- หน้าแรก
- วิถีเซียนเตาหลอมกลืนสวรรค์
- บทที่ 1 - ซูสือเอ้อร์
บทที่ 1 - ซูสือเอ้อร์
บทที่ 1 - ซูสือเอ้อร์
บทที่ 1 - ซูสือเอ้อร์
ผู้บำเพ็ญเพียร แย่งชิงพลังแห่งโชคชะตาเพื่อความอายุยืนยาว ขโมยปราณฟ้าดินเพื่อการดำรงอยู่ หลอมรวมแก่นแท้เบญจธาตุเพื่อปกป้องตนเอง
ในตอนเหนือของมู่อวิ๋นโจว มียอดเขาแห่งหนึ่งชื่อว่ายอดเขาเทียนเจวี๋ย ซึ่งเป็นดินแดนต้องห้ามในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วน และที่ตีนเขาเทียนเจวี๋ย บริเวณทางเข้าหุบเขา มีหมู่บ้านโบราณอายุนับพันปีตั้งอยู่ ชื่อว่าหมู่บ้านเสี่ยวสือ
หมู่บ้านเสี่ยวสือได้ชื่อนี้มาจากการที่สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นจากก้อนหิน ตำนานเล่าว่าเมื่อพันปีก่อน หมู่บ้านแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้สืบเชื้อสายเซียนที่มาปลีกวิเวกซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ทว่ากาลเวลาล่วงเลยมาเนิ่นนาน ความจริงเป็นเช่นไรไม่อาจล่วงรู้ได้อีกแล้ว
ในปัจจุบัน หมู่บ้านเสี่ยวสือเป็นเพียงที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนธรรมดาสามัญ ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอยู่ประมาณสี่สิบกว่าครัวเรือน ครอบครองผืนนาอันอุดมสมบูรณ์ นานๆ ครั้งก็จะเดินทางออกไปยังเมืองหุยหลงที่อยู่นอกภูเขาเพื่อแลกเปลี่ยนของแปลกใหม่ ใช้ชีวิตผ่านไปอย่างสงบสุข
ยามเย็น
ในป่าทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านเสี่ยวสือ เด็กชายวัยสิบขวบเศษห้าคนในชุดผ้าหยาบสีมอซอ ผิวกร้านแดดจนดำขลับ กำลังหมอบซุ่มอยู่ในพุ่มหญ้า
เด็กชายที่อยู่ตรงกลางสุดกำเชือกป่านไว้ในมือ ปลายเชือกอีกด้านผูกติดกับท่อนไม้ที่ค้ำตะแกรงเอาไว้ ด้านล่างตะแกรงมีเศษข้าวสารโรยอยู่ประปราย
ข้างๆ กันนั้น ไก่ป่าตัวหนึ่งกำลังชะเง้อคอมองซ้ายมองขวาเพื่อจะจิกกินเมล็ดข้าว เวลาผ่านไปไม่นาน ท้ายที่สุดมันก็ทนความเย้ายวนไม่ไหวและมุดเข้าไปด้านใน
เด็กชายกระตุกเชือกป่านในมืออย่างเด็ดขาด ทันทีที่ท่อนไม้ล้มลง ไก่ป่าจอมตะกละก็ถูกครอบอยู่ใต้ตะแกรงทันที
เมื่อเห็นฉากนี้ เด็กน้อยอีกหลายคนก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ พากันปรบมือโห่ร้องให้เด็กชายที่อยู่ตรงกลาง
"ว้าว จับได้แล้ว จับได้จริงๆ ด้วย! สือเอ้อร์ เจ้าฉลาดจังเลย!"
"พี่สือเอ้อร์ พี่เก่งสุดๆ โตขึ้นข้าแต่งงานกับพี่ดีไหม!"
