- หน้าแรก
- ซุปตาร์หน้าหล่อขอฟาดวงการ ไม่ใช่จิ้งจอกจอมยั่ว แต่เป็นไอดอลตัวท็อปครับ
- บทที่ 23 ใครๆ ก็หาว่าผมโง่ แต่ที่จริงผมฉลาดเป็นกรดเลยล่ะ
บทที่ 23 ใครๆ ก็หาว่าผมโง่ แต่ที่จริงผมฉลาดเป็นกรดเลยล่ะ
บทที่ 23 ใครๆ ก็หาว่าผมโง่ แต่ที่จริงผมฉลาดเป็นกรดเลยล่ะ
ในคดีร้ายแรงอย่างการลักพาตัวเด็ก เจ้าหน้าที่มักจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมากหลังจากได้รับแจ้งความ และสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุดก็จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ในทันที
รถตำรวจเปิดไซเรนแล่นฉิวมายังที่เกิดเหตุ หลังจากจอดรถ ชายผู้มีหนวดเคราครึ้มบนใบหน้าก็เดินตรงเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนาย
"สวัสดีครับ ใครเป็นคนโทรแจ้งตำรวจ?"
"คุณตำรวจ พวกเราเองที่เป็นคนแจ้งความ"
ชาวบ้านหลายคนกรูกันเข้ามา และก่อนที่ลู่ชิงเฟิงจะได้เอ่ยปาก พวกเขาก็พากันแย่งพูดจนฟังไม่ได้ศัพท์
ชายหนวดเคราครึ้มรู้สึกปวดหัวกับเสียงจอแจ จึงตะโกนห้ามปรามทันที
"เอาล่ะๆ ให้คนที่โทรแจ้งตำรวจเป็นคนพูดก่อน ถ้าใครพบเห็นอะไรเพิ่มเติม ค่อยไปให้การกับเพื่อนร่วมงานของผมนะ"
ฝูงชนเงียบเสียงลงและแหวกทางให้กับลู่ชิงเฟิง ซึ่งกำลังปลอบโยนเด็กน้อยอยู่ด้านหลัง
ด้วยความเคยชินในสายอาชีพ ชายหนวดเคราครึ้มจึงพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างละเอียด
ชุดนักเรียนสีขาวสลับดำสีซีดจางจากการซักซ้ำแล้วซ้ำเล่า และรองเท้าผ้าใบราคาถูกบนเท้าของเขาก็ยังค่อนข้างสะอาด ทว่าด้านข้างบริเวณข้อต่อนิ้วเท้ากลับมีรอยปริแตกจากการเดินเป็นเวลานาน
หากมองดูให้ดี จะยังคงเห็นร่องรอยของการซ่อมแซมด้วยกาวอยู่
เส้นผมของเขาแห้งกรอบและเป็นสีเหลืองเนื่องจากขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน ท่อนแขนก็ผอมแห้งจนคนมองอดกังวลไม่ได้ว่ามันอาจจะหักเอาได้หากออกแรงมากเกินไป
เด็กคนนี้มีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากมาก
โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่มาจากครอบครัวที่ขาดแคลนมักจะมีปัญหาทางจิตวิทยาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายหนวดเคราครึ้มจึงก้าวออกไปข้างหน้า
"พ่อหนุ่ม เธอเป็นคนโทรแจ้งตำรวจใช่ไหม?"
"ใช่ครับ คุณตำรวจ"
ลู่ชิงเฟิงเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่สว่างไสว
ชายหนวดเคราครึ้มชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคู่นี้ช่างไม่เข้ากับลักษณะทางจิตวิทยาที่เขาประเมินไว้เลยสักนิด
มันเป็นแววตาที่มองโลกในแง่ดี เปี่ยมไปด้วยพลังบวก และเต็มตื้นไปด้วยความยินดีและโล่งใจเมื่อเห็นพวกเขามาถึง
เขาลดเสียงลงแล้วเอ่ยขึ้น
"พ่อหนุ่ม ฉันชื่ออู๋หมิง เป็นผู้กำกับสถานีตำรวจแถวนี้ เธอชื่ออะไรล่ะ? เล่ารายละเอียดที่เธอรู้มาให้ฉันฟังหน่อยสิ"
เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ลู่ชิงเฟิงเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่เขาสังเกตเห็นความผิดปกติของหญิงชราในสวนสาธารณะ จากนั้นก็เข้าไปพูดคุยกับเธอ และท้ายที่สุดก็สะกดรอยตามเธอมาจนถึงที่นี่ ซึ่งเขาได้พยายามถ่วงเวลาเธอเอาไว้
จนในที่สุด เขาก็หว่านล้อมให้อีกฝ่ายยอมทิ้งเด็กไว้ได้สำเร็จ
"จริงสิครับคุณตำรวจ แก๊งค้ามนุษย์ขับรถหนีไปแล้ว พวกคุณได้ตามไปจับหรือเปล่าครับ?"
ในที่สุดเขาก็ถามขึ้น
ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแต่สายตาของหญิงชราในตอนท้ายทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
"ไม่ต้องห่วง พวกเขากำลังตามไปรวบตัวอยู่ ข้อมูลที่เธอให้มาแม่นยำมาก พวกนั้นหนีไม่รอดหรอก"
"ดีเลยครับ"
ลู่ชิงเฟิงรู้สึกโล่งใจ เมื่อคนกลุ่มนี้ถูกจับเข้าคุกไป โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาก็ไม่มีทางได้กลับออกมาอีก
ในตอนนั้นเอง แม่ของเด็กก็มาถึงพร้อมกับชายวัยกลางคนที่ออกไปตามหาเธอ
ทันทีที่เห็นทารกน้อยในอ้อมแขนของลู่ชิงเฟิง เธอก็ปล่อยโฮออกมา
เด็กน้อยซึ่งอายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบได้หยุดร้องไห้ไปแล้ว หลังจากได้รับการปลอบโยนและเอาใจใส่จากลู่ชิงเฟิง
เขาส่งทารกน้อยคืนสู่อ้อมอกของผู้เป็นแม่
คุณแม่ยังสาวสวมกอดลูกน้อยที่พลัดพรากและได้กลับคืนมาอย่างแนบแน่น พร้อมกับพร่ำขอบคุณชายวัยกลางคนไม่หยุดปาก
"ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก ไปขอบคุณพ่อหนุ่มคนนี้เถอะ เขาต่างหากที่เป็นคนช่วยลูกของคุณเอาไว้"
ชายวัยกลางคนรีบดันตัวลู่ชิงเฟิงออกมาข้างหน้าทันที
"ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ น้องชาย ฉันไม่รู้จะขอบคุณเธอยังไงดี"
หญิงสาวผู้เพิ่งได้เป็นแม่คนครั้งแรกร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
ลู่ชิงเฟิงยิ้มอย่างขัดเขิน
"ไม่เป็นไรครับ ไม่ว่าใครมาเจอเรื่องแบบนี้ ก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยอยู่แล้วล่ะครับ"
"ทำได้ดีมากไอ้หนู"
ใครบางคนในฝูงชนตะโกนขึ้น จากนั้นก็ปรบมือ และคนอื่นๆ ก็ทำตาม พร้อมกับมองมาที่เขาด้วยความชื่นชม
ผู้กำกับหนวดเคราครึ้มยิ้มและเอ่ยขึ้น
"เอาล่ะทุกคน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่าย โปรดตามผมไปให้ปากคำด้วยครับ"
นี่เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ ข้อพิพาททางแพ่งทั่วไปคงไม่ซับซ้อนขนาดนี้ แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับคดีอาญาร้ายแรง บุคคลที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเล่าเหตุการณ์ในขณะนั้นเพื่อให้ตำรวจเข้าใจรูปคดี
เมื่อฝูงชนค่อยๆ แยกย้ายกันไป อู๋หมิงก็นำลู่ชิงเฟิงและคุณแม่ยังสาวขึ้นรถตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มเป็นคนขับ ส่วนเขานั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ หลังจากคาดเข็มขัดนิรภัย เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันหน้ากลับมา
"ลู่ชิงเฟิงใช่ไหม? เธอสรุปได้ยังไงว่าคนๆ นั้นเป็นแก๊งค้ามนุษย์? ในสถานการณ์ปกติ น้อยคนนักที่จะมีไหวพริบขนาดนี้นะ"
น้ำเสียงของเขาดูเป็นกันเองมาก ราวกับกำลังพูดคุยกันตามปกติ
"ทีแรกผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันครับ แต่พอผมบอกเธอว่าผมเป็นนักเรียนมัธยมต้น เธอกลับจำผมไม่ได้ ตอนนั้นแหละที่ผมมั่นใจ"
ลู่ชิงเฟิงชี้ไปที่ชุดนักเรียนของตัวเอง
แถวนี้มีโรงเรียนอยู่ไม่น้อย ทั้งโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย
แต่ชุดนักเรียนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ชุดนักเรียนมัธยมปลายจะเป็นสีขาวดำ ส่วนชุดนักเรียนมัธยมต้นจะเป็นสีฟ้าขาว แถมยังมีชื่อโรงเรียนติดหราอยู่บนเสื้อขนาดนี้ คนที่อาศัยอยู่แถวนี้ไม่มีทางที่จะไม่รู้จักหรอก
"ยอดเยี่ยมมากพ่อหนุ่ม ความนิ่งสงบและทักษะการสังเกตอันเฉียบแหลมของเธอนี่ เก่งกว่าผู้ใหญ่หลายคนซะอีกนะ"
ตำรวจที่นั่งอยู่ข้างๆ ยกนิ้วโป้งชื่นชมเขา
