เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 - หลวี่เฉิงเฟิงผู้แทบจะร้องไห้ออกมา

บทที่ 26 - หลวี่เฉิงเฟิงผู้แทบจะร้องไห้ออกมา

บทที่ 26 - หลวี่เฉิงเฟิงผู้แทบจะร้องไห้ออกมา


บทที่ 26 - หลวี่เฉิงเฟิงผู้แทบจะร้องไห้ออกมา

ท่ามกลางการบรรเลงเพลงและร่ายรำอันรื่นเริง เซวียว่านหลี่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เอ่ยปากขึ้น

"ทุกท่าน การฝึกฝนไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้คนมากมายปรารถนาจะก้าวเข้าสู่ระดับเซียนแต่ก็ไม่อาจสมหวัง วันนี้สหายเต๋าหลวี่เฉิงเฟิงผ่านการฝึกฝนมาหลายพันปีจนได้เลื่อนระดับเป็นเซียน กลายเป็นสหายร่วมวิถีเดียวกับพวกเรา ขอให้พวกเราชูถ้วยสุราในมือขึ้น เพื่อแสดงความยินดีที่เขาก้าวขึ้นสู่วิถีแห่งเซียน"

"ฮ่าๆ ขอแสดงความยินดีกับสหายเต๋าหลวี่ที่ก้าวขึ้นสู่วิถีเซียน"

คนอื่นๆ ต่างชูถ้วยสุราขึ้นพร้อมเพรียง บนใบหน้าล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม

ราวกับว่าการกลั่นแกล้งข่มขวัญก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

"ขอบคุณผู้อาวุโสทุกท่านที่เมตตา ผู้น้อยเพิ่งก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียน ประสบการณ์ยังตื้นเขิน วันข้างหน้ายังคงหวังให้ผู้อาวุโสทุกท่านช่วยชี้แนะ"

หลวี่เฉิงเฟิงรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี เขาลุกขึ้นชูถ้วยสุราและดื่มด่ำร่วมกับทุกคน

จากนั้นพวกเขาก็เริ่มสนทนากันถึงเรื่องการแบ่งปันอาณาเขตบริเวณเทือกเขาเทียนโจ้ว

ในยามนี้เมื่อมีขุมกำลังระดับเซียนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง

ย่อมหมายความว่าขุมกำลังระดับเซียนที่อยู่รอบข้างนิกายเต้าหยวน จำเป็นต้องแบ่งปันอาณาเขตของตนออกมาส่วนหนึ่ง

ทว่าอาณาเขตนั้นหมายถึงทรัพยากร ย่อมไม่มีผู้ใดเต็มใจเฉือนผลประโยชน์ของตนเองออกมาอย่างเปล่าประโยชน์

เทือกเขาเทียนโจ้วตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของโลกเทวะบรรพกาลในเขตแดนหยวนเทียน

แม้ว่าเขตแดนหยวนเทียนจะกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต แต่ขุมกำลังระดับเซียนก็มีมากมายดุจขนโคเช่นกัน

หากขยายอาณาเขตออกไปด้านนอก ย่อมต้องเกิดความขัดแย้งกับขุมกำลังระดับเซียนแห่งอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

ย่อมไม่มีผู้ใดอยากผูกใจเจ็บกับขุมกำลังระดับเซียนแห่งอื่นเพียงเพื่ออาณาเขตเพียงเล็กน้อย

และเหตุผลที่งานชุมนุมบรรลุเซียนนี้ถูกจัดขึ้นโดยสำนักกระบี่เสวียนเทียนซึ่งแข็งแกร่งที่สุด

ไม่เพียงแต่เพื่อแสดงให้เห็นถึงบารมีของสำนักกระบี่เสวียนเทียนในฐานะขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเทือกเขาเทียนโจ้วเท่านั้น

แต่ยังเป็นเพราะเมื่อผลประโยชน์ของขุมกำลังอื่นได้รับความเสียหาย มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถสะกดข่มกลุ่มคนผู้ไม่หวังดีเหล่านั้นเอาไว้ได้

เย่ฉางชิงไม่ได้ตั้งใจฟังบทสนทนาของพวกเขา

สายตาของเขาจับจ้องไปยังกลุ่มนางรำที่กำลังบิดส่ายเรือนร่างอันเย้ายวน

ในฐานะชายหนุ่มเลือดร้อนที่เพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าปี

ปกติไม่ได้พบเจอสตรีก็แล้วไปเถิด

แต่ในยามนี้เมื่อมีหญิงงามหยาดเยิ้มมากมายมาบิดส่ายเรือนร่างอยู่ตรงหน้า

กลับกระตุ้นไฟราคะในกายเขาให้ลุกโชนขึ้นมา

"ไม่ได้การ ไม่ได้การ วันหลังต้องหาคู่บำเพ็ญเพียรเสียแล้ว"

"อย่างไรเสียข้าก็เพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าปี อัดอั้นไว้นานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย"