"สือเอ้อร์ ข้าได้ยินแม่บอกว่าช่วงสองสามวันนี้จะมีเซียนมาเปิดรับศิษย์ที่เมืองหุยหลง เจ้าฉลาดขนาดนี้ ไม่แน่อาจจะได้กราบเซียนเป็นอาจารย์ก็ได้นะ"
เด็กชายที่ถูกเรียกว่าสือเอ้อร์กรอกตาพลางหัวเราะร่า "ช่างเถอะ! เจ้าอ้วนน้อยอย่างเจ้าแค่นับหนึ่งสองสามยังไม่ถูก จะไปรู้อะไร คิดว่าเซียนจะยอมรับศิษย์ง่ายๆ หรือไง? อีกอย่าง บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนมีอะไรน่าสนุก สู้ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่านปู่ในหมู่บ้านไม่ดีกว่าหรือ?"
"เอาล่ะ! พวกเจ้าพวกจอมประจบ วิธีการข้าก็สอนให้หมดแล้ว! พวกเจ้าเล่นกันเองเถอะ!"
เด็กชายพูดจบก็เดินไปที่ตะแกรง ก้าวเข้าไปอย่างชำนาญแล้วคว้าไก่ป่าที่ถูกขังอยู่ข้างในหิ้วขึ้นมา จากนั้นก็หันหลังเดินไปทางริมแม่น้ำที่ไม่ไกลนัก
สือเอ้อร์ มีชื่อเต็มว่าซูสือเอ้อร์ อาศัยอยู่กับปู่มาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาด้วยข้าวปลาอาหารจากชาวบ้าน เขาฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เกิด เรียนรู้อะไรก็ไวไปหมด ในหมู่บ้านเขาเปรียบเสมือนหัวหน้าแก๊งของเด็กๆ
ซูสือเอ้อร์เดินมาถึงริมแม่น้ำ จัดการเชือดไก่ป่าและถอนขนอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ล้วงเอาเตาหลอมโอสถขนาดจิ๋วที่ทั้งเก่าและพังขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากอกเสื้อ
เตาหลอมบรรจุเกลือไว้จนเต็ม ซูสือเอ้อร์ล้วงมือหยิบเกลือออกมาเล็กน้อย บดขยี้ด้วยนิ้วแล้วโรยลงบนตัวไก่ป่าที่เตรียมไว้ จากนั้นก็เด็ดใบบัวมาห่อไก่ป่า แล้วพอกโคลนไว้ด้านนอกอีกชั้น
เตาหลอมมีสามขาและพุงกลมป้อม บนตัวเตาแกะสลักลวดลายนก ปลา แมลง และดอกไม้ที่ซับซ้อน สิ่งนี้ทำมาจากวัสดุอะไรก็ไม่อาจทราบได้ ไม่ใช่ทั้งโลหะและไม้ ไม่ใช่ทั้งหยกและหิน น้ำไฟไม่อาจทำอันตราย มีดฟันไม่เข้า
นี่คือของที่เขาแอบค้นเจอจากคานบ้าน เตาหลอมนี้ถูกปู่ยกย่องให้เป็นของล้ำค่า ปกติแม้แต่จะแตะต้องยังไม่ยอมให้เขาแตะ
ก่อนหน้านี้ซูสือเอ้อร์ไม่ค่อยใส่ใจนัก เพราะในสายตาเขามันก็แค่เตาผุพังรูปร่างประหลาดๆ ใบหนึ่งเท่านั้น แต่มีอยูครั้งหนึ่งตอนที่เขาทำไก่อบโคลน เขาบังเอิญใช้เตาหลอมนี้ใส่เกลือ ผลปรากฏว่าเกลือที่เคยถูกใส่ไว้ในเตาหลอมนี้กลับกลายเป็นผลึกใสแวววาวเป็นพิเศษ
และเมื่อใช้เกลือชนิดนี้ทำไก่อบโคลน เนื้อไก่ก็มีความหอมกรอบอย่างน่าประหลาด หลังจากกินเข้าไปแล้ว สมองก็ปลอดโปร่ง ความคิดอ่านก็เฉียบแหลมขึ้นอย่างมาก
ตั้งแต่นั้นมา ไม่ว่าปู่จะเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน เขาก็สามารถหามันเจอได้เสมอ! แน่นอนว่าเพราะเรื่องนี้เขาจึงโดนตีไปไม่ใช่น้อยเช่นกัน
ครั้งนี้เขาตั้งใจจะทำแล้วเอาไปให้ปู่ได้ลิ้มรสดูบ้าง
"ฮี่ฮี่ ตาเฒ่าต้องไม่เคยกินไก่อบที่อร่อยขนาดนี้แน่ คราวนี้ต้องทำให้เขาตกใจเล่น พอเขาได้กินแล้ว วันหลังคงไม่ห้ามข้าใช้เตาหลอมนี้อีกหรอกมั้ง!" ซูสือเอ้อร์เตรียมของไปพลางยิ้มกว้างไปพลาง
ทันใดนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง "ตาเฒ่า? ตาเฒ่าที่ไหนกันล่ะ?!"
