เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 72: พี่สาวชุดดำส่งข้าว ฉีหลินใส่ร้ายเฉินตงซี

บทที่ 72: พี่สาวชุดดำส่งข้าว ฉีหลินใส่ร้ายเฉินตงซี

บทที่ 72: พี่สาวชุดดำส่งข้าว ฉีหลินใส่ร้ายเฉินตงซี


บทที่ 72: พี่สาวชุดดำส่งข้าว ฉีหลินใส่ร้ายเฉินตงซี

​แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ฉีหลินจะอายุน้อยกว่าหวังอวิ้นจือถึงสองปีเต็ม ทว่า... ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งหรือหยิ่งทะนงมาจากไหน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายที่ยอมเอาตัวเข้าแลก เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือตนเองในยามคับขัน ก็ย่อมไม่อาจรักษาความสงบเยือกเย็นในหัวใจเอาไว้ได้อย่างแน่นอน

​"ฉีหลิน.........."

​ทันทีที่ได้ยินชายหนุ่มตรงหน้าเอ่ยปากบอกว่า ที่เขายอมลดตัวลงไปต่อสู้กับพวกคนร้ายหน้าเลือด ก็เพียงเพื่อซื้อเวลาให้เธอหนีเอาตัวรอด ดวงตาคู่สวยที่มักจะฉายแววเด็ดเดี่ยวของหวังอวิ้นจือก็พลันมีหยาดน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้า ความรู้สึกผิดและซาบซึ้งใจตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก

​‘ความจริงแล้วเมื่อคืนนั้น..........’

​ด้วยอารมณ์ชั่ววูบที่กำลังอ่อนไหว หวังอวิ้นจือถึงกับอยากจะหลุดปากสารภาพความจริงเรื่องที่ตัวเองกำลังแยกกันอยู่กับเฉินตงซีผู้เป็นสามีออกไปให้เขาได้รับรู้

​แต่สุดท้าย หญิงสาวก็สูดลมหายใจลึก พยายามกลั้นคำพูดเหล่านั้นเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด

​‘พูดไม่ได้! จะพูดเรื่องน่าอายแบบนั้นออกไปเด็ดขาดไม่ได้ เรื่องคืนนั้นมันเป็นความผิดพลาดที่เลวร้ายอยู่แล้ว’

​‘ยังไงซะเราสองคนก็มีวาสนาแต่ไร้บุญร่วมกัน นับจากนี้ไป ฉันจะคิดซะว่าฉีหลินเป็นน้องชายแท้ๆ คอยดูแลเอาใจใส่เขาให้ดี ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณยิ่งใหญ่ที่เขาช่วยชีวิตฉันไว้ก็แล้วกัน’

หวังอวิ้นจือยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่หางตาอย่างลวกๆ ปรับอารมณ์ของตนเองให้คงที่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างหาได้ยากยิ่ง แถมยังแฝงความออดอ้อนแบบหญิงสาวเอาไว้โดยไม่รู้ตัว "แล้ว... ตอนนี้ยังเจ็บอยู่ไหม? หมอพันแผลให้ดีหรือเปล่า?"

​ฉีหลินเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก็ลอบยิ้มในใจ แต่ภายนอกกลับหัวเราะเบาๆ ทำทีเป็นชายหนุ่มผู้เข้มแข็ง "เจ็บกระดูกกระทบเส้นเอ็นต้องพักเป็นร้อยวัน จะให้หายเร็วชั่วข้ามคืนได้ยังไงล่ะครับ หมอกำชับนักกำชับหนาว่าให้ผมกินซุปกระดูกเยอะๆ เพื่อบำรุงร่างกายให้ฟื้นตัวไวๆ"

หวังอวิ้นจือพยักหน้าเบาๆ อย่างเห็นด้วย "ถ้าหมอบอกอย่างนั้น งั้นนายก็ให้คนหนุ่มสาวที่บ้านนาย ช่วยตุ๋นน้ำซุปกระดูกบำรุงให้กินเยอะๆ สิ จะได้หายไวๆ"

