เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 - เทพธิดาแห่งดาวไท่อิน เซียนกระบี่สุราแห่งนิกายเจี๋ย!

บทที่ 14 - เทพธิดาแห่งดาวไท่อิน เซียนกระบี่สุราแห่งนิกายเจี๋ย!

บทที่ 14 - เทพธิดาแห่งดาวไท่อิน เซียนกระบี่สุราแห่งนิกายเจี๋ย!


บทที่ 14 - เทพธิดาแห่งดาวไท่อิน เซียนกระบี่สุราแห่งนิกายเจี๋ย!

ถูกต้องแล้ว!

กู้ฉางชิงในเวลานี้ ได้ทะลวงระดับการฝึกตนอีกครั้งแล้ว

หากท่านนักบุญทงเทียนมาอยู่ที่นี่ ก็คงจะต้องรู้สึกตกใจอย่างหาที่สุดไม่ได้แน่นอน

เพียงแค่เวลาไม่กี่พันปี จากสิ่งมีชีวิตเผ่ามนุษย์ที่ไม่มีพลังการบำเพ็ญเพียรใดๆ กลับกลายมาเป็นยอดฝีมือระดับไท่อี้กิมเซียนขั้นปลาย

ความเร็วระดับนี้ แม้จะเอาไปเทียบกับศิษย์สืบทอด ก็ยังถือว่าน่าทึ่งมาก

และกระบี่เมื่อครู่นี้ ก็เป็นเพียงแค่กระบวนท่ากระบี่อันแข็งแกร่ง ที่กู้ฉางชิงบรรลุได้ในตอนที่กำลังมีความรู้สึกบางอย่างหลังจากการทะลวงระดับเท่านั้นเอง

ส่วนกู้ฉางชิง ก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด

"ผลโสม ผลพลัมเหลือง ผลท้อสวรรค์......."

"แหะๆ ของพวกนี้ล้วนเป็นของดีทั้งนั้น แต่ต่างก็มีเจ้าของหมดแล้ว คงไม่ได้มาง่ายๆ แน่"

กู้ฉางชิงกระดกเหล้าอึกใหญ่ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิดใจเล็กน้อย

เมื่อระดับการฝึกตนเพิ่มสูงขึ้น เขาก็ยิ่งมีความต้องการเหล้าที่มีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ

ต้องเป็นสุราชั้นเลิศระดับสุดยอดเท่านั้น ถึงจะทำให้กู้ฉางชิงสามารถยกระดับต่อไปได้

เขานึกถึงรากวิญญาณระดับสุดยอดที่มีชื่อเสียงในใต้หล้าไปทีละอย่าง

ผลโสมอยู่ในมือของปรมาจารย์ตี้เซียนเจิ้นหยวนจื่อ ซึ่งเขารักษาประดุจของล้ำค่า

ผลท้อสวรรค์เติบโตอยู่นอกสวรรค์ชั้นสามสิบสาม อยู่ในการครอบครองของเผ่าปีศาจ ซึ่งเผ่าพันธุ์นี้ก็เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในมหาภัยพิบัติ สรรพสัตว์ต่างก็หวาดกลัวและหลีกเลี่ยง

ส่วนผลพลัมเหลือง ก็อยู่ในมือของท่านนักบุญหยวนสือ

เขาเองก็เป็นศิษย์ลุงของกู้ฉางชิงเหมือนกัน

แต่กู้ฉางชิงก็คิดว่า ถ้าตัวเองไปขอผลพลัมเหลือง แล้วบอกว่าจะเอามาหมักเหล้าล่ะก็?

แบบนั้นคงไม่เพียงแต่จะไม่ได้ผลไม้เซียนมาเท่านั้น แต่คงถูกหยวนสือด่าทอว่า "ใช้ของอย่างสิ้นเปลือง" แน่ๆ

กู้ฉางชิงครุ่นคิดต่อไป

ครู่ต่อมา เขาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ดวงตาเปล่งประกาย

"ต้นเยวี่ยกุ้ย!"

