิเสธไปแล้วแท้ๆ แต่กลับยังได้รับเลือกให้เป็นศิษย์ในนามของผู้อาวุโสใหญ่อีก แถมยังได้รับมอบของวิเศษล้ำค่าถึงสองชิ้นรวด

อาวุธเวทระดับสูงนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนอาวุธเวทระดับสุดยอดนั้น ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับจู้จีทั่วๆ ไปก็ใช่ว่าจะมีไว้ครอบครองสักชิ้น

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พรสวรรค์ห่วยแตกก็ถือเป็นโชคดีไปได้?

นี่มันดวงดีระดับไหนกันเนี่ย!

วินาทีนี้ ทุกคนได้แต่โอดครวญว่าทำไมคนที่ถูกเลือกถึงไม่ใช่ตัวเอง

แม้ซูสือเอ้อร์จะไม่รู้ว่าคนอื่นๆ คิดอะไรอยู่ แต่จากสายตาที่เปล่งประกายของพวกเขา เขาก็พอจะเดาออกได้ไม่ยาก

เรื่องนี้ทำให้เขาลอบยิ้มขื่นในใจ ของวิเศษสองชิ้นนี้ดีเยี่ยมก็จริง แต่ถ้าเลือกได้ เขาอยากให้ผู้อาวุโสใหญ่คนนี้ไปถูกตาต้องใจคนอื่นมากกว่า

ด้วยพรสวรรค์และระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเขา การตกเป็นเป้าสายตาไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด

เขาแค่อยากจะทำตัวกลมกลืน รีบเพิ่มระดับพลังบำเพ็ญเพียรให้เร็วที่สุด แล้วค่อยไปตามล่าหาชายชุดดำเพื่อแก้แค้นให้ปู่และชาวบ้าน

"ต่อไป หากมีปัญหาติดขัดในการบำเพ็ญเพียรหรือประสบความยากลำบากใดๆ ในสำนัก เจ้าสามารถมาหาอาจารย์ได้ตลอดเวลา"

ผู้อาวุโสใหญ่ยิ้มแย้ม สั่งเสียอีกประโยคหนึ่งก่อนจะหันหลังกลับไปยังจุดที่ศิษย์ยอดเขาเทียนซูรวมตัวกันอยู่

ลำดับต่อไป ก็ถึงคราวที่ยอดเขาทั้งห้าที่เหลือจะต้องนับของรางวัล

ยอดเขาเทียนหัวต้องเสียหน้าอย่างหนัก ย่อมไม่มีกะจิตกะใจจะอยู่ขายขี้หน้าต่อไป ฟู่ปั๋วเหรินเรียกเรือบินออกมา แล้วพาศิษย์ในสังกัดจากไปอย่างรวดเร็ว

ลู่หมิงสือก็เรียกกระบี่บินออกมาเช่นกัน การประลองครั้งนี้ ยอดเขาหลัวฝูได้ของรางวัลมามากมายเหนือความคาดหมาย แถมลู่หมิงสือยังได้กระบี่อาวุธวิญญาณระดับต่ำมาครองอีก

ดีใจก็ส่วนดีใจ แต่การทำตัวเด่นเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก รีบชิ่งหนีไปก่อนจะดีกว่า

เมื่อซูสือเอ้อร์ได้เป็นศิษย์ในนามของผู้อาวุโสใหญ่เก่อเทียนชวน ฐานะของเขาก็สูงขึ้นตามไปด้วย ลู่หมิงสือจงใจเรียกให้เขามายืนอยู่ด้านหน้าของกระบี่บิน แล้วดูแลเป็นพิเศษ

"สือเอ้อร์ ข้าดูเหมือนว่าเมื่อครู่ เจ้าไม่ได้อยากจะกราบผู้อาวุโสใหญ่เป็นอาจารย์สักเท่าไหร่เลยนะ?" ลู่หมิงสือดึงแขนซูสือเอ้อร์มา แล้วกระซิบถามเสียงเบา

เขาก็ไม่ได้โง่ ในสายตาเขา คำพูดของซูสือเอ้อร์เมื่อครู่นี้มันฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย

เมื่อกี้ไม่สะดวกถาม แต่ตอนนี้ต้องเค้นถามให้รู้เรื่อง

"ท่านเจ้ายอดเขา สิ่งที่ศิษย์พูดเป็นความจริงทุกประการขอรับ!" ซูสือเอ้อร์รีบกระซิบตอบ ยืนยันหนักแน่น

"ความจริงทุกประการงั้นรึ? ข้าจับเจ้าไปไว้ที่ห้องโอสถเสีย แล้วยังจะมีความผูกพันลึกซึ้งอะไรอีก?!" ลู่หมิงสือกลอกตา

