- หน้าแรก
- ไม่ไหวจะรวย กลับบ้านปีใหม่เปย์หนักจนได้แยกตะกูล
- บทที่ 602 - เปิดคัมภีร์ลับสุดยอดประจำตระกูล คว้าโบนัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมพันล้าน!
บทที่ 602 - เปิดคัมภีร์ลับสุดยอดประจำตระกูล คว้าโบนัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมพันล้าน!
บทที่ 602 - เปิดคัมภีร์ลับสุดยอดประจำตระกูล คว้าโบนัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมพันล้าน!
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ที่หน้าประตูของลานบ้านอิฐเขียวสามหลังติดกันที่ใหญ่ที่สุดตรงท้ายหมู่บ้านฝั่งตะวันออก ได้มีป้ายไม้เนื้อแข็งทาสีแดงสลักตัวอักษรทองคำขึ้นแขวนตระหง่านอยู่สามป้าย
เจียงสือโถวถอดเสื้อโชว์กล้าม ในมือชูธูปดอกใหญ่ จุดไฟเข้าที่ฉนวนประทัดหมื่นนัดที่แขวนอยู่หน้าประตู
เสียงประทัดแตก 'ปังๆๆๆ' ดังกึกก้องกัมปนาทปานจะถล่มทลาย เศษกระดาษสีแดงสดปลิวว่อนลงมาปูทับจนเต็มพื้น
หลี่เฉียงขับรถบรรทุกสิบแปดล้อคันใหญ่มาจอดสนิทอยู่ที่หน้าลานบ้าน
ท้ายรถค่อยๆ ลดระดับลง
ชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้ใหม่เอี่ยมที่ส่งกลิ่นหอมละมุนของเนื้อไม้ธรรมชาติถูกขนลงมาวางเรียงรายนับร้อยชุด
"ทุกคนเร่งมือกันหน่อยเว้ย!" หลี่เฉียงยืนถือโทรโข่งสั่งการอยู่บนหัวรถบรรทุก "นี่เป็นโต๊ะเรียนทำจากไม้จินซือหนานมู่ที่พี่เฉินสั่งขนด่วนมาจากมณฑลเมื่อคืนนี้เลยนะเว้ย!"
"ใครขนประมาททำสีถลอกไปแม้แต่นิดเดียว เงินอุดหนุนแปดพันหยวนเดือนนี้โดนหักเรียบแน่!"
ไอ้หนุ่มผมทองแบกโต๊ะเรียนไว้บนบ่าสองตัว สับขารีบวิ่งเร็วกว่าใครเพื่อน
"พี่เฉียงไม่ต้องห่วงพี่! โต๊ะตัวนี้มันมีค่ามากกว่าพ่อบังเกิดเกล้าผมอีก ต่อให้ผมต้องสะดุดล้มหน้าคะมำ ผมก็ไม่มีวันปล่อยให้โต๊ะตัวนี้เป็นรอยเด็ดขาด!" ไอ้หนุ่มผมทองตะโกนตอบเสียงดังฟังชัด
"ไสหัวไปเลยมึง! รีบแบกเข้าไปไว้ในลานบ้านของน้าเฉี่ยวอวิ๋นเว้ย!" หลี่เฉียงด่ากลั้วหัวเราะพลางยกเท้าขึ้นเตะก้นอีกฝ่ายไปหนึ่งที
ภายในลานบ้านของเจียงเฉี่ยวอวิ๋น
วันนี้เจียงเฉี่ยวอวิ๋นตั้งใจสวมชุดกี่เพ้าผ้าฝ้ายสีพื้นดูสะอาดสะอ้านเป็นพิเศษ
เธอประคองหีบไม้การบูรเก่าๆ ที่มีฝุ่นเกาะหนาเตอะขึ้นมาวางไว้บนแท่นบรรยาย
เสียงปลดล็อกกุญแจทองเหลืองดัง 'คลิก'
เจียงเฉี่ยวอวิ๋นหยิบเอาศาสตร์ลับการปักลายกระดุมเสื้อโบราณร้อยปีที่ก้นหีบออกมาวางโชว์
ข้างในนั้นอัดแน่นไปด้วยสมุดบันทึกเย็บเล่มแบบโบราณที่กระดาษเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบ และแผ่นหนังแกะที่วาดลวดลายแพตเทิร์นอันซับซ้อนไว้มากมาย
เมื่อก่อนวิชาเหล่านี้มีกฎเหล็กว่า 'สืบทอดเฉพาะลูกสาวไม่สืบทอดลูกชาย และสืบทอดเฉพาะคนโตไม่สืบทอดคนเล็ก'
แต่วันนี้... เธอยอมกางแพตเทิร์นและพิมพ์เขียวทั้งหมดลงบนโต๊ะ เพื่อถ่ายทอดให้ทุกคนได้ดูอย่างหมดเปลือกโดยไม่มีกั๊ก
หนุ่มสาววัยรุ่นยี่สิบกว่าชีวิตที่นั่งอยู่ข้างล่างต่างพากันนั่งตัวเกร็งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เจียงหลิงจือนั่งอยู่ตรงกึ่งกลางของแถวแรกสุด
เธอกะพริบตาปริบๆ เอ่ยถามขึ้นมาอย่างเกรงใจ
"น้าเฉี่ยวอวิ๋นคะ... นี่มันคือสมบัติก้นหีบที่เป็นเหมือนชีวิตของน้าเลยนะคะ"
"น้าจะยอมสอนพวกเราหมดทุกอย่างจริงๆ เหรอคะ? ถ้าเกิดสูตรมันหลุดรอดออกไป... อนาคตน้าจะเอาวิชาที่ไหนไปทำมาหากินล่ะคะ"
เจียงเฉี่ยวอวิ๋นหยิบไม้เรียวขึ้นมาเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ พลางตอบกลั้วหัวเราะ
"มีอาเฉินคอยหนุนหลังพวกเราอยู่ทั้งคน หมู่บ้านเจียงเรายังจะต้องกลัวอดตายกันอีกเหรอ"
"ปล่อยให้วิชาดีๆ แบบนี้มันเน่าเปื่อยหายไปในโลงศพต่างหากล่ะที่เป็นบาปหนา!"
เจียงเฉี่ยวอวิ๋นเร่งเสียงให้ดังขึ้น กวาดสายตามองลูกศิษย์ทุกคน
"ทุกคนต้องตั้งใจเรียนให้ดี! ถ้าผ่านไปสามเดือนแล้วใครยังเย็บแพตเทิร์นพื้นฐานไม่คล่องล่ะก็... ฉันจะเอาปลอกนิ้วเหล็กเคาะกบาลให้หัวโนเลยคอยดู!"
"อย่าให้เสียชื่อหมู่บ้านเจียงเราเด็ดขาด! เข้าใจไหม!"
กลุ่มวัยรุ่นข้างล่างพากันตะเบ็งเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียง
"เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ!"
ที่ลานบ้านข้างๆ กันนั้นยิ่งคึกคักเสียงดังกว่า
ควันขาวพวยพุ่งขึ้นมาจากกระทะเหล็กใบยักษ์ กลื่นหอมเครื่องเทศพะโล้สูตรเข้มข้นลอยฟุ้งไปไกลกว่าครึ่งค่อนถนน
เหอต้าจุ่ยแบกกระดานไวต์บอร์ดอันใหญ่มาตั้ง
เขาเขียนสูตรลับเครื่องพะโล้โบราณประจำตระกูลลงบนกระดาษแผ่นใหญ่แล้วแปะโชว์ไว้บนผนังอย่างโจ่งแจ้ง
เครื่องเทศหลักสิบสองกรัม กานพลูสามจุดห้ากรัม เฉาก๊วยทุบเอาเมล็ดออก
สัดส่วนของโป๊ยกั๊กและอบเชยถูกคำนวณไว้อย่างแม่นยำเป็นกรัม... เปิดเผยให้เห็นกันแบบไม่มีหมกเม็ด
หลี่เฉียงได้กลิ่นหอมก็วิ่งตามกลิ่นมา
เขาเอื้อมมือลงไปคว้าขาหมูพะโล้ชิ้นโตที่เพิ่งจะตักขึ้นมาจากหม้อร้อนๆ เข้าปากทันที
ร้อนจนต้องสูดปากระรัว แต่ก็อร่อยจนไม่กล้าคายทิ้ง
"ลุงต้าจุ่ย! รสชาตินี้มันโคตรเทพเลยเว้ย!"
"ถ้าเอาสูตรนี้เข้าเมืองไปเปิดร้านเฟรนไชส์ล่ะก็... ปีนึงการันตีกำไรเหนาะๆ ได้หลายสิบล้านเลยนะลุง!" หลี่เฉียงเคี้ยวตุ้ยๆ พลางพูดอู้อี้ "ลุงยอมขุดรากถอนโคนต้นไม้เงินต้นไม้ทองของตัวเองออกมาแจกคนอื่นแบบนี้จริงๆ เหรอเนี่ย?"
เหอต้าจุ่ยถือตะหลิวเหล็กอันใหญ่ เคาะลงบนขอบกระทะเสียงดัง 'ป๊องๆ'
"พูดพล่อยๆ!"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สูตรพะโล้นี้ถือเป็นสมบัติส่วนรวมของทุกคนในหมู่บ้าน!"
เหอต้าจุ่ยสะบัดมืออย่างห้าวหาญ
"ขอเพียงแค่เป็นคนตระกูลเจียง... ก็สามารถเอาสูตรนี้ไปเปิดร้านเป็นเถ้าแก่ได้ทุกคนเว้ย!"
หลิวชุ่ยเฟินเบียดแทรกอยู่ในกลุ่มคน เบิกตาโตเท่าไข่ห่านตะโกนลั่น
"โอ๊ยยยยตายแล้ว! พ่อต้าจุ่ยเอ๊ย... ปกติแค่ต้นหอมต้นเดียวแกยังงกไม่กล้าให้ใครเลย แต่วันนี้ทำไมใจป้ำผิดปกติล่ะเนี่ย?"
เหอต้าจุ่ยชี้หน้าด่ากลับอย่างไม่เกรงใจ
"พี่สะใภ้! พี่ไม่รู้อะไรเลย!"
"อาเฉินยอมจ่ายเงินอุดหนุนค่าสืบทอดมรดกให้ฉันฟรีๆ เดือนละแปดพันหยวน! ถ้าขืนฉันยังมัวหวงวิชาเก็บเงียบไว้อีก... มันยังจะเรียกว่าเป็นคนอยู่ไหมล่ะ!"
"ถ้าไอ้ฮ่าวหรานลูกพี่มันอยากจะเรียนล่ะก็... รีบไล่ให้มันไปล้างมือแล้วมาหัดหั่นหมูตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย!"
วั่งรุ่นหนุ่มสาวในลานบ้านทั้งสามแห่งต่างพากันตั้งใจเรียนอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่ก็มีเรื่องตลกขบขันเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันเหมือนกัน
ไอ้หนุ่มผมทองนั่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะเรียนของเจียงเฉี่ยวอวิ๋น
ในมือของเขาถือเข็มเย็บผ้าเล่มจิ๋วที่บางเฉียบราวกับขนโค กระทั่งเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก
"แม่งเอ๊ย! เมื่อก่อนตอนกูถือมีดสปาต้าไล่ฟันคน มือกูยังไม่เคยสั่นขนาดนี้เลยเว้ย!"
"ทำไมไอ้รูเข็มเวรนี่มันถึงได้ขยับหนีเองได้วะเนี่ย!" ไอ้หนุ่มผมทองเผลอแทงเข้าที่ปลายนิ้วตัวเองจนเลือดซึม ต้องรีบเอานิ้วเข้าปากดูดแผลป้อยๆ
เอ้อร์โก่วที่นั่งอยู่ข้างๆ หัวเราะเยาะอย่างไม่ไว้หน้า
"ก็ไอ้มือหยาบๆ เหมือนอุ้งเท้าหมาของมึงมันไม่ใช่สเปกที่จะมาทำงานประณีตแบบนี้อยู่แล้วเว้ย!"
"ดูของกูเป็นตัวอย่างนี่! แค่กรีดนิ้วก้อยขึ้นมาเบาๆ... ด้ายมันก็ร้อยทะลุรูเข้าไปเองแล้วเว้ย!"
ไอ้หนุ่มผมทองยกเท้าขึ้นถีบเข้าให้
"ไสหัวไปไกลๆ เลยมึง! น้าเฉี่ยวอวิ๋นบอกแล้วเว้ย ว่าลายนี้มันเรียกว่าลายกระดุมมังกรขด... ลายมังกรมันก็ต้องมีความดุดันและทรงพลังสิวะ!" ทั้งสองคนเปิดฉากเถียงกันคอเป็นเอ็น
ทั่วทั้งลานบ้านอบอวลไปด้วยเสียงหยอกล้อเฮฮาของกลุ่มวัยรุ่น บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ที่นอกประตูลานบ้าน
เจียงเฉินยืนกุมมือซูชิง ทอดสายตามองภาพความประทับใจเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ
ซูชิงเอนหัวลงซบลงบนไหล่กว้างอันแสนอบอุ่นของสามี
"ที่รักคะ... คุณเดินหมากตานี้ได้ล้ำลึกมากเลยนะคะ"
"เมื่อก่อนหมู่บ้านเรามีดีแค่เรื่องเงิน... พอมองดูแล้วมันก็เลยรู้สึกเหมือนขาดหายอะไรบางอย่างไป"
"แต่พอตอนนี้เราได้งานฝีมือโบราณเหล่านี้มาเป็นรากฐาน... หมู่บ้านของเราก็เลยกลายเป็นหมู่บ้านที่มีสกุลรุนชาติอย่างสมบูรณ์แบบแล้วล่ะค่ะ" ซูชิงเอ่ยปากชมเสียงนุ่ม
ในขณะที่เจียงเฉินกำลังจะเอ่ยปากตอบนั่นเอง
เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังกังวานขึ้นในหัวของเขาอย่างไพเราะ
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์! ท่านได้ปลดล็อกความสำเร็จลับ 'การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า' เรียบร้อยแล้ว!]
[ระบบได้ทำการส่งมอบรางวัลพิเศษ... เป็นเงินสดจำนวน 1,000 ล้านหยวน!] (ประมาณ 5,000 ล้านบาท)
[เม็ดเงินทั้งหมดได้ผ่านกระบวนการฟอกขาวผ่านบัญชีนิติบุคคลในต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว และได้ถูกโอนเข้าสู่บัตรแบล็กการ์ดแบบไร้ขีดจำกัดของโฮสต์อย่างถูกกฎหมาย!]
พอได้ยินเสียงแจ้งเตือนอันแสนเสนาะหู เจียงเฉินก็หุบยิ้มไว้ไม่อยู่
เขาออกแรงกระชับอ้อมกอดที่เอวของซูชิงให้แน่นขึ้น
"ที่รัก... แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าการจ่ายเงินซื้อวัฒนธรรม... มีแต่กำไรไม่มีวันขาดทุนเว้ย!" เจียงเฉินประกาศกร้าวอย่างฮึกเหิม
...
ศูนย์ฝึกอาชีพดำเนินไปอย่างราบรื่นและคึกคัก
วันเวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับโกหก จากฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง
ระบบทำความร้อนใต้พื้นของคฤหาสน์หรูถูกเปิดใช้งานตั้งแต่เนิ่นๆ
หน้าท้องของซูชิงนูนป่องขึ้นมาจนใหญ่โตราวกับลูกแตงโมสุกงอม การเดินเหินของเธอเริ่มยากลำบากมากขึ้นทุกที
ทั่วทั้งหมู่บ้านเจียงเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมรบขั้นสูงสุดโดยอัตโนมัติ
หวังต้าโก่วสั่งกระจายกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งหมดไปยืนประจำการอยู่รอบนอกคฤหาสน์หรู
อดีตทหารผ่านศึกฝีมือดีกว่าห้าสิบชีวิต ผลัดเปลี่ยนเวรกันยืนยามยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง
หลี่เฉียงสวมเสื้อกันหนาวทหารตัวหนา ยืนตวาดสั่งการเสียงเขียวอยู่ตรงประตูลานบ้าน
"ต้าโก่ว! แม้กระทั่งยุงตัวเดียวก็ห้ามปล่อยให้บินหลุดเข้าไปในลานบ้านของพี่เฉินเด็ดขาดนะเว้ย!"
"ซ้อกำลังจะคลอดภายในสองสามวันนี้แล้ว! ถ้าเกิดใครหน้าไหนมันทำงานพลาดปล่อยให้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในจังหวะสำคัญนี้ล่ะก็... กูจะเลาะหนังหัวแม่งออกมาด้วยมือของกูเองเลยคอยดู!"
หวังต้าโก่วตบหน้าอกตัวเองป้าบๆ เพื่อรับประกัน
"พี่เฉียงไม่ต้องห่วงพี่! กล้องตรวจจับความร้อนเปิดทำงานเต็มระบบอยู่ตลอดเวลา! ต่อให้มีแมลงวันบินผ่านมาสักตัว... ผมก็ต้องส่องดูให้รู้แน่ชัดเลยว่ามันเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย!"
กลางดึกสงัด
ลมหนาวพัดกระหน่ำหวีดหวิวอยู่ภายนอกหุบเขา
ภายในห้องนอนกว้างขวางที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ยี่สิบห้าองศาอย่างอบอุ่น เจียงเฉินเพิ่งจะล้มตัวลงนอนหลับตาได้ไม่นาน
ในห้วงแห่งความฝันนั้นเอง...
จู่ๆ ซูชิงก็แผดเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานอย่างรุนแรง
"ที่รักคะ! ปวดท้องจังเลย!"
"น้ำคร่ำแตกแล้วค่ะ!"
เจียงเฉินเด้งตัวพรวดขึ้นมาจากเตียงนอนราวกับติดสปริงในทันที
มหาเศรษฐีหนุ่มผู้มั่งคั่งล้นฟ้า... ชายผู้เด็ดเดี่ยวและกล้าทุ่มเงินหลักพันล้านได้โดยที่ตาไม่กระพริบ... มาวันนี้เขากลับลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูกอย่างสิ้นเชิง
เขาล้มลุกคลุกคลานพุ่งตัวลงจากเตียง
"ใครก็ได้! เอารถมารอเดี๋ยวนี้!"
"ไปโรงพยาบาล!" เจียงเฉินแหกปากตะโกนลั่นอย่างเสียจริต พยายามจะก้มลงไปสวมรองเท้าอย่างรีบร้อน
"พี่เฉิน! พี่ใส่รองเท้าสลับข้างแล้วพี่!" หลี่เฉียงที่พุ่งพรวดเข้ามาในห้องตะโกนบอกเสียงหลง
เจียงเฉินก้มลงมอง แต่เขาไม่มีเวลามาสนใจความรู้สึกอึดอัดจากการสวมรองเท้าซ้ายเข้าเท้าขวาอีกแล้ว
ซูชิงปวดท้องจนเหงื่อแตกพลั่ก สองมือจิกท่อนแขนของเจียงเฉินไว้แน่น
"เจียงเฉิน... คุณอย่าเพิ่งลุกลี้ลุกลนสิคะ... ฉันยังพอทนไหว..."
หวังต้าโก่วและหลี่เฉียงช่วยกันหามเปลพยาบาลเกรดท็อปสเปกทหารที่เตรียมพร้อมไว้วิ่งทะลุเข้ามาในห้องนอน
ทั้งสามคนช่วยกันประคองร่างของซูชิงขึ้นนอนบนเปลอย่างทุลักทุเล ก่อนจะรีบหามวิ่งไปขึ้นรถบ้านออฟโรดกันกระสุนอูนิโมกที่สตาร์ตเครื่องอุ่นรอไว้ตลอดเวลา
ล้อรถบดขยี้ลงบนพื้นหินเขียวหน้าบ้าน เหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปอย่างบ้าคลั่ง
เจียงเฉินนั่งอยู่ภายในห้องโดยสารอันกว้างขวาง สองมือกุมมือของซูชิงไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เขาคว้าวิทยุสื่อสารประจำรถขึ้นมา ตะโกนกรอกเสียงลงไปอย่างบ้าคลั่ง
"แจ้งโรงพยาบาลฉางเซิง! เปิดเครื่องมือแพทย์ทุกเครื่องให้ทำงานเต็มกำลังสเปกสูงสุดเดี๋ยวนี้!"
"สั่งให้เหล่าเฉินพาทีมแพทย์ระดับประเทศทุกคนมายืนสแตนด์บายรอรับที่หน้าประตูเดี๋ยวนี้เลย!"
ซูชิงนอนอยู่บนเปลพยาบาล พยายามข่มความเจ็บปวดแสนสาหัสไว้
"ที่รักคะ... คุณกำลังจะได้เป็นคุณพ่อแล้วนะคะ" ซูชิงกัดฟันฝืนยิ้มซีดเซียวส่งให้ชายหนุ่ม
เจียงเฉินพยักหน้าลงระรัว ขอบตาแดงก่ำ
"ที่รัก... ทนอีกนิดเดียวนะ ทีมหมอที่เก่งที่สุดในมณฑลกำลังจะมารอรับแล้ว!"