ชายชราผมขาวโพลน เอามือไพล่หลังซ่อนท่อนไม้ไว้ กำลังเดินจากด้านหลังมุ่งหน้ามาที่ริมแม่น้ำ
ผู้มาเยือนคือซูหมิงเหริน ปู่ของซูสือเอ้อร์
ซูหมิงเหรินเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่เคยเรียนหนังสือ จึงมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงในหมู่บ้าน
"ก็ต้องเป็นท่านปู่ของข้าสิ... ตาเฒ่า ท่านมาได้ยังไง?!"
ซูสือเอ้อร์ตอบโดยไม่ทันคิด พอหันไปเห็นปู่กำลังถือท่อนไม้เดินมาก็ตกใจจนตัวสั่น ไก่ป่าที่เตรียมไว้ในมือหล่นร่วงลงพื้น
"เอะอะก็เรียกตาเฒ่าๆ ตำราปราชญ์ที่ข้าให้เจ้าเรียน เจ้าเอาไปให้หมากินหมดแล้วหรือไง?"
"ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าเตานี้ห้ามเอาออกมาเด็ดขาด! เจ้าเด็กบ้า นี่ยังแอบไปรื้อออกมาอีกแล้ว! วันนี้ดูสิข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย!"
ซูหมิงเหรินจ้องเตาหลอมในมือซูสือเอ้อร์ตาเขม็ง พลางโชว์ท่อนไม้ที่ซ่อนไว้ด้านหลัง ทำท่าจะหวดลงมา
ซูสือเอ้อร์คอยระวังการเคลื่อนไหวของปู่อยู่ก่อนแล้ว ไม่รอให้ปู่ลงมือ เขาก็รีบยัดเตาหลอมใส่ไว้ในอกเสื้อ สะดุ้งโหยงแล้ววิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมุ่งหน้ากลับเข้าไปในหมู่บ้านทันที
ระหว่างวิ่ง ซูสือเอ้อร์ก็หันกลับมาตะโกนว่า "ตาเฒ่า ข้าอุตส่าห์หวังดีจะทำไก่อบให้ท่านกิน ท่าน... ท่านกลับจะตีข้า! ท่านนี่ใจร้ายจริงๆ!"
"ข้าใจร้ายงั้นรึ? เจ้าเด็กบ้า เจ้าไม่คิดบ้างหรือไงว่าใครเลี้ยงเจ้ามาจนโตป่านนี้!" ซูหมิงเหรินถือท่อนไม้ไล่ตามไปอย่างโมโห "เจ้าซนเป็นลิงเป็นค่าง แอบขโมยไก่ขโมยหมาข้าก็ไม่ว่า! แต่เตานี้ข้าซ่อนไว้ที่ไหนเจ้าก็ไปรื้อเจอหมด เจ้าจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับของสิ่งนี้ให้ได้เลยใช่ไหม!"
แม้ซูสือเอ้อร์จะอายุยังน้อย แต่ความเร็วในการวิ่งนั้นไม่ช้าเลยแม้แต่น้อย วิ่งไปพลางหันกลับมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ปู่ไปพลาง "ตาเฒ่า ยังไงเตาหลอมนี้ก็เป็นของตกทอดของตระกูล ช้าเร็วก็ต้องให้ข้าอยู่ดี? จะให้ช้าหรือให้เร็วแล้วมันต่างกันตรงไหน?"