"หึหึ ข้าลืมรากวิญญาณระดับสุดยอดต้นนี้ไปได้ยังไงเนี่ย"

เยวี่ยกุ้ย!

จู่ๆ กู้ฉางชิงก็นึกถึงรากวิญญาณระดับสุดยอดในตำนานต้นนี้ขึ้นมาได้

ต้นไม้ชนิดนี้เติบโตอยู่บนดาวไท่อิน ซึ่งถูกควบคุมโดยเทพธิดาทั้งสองคือซีเหอและฉางซี และมีชื่อเสียงเทียบเท่ากับไม้ศักดิ์สิทธิ์ฝูซาง ต้นผู่ถี และต้นสนห้าเข็ม

และดอกเยวี่ยกุ้ยที่ผลิดอกออกมาจากต้นเยวี่ยกุ้ย ก็คือดอกไม้เซียนที่มีระดับเทียบเท่ากับผลโสมเลยทีเดียว

เขาดื่มเหล้าในไหจนหมดรวดเดียว ก่อนจะโยนไหเหล้าทิ้งไปอย่างห้าวหาญ

จากนั้น ก็ทอดสายตามองไปยังทิศทางของจักรวาลไท่กู่ด้วยสายตาล้ำลึก

"เทพธิดาทั้งสององค์นั้นไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก คิดว่าน่าจะพูดคุยด้วยง่ายหน่อย"

เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงอู้อี้

วินาทีต่อมา เขาก็ก้าวเท้าออกไป เหยียบขึ้นสู่ท้องฟ้าอันไร้ที่สิ้นสุด และหายลับไปในความว่างเปล่า

ภายนอกโลกหงฮวง!

ดาวไท่อินล่องลอยอยู่ท่ามกลางจักรวาล แสงจันทร์อันเย็นยะเยือกไหลเวียน แผ่ซ่านกลิ่นอายความหนาวเหน็บเสียดกระดูกออกมา

ดาวดวงใหญ่นี้มีความไม่ธรรมดา เพราะมันเกิดจากการควบแน่นของปราณไท่อินแต่กำเนิด ทุกๆ กลิ่นอายบนนั้น ล้วนเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง

ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป แทบไม่กล้าเข้าใกล้ที่นี่เลย

แต่ทว่าในเวลานี้ บนดาวไท่อิน

กลับมีร่างเงาอันงดงามผ่าเผยและไร้ที่เปรียบยืนหยัดอยู่สองร่าง

ซีเหอมีรูปโฉมงดงามเย็นชา ดวงตากระจ่างใส ริมฝีปากแดงระเรื่อ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น มีสเน่ห์ดึงดูดใจสรรพสัตว์

ส่วนฉางซีก็มีความงามตามธรรมชาติ น่ารักสดใส คิ้วดั่งภาพวาด ผิวพรรณก็ขาวผ่องดุจหยกน้ำแข็งเช่นเดียวกัน

หญิงสาวทั้งสองคนนี้ ก็คือเทพเซียนเทียนที่ถือกำเนิดขึ้นบนดาวไท่อิน เฉกเช่นเดียวกับตี้จวิ้นและไท่อีแห่งดาวไท่ยาง

ทั้งสองหลับตาลงเบาๆ รอบกายมีปราณไท่อินหลายสายพลุ่งพล่าน ราวกับกำลังนั่งสมาธิเพื่อรู้แจ้งเต๋าอยู่

แต่ทว่า ฉางซีผู้มีท่าทางเหมือนเด็กสาว กลับมีความซุกซนเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดว่ายากที่จะสงบใจลงได้

นางแอบมองพี่สาวของตน ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นว่า:

"พี่หญิง บนดาวไท่อินแห่งนี้ มีแค่พวกเราสองพี่น้อง น่าเบื่อจังเลยนะ"

"ข้าเคยได้ยินยอดฝีมือที่เดินทางมาที่นี่เล่าว่า โลกหงฮวงต่างหาก ถึงจะเป็นโลกใบใหญ่ที่แท้จริง"

"ที่นั่น มีเผ่าพันธุ์นับหมื่นตั้งรกรากอยู่ มีผู้บำเพ็ญเพียรนับแสนล้านแข่งขันกันประลองฝีมือ แถมยังมีสำนักของนักบุญที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร และได้รับการเคารพยกย่องจากสรรพสัตว์ด้วย"

"ไม่รู้ว่า...... จะตื่นเต้นอย่างที่เขาว่ากันหรือเปล่านะ"

ในดวงตาอันงดงามของฉางซี เปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น

นางเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน ถึงโลกหงฮวงที่นางไม่เคยได้เหยียบย่างเข้าไปเลย

แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่มีหรือที่ซีเหอจะฟังความหมายแฝงในคำพูดของฉางซีไม่ออก

ยัยเด็กนี่อยากจะลงไปเที่ยวเล่นในโลกหงฮวง เพื่อดูหน้าตาของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์นับหมื่นที่เขาว่ากันนั่นเอง

แต่ซีเหอกลับส่ายหน้าด้วยท่าทีเรียบเฉย แล้วพูดอย่างสงบว่า:

"พวกเราผู้บำเพ็ญเพียร ควรยึดมั่นในจิตใจแห่งเต๋า ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุภายนอกสิ"

"ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พวกเราก็มีพลังการบำเพ็ญเพียรแค่ระดับต้าหลัวกิมเซียนขั้นต้นเท่านั้น หากไปอยู่ในโลกหงฮวงที่เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ก็ถือว่ายังไม่ใช่ยอดฝีมือระดับแนวหน้าหรอก"

"สู้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดีก่อน วันหน้าเมื่อมีพลังมากพอแล้ว ค่อยคิดเรื่องอื่นเถอะ"

เมื่อได้ยินดังนั้น ฉางซีก็ทำปากยื่นปากยาวด้วยความไม่พอใจขึ้นมาทันที

แต่พอเห็นสีหน้าที่มุ่งมั่นและไม่ยอมให้ใครเถียงของพี่สาว นางก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก

และในเวลานั้นเอง!

ภายนอกดาวไท่อิน ก็เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นอย่างกะทันหัน

เห็นเพียงร่างหนึ่งกำลังขี่กระบี่เหินเวหา ปล่อยแสงเรืองรองอันสุกสกาว สาดส่องรัศมีไปไกลนับล้านลี้

บริเวณที่กระบี่เซียนพาดผ่าน ก็เผยให้เห็นความคมกริบอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้กฎและระเบียบแห่งความสับสนวุ่นวายทั้งหมด ไม่อาจต้านทานได้เลย

และร่างที่เหยียบอยู่บนกระบี่เซียนนั้น ก็สวมชุดนักพรตที่ปลิวไสวตามแรงลม เต็มไปด้วยความห้าวหาญและอิสระเสรี

"เอ๊ะ? พี่หญิง รีบดูสิ มีสหายเต๋าจากโลกภายนอกมาที่นี่อีกแล้ว"

"ขี่กระบี่เหินเวหา ส่องแสงสว่างไปทั่วดินแดนแห่งความสับสนวุ่นวาย ช่างดูเหนือชั้นและหลุดพ้นจากความธรรมดาจริงๆ เลย"

ฉางซีกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ และพูดด้วยความตื่นเต้นระคนประหลาดใจ

เมื่อได้ยินดังนั้น ซีเหอกก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วมองไปยังทิศทางนอกดาวไท่อิน

"ขอถามหน่อยเถิด ว่าสหายเต๋าท่านใดมาเยือนที่นี่หรือ?"

ซีเหอเอ่ยปากเสียงเบา แต่คำพูดนั้นกลับเหมือนเสียงถ่ายทอดแห่งมหาเต๋า ดังกึกก้องไปทั่วดาวไท่อิน

สิ้นเสียง ก็ได้ยินผู้มาเยือนหัวเราะอย่างห้าวหาญ แล้วตอบกลับมาว่า:

"ขี่กระบี่เหินเวหา ปราบมารทั่วฟ้าดิน!"