ซูสือเอ้อร์รีบอธิบาย "ตอนที่ท่านเจ้ายอดเขาส่งศิษย์ไปห้องโอสถเสีย แรกเริ่มเดิมที ศิษย์ก็เคยมีใจตัดพ้อบ้าง แต่ที่นั่น ศิษย์ได้รับการหล่อหลอมมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์พี่เซียวเยวี่ยยังแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนและไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของศิษย์อยู่เสมอ นางเป็นหลานสาวของท่าน ความมีน้ำใจของนาง ศิษย์ย่อมจดจำไว้ในใจขอรับ"

สำหรับลู่หมิงสือ ซูสือเอ้อร์ย่อมไม่มีความรู้สึกใดๆ ให้

แต่สำหรับเซียวเยวี่ย เขากลับรู้สึกซาบซึ้งใจ

เมื่อถูกซักไซ้ในเวลานี้ ย่อมต้องโยนความดีความชอบทั้งหมดไปให้เซียวเยวี่ย

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! ต่อไปเจ้าก็ตั้งใจอยู่ที่ยอดเขาหลัวฝูให้ดีเถอะ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเสียเปรียบแน่นอน!" ลู่หมิงสือพยักหน้ายิ้มๆ คลายความสงสัยในใจลงได้

สำหรับซูสือเอ้อร์ เขาไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากมายนัก แต่ก็ไม่ได้รังเกียจเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ทั้งสองกระซิบกระซาบกันอยู่ คนอื่นไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกัน ได้แต่มองศิษย์คนอื่นๆ ด้วยความอิจฉาตาร้อน

หานอวี่ยืนเชิดหน้าอยู่ด้านข้าง ในใจรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

เขาเป็นคนหยิ่งยโส แถมอายุยังน้อย เมื่อเห็นภาพนี้ ก็รู้สึกเหมือนโดนแย่งความสนใจไป

เพียงแต่ในตอนนี้ ไม่มีใครสนหรอกว่าพวกเขาจะรู้สึกยังไง

และยิ่งไม่มีใครสนใจศิษย์เหล่านั้นที่ตายอย่างน่าเวทนาในดินแดนทดสอบด้วยสาเหตุต่างๆ นานา

เมื่อกลับมาถึงยอดเขาหลัวฝู ซูสือเอ้อร์และศิษย์อีกห้าคนก็ได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของยอดเขาหลัวฝู ภายใต้การเป็นสักขีพยานของลู่หมิงสือ

ทุกคนได้เปลี่ยนป้ายประจำตัวใหม่ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุมยาวสีฟ้าอมเขียวที่ดูหรูหราขึ้น และได้รับอาวุธเวทประเภทมิติระดับต่ำ หรือถุงเก็บของคนละใบ

ส่วนของที่เหลือ จะต้องไปเบิกรับทรัพยากรส่วนแบ่งของตนเองที่หอโอสถในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แน่นอนว่า ในเวลาเบิกรับ ศิษย์แต่ละคนสามารถเลือกที่จะแลกเปลี่ยนทรัพยากรเป็นโอสถสำเร็จรูปในมูลค่าที่เท่ากันได้

สมุนไพรวิญญาณระดับสอง สำหรับศิษย์หลายๆ คนแล้ว มันล้ำค่าเกินไป

หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จสิ้น และกำชับอีกสองสามประโยค ลู่หมิงสือก็สั่งแยกย้าย แล้วพาหานอวี่กับเซียวเยวี่ยจากไป

หลังจากออกมาจากโถงหลัก ซูสือเอ้อร์ไม่ได้กลับไปที่ห้องโอสถเสีย แต่ตรงไปยังเขตที่พักของศิษย์ยอดเขาหลัวฝูอย่างเป็นทางการ

ที่นั่น มีลานบ้านเดี่ยวหลายร้อยหลังตั้งเรียงรายกันเป็นระเบียบเรียบร้อย

นี่คือสวัสดิการของศิษย์อย่างเป็นทางการ คือมีบ้านพักพร้อมลานบ้านส่วนตัวคนละหลัง

ส่วนศิษย์รับใช้นั้น จะต้องพักรวมกันในเรือนแถวยาวๆ ถ้าใครมีเงินหรือมีเส้นสาย ก็พอจะจ่ายเงินซื้อห้องพักเดี่ยวได้บ้าง

แต่ถ้าเทียบกับสวัสดิการของศิษย์อย่างเป็นทางการแล้วล่ะก็ ถือว่าเทียบกันไม่ติดเลย

ซูสือเอ้อร์ก็ได้รับจัดสรรลานบ้านหลังเล็กๆ มาหลังหนึ่งเช่นกัน ส่วนทางด้านห้องโอสถเสีย เขาก็ยังคงขอรับผิดชอบดูแลต่อไป

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 53 - ศิษย์ในนามของผู้อาวุโสใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว