- หน้าแรก
- ก้าวสู่ตำแหน่งเจ้าสำนัก พร้อมตบะไร้เทียมทานจากการเช็คอิน
- บทที่ 26 - หลวี่เฉิงเฟิงผู้แทบจะร้องไห้ออกมา
บทที่ 26 - หลวี่เฉิงเฟิงผู้แทบจะร้องไห้ออกมา
บทที่ 26 - หลวี่เฉิงเฟิงผู้แทบจะร้องไห้ออกมา
บทที่ 26 - หลวี่เฉิงเฟิงผู้แทบจะร้องไห้ออกมา
ท่ามกลางการบรรเลงเพลงและร่ายรำอันรื่นเริง เซวียว่านหลี่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เอ่ยปากขึ้น
"ทุกท่าน การฝึกฝนไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้คนมากมายปรารถนาจะก้าวเข้าสู่ระดับเซียนแต่ก็ไม่อาจสมหวัง วันนี้สหายเต๋าหลวี่เฉิงเฟิงผ่านการฝึกฝนมาหลายพันปีจนได้เลื่อนระดับเป็นเซียน กลายเป็นสหายร่วมวิถีเดียวกับพวกเรา ขอให้พวกเราชูถ้วยสุราในมือขึ้น เพื่อแสดงความยินดีที่เขาก้าวขึ้นสู่วิถีแห่งเซียน"
"ฮ่าๆ ขอแสดงความยินดีกับสหายเต๋าหลวี่ที่ก้าวขึ้นสู่วิถีเซียน"
คนอื่นๆ ต่างชูถ้วยสุราขึ้นพร้อมเพรียง บนใบหน้าล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม
ราวกับว่าการกลั่นแกล้งข่มขวัญก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
"ขอบคุณผู้อาวุโสทุกท่านที่เมตตา ผู้น้อยเพิ่งก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียน ประสบการณ์ยังตื้นเขิน วันข้างหน้ายังคงหวังให้ผู้อาวุโสทุกท่านช่วยชี้แนะ"
หลวี่เฉิงเฟิงรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี เขาลุกขึ้นชูถ้วยสุราและดื่มด่ำร่วมกับทุกคน
จากนั้นพวกเขาก็เริ่มสนทนากันถึงเรื่องการแบ่งปันอาณาเขตบริเวณเทือกเขาเทียนโจ้ว
ในยามนี้เมื่อมีขุมกำลังระดับเซียนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง
ย่อมหมายความว่าขุมกำลังระดับเซียนที่อยู่รอบข้างนิกายเต้าหยวน จำเป็นต้องแบ่งปันอาณาเขตของตนออกมาส่วนหนึ่ง
ทว่าอาณาเขตนั้นหมายถึงทรัพยากร ย่อมไม่มีผู้ใดเต็มใจเฉือนผลประโยชน์ของตนเองออกมาอย่างเปล่าประโยชน์
เทือกเขาเทียนโจ้วตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของโลกเทวะบรรพกาลในเขตแดนหยวนเทียน
แม้ว่าเขตแดนหยวนเทียนจะกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต แต่ขุมกำลังระดับเซียนก็มีมากมายดุจขนโคเช่นกัน
หากขยายอาณาเขตออกไปด้านนอก ย่อมต้องเกิดความขัดแย้งกับขุมกำลังระดับเซียนแห่งอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
ย่อมไม่มีผู้ใดอยากผูกใจเจ็บกับขุมกำลังระดับเซียนแห่งอื่นเพียงเพื่ออาณาเขตเพียงเล็กน้อย
และเหตุผลที่งานชุมนุมบรรลุเซียนนี้ถูกจัดขึ้นโดยสำนักกระบี่เสวียนเทียนซึ่งแข็งแกร่งที่สุด
ไม่เพียงแต่เพื่อแสดงให้เห็นถึงบารมีของสำนักกระบี่เสวียนเทียนในฐานะขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเทือกเขาเทียนโจ้วเท่านั้น
แต่ยังเป็นเพราะเมื่อผลประโยชน์ของขุมกำลังอื่นได้รับความเสียหาย มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถสะกดข่มกลุ่มคนผู้ไม่หวังดีเหล่านั้นเอาไว้ได้
เย่ฉางชิงไม่ได้ตั้งใจฟังบทสนทนาของพวกเขา
สายตาของเขาจับจ้องไปยังกลุ่มนางรำที่กำลังบิดส่ายเรือนร่างอันเย้ายวน
ในฐานะชายหนุ่มเลือดร้อนที่เพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าปี
ปกติไม่ได้พบเจอสตรีก็แล้วไปเถิด
แต่ในยามนี้เมื่อมีหญิงงามหยาดเยิ้มมากมายมาบิดส่ายเรือนร่างอยู่ตรงหน้า
กลับกระตุ้นไฟราคะในกายเขาให้ลุกโชนขึ้นมา
"ไม่ได้การ ไม่ได้การ วันหลังต้องหาคู่บำเพ็ญเพียรเสียแล้ว"
"อย่างไรเสียข้าก็เพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าปี อัดอั้นไว้นานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย"
เย่ฉางชิงหาข้ออ้างให้ตนเอง
อีกทั้งเขายังตัดสินใจแล้วว่า วันข้างหน้าจะต้องหากลุ่มนางรำเช่นนี้มาไว้บนยอดเขาเพียวเหมี่ยวบ้าง
ในยามว่าง การได้ชื่นชมท่วงท่าร่ายรำอันงดงาม ย่อมทำให้จิตใจเบิกบาน
ขณะที่เขากำลังชื่นชมท่วงท่าการร่ายรำของหญิงงามเหล่านั้นอย่างตั้งใจ
กลับพบว่าสีหน้าของหลวี่เฉิงเฟิงดูย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
"ดูท่าทาง พวกเขาคงไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสมให้กับท่านเลยสินะ"
เย่ฉางชิงเอ่ยถาม
"อย่าว่าแต่ไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสมเลย พวกเขาถึงขั้นคิดจะมาฮุบผลประโยชน์จากพวกเราไปด้วยซ้ำ"
"เดิมทีขุมกำลังปุถุชนขนาดเล็กหลายร้อยแห่งรอบๆ ขุมกำลังระดับเซียน ควรจะถูกจัดให้อยู่ในเขตความรับผิดชอบของนิกายเต้าหยวนของพวกเรา"
"แต่ตอนนี้ พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่อยากแบ่งขุมกำลังขนาดเล็กเหล่านั้นให้พวกเราแม้แต่แห่งเดียว หนำซ้ำยังต้องการให้พวกเราแบ่งพื้นที่จากอาณาเขตเดิมของพวกเราออกไปส่วนหนึ่ง นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว"
หลวี่เฉิงเฟิงมีสีหน้าเขียวคล้ำ กำหมัดที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อแน่น
ในใจรู้สึกอึดอัดจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
หากแม้แต่อาณาเขตเดิมก็ยังรักษาไว้ไม่ได้
เช่นนั้นการที่เขาฝ่าฟันจนบรรลุระดับเซียนจะมีความหมายอันใดอีกเล่า
อีกทั้งอย่าได้ดูแคลนขุมกำลังปุถุชนขนาดเล็กเหล่านั้นเป็นอันขาด
ขุมกำลังขนาดเล็กที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบ จำเป็นต้องส่งมอบทรัพยากรให้กับขุมกำลังระดับเซียนทุกปี
แม้ว่าแต่ละสำนักจะส่งมอบไม่มากนัก
แต่เมื่อรวมกันแล้ว สำหรับขุมกำลังระดับเซียนหน้าใหม่อย่างนิกายเต้าหยวน ก็นับเป็นรายได้มหาศาลเลยทีเดียว
"อย่างไรกัน เซียนแท้จริงหลวี่ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจกับการตัดสินใจนี้ของพวกเราอย่างนั้นหรือ"
"หากไม่พอใจจริงๆ เช่นนั้นก็ทำตามกฎของยุทธภพ ประลองกันตัวต่อตัวสิ"
กงซุนจี้ เซียนแท้จริงแห่งนิกายเทียนซาหัวเราะ
หลวี่เฉิงเฟิงสีหน้าดูไม่สู้ดีนัก
เซียนแท้จริงที่นั่งอยู่ที่นี่แต่ละคน ผู้ใดบ้างที่ไม่ได้ทะลวงระดับมาหลายร้อยปีหรือนานกว่านั้น
ส่วนเขาเพิ่งจะทะลวงระดับได้ไม่นาน ความแข็งแกร่งย่อมไม่อาจเทียบเคียงคนเหล่านี้ได้
หากให้ประลองตัวต่อตัว เขาไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของคนอื่นๆ ได้เลย
อีกทั้งเมื่อลงมือแล้ว สิ่งที่ต้องเผชิญย่อมไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่เป็นยอดฝีมือวิถีเซียนทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่
"ประลองตัวต่อตัวหรือ เช่นนั้นก็ย่อมได้"
หลวี่เฉิงเฟิงยังไม่ทันได้เอ่ยตอบ เย่ฉางชิงที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
"ท่านประมุขยอดเขาเย่ ท่าน"
หลวี่เฉิงเฟิงมองเย่ฉางชิงด้วยความตกตะลึง
"วางใจเถิด เรื่องหลังจากนี้ท่านประมุขไม่ต้องยื่นมือเข้ามาสอดแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าจัดการเองเถิด"
"รับรองว่าจะมอบคำตอบที่น่าพึงพอใจให้กับท่านอย่างแน่นอน"
เย่ฉางชิงกล่าวกับหลวี่เฉิงเฟิง
"เจ้าหนุ่ม เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ ข้าได้หยินไม่ชัด"
กงซุนจี้หรี่ตาลง ปลดปล่อยรังสีอำมหิตออกมา
กลิ่นอายที่ทำให้หลวี่เฉิงเฟิงหวาดหวั่นแผ่ซ่านออกมา
"สมแล้วที่ทะลวงเข้าสู่ระดับเซียนมาเกือบพันปี เพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้แล้ว"
"ข้าไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของคนผู้นี้ได้อย่างแน่นอน"
หลวี่เฉิงเฟิงคิดในใจ
ส่วนเย่ฉางชิงก็น่าจะเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแห่งเซียนได้ไม่นาน ย่อมไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของคนผู้นี้ได้เช่นกัน
ในยามนี้เขาอดไม่ได้ที่จะลอบเหงื่อตกแทนเย่ฉางชิง
"ไม่คิดเลยว่าเวลาไม่ถึงพันปี ระดับการฝึกยุทธ์ของกงซุนจี้จะบรรลุถึงระดับเซียนแท้จริงขั้นที่สามแล้ว ความเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้นับว่ารวดเร็วอย่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก"
เซวียว่านหลี่พึมพำเสียงแผ่ว
"อะไรนะ เวลาไม่ถึงหนึ่งพันปีก็ทะลวงถึงระดับเซียนแท้จริงขั้นที่สามแล้วหรือ"
เซียนแท้จริงคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ต่างก็เผยสีหน้าตกตะลึง
พวกเขาล้วนเป็นเซียนแท้จริง
ย่อมรู้ดีว่าการฝึกฝนในระดับนี้ยากลำบากเพียงใด
การใช้เวลาหลายพันปีทะลวงได้เพียงหนึ่งระดับย่อยก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
การทะลวงได้ถึงสามระดับย่อยนั้นแทบจะเหลือเชื่อ
ทุกคนมองกงซุนจี้ด้วยสายตาอิจฉา
แต่จากนั้นสายตาของพวกเขาก็หันไปจับจ้องที่เย่ฉางชิง
เจ้าคนไร้มารยาทผู้นี้ พวกเขามองดูแล้วรู้สึกขัดหูขัดตายิ่งนัก
ตอนนี้ถึงกับกล้าท้าทายเซียนแท้จริงผู้หนึ่งเชียวหรือ
ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริง
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มหยัน
ด้วยอารมณ์ของกงซุนจี้ เขาจะต้องสังหารคนผู้นี้อย่างแน่นอน หลวี่เฉิงเฟิงย่อมไม่อาจปกป้องเขาได้
"เจ้าคือเซียนแท้จริงจากขุมกำลังแห่งใด"
เย่ฉางชิงเอ่ยถาม
"เป็นแค่ประมุขยอดเขาต่ำต้อย มีสิทธิ์อันใดมาตั้งคำถามกับข้าผู้เป็นเซียนแท้จริง"
"ผู้ใดให้ความกล้าแก่เจ้า"
กงซุนจี้ตวาดเสียงกร้าว
น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งเซียน พุ่งเข้ากระแทกเย่ฉางชิงราวกับคลื่นพายุ
ทว่าพลังนั้นกลับมลายหายไปในชั่วพริบตาเมื่อเข้าใกล้เย่ฉางชิงในระยะไม่กี่จั้ง
"หืม"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
กงซุนจี้ก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที
ไม่น่าจะเป็นเช่นนี้ได้
ประมุขยอดเขาแห่งนิกายเต้าหยวน อย่างมากก็เป็นแค่ระดับกึ่งเซียน จะสามารถต้านทานการโจมตีของเขาได้อย่างไร
เซวียว่านหลี่และเซียนแท้จริงคนอื่นๆ ก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
วิธีการโจมตีของกงซุนจี้เมื่อครู่ พวกเขาล้วนสัมผัสได้
เดิมทีคิดว่าภายใต้การโจมตีนั้น ประมุขยอดเขาแห่งนิกายเต้าหยวนผู้นี้จะต้องแหลกละเอียดเป็นเถ้าธุลีอย่างแน่นอน
แต่ผลลัพธ์คืออีกฝ่ายกลับไร้รอยขีดข่วนหรือนี่
ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ การโจมตีของกงซุนจี้หายไปอย่างลึกลับ
สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่เย่ฉางชิง
แต่ผลคือบนร่างของอีกฝ่ายกลับไม่มีกลิ่นอายใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย
สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
ในเวลานี้ เย่ฉางชิงเงยหน้าขึ้นมองไปยังกงซุนจี้
เพียงพริบตาที่สายตากวาดผ่าน ร่างของกงซุนจี้ที่นั่งจ้องมองเย่ฉางชิงอยู่ ก็พลันกลายเป็นละอองแสงสลายหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
วินาทีที่เขากลายเป็นละอองแสงโดยสมบูรณ์
กลิ่นอายของกงซุนจี้ก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น
ทุกคนไม่อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเขาได้อีกเลย
"กงซุนจี้ ตกตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ"
เซวียว่านหลี่สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ร้องอุทานเสียงหลง