"มีสุราให้สำราญใจ ไร้สุราข้าก็ยังบ้าบิ่นได้!"

"ข้าคือศิษย์ของท่านอาจารย์ทงเทียนแห่งนิกายเจี๋ย เซียนกระบี่สุรา กู้ฉางชิง อย่างไรล่ะ!"

แม้จะยังมองไม่เห็นหน้าตาของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน

แต่เพียงแค่ได้ยินคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความห้าวหาญอันยิ่งใหญ่ ทำให้ฉางซียิ่งรู้สึกเลื่อมใส และมีสีหน้าทึ่งเป็นอย่างมาก

ซีเหอเองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน

"นิกายเจี๋ยงั้นหรือ? ท่านนักบุญทงเทียน?"

ในอดีตตอนที่วังจื่อเซียวมีการบรรยายธรรม ซีเหอและฉางซีก็เคยไปฟังธรรมด้วยเหมือนกัน

ดังนั้น จะว่าไป พวกนางกับทงเทียน ก็เคยเจอกันมาครั้งหนึ่งแล้ว เพียงแต่ไม่ได้มีการติดต่อหรือพูดคุยอะไรกัน

แต่ซีเหอกก็รู้ดีว่า ตอนนี้นิกายเจี๋ยที่ทงเทียนก่อตั้งขึ้น คือสำนักของนักบุญในโลกหงฮวง มีความน่าเกรงขามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

แถมยังมีชื่อเสียงที่ว่า "หมื่นเซียนหลั่งไหลมากราบไหว้" อีกด้วย

ดังนั้น สำหรับกู้ฉางชิงที่เพิ่งมาถึงในตอนนี้ นางก็ไม่กล้าทำเสียมารยาทเช่นกัน

มือเรียวหยกขยับเบาๆ พลังเซียนเทียนของดาวไท่อินก็สลายไป และกู้ฉางชิงก็ก้าวเท้าลงมาบนดาวไท่อินในทันที

เมื่อเห็นดังนั้น ฉางซีก็เดินเข้าไปหากู้ฉางชิงพร้อมกับรอยยิ้ม

"ท่าน...... สหายเต๋าเซียนกระบี่สุราหรือ?"

"คิกคิก ฉายาของท่านนี่ ช่างไม่ธรรมดาเลยนะ"

"ดื่มเหล้ากวัดแกว่งกระบี่ท่องไปทั่วหล้างั้นหรือ? ช่างดูอิสระเสรีจริงๆ เลยนะ......"

ฉางซีทำตัวสนิทสนมอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีท่าทีระแวดระวังผู้ที่มาจากโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย

เดิมทีนางก็มีความอยากรู้อยากเห็นในทุกๆ สิ่งที่อยู่นอกดาวไท่อินอย่างมากอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้นางก็เพิ่งจะใฝ่ฝันถึงสิ่งที่เรียกว่าสำนักของนักบุญด้วย

และคนที่อยู่ตรงหน้านี้ ก็พอดีว่าเป็นศิษย์ของนักบุญในนิกายเจี๋ยเสียด้วย

ดังนั้น ฉางซีจึงแสดงความสุภาพมากขึ้น

แต่นางเดินไปจนเหลือระยะห่างจากกู้ฉางชิงเพียงสิบก้าว สีหน้าของนางก็พลันชะงักงัน

ในตอนนี้เอง กลิ่นเหล้าอันเข้มข้นอย่างยิ่ง ก็ลอยมาปะทะจมูก

ฉางซีชะงักไป และเมื่อเพ่งมองให้ชัดขึ้น ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงหนักกว่าเดิม

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 14 - เทพธิดาแห่งดาวไท่อิน เซียนกระบี่สุราแห่งนิกายเจี๋ย!

คัดลอกลิงก์แล้ว