​ฉีหลินแสร้งส่ายหัวด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย "พ่อแม่ผมยุ่งกับงานกันทั้งคู่เลยครับ ตัวผมเองก็ทำกับข้าวไม่เป็นเสียด้วย สองสามวันนี้ผมก็เลยได้แต่สั่งพวกอาหารขยะมากินประทังชีวิต จะมีน้ำซุปกระดูกดีๆ ที่ไหนให้ซดล่ะครับ"

​หมอนี่กำลังพูดจาเหลวไหลหลอกลวงผู้หญิงอีกแล้ว!

​ความจริงคือตอนที่เขาพักฟื้นอยู่ที่บ้าน กานหลานกับเซี่ยหร่วนแทบจะประคบประหงมทะนุถนอมเขาประหนึ่งไข่ในหิน ขอแค่เขาเอ่ยปากว่าอยากกินซุปอะไร พวกเธอก็พร้อมจะลงมือตุ๋นมาประเคนป้อนให้ถึงปากทันที

​ที่เขาตั้งใจพูดจาน่าสงสารแบบนี้ ก็เพื่อต้องการกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นแม่และความขี้สงสารที่ซ่อนอยู่ในตัวของหวังอวิ้นจือให้ออกมาทำงานเท่านั้น

​และมันก็เป็นไปตามที่ตัวร้ายอย่างเขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน!

​เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มบาดเจ็บสาหัสเพราะช่วยตนเอง แต่กลับต้องทนกินแต่อาหารสั่งกลับบ้านไร้ประโยชน์ทุกวัน ใบหน้าสวยหวานของหวังอวิ้นจือก็ฉายแววปวดใจอย่างปิดไม่มิด

​เธอเม้มริมฝีปาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด หวังอวิ้นจือก็กัดฟันพูดความตั้งใจออกไป "ฉีหลิน... ถ้าอย่างนั้นตอนเย็นนายมากินข้าวที่บ้านฉันสิ เลิกกินพวกอาหารสั่งกลับบ้านพวกนั้นได้แล้ว เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะลงมือตุ๋นน้ำซุปกระดูกให้กินเอง"

​ประกายความขบขันและพึงพอใจวาบผ่านดวงตาลึกล้ำของฉีหลิน

​แต่ภายนอก หมอนี่กลับแสร้งทำเป็นกระบิดกระบวน ตีหน้าลำบากใจราวกับคนเกรงใจสุดซึ้ง "พี่สาวอวิ้นจือ ช่างมันเถอะครับ... ผมไม่อยากให้เรื่องของผมไปกระทบความสัมพันธ์ของคุณกับครูเฉินตงซี เดี๋ยวพอเขาเลิกงานกลับมาเห็นผมที่บ้าน พวกคุณสองคนก็จะผิดใจและทะเลาะกันเพราะผมอีก"

​ดวงตาคู่สวยของหวังอวิ้นจือแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยทันทีเมื่อได้ยินชื่อสามี "บอกให้ไปก็ไปเถอะน่า สองสามวันนี้เขาไม่อยู่บ้าน... ที่บ้านไม่มีใครหรอก มีแค่ฉันคนเดียว"

​เอ๋!

​ทำไมประโยคนี้มันถึงฟังดูแปลกๆ ทะแม่งๆ ชอบกล? คนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุมาได้ยิน คงนึกว่าสามีของหวังอวิ้นจือไม่อยู่บ้าน ภรรยาสาวแสนสวยเลยแอบชวนหนุ่มรุ่นน้องไปพูดคุยเรื่อง ‘ชีวิตส่วนตัว’ กันสองต่อสองกระมัง!

