- หน้าแรก
- ระบบเศรษฐีสั่งลุย บัญชีนี้มีเงินเติมไม่อั้น
- บทที่ 21 - บุคคลที่ร้ายกาจยิ่งกว่า
บทที่ 21 - บุคคลที่ร้ายกาจยิ่งกว่า
บทที่ 21 - บุคคลที่ร้ายกาจยิ่งกว่า
บทที่ 21 - บุคคลที่ร้ายกาจยิ่งกว่า
เจิงเวยเข้ารับตำแหน่งประธานสมาคมร้านอาหารเมืองเจียงหนานคนใหม่ เขาต้องการสร้างภาพลักษณ์คนดี เจียงเป่ยเฉิงเข้าใจเรื่องนี้ได้แต่เขาไม่ชอบจิ้งจอกเฒ่าคนนี้ที่ปากพร่ำบอกถึงคุณธรรมและน้ำมิตรในวงการแต่ในใจกลับดีดลูกคิดรางแก้วหวังผลประโยชน์ไปเสียทุกเรื่อง
คนแบบนี้มักจะเอาตัวรอดในสังคมได้ดี
แต่ยากที่จะก้าวไปสู่ชนชั้นระดับบนสุดได้
พูดง่ายๆ ก็คือไม่สง่างามพอและยากที่รัฐบาลจะนำไปโปรโมตเป็นบุคคลตัวอย่าง
เครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งในแวดวงการเมืองและธุรกิจของตระกูลเจียงขาดสะบั้นลงไปมาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตระกูลเจียงจะหายเข้ากลีบเมฆไปจากเมืองเจียงหนานเลยซะทีเดียว เมื่อมีระบบคอยช่วยเหลือ เจียงเป่ยเฉิงก็ตั้งใจจะสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคมให้เห็นกันสักหน่อย
เขาจะค่อยๆ อัปเลเวลไปพร้อมกับเพลิดเพลินกับชีวิตทางวัตถุที่สมบูรณ์แบบ สั่งสมประสบการณ์ เติมเต็มความรู้ความสามารถของตัวเองให้แน่นหนาแล้วค่อยระเบิดพลังออกมาทีเดียว
ทำให้ตัวเองสามารถปรับตัวเข้าได้กับทุกแวดวง ทุกชนชั้น เหมือนปลาได้น้ำและมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว
ท่าทีที่แข็งกร้าวของเจียงเป่ยเฉิงอยู่ในความคาดหมายของเจิงเวยอยู่แล้ว คราวที่แล้วตอนที่เขาสั่งสอนเจิงไห่เฟิงต่อหน้าต่อตา ก็พอมองออกว่าชายหนุ่มคนนี้มีความคล้ายคลึงกับเจียงเทามาก เป็นคนที่มีความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวสุดๆ
พูดตามตรง เจิงเวยก็แอบหวั่นใจอยู่บ้างว่าคนรุ่นหลังอย่างเจียงเป่ยเฉิงจะสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการร้านอาหาร
หลี่อวิ๋นแม่ของเขามีคนชื่นชมและมีเพื่อนเก่ามากมายในวงการร้านอาหารของเมืองเจียงหนานสมัยก่อน
คำกล่าวที่ว่าต้นไม้ล้มฝูงลิงกระเจิงนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าต้นไม้ใหญ่อย่างตระกูลเจียงถูกเจียงเป่ยเฉิงปลูกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แผนการที่เจิงเวยวางรากฐานมาหลายปีก็คงต้องสูญเปล่าไปเป็นแน่
มนุษย์เป็นสัตว์ที่หลงใหลในเกียรติยศและอำนาจ เจิงเวยเองก็เช่นกัน
เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเจียงเทาจะทิ้งเงินก้อนหนึ่งไว้ให้เจียงเป่ยเฉิง และยิ่งคาดไม่ถึงว่าเจียงเป่ยเฉิงจะมาลงเล่นในวงการเดียวกันกับเขา
เขาจะแสดงท่าทีแตกหักกับเจียงเป่ยเฉิงอย่างเปิดเผยไม่ได้ การเตะสกัดขาอย่างหน้าด้านๆ ก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะพวกเพื่อนเก่าของหลี่อวิ๋นจะต้องทนดูไม่ได้แน่ๆ
ต่อให้คนพวกนั้นไม่ได้คิดจะปกป้องเจียงเป่ยเฉิงจากใจจริง แต่ก็คงฉวยโอกาสนี้ใช้เป็นข้ออ้างดึงเขาลงจากตำแหน่งประธานสมาคมได้
ตำแหน่งหัวหน้าองค์กรทางสังคมที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลโดยตรงแบบนี้ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากขึ้นไปนั่ง?
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ร้านชาบูเฉาหนิวกำลังขยายตัวเร็วที่สุด เจิงเวยก็กลัวว่าเจียงเป่ยเฉิงจะใช้ไม้แข็งอะไรมาทำให้ชื่อเสียงแบรนด์ร้านชาบูของเขาต้องด่างพร้อย
หลังจากชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียแล้ว เจิงเวยก็ยังต้องใช้ภาพลักษณ์ "คนดี" และความรู้สึก "สำนึกบุญคุณ" เพื่อดึงตัวเจียงเป่ยเฉิงมาเป็นพวก
เขาไม่ได้โกรธเคืองกับท่าทีของเจียงเป่ยเฉิงเลยแม้แต่น้อย เขายังคงอดทนเกลี้ยกล่อมต่อไป "หลานเป่ยเฉิงเอ๊ย คนหนุ่มมีความทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี อาเจิงเห็นความมุ่งมั่นของหลานแล้วก็รู้สึกดีใจมากเลยนะ
อาเจิงคลุกคลีอยู่ในวงการร้านอาหารมาหลายปี รู้ซึ้งถึงความยากลำบากในวงการนี้ดี
สภาพตลาดตอนนี้มันอยู่ยาก อาเจิงไม่แนะนำให้หลานกระโจนลงมาหรอกนะ
สิ่งที่ต้องห้ามที่สุดในสภาพตลาดแบบนี้ก็คือการลงทุนแบบขาดสติ และยิ่งห้ามกู้เงินมาลงทุนเด็ดขาด หลานเป่ยเฉิงเอ๊ย กำเงินไว้ในมือคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว"
คำพูดของเจิงเวยมีความหมายแฝงอยู่สองชั้น
ชั้นแรกคือการวิเคราะห์สภาพตลาดในปัจจุบัน ซึ่งจุดนี้เจียงเป่ยเฉิงเห็นด้วยกับเจิงเวย ธุรกิจออฟไลน์ช่วงนี้ทำยากมาก วงการร้านอาหารก็เช่นกัน ทุกคนต่างรัดเข็มขัดกันหมด
การลงทุนต้องระมัดระวังให้มากที่สุด
ชั้นที่สองคือการบอกให้เจียงเป่ยเฉิงเอาเงินค่าครองชีพที่พ่อทิ้งไว้ให้ไปตั้งตัวและใช้ชีวิตธรรมดาๆ ต่อไปก็พอ
อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย
เจิงเวยไม่เชื่อว่าเจียงเป่ยเฉิงจะสามารถควักเงินหลักสิบล้านมาทุ่มในวงการร้านอาหารได้รวดเดียวโดยไม่เหลือทางถอยให้ตัวเองเลย
เขายังคิดด้วยซ้ำว่าเงินในมือของเจียงเป่ยเฉิงไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น คงตั้งใจจะกู้เงินมาทำธุรกิจมากกว่า
ก็เรื่องที่เลขาคนสนิทขายบริษัทแล้วหอบเงินหนีไปต่างประเทศมันดังกระฉ่อนไปทั่ววงการธุรกิจเจียงหนานขนาดนั้น
เจียงเทาก็คงทิ้งเงินไว้ให้เจียงเป่ยเฉิงแค่พอยังชีพเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะมีกินมีใช้ไม่อดตายเท่านั้นแหละ
พ่อก็จากไปแล้ว หลังพิงก็พังทลาย แถมยังเป็นทายาทเศรษฐีจอมเสเพลที่ไม่เคยแตะธุรกิจมาก่อน จะทำร้านอาหารให้รุ่งได้เหรอ?
คิดง่ายเกินไปแล้ว
จู่ๆ เจียงเป่ยเฉิงก็ค้นพบว่าการรับมือกับเสือเฒ่าในวงการธุรกิจพวกนี้น่าสนุกดีเหมือนกัน พูดจาได้รัดกุมไร้ช่องโหว่จริงๆ
เขายิ้มและพูดว่า "เฒ่าเจิง ตอนที่พ่อผมยังอยู่ คุณก็ไม่ได้สนิทสนมกับผมขนาดนี้นี่นา ยิ่งตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว คุณไปดูแลเจิงไห่เฟิงลูกชายคุณให้ดีเถอะ เรื่องของผมไม่ต้องให้คุณมาเหนื่อยใจหรอก"
เจิงเวยตอบว่า "หลานเป่ยเฉิงเอ๊ย ก็เพราะประธานเจียงกับประธานหลี่ไม่อยู่แล้วน่ะสิ อาในฐานะผู้อาวุโสก็ยิ่งต้องออกแรงช่วยดึงหลานขึ้นมาบ้าง
อาทนดูหลานไปวิ่งชนกำแพงไม่ได้หรอก
หลานเป่ยเฉิง พื้นที่เช่าที่ห้างกวงฮวนนั่นให้อาเช่าไปทำร้านชาบูเถอะ จะเปิดเป็นสาขาพรีเมียมแบล็กโกลด์เลย
เอาแบบนี้ หลานสามารถมาร่วมหุ้นได้ ส่วนเรื่องแบ่งหุ้นจะจัดการยังไงเราค่อยมาคุยกัน
ขอแค่ใช้ชื่อร้านชาบูเฉาหนิวก็พอ บริษัทบริหารจัดการของห้างกวงฮวนก็แสดงความจริงใจอยากเชิญอาไปเปิดร้านอยู่แล้ว
ถ้าร้านนี้ขาดทุน อาเจิงรับผิดชอบเอง แต่ถ้ากำไร อาจะแบ่งปันผลให้ตามสัดส่วนเลย"
พูดตามตรง ก็ถือว่ามีความจริงใจอยู่บ้าง
แต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายชีวิตของเจียงเป่ยเฉิง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านอาหารหรือจะไปทำธุรกิจสายอื่นในอนาคต เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการสร้างอาณาจักรในอุดมคติของตัวเองต่างหาก
ให้พนักงานของเขา ครอบครัวของพนักงาน และคนทำงานระดับล่าง... ได้เพลิดเพลินกับยุคสมัยที่สวยงามนี้ สัมผัสถึงความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิต
นี่คือความคิดเกี่ยวกับสังคมที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาหลังจากที่พ่อเสียชีวิต
เจียงเป่ยเฉิงปฏิเสธไมตรีจากเจิงเวย "เฒ่าเจิง จุดเริ่มต้นและเป้าหมายหลักในการทำธุรกิจของเรามันต่างกัน มันกำหนดไว้แล้วว่าเราเดินร่วมทางกันไม่ได้
พื้นที่ร้านที่กวงฮวนนั่น ผมก็จะยังไปเจรจาต่อ ถ้าสุดท้ายคุณได้มันไป ผมก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าไว้ตรงนี้เลยละกัน"
เจิงเวยชะงักไปครู่หนึ่ง
คำพูดที่บอกว่า "ขอแสดงความยินดี" ทิ้งท้ายของเจียงเป่ยเฉิง ทำให้เขารู้สึกลึกๆ ว่าทายาทเศรษฐีจอมเสเพลคนนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปมากทีเดียว
นี่ไม่ใช่เจียงเป่ยเฉิงคนที่หยิ่งผยองหลับหูหลับตาที่เขารู้จัก
ประโยคไม่กี่ประโยคเมื่อกี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมาก
"พ่อ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อต้องยอมเจียงเป่ยเฉิงขนาดนี้ด้วย?" เจิงไห่เฟิงพูดอย่างมีอารมณ์ "มันไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ก็ปล่อยมันไปสิ ไปเกี่ยวอะไรกับพ่อด้วย?"
เจิงเวยตอบว่า "การทำธุรกิจมันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง วัฒนธรรมในแวดวงสังคมลูกต้องเรียนรู้เอาไว้
ร้านหลี่จี้สาขานั้นพ่อเตรียมจะปิดแล้ว ลูกก็ย้ายไปฝึกงานที่สาขาอื่นด้านล่างก็แล้วกัน"
เจิงไห่เฟิงทำหน้างง "พ่อ ให้ผมไปอยู่หน้าร้านมันเสียของเกินไปแล้ว!"
