- หน้าแรก
- ตกปลาอยู่ดีๆ ไหงทะลวงระดับได้ล่ะเนี่ย
- บทที่ 15 - แผนร้ายของสำนักกุยหลัว
บทที่ 15 - แผนร้ายของสำนักกุยหลัว
บทที่ 15 - แผนร้ายของสำนักกุยหลัว
บทที่ 15 - แผนร้ายของสำนักกุยหลัว
"กลุ่มคนที่สำนักกุยหลัวรับเข้ามาใหม่ ล้วนถูกส่งไปประจำอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทั้งราชวงศ์เทวะเทียนตู พร้อมทั้งอ้างชื่อว่าจะกำจัดกลุ่มโจรในแต่ละพื้นที่"
"แต่นี่แหละคือสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุด เพราะพวกเขากลับไปกำจัดกลุ่มโจรจริงๆ!"
ทุกคนต่างรู้ดีถึงหลักการทำงานของสำนักกุยหลัว
สิ่งที่พวกเขาทำ ล้วนเป็นการปล้นฆ่า ทำเรื่องเลวร้ายสารพัด เป็นที่รังเกียจของผู้ฝึกยุทธ์โดยทั่วไป
ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขา ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรภายนอกจึงทำได้เพียงเก็บความโกรธแค้นไว้ในใจ ไม่กล้าต่อต้าน
หากพวกเขาเพียงแค่อ้างชื่อว่าจะไปกำจัดกลุ่มโจร แต่กลับไปทำเรื่องเลวร้ายปล้นฆ่าเสียเอง นั่นสิถึงจะเป็นเรื่องปกติ
แต่หากพวกเขาไปกำจัดกลุ่มโจรจริงๆ นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง
คนพวกนี้เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก การกำจัดกลุ่มโจรเหล่านี้ จะมีผลประโยชน์อะไรให้พวกเขาเล่า
"หืม?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เซียวอวิ๋นฝานก็ขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น โยงเรื่องนี้เข้ากับการที่หมู่บ้านของมู่หลิงเอ๋อร์ถูกเข่นฆ่าก่อนหน้านี้
"สองเรื่องนี้ อาจจะมีความเกี่ยวข้องกันบางอย่าง..."
เซียวอวิ๋นฝานพึมพำกับตัวเอง
หากเรื่องที่หมู่บ้านของมู่หลิงเอ๋อร์ถูกฆ่าล้างหมู่บ้านเกี่ยวข้องกับสำนักกุยหลัวจริง สำนักกุยหลัวก็ยิ่งไม่อาจปล่อยไว้ได้
แต่ปัจจุบันยังไม่พบเบาะแสที่เกี่ยวข้อง เซียวอวิ๋นฝานจึงทำได้เพียงเก็บซ่อนเรื่องนี้ไว้ในใจชั่วคราว
เมื่อราตรีใกล้เข้ามา กลุ่มคนทั้งหมดก็เข้าสู่เมืองเฮยอวิ๋นในที่สุด
เมืองเฮยอวิ๋นตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของราชวงศ์เทวะเทียนตู เป็นสถานที่ที่วุ่นวายอย่างยิ่ง
เนื่องจากเมืองเฮยอวิ๋นตั้งอยู่ติดกับป่ามรณะ ผู้ทำผิดกฎหมายจำนวนมากจึงเลือกที่จะมาปักหลักในเมืองนี้ ทำให้มีผู้คนหลากหลายประเภทปะปนกันไป
หากเซียวอวิ๋นฝานต้องการเดินทางไปยังหมู่บ้านเดิมของมู่หลิงเอ๋อร์ให้เร็วที่สุด ก็ต้องเดินทางผ่านใจกลางเมือง
ความจริงแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับพลังต่ำจำนวนมากจะหลีกเลี่ยงเมืองเฮยอวิ๋น และเลือกใช้เส้นทางอื่นเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
เพราะเมืองเฮยอวิ๋นเป็นสถานที่ไร้กฎเกณฑ์ ผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาความปลอดภัยของตนเองไว้ได้ในเมืองนี้ หรือกระทั่งตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเอง
เมืองเฮยอวิ๋นตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ราชวงศ์เทวะเทียนตูจึงไม่อยากเปลืองแรงมาจัดการ
ตราบใดที่สถานที่แห่งนี้ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ ราชสำนักก็จะเลือกที่จะเพิกเฉย
ที่จริงแล้ว หลิวฉินและจูอิ่งก็เคยได้ยินชื่อเมืองเฮยอวิ๋นจากปากผู้อื่นเท่านั้น ไม่เคยเข้ามาในเมืองเฮยอวิ๋นมาก่อนเลย
เพียงไม่นาน ทั้งสี่คนก็ลงจากหลังวิหคเพลิง
แต่เมื่อหลิวฉินและจูอิ่งเห็นวิหคเพลิงอันทรงพลังตนนี้กลายเป็นสัญลักษณ์รูปอักขระประทับลงบนหน้าผากของมู่หลิงเอ๋อร์ ในใจของพวกนางก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
วิหคเพลิงตนนี้ไม่ได้เป็นพาหนะของผู้อาวุโสเซียว แต่เป็นพาหนะของมู่หลิงเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ
หรือว่านี่จะเป็นของขวัญที่ผู้อาวุโสเซียวมอบให้มู่หลิงเอ๋อร์
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของพวกนางก็ราวกับมีคลื่นลูกใหญ่ซัดสาด
ในเมื่อวิหคเพลิงตนนี้ถูกมู่หลิงเอ๋อร์เก็บเอาไว้ นั่นก็แสดงว่ามันคือพาหนะของมู่หลิงเอ๋อร์!
เวลานี้ หลิวฉินและจูอิ่งต่างก็รู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาในใจ
ผู้อาวุโสเซียวช่างดูแลเอาใจใส่ศิษย์ของตนดีเกินไปแล้ว
"ข้าเริ่มรู้สึกอิจฉาริษยาขึ้นมาแล้วสิ"
"หากข้าได้เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเซียวด้วยล่ะก็ คงถือเป็นบุญวาสนาที่บรรพบุรุษสั่งสมมาเลยทีเดียว"
พวกนางสองคนต่างก็คิดตรงกัน
หากพวกนางไม่ได้เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสฉิงอวิ๋นอยู่แล้ว ย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเซียวแน่นอน
การได้ชายหนุ่มรูปงามที่มีพลังแข็งแกร่งรับเป็นศิษย์ ผู้ใดจะไม่ต้องการบ้าง
เวลานี้ หลิวฉินและจูอิ่งมีความรู้สึกซับซ้อนในใจ
ผู้อาวุโสเซียวมีใบหน้าที่หล่อเหลาเช่นนี้ ช่างเป็นบุรุษในอุดมคติของสตรีอย่างพวกนางจริงๆ!
สำหรับความคิดในใจของพวกนาง เซียวอวิ๋นฝานย่อมไม่รู้ เขาเพียงเดินนำทั้งสามคนเข้าไปในใจกลางเมืองเฮยอวิ๋น
เดินไปได้ไม่นาน พวกเขาก็สืบทราบมาว่ากำลังจะมีการจัดงานประมูลขึ้นในเมือง
ในเมืองที่วุ่นวายแห่งนี้ ผู้คนส่วนใหญ่เป็นนักสำรวจในป่ามรณะ พวกเขามีของล้ำค่ามากมายอยู่ในมือ
ได้ยินมาว่า เมืองเฮยอวิ๋นแทบจะจัดงานประมูลขึ้นทุกวัน และทุกๆ หนึ่งเดือนก็จะมีการจัดงานประมูลครั้งใหญ่
ประจวบเหมาะกับที่เซียวอวิ๋นฝานเดินทางมาถึงพอดี งานประมูลครั้งใหญ่ประจำเดือนกำลังจะเริ่มขึ้น
เมื่อได้ทราบข่าวนี้ เซียวอวิ๋นฝานก็รู้สึกสนใจขึ้นมา จากนั้นจึงหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อพักผ่อนชั่วคราว
"นี่ของเจ้า เก็บเงินพวกนี้ไว้ให้ดี ประเดี๋ยวออกไปข้างนอก หากเห็นของถูกใจก็ซื้อได้เลย"
เซียวอวิ๋นฝานทำตัวราวกับเศรษฐี โยนแก้วแหวนเงินทองจำนวนมหาศาลให้มู่หลิงเอ๋อร์อย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อเห็นกองเหรียญที่ส่องแสงสีทองอร่าม มู่หลิงเอ๋อร์ก็ถึงกับยืนนิ่งไปชั่วขณะ
หลิวฉินและจูอิ่งที่อยู่ด้านข้างก็มีอาการไม่ต่างกัน
จำนวนเงินเหล่านี้ช่างมากมายมหาศาลเสียจริง ส่องประกายจนใบหน้าของทั้งสามคนเป็นสีทองอร่ามไปหมด
เงินจำนวนนี้เกรงว่าจะนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว
"สวรรค์!"
มู่หลิงเอ๋อร์ยังคงยืนอึ้งอยู่ที่เดิม หลิวฉินที่ได้สติเป็นคนแรกอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
ตั้งแต่เล็กจนโต นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นแก้วแหวนเงินทองมากมายขนาดนี้ จึงไม่อาจตั้งสติได้ในระยะเวลาอันสั้น
สมกับที่เป็นผู้อาวุโสผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ที่สุดของสำนักไท่เสวียน เพียงแค่หยิบเงินออกมา ก็ทำเอาผู้คนอ้าปากค้าง
ที่น่ากลัวที่สุดคือ เงินจำนวนนี้เขายกให้ศิษย์ ให้ศิษย์นำไปใช้จ่ายตามใจชอบ...
หยิบเงินก้อนนี้ออกมาอย่างง่ายดายก็ถือว่ามหาศาลแล้ว แล้วเขาจะยังมีทรัพย์สินอีกมากมายเพียงใดเล่า
สวรรค์ เหตุใดอาจารย์เช่นนี้จึงไม่ใช่อาจารย์ของข้าบ้าง
เวลานี้ หลิวฉินและจูอิ่งต่างก็มองหน้ากัน แววตาเต็มไปด้วยความขมขื่น
ช่างเป็นการเปรียบเทียบที่ไร้ความปรานีเสียจริง สวรรค์ลำเอียงเกินไปหรือเปล่า
มันน่าอึดอัดใจเสียจริง
อุตส่าห์ได้พบอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ แต่อาจารย์ผู้นี้กลับไม่ใช่อาจารย์ของพวกนาง
เฮ้อ...
อาจารย์ที่ไม่ได้ครอบครองมักจะดีที่สุดเสมอ...
แต่สิ่งที่พวกนางสองคนไม่รู้ก็คือ ความจริงแล้วทรัพย์สมบัติที่กองเป็นภูเขาเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสมบัติก้นหีบของเซียวอวิ๋นฝานทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยระดับพลังปัจจุบันของเซียวอวิ๋นฝานที่อยู่ในระดับวิญญาณตัน แก้วแหวนเงินทองทั่วไปย่อมไม่มีความหมายต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่เขาใส่ใจมากกว่าก็คือของล้ำค่าที่หายากต่างๆ
"เจ้าเด็กโง่ รีบเก็บของพวกนี้ไปสิ"
เมื่อเห็นมู่หลิงเอ๋อร์ยืนนิ่งอึ้ง เซียวอวิ๋นฝานก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน
ท้ายที่สุด หากมู่หลิงเอ๋อร์ไม่ยอมรับแก้วแหวนเงินทองเหล่านี้ เขาก็จะไม้ได้รับผลตอบแทนจากการตกปลาของระบบ
"ขอบคุณอาจารย์!"
มู่หลิงเอ๋อร์เริ่มเข้าใจนิสัยของอาจารย์แล้ว ของที่เขามอบให้ ล้วนไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธ ทำได้เพียงรับไว้แต่โดยดี
เพียงไม่นาน มู่หลิงเอ๋อร์ก็นำเครื่องประดับเหล่านี้เก็บเข้าแหวนมิติ
ในหัวของเซียวอวิ๋นฝานก็มีเสียงเตือนของระบบดังขึ้นตามคาด
"ติง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ได้รับโอกาสตกปลาในดินแดนธรรมวิถีหนึ่งครั้ง"