​ในเมื่อเป้าหมายอย่างหวังอวิ้นจือเอ่ยปากชวนมาถึงขนาดนี้แล้ว ฉีหลินก็เลิกเล่นตัว เขาหัวเราะร่าพลางพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องรบกวนและขอบคุณพี่สาวอวิ้นจือล่วงหน้าแล้วล่ะครับ ดูท่าคืนนี้ผมคงจะได้ลาภปากมื้อใหญ่แน่ๆ"

​จังหวะนั้นเอง มีครูสองสามคนกำลังเดินพูดคุยกันมุ่งหน้ามาทางห้องเวรยาม

​ตาของหวังอวิ้นจือยังคงแดงช้ำจากการผ่านการร้องไห้มาหมาดๆ เธอเป็นคนรักหน้าตาและกลัวคนอื่นจะเอาไปนินทาให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

​"นายก็ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยล่ะ อย่าฝืนใช้งานมือข้างนั้นเด็ดขาด ตอนเที่ยง... เดี๋ยวฉันจะเอาข้าวกลางวันมาส่งให้"

​น้ำเสียงของเธอยังคงแฝงความออดอ้อน แต่ความจริงแล้วมันอัดแน่นไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง ปกติเธอก็กินข้าวที่โรงอาหารของโรงเรียนอยู่แล้ว จะตักข้าวใส่กล่องมาเผื่อชายหนุ่มอีกสักกล่องก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรที่เหนือบ่ากว่าแรง

​ได้รับการปรนนิบัติและความห่วงใยจากสาวสวยระดับท็อป ในใจของฉีหลินก็ชุ่มชื่นเบิกบาน เขาขยิบตาหลิ่วตาให้หวังอวิ้นจืออย่างทะเล้น "ของที่พี่สาวอวิ้นจืออุตส่าห์ส่งมาให้ ผมต้องกินจนหมดอยู่แล้วครับ! ผมน่ะเชื่อฟังคำพูดของคุณที่สุดอยู่แล้ว คุณสั่งให้ผมนอนหงาย ผมก็ขยับตัวตาม จะไม่มีทางนอนคว่ำเด็ดขาดเลยครับ"

​"น... นายพูดจาบ้าบออะไรเนี่ย?!"

​ใบหน้าหวานของหวังอวิ้นจือแดงซ่านลามไปถึงใบหู คำพูดกำกวมของเขาทำให้เธอพาลนึกไปถึงเหตุการณ์แนบชิดในคืนนั้นขึ้นมาอีกแล้ว!

​เธอไม่รู้ว่าฉีหลินตั้งใจแฝงความหมายลึกซึ้งอื่นไว้ หรือแค่พูดจาหยอกล้อไปตามประสาคนกะล่อนโดยไม่คิดอะไร หญิงสาวถลึงตาค้อนวงใหญ่ใส่ฉีหลินไปหนึ่งที ก่อนจะรีบหันหลังสะบัดหน้าเดินกลับไปทำงานด้วยหัวใจที่เต้นรัว

​เวลาล่วงเลยไปจนสายโด่ง

​ขณะที่ฉีหลินกำลังเอนหลังนอนงีบหลับอย่างสบายอารมณ์อยู่ในห้องเวรยาม จู่ๆ ก็มีคนมาเคาะกระจกหน้าต่างดังปังๆ

​"ก๊อกๆๆ!"

​เสียงเคาะหยาบคายทำให้ฉีหลินตื่นขึ้น เขาค่อยๆ ลืมตาอย่างเกียจคร้าน บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบ สุดท้ายจึงหันหน้าไปมองนอกประตูหน้าต่างห้องเวร

​ที่ช่องหน้าต่างกระจก ปรากฏร่างของผู้ชายสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งรูปร่างสูงผอม ส่วนอีกคนเตี้ยม่อต้อและอ้วนกลม ทั้งคู่กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาคุกคาม

​‘โอ๊ะโอ๋... ไอ้อันธพาลสองคนนี้มาหาถึงที่เร็วขนาดนี้เลยงั้นเหรอ?’

​เมื่อเห็นลักษณะของคนทั้งสองตรงหน้า ฉีหลินก็ลอบหัวเราะร่าอยู่ในใจ ตอนที่เขาถูกแก๊งของจินจุนกับพวกลูกน้องอันธพาลพวกนี้ตามล่าในคืนนั้น ฉีหลินได้ใช้ทักษะของระบบปลอมตัวแปลงโฉมหน้าเป็น ‘เฉินตงซี’ อย่างสมบูรณ์แบบเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นต่อให้ตอนนี้มายืนเผชิญหน้ากันจังๆ พวกแก๊งอันธพาลหน้าโง่สองคนนี้ก็ไม่มีทางจำฉีหลินในร่างเดิมได้เลย

​‘มาตามหาเป้าหมายถึงที่เร็วขนาดนี้ ดูท่าหลุมพรางที่ฉันขุดล่อไว้ให้เฉินตงซีจะได้ผลชะงัดนัก... สองคนนี้น่าจะมาสืบเรื่องตารางชีวิตของเฉินตงซีเพื่อดักเล่นงานสินะ?’

​ฉีหลินคาดเดาสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่งไม่พลาดแม้แต่นิดเดียว

​เมื่อเห็นว่ารปภ.หนุ่มตรงหน้าตื่นแล้ว ชายร่างผอมสูงก็เชิดหน้าถามด้วยน้ำเสียงโอหัง ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย "เฮ้ย ไอ้หนุ่ม! ถามอะไรหน่อยสิวะ โรงเรียนของแกมีครูที่ชื่อ ‘เฉินตงซี’ ทำงานอยู่หรือเปล่า?"

​เมื่อเจอคำถามไร้มารยาทของชายร่างผอมสูง ฉีหลินก็ไม่แม้แต่จะเลิกคิ้วขึ้น เขายกขาพาดโต๊ะ ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาท "ไม่รู้เว้ย! ไม่รู้จัก ไม่คุ้นหูสักนิด! ถ้าพวกแกไม่ใช่คนของโรงเรียน ก็ไสหัวไปไกลๆ อย่ามาเกะกะหาเรื่องแถวนี้ ไม่งั้นกระบองในมือฉันมันไม่ปรานีใครนะโว้ย!"

​ความจริงเขาตั้งใจจะบอกข้อมูลและภูมิหลังของเฉินตงซีให้คนพวกนี้รู้อยู่แล้ว เพื่อยืมมือฆ่าคน แต่เขาแค่ไม่สบอารมณ์กับน้ำเสียงโอหังที่อีกฝ่ายใช้พูดด้วย จึงต้องดัดนิสัยสักหน่อย

​"มึงพูดว่าไงนะไอ้หนุ่ม?!"

​ชายร่างผอมสูงเลือดขึ้นหน้า เขาเพิ่งเคยเจอพนักงานรักษาความปลอดภัยที่อวดดีและปากดีขนาดนี้เป็นครั้งแรก จึงโกรธจัด ทำท่าจะถลกแขนเสื้อพุ่งเข้าไปลงไม้ลงมือ

​"เฮ้ยๆ ใจเย็นๆ ก่อนดิวะ! อย่าใจร้อนจนทำให้แผนของลูกพี่พัง!" ชายร่างเตี้ยอ้วนรีบพุ่งเข้าไปดึงแขนเพื่อนรั้งไว้ทันที "ที่นี่มันเขตโรงเรียนไม่ใช่ถิ่นกวนไว่ (นอกด่าน) ของพวกเรานะเว้ย มีเรื่องไปก็ไม่เกิดประโยชน์ แถมจะโดนตำรวจซิวเอาเปล่าๆ แกถอยไปอยู่ข้างหลังก่อนเลย เรื่องแค่นี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง"

​"ฮึ!" ชายร่างผอมสูงแค่นเสียงเย็นในลำคออย่างหงุดหงิด ก่อนจะยอมถอยไปยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง

​หลังจากปลอบเพื่อนเลือดร้อนเสร็จ ชายร่างเตี้ยอ้วนก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าทันควัน สวมบทบาทเป็นคนถ่อมตัวและเป็นมิตร

​"พี่ชายครับ... ใจเย็นๆ ก่อน สูบบุหรี่สักมวนไหมครับ?" เขารีบล้วงบุหรี่ยี่ห้อดีออกมา ส่งให้ฉีหลินด้วยความนอบน้อมด้วยสองมือ

​ฉีหลินปรายตามองชายคนนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะรับบุหรี่มาคาบไว้ในปากอย่างมาดเฟี้ยว ชายร่างเตี้ยอ้วนเห็นดังนั้นก็รีบจุดไฟแช็กบริการให้ฉีหลินทันทีอย่างรู้หน้าที่

​"ฟู่~"

​พ่นควันสีเทาเป็นวงลอยขึ้นสู่อากาศ ฉีหลินถึงได้เอ่ยถามอย่างเนิบนาบ "มีอะไรจะถามก็รีบๆ ว่ามา ฉันมีงานต้องทำ"

​ประกายความเจ้าเล่ห์วาบผ่านดวงตาตี่เล็กของชายร่างเตี้ยอ้วน เขากำลังคิดว่า... ยิ่งเป็นพวกชนชั้นล่างต่ำต้อยอย่างรปภ. ก็ยิ่งชอบใช้อำนาจเพียงน้อยนิดในมือไปกดขี่ข่มเหงคนอื่น ขอแค่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามใจ ให้เกียรติมันสักหน่อย ก็ต้องสืบเรื่องราวได้ง่ายดายแน่

​"คืออย่างนี้นะครับพี่ชาย... ผมอยากจะสืบเรื่องคนๆ หนึ่ง เขาเหมือนจะเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนของคุณ ชื่อว่าเฉินตงซี ไม่ทราบว่าพี่รปภ.พอจะคุ้นหน้าหรือรู้จักคนๆ นี้บ้างหรือเปล่าครับ?"

​เมื่อได้ยินชื่อนี้ ฉีหลินก็แกล้งทำเป็นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะมืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ

​"พวกแกจะสืบเรื่องไอ้หมอนั่นไปทำไม? ฉันบอกแล้วไงว่าไม่รู้จักคนชื่อนี้! ไปๆๆ รีบไสหัวไปให้พ้นจากที่นี่ซะ!"

​ชายร่างเตี้ยอ้วนคอยลอบสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของฉีหลินอยู่ตลอดเวลา... ทั้งๆ ที่รปภ.คนนี้หลุดปากพูดว่า 'พวกแกจะสืบเรื่องไอ้หมอนั่นไปทำไม' แสดงว่าเขาต้องรู้จักมักจี่กับเฉินตงซีอย่างแน่นอน! แถมสีหน้าที่มืดครึ้มลงทันตาเห็น บ่งบอกชัดเจนว่ารปภ.คนนี้ต้องมีเรื่องบาดหมางหรือเกลียดขี้หน้าเฉินตงซีเข้าไส้แน่ๆ

​ที่หมอนี่แกล้งไล่พวกตนให้ไปพ้นๆ หรือว่า... เขาคิดว่าพวกตนเป็นญาติโกโหติกาของเฉินตงซี เลยจงใจกวนประสาทและกลั่นแกล้งเพื่อแก้แค้น?

​‘หึหึ! ไก่อ่อนเอ๊ย รปภ.คนนี้คงไม่รู้แน่ๆ ว่ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนและรีดไถอย่างฉัน’ ชายร่างเตี้ยอ้วนหัวเราะเยาะในความฉลาดของตัวเองอยู่ลึกๆ

​"โธ่ พี่รปภ.ครับ... น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ พี่รับไว้เถอะครับ อย่าถือสาเรื่องเมื่อกี้เลย" ชายเตี้ยอ้วนว่าพลางล้วงเงินสดแบงก์ร้อยสีแดงจำนวน 5 ใบ (500 หยวน) ยัดใส่มือฉีหลิน "บอกตามตรงแบบไม่ปิดบังเลยนะ พี่ชาย... เพื่อนของผมคนเนี้ย บังเอิญไปมีเรื่องบาดหมางกับไอ้เฉินตงซีนั่นนิดหน่อย เราก็เลยอยากจะมาดักรอเจรจาตกลงกันให้รู้เรื่อง แล้วก็... กะจะเรียกค่าเสียหายทางจิตใจจากมันสักหน่อยน่ะครับ"

​เมื่อเห็นเงินห้าร้อยหยวนยัดใส่มือ ดวงตาของฉีหลินก็แกล้งทำเป็นลุกวาวเป็นประกาย อดไม่ได้ที่จะทำท่ากลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก สมบทบาทคนโลภเงิน

​"อ้อ... เรื่องมันเป็นอย่างนี้เองเหรอวะ? ปัดโธ่เอ๊ย! ฉันก็หลงนึกว่าพวกแกเป็นญาติพี่น้องอะไรกับมันสะอีก!"

​ระหว่างที่บ่นอุบอิบ ฉีหลินก็ทำทีเป็นไม่ตั้งใจ รีบพับแบงก์ 500 หยวนเก็บยัดเข้ากระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นท่าทางละโมบเห็นแก่เงินอย่างชัดเจนจนคนมองตายใจ

​ชายร่างเตี้ยอ้วนโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ไม่ใช่ครับพี่! ไม่ใช่เด็ดขาด! พวกเราไม่ได้เป็นญาติฝ่ายไหนกับไอ้เฉินตงซีแน่นอน ขืนเป็นญาติมัน ผมคงไม่มาดักเรียกร้องเงินจากมันหรอก มีแต่จะต้องเอาเงินไปประเคนชดใช้ให้คนอื่นแทนล่ะสิไม่ว่า!"

​ฉีหลินพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ ก่อนจะแค่นยิ้มเย็นชาออกมา แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น "ไอ้หมอนั่นน่ะเหรอ... นิสัยมันทรามสุดๆ! ตอนอยู่ในโรงเรียน มันชอบใช้อำนาจด่าทอกดขี่พวกฉันที่เป็นแค่รปภ. แถมยังแอบลวนลามครูผู้หญิงสวยๆ เรื่องชั่วๆ ลับหลังน่ะมันทำมาไม่น้อยหรอก คนทั้งโรงเรียนเขาเกลียดขี้หน้ามันเข้าไส้ อยากจะรวมหัวกำจัดมันให้พ้นๆ ไปจากที่นี่ใจจะขาด! น่าเสียดาย... ที่มันดันมีลุงเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียน พวกเราก็เลยทำอะไรมันไม่ได้ ต้องกลืนเลือดทนให้มันโขกสับไปวันๆ"

​เล่าเรื่องใส่ร้ายป้ายสีจบ ฉีหลินก็โน้มตัวไปข้างหน้า หันไปมองชายร่างเตี้ยอ้วนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ "เมื่อกี้แกบอกว่าเพื่อนแกมีเรื่องกับมันใช่ไหม? ฉันในฐานะคนเกลียดมันเหมือนกันขอแนะนำเลยนะ... แกไม่ต้องไปเสียเวลาเจรจาบ้าบออะไรกับคนพรรค์นี้หรอก! แกต้องไปดักรอมันตอนเลิกงาน ฟาดหัวตีให้สลบแล้วจับยัดใส่กระสอบ เอาไปซ้อมให้หยอดน้ำข้าวต้มไปเลย! มันจะได้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดซะบ้างว่าอย่ามาซ่าผิดที่!"

​ชายร่างเตี้ยอ้วน: ".........."

​เมื่อมองดูรปภ.หนุ่มตรงหน้าที่กำลังออกรสออกชาติในการวางแผนชั่วร้าย เขาชักเริ่มสับสนแล้วว่าตกลงใครกันแน่ที่เป็นโจรอาชีพ?

​ไอ้หนุ่มนี่เล่นพูดอธิบายแผนการที่อยู่ในหัวของพวกเขาออกมาตรงๆ ทุกสเตปเลย! ถ้าไม่รู้สถานะแน่ชัดว่าหมอนี่เป็นแค่รปภ.กระจอกๆ หิวเงิน เขาคงนึกว่ามีสายลับล่วงรู้แผนการอุ้มฆ่าของตัวเองไปแล้วแน่ๆ

​"ช.. ใช่ครับๆ! พี่รปภ.พูดถูกเผงเลย! ผมเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าไอ้หมอนี่ตอนอยู่ต่อหน้าเด็กนักเรียนในโรงเรียนมันจะเลวทรามหน้าไหว้หลังหลอกขนาดนี้ คนสารเลวแบบนี้สมควรโดนดักสั่งสอนซะให้เข็ดหลาบ!"

​ชายร่างเตี้ยอ้วนเออออตามน้ำไป "ขอถามเป็นความรู้ประดับสมองอีกคำถามนึงนะครับพี่... วันนี้ไอ้เฉินตงซีมันมาทำงานไหมครับ? ปกติมันเลิกงานกี่โมง? แล้วชอบใช้เส้นทางไหนเดินกลับบ้านครับ?"

​ในเมื่อเขามั่นใจแล้วว่ารปภ.คนนี้ก็เกลียดชังเฉินตงซีเหมือนกัน เขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังเจตนาที่แท้จริงอีกต่อไป

​ฉีหลินแกล้งทำตัวลับๆ ล่อๆ มองซ้ายมองขวาตรวจตราความปลอดภัย ก่อนจะลดเสียงลงแล้วกระซิบเสียงแผ่ว "วันนี้มันเสนอหน้ามาทำงาน... พวกครูที่โรงเรียนเราส่วนใหญ่ก็กินข้าวกลางวันกันที่โรงอาหารนี่แหละ ห้าโมงเย็นเป๊ะถึงจะเลิกงาน ทางกลับบ้านประจำของเฉินตงซีมันไม่ได้ไปทางถนนใหญ่ที่มีคนพลุกพล่านหรอกนะ แต่มันชอบเดินลัดเลาะไปทาง ‘ตรอกร้าง’ ทางทิศใต้ของโรงเรียน เพราะมันใกล้และเงียบสงบ"

​"แต่ฉันขอเตือนไว้ก่อนนะ! เรื่องข้อมูลพวกนี้... ห้ามพวกแกเอาไปบอกใครเด็ดขาดว่าเป็นฉันหลุดปากบอก ไม่งั้นฉันได้โดนไล่ออกตกงานแน่ๆ!"

​เมื่อสืบรู้ข้อมูลตารางชีวิตของเป้าหมายได้อย่างง่ายดายแถมละเอียดละออ ชายร่างเตี้ยอ้วนก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาใต้หน้ากาก

​"วางใจเถอะครับพี่รปภ.! พวกเราไม่มีทางพูดเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด... และรับรองได้เลยว่า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พี่ก็ไม่ต้องทนปวดหัวโดนมันด่าอีกแล้วล่ะครับ"

​ตั้งแต่วินาทีที่ไอ้เฉินตงซีกล้าไปมีเรื่องเหยียบจมูกลูกพี่ ของพวกเขา ก็ถูกพญายมกำหนดไว้แล้วว่ามันจะต้องอายุสั้น!

​เมื่อสืบรู้ข้อมูลอย่างทะลุปรุโปร่ง อันธพาลทั้งสองก็บอกลาและจากไปอย่างพึงพอใจในผลงานของตน

​ฉีหลินยืนล้วงกระเป๋า มองดูแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เดินลับสายตาไป ท่าทางละโมบเห็นแก่เงินและหวาดกลัวเมื่อครู่นี้ก็มลายหายไปในพริบตาราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

​ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติกลับมาประดับด้วยความขบขันและเย็นชา

​"เฮ้อ... น