เย่ฉางชิงหาข้ออ้างให้ตนเอง

อีกทั้งเขายังตัดสินใจแล้วว่า วันข้างหน้าจะต้องหากลุ่มนางรำเช่นนี้มาไว้บนยอดเขาเพียวเหมี่ยวบ้าง

ในยามว่าง การได้ชื่นชมท่วงท่าร่ายรำอันงดงาม ย่อมทำให้จิตใจเบิกบาน

ขณะที่เขากำลังชื่นชมท่วงท่าการร่ายรำของหญิงงามเหล่านั้นอย่างตั้งใจ

กลับพบว่าสีหน้าของหลวี่เฉิงเฟิงดูย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

"ดูท่าทาง พวกเขาคงไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสมให้กับท่านเลยสินะ"

เย่ฉางชิงเอ่ยถาม

"อย่าว่าแต่ไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสมเลย พวกเขาถึงขั้นคิดจะมาฮุบผลประโยชน์จากพวกเราไปด้วยซ้ำ"

"เดิมทีขุมกำลังปุถุชนขนาดเล็กหลายร้อยแห่งรอบๆ ขุมกำลังระดับเซียน ควรจะถูกจัดให้อยู่ในเขตความรับผิดชอบของนิกายเต้าหยวนของพวกเรา"

"แต่ตอนนี้ พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่อยากแบ่งขุมกำลังขนาดเล็กเหล่านั้นให้พวกเราแม้แต่แห่งเดียว หนำซ้ำยังต้องการให้พวกเราแบ่งพื้นที่จากอาณาเขตเดิมของพวกเราออกไปส่วนหนึ่ง นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว"

หลวี่เฉิงเฟิงมีสีหน้าเขียวคล้ำ กำหมัดที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อแน่น

ในใจรู้สึกอึดอัดจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว

หากแม้แต่อาณาเขตเดิมก็ยังรักษาไว้ไม่ได้

เช่นนั้นการที่เขาฝ่าฟันจนบรรลุระดับเซียนจะมีความหมายอันใดอีกเล่า

อีกทั้งอย่าได้ดูแคลนขุมกำลังปุถุชนขนาดเล็กเหล่านั้นเป็นอันขาด

ขุมกำลังขนาดเล็กที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบ จำเป็นต้องส่งมอบทรัพยากรให้กับขุมกำลังระดับเซียนทุกปี

แม้ว่าแต่ละสำนักจะส่งมอบไม่มากนัก

แต่เมื่อรวมกันแล้ว สำหรับขุมกำลังระดับเซียนหน้าใหม่อย่างนิกายเต้าหยวน ก็นับเป็นรายได้มหาศาลเลยทีเดียว

"อย่างไรกัน เซียนแท้จริงหลวี่ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจกับการตัดสินใจนี้ของพวกเราอย่างนั้นหรือ"

"หากไม่พอใจจริงๆ เช่นนั้นก็ทำตามกฎของยุทธภพ ประลองกันตัวต่อตัวสิ"

กงซุนจี้ เซียนแท้จริงแห่งนิกายเทียนซาหัวเราะ

หลวี่เฉิงเฟิงสีหน้าดูไม่สู้ดีนัก

เซียนแท้จริงที่นั่งอยู่ที่นี่แต่ละคน ผู้ใดบ้างที่ไม่ได้ทะลวงระดับมาหลายร้อยปีหรือนานกว่านั้น

ส่วนเขาเพิ่งจะทะลวงระดับได้ไม่นาน ความแข็งแกร่งย่อมไม่อาจเทียบเคียงคนเหล่านี้ได้

หากให้ประลองตัวต่อตัว เขาไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของคนอื่นๆ ได้เลย

อีกทั้งเมื่อลงมือแล้ว สิ่งที่ต้องเผชิญย่อมไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่เป็นยอดฝีมือวิถีเซียนทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่

"ประลองตัวต่อตัวหรือ เช่นนั้นก็ย่อมได้"

หลวี่เฉิงเฟิงยังไม่ทันได้เอ่ยตอบ เย่ฉางชิงที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

"ท่านประมุขยอดเขาเย่ ท่าน"

หลวี่เฉิงเฟิงมองเย่ฉางชิงด้วยความตกตะลึง

"วางใจเถิด เรื่องหลังจากนี้ท่านประมุขไม่ต้องยื่นมือเข้ามาสอดแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าจัดการเองเถิด"

"รับรองว่าจะมอบคำตอบที่น่าพึงพอใจให้กับท่านอย่างแน่นอน"

เย่ฉางชิงกล่าวกับหลวี่เฉิงเฟิง

"เจ้าหนุ่ม เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ ข้าได้หยินไม่ชัด"

กงซุนจี้หรี่ตาลง ปลดปล่อยรังสีอำมหิตออกมา

กลิ่นอายที่ทำให้หลวี่เฉิงเฟิงหวาดหวั่นแผ่ซ่านออกมา

"สมแล้วที่ทะลวงเข้าสู่ระดับเซียนมาเกือบพันปี เพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้แล้ว"