เจิงเวยหันกลับมาปรายตามองลูกชายแวบหนึ่ง แล้วเดินขึ้นบันไดไปนอน
……
คืนนั้นเจียงเป่ยเฉิงโทรหาเจ้าของคลับฉางเฉิงพรีเมียม ตอนที่พวกก๊วนคนรักซิการ์มารวมตัวกันคราวก่อน เขาเห็นกล่องเก็บซิการ์ไม้ซีดาร์จากทะเลแคริบเบียนแบบควบคุมอุณหภูมิที่ร้านของเถ้าแก่หลี่
เป็นของนำเข้าจากอเมริกา
เขาอยากจะขอซื้อกล่องซิการ์ใบนี้จากเถ้าแก่หลี่ เพื่อเอาไปมอบให้ไห่หลินคุณอาของเขา
เครือข่ายคนรู้จักที่เขามีในมือตอนนี้มันแคบเกินไป ต่อให้เป็นเพื่อนเก่าของพ่อก็คงไม่เห็นแก่หน้าเขาสักเท่าไหร่
ที่พอจะนึกออกก็มีแค่ตระกูลไห่นี่แหละ
ความผูกพันที่แท้จริงมันมีอยู่ตรงนั้น
ไห่หลินน่าจะช่วยได้ เรื่องพื้นที่ร้านก็แค่โทรศัพท์กริ๊งเดียวของเขาเท่านั้นแหละ
เดิมทีกะว่าจะไปต่อรองราคาเอง ถ้าโอเคก็เซ็นสัญญากับกวงฮวนไปเลย ใครจะไปคิดว่าเจิงเวยจะโผล่มาสอดแทรกกลางคัน
ถ้าทางฝั่งฮ่องกงแลนด์ไว้หน้าและราคาเหมาะสม เจียงเป่ยเฉิงก็ตัดสินใจว่าจะซื้อพื้นที่ร้านขนาด 600 ตารางเมตรนั้นซะเลย
เจียงเป่ยเฉิงเพิ่งค้นหาข้อมูลในเน็ตพบว่า สาเหตุที่ร้านชาบูเฉาหนิวไม่กังวลเรื่องสายป่านเงินทุนในการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะเจิงเวยได้รับเงินระดมทุนมาถึงร้อยล้าน มีสถาบันการลงทุนเตรียมจะดันเขาเข้าตลาดหลักทรัพย์
คล้ายๆ กับโมเดลของร้านไหตี่เลา ที่เริ่มต้นเส้นทางการขยายสาขาไปทั่วประเทศ
สถาบันการลงทุนในเมืองเจียงหนานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในย่านการเงิน และธนาคารที่สถาบันเหล่านี้ติดต่อด้วยบ่อยที่สุดก็คือธนาคารพาณิชย์เมืองเจียงหนานสาขาย่านการเงิน
ใครๆ ก็รู้ว่าธนาคารพาณิชย์เมืองเจียงหนานเป็นลูกรักที่รัฐบาลเมืองเจียงหนานคอยอุ้มชู
สถาบันการลงทุนจากต่างถิ่นยังไงก็ต้องเข้ามาสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น
ในฐานะที่ไห่หลินเป็นผู้จัดการสาขาย่านการเงิน ชื่อของเขาย่อมมีน้ำหนักในแวดวงการเงินอย่างแน่นอน
ถ้าเขาเอ่ยปาก ใครๆ ก็ต้องเกรงใจ
นอกจากเรื่องพื้นที่ร้านแล้ว เจียงเป่ยเฉิงก็คิดว่าเขาควรจะไปเยี่ยมเยียนสองสามีภรรยาตระกูลไห่ที่บ้านสักหน่อย
"พี่หลี่ กล่องซิการ์ไม้ซีดาร์ที่นำเข้าจากอเมริกานั่นผมขอซื้อต่อสองหมื่นละกัน" เจียงเป่ยเฉิงพูดตรงๆ "ถือซะว่าผมติดหนี้บุญคุณพี่ครั้งนึง"
เถ้าแก่หลี่ยิ้มและตอบกลับมา "น้องเจียงอุตส่าห์เอ่ยปากขอร้องทั้งที คนเป็นพี่อย่างฉันจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะ?"
[จบแล้ว]