ซูหมิงเหรินไล่กวดไม่ลดละ โกรธจนหน้าเขียว "เจ้าเด็กบ้า วันนี้ถ้าไม่สั่งสอนเจ้าเสียบ้าง เจ้าคงไม่รู้จักความหนักเบา"
เตาหลอมนี้ตกทอดมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น เอาไว้ใช้ทำอะไรก็ไม่มีใครรู้มาตั้งนานแล้ว ซูหมิงเหรินรู้เพียงแต่ว่าก่อนที่พ่อของเขาจะตายได้กำชับเอาไว้ว่าต้องเก็บรักษาให้ดี ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด มิฉะนั้นจะนำภัยถึงชีวิตมาให้
เรื่องนี้ถ้ายังไม่ถึงวาระสุดท้าย เขาก็ไม่เคยคิดจะให้ซูสือเอ้อร์รู้เลย
ซูสือเอ้อร์หันกลับไปมองเป็นระยะ เห็นปู่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟจริงๆ ในใจก็เริ่มหวาดหวั่น อาศัยความที่ยังเด็กและร่างกายปราดเปรียว วิ่งวนไปมาในหมู่บ้านอยู่หลายรอบ อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต มุดเข้าไปซ่อนตัวในกองฟาง
ซูหมิงเหรินอายุมากแล้ว วิ่งตามไปสองสามรอบก็หน้าแดงหอบแฮ่ก วิ่งต่อไม่ไหว ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นหลานชายที่ตัวเองเลี้ยงมากับมือ นิสัยใจคอเป็นอย่างไรเขาย่อมรู้ดีที่สุด
หลังจากเดินหาอยู่รอบหนึ่ง สายตาของซูหมิงเหรินก็จับจ้องไปที่กองฟางซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เขาถือท่อนไม้เดินย่องเข้าไปใกล้กองฟาง แล้วคว้าตัวซูสือเอ้อร์ที่ซ่อนอยู่ข้างในและกำลังชะเง้อคอมองซ้ายมองขวาออกมา
"หึ! เจ้าเด็กบ้า ช่างซ่อนตัวเก่งนักนะ! ข้าอยากจะรู้นักว่าวันนี้เจ้าจะหนีไปไหนพ้น..."
ขณะที่ซูหมิงเหรินกำลังดุด่า ทันใดนั้นเสียงอุทานก็ดังแว่วมาเข้าหู
"เอ๊ะ ทุกคนดูสิ บนฟ้ามีคนบินอยู่ด้วย"
"สวรรค์ คนเราสามารถบินบนฟ้าได้ด้วยหรือ?"
"คนอะไรกัน นั่นมันท่านเซียนต่างหาก! ท่านเซียนผู้นั้น เหมือนจะพุ่งเป้ามาที่หมู่บ้านของเรานะ?!"
...
ในหมู่บ้าน เงาร่างหลายสายแหงนหน้ามองฟ้า ชั่วขณะนั้นเสียงอุทานก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซูหมิงเหรินก็แหงนหน้าขึ้นมองเช่นกัน
บนท้องฟ้า ร่างที่ถูกปกคลุมไปด้วยชุดสีดำมิดชิดกำลังลากเส้นแสงโค้งพุ่งตรงมายังหมู่บ้านเสี่ยวสือ
เมื่อเห็นร่างสีดำนั้น รูม่านตาของซูหมิงเหรินก็หดเกร็ง สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที จากนั้นเขาก็รีบยัดซูสือเอ้อร์กลับเข้าไปในกองฟาง พลางกล่าวเสียงเครียด "สือเอ้อร์ ฟังปู่นะ ตั้งแต่นี้ไปเจ้าจงซ่อนตัวอยู่ข้างใน ห้ามออกมาเด็ดขาด!"
"เดี๋ยวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ห้ามออกมาเด็ดขาด! ได้ยินไหม?!"
ในกองฟาง ซูสือเอ้อร์ที่กำลังหงุดหงิดว่าวันนี้คงหนีไม่พ้นต้องโดนตีชุดใหญ่ พอเห็นสีหน้าของปู่เคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ตกใจจนหน้าเหวอ พยักหน้ารับอย่างลืมตัว
ซูหมิงเหรินซ่อนตัวซูสือเอ้อร์เสร็จสรรพ ก็รีบเดินออกไปไกลจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว
(จบแล้ว)