"ข้าไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของคนผู้นี้ได้อย่างแน่นอน"

หลวี่เฉิงเฟิงคิดในใจ

ส่วนเย่ฉางชิงก็น่าจะเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแห่งเซียนได้ไม่นาน ย่อมไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของคนผู้นี้ได้เช่นกัน

ในยามนี้เขาอดไม่ได้ที่จะลอบเหงื่อตกแทนเย่ฉางชิง

"ไม่คิดเลยว่าเวลาไม่ถึงพันปี ระดับการฝึกยุทธ์ของกงซุนจี้จะบรรลุถึงระดับเซียนแท้จริงขั้นที่สามแล้ว ความเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้นับว่ารวดเร็วอย่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก"

เซวียว่านหลี่พึมพำเสียงแผ่ว

"อะไรนะ เวลาไม่ถึงหนึ่งพันปีก็ทะลวงถึงระดับเซียนแท้จริงขั้นที่สามแล้วหรือ"

เซียนแท้จริงคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ต่างก็เผยสีหน้าตกตะลึง

พวกเขาล้วนเป็นเซียนแท้จริง

ย่อมรู้ดีว่าการฝึกฝนในระดับนี้ยากลำบากเพียงใด

การใช้เวลาหลายพันปีทะลวงได้เพียงหนึ่งระดับย่อยก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว

การทะลวงได้ถึงสามระดับย่อยนั้นแทบจะเหลือเชื่อ

ทุกคนมองกงซุนจี้ด้วยสายตาอิจฉา

แต่จากนั้นสายตาของพวกเขาก็หันไปจับจ้องที่เย่ฉางชิง

เจ้าคนไร้มารยาทผู้นี้ พวกเขามองดูแล้วรู้สึกขัดหูขัดตายิ่งนัก

ตอนนี้ถึงกับกล้าท้าทายเซียนแท้จริงผู้หนึ่งเชียวหรือ

ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริง

ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มหยัน

ด้วยอารมณ์ของกงซุนจี้ เขาจะต้องสังหารคนผู้นี้อย่างแน่นอน หลวี่เฉิงเฟิงย่อมไม่อาจปกป้องเขาได้

"เจ้าคือเซียนแท้จริงจากขุมกำลังแห่งใด"

เย่ฉางชิงเอ่ยถาม

"เป็นแค่ประมุขยอดเขาต่ำต้อย มีสิทธิ์อันใดมาตั้งคำถามกับข้าผู้เป็นเซียนแท้จริง"

"ผู้ใดให้ความกล้าแก่เจ้า"

กงซุนจี้ตวาดเสียงกร้าว

น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งเซียน พุ่งเข้ากระแทกเย่ฉางชิงราวกับคลื่นพายุ

ทว่าพลังนั้นกลับมลายหายไปในชั่วพริบตาเมื่อเข้าใกล้เย่ฉางชิงในระยะไม่กี่จั้ง

"หืม"

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน

กงซุนจี้ก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที

ไม่น่าจะเป็นเช่นนี้ได้

ประมุขยอดเขาแห่งนิกายเต้าหยวน อย่างมากก็เป็นแค่ระดับกึ่งเซียน จะสามารถต้านทานการโจมตีของเขาได้อย่างไร

เซวียว่านหลี่และเซียนแท้จริงคนอื่นๆ ก็ขมวดคิ้วเช่นกัน

วิธีการโจมตีของกงซุนจี้เมื่อครู่ พวกเขาล้วนสัมผัสได้

เดิมทีคิดว่าภายใต้การโจมตีนั้น ประมุขยอดเขาแห่งนิกายเต้าหยวนผู้นี้จะต้องแหลกละเอียดเป็นเถ้าธุลีอย่างแน่นอน

แต่ผลลัพธ์คืออีกฝ่ายกลับไร้รอยขีดข่วนหรือนี่

ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ การโจมตีของกงซุนจี้หายไปอย่างลึกลับ

สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่เย่ฉางชิง

แต่ผลคือบนร่างของอีกฝ่ายกลับไม่มีกลิ่นอายใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย

สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

ในเวลานี้ เย่ฉางชิงเงยหน้าขึ้นมองไปยังกงซุนจี้

เพียงพริบตาที่สายตากวาดผ่าน ร่างของกงซุนจี้ที่นั่งจ้องมองเย่ฉางชิงอยู่ ก็พลันกลายเป็นละอองแสงสลายหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน

วินาทีที่เขากลายเป็นละอองแสงโดยสมบูรณ์

กลิ่นอายของกงซุนจี้ก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น

ทุกคนไม่อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเขาได้อีกเลย

"กงซุนจี้ ตกตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ"

เซวียว่านหลี่สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ร้องอุทานเสียงหลง

จบบทที่ บทที่ 26 - หลวี่เฉิงเฟิงผู้แทบจะร้องไห้ออกมา

คัดลอกลิงก์แล้ว