อู๋หมิงพยักหน้าเห็นด้วย ในขณะที่แม่เด็กฝั่งตรงข้ามก็ยังคงแสดงความขอบคุณไม่หยุด
ลู่ชิงเฟิงดูจะเขินอายเล็กน้อย
"ไม่หรอกครับ ไม่ถึงขนาดนั้น ผมเรียนไม่ค่อยเก่ง คุณครูก็พากันบอกว่าผมโง่ แต่บางทีผมก็คิดว่าตัวเองฉลาดเป็นกรดเหมือนกันนะครับ"
คุณแม่ยังสาวที่กำลังร้องไห้อยู่ จู่ๆ ก็หลุดหัวเราะออกมา
จากนั้นเมื่อตระหนักได้ว่านี่อาจไม่เหมาะสมนัก เธอจึงรีบเอ่ยปลอบใจเขา
"ผลการเรียนดีไม่ได้แปลว่าคนๆ นั้นจะฉลาดเสมอไปหรอกนะ พรสวรรค์ของเธออาจจะไม่ได้อยู่ที่การเรียนก็ได้"
"ความจริงผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ"
ลู่ชิงเฟิงฉีกยิ้มกว้าง ดวงตาเรียวยาวราวกับจิ้งจอกของเขาหยีลงจนกลายเป็นรูปสระอิ
คุณแม่ยังสาวรู้สึกสะท้านไปชั่วขณะ และหัวใจก็เต้นรัวไปจังหวะหนึ่ง
อู๋หมิงยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวเด็กหนุ่มมากขึ้น จึงได้ตั้งคำถามต่อไป
"หลังจากนั้น ตอนที่ออกมาจากสวนสาธารณะ ซึ่งก็มีคนอยู่รอบๆ เยอะขึ้น ทำไมเธอถึงไม่เปิดโปงตัวตนของพวกนั้น แต่กลับปล่อยให้พวกมันหนีไปล่ะ?"
"เหตุผลง่ายนิดเดียวครับ ผมกลัวว่าพวกนั้นจะจนตรอกแล้วสู้ตาย ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันมีอาวุธหรือเปล่า และการค้ามนุษย์ก็เป็นคดีอุกฉกรรจ์ ถ้าเราเปิดโปง พวกมันคงไม่ยอมโดนจับง่ายๆ แน่ แล้วถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นมา สถานการณ์มันจะบานปลายจนควบคุมไม่ได้ครับ"
"ไม่ใช่แค่เด็กที่ตกอยู่ในอันตรายนะครับ แต่คนรอบข้างก็จะพลอยรับเคราะห์ไปด้วย"
"ถ้าเราปล่อยพวกมันไป ผมเชื่อว่ายังไงตำรวจก็ต้องตามจับพวกมันได้อยู่ดีครับ"
คำพูดของเขามีเหตุมีผลและหนักแน่นเสียจนทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก
"ว้าว ไอ้หนู เธอนี่สุดยอดไปเลย! คิดเรื่องพวกนี้ได้ยังไงในเวลาแค่นี้เนี่ย? นี่เธอเป็นเด็กมัธยมปลายจริงๆ ใช่ไหม?"
ตำรวจที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก
อันที่จริงแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับอาชญากรรม วิธีการรับมือที่ดีที่สุดไม่ใช่การพุ่งเข้าชนคนร้ายอย่างบ้าบิ่น แต่คือการปกป้องตัวเองไปพร้อมๆ กับควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบ
ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นี่ไม่ได้หมายความว่าคนเราควรจะวิ่งหนีปัญหา ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม การกระทำที่กล้าหาญและผดุงความยุติธรรมก็ยังคงเป็นสิ่งที่น่ายกย่องเสมอ
แต่มันหมายถึงการรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และมีความยืดหยุ่นต่างหาก
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงแค่สถานการณ์ในอุดมคติเท่านั้น คนส่วนใหญ่มักจะพุ่งเข้าไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
คนแบบลู่ชิงเฟิงนับว่าเป็นคนที่หาได้ยากยิ่ง
"เธอชอบอ่านหนังสือเหรอ?"
อู๋หมิงสังเกตเห็นถุงกระดาษที่เขาถืออยู่ ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของร้านหนังสือพิมพ์ติดเอาไว้
"ผมไม่มีสมาธิกับการเรียน ก็เลยชอบอ่านหนังสือจิปาถะทั่วไปน่ะครับ"
ลู่ชิงเฟิงตอบอย่างถ่อมตัว
"อ่านหนังสือเยอะๆ น่ะดีแล้ว"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอู๋หมิง
เด็กหนุ่มที่แต่งตัวซอมซ่อ ถึงแม้จะมีเงินติดตัวไม่มาก แต่ก็ยังเลือกที่จะซื้อหนังสือมาอ่าน
แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ก็ยังคงยึดมั่นในความหวังสำหรับอนาคต
ยากนักที่จะไม่ให้รู้สึกเอ็นดูเด็กหนุ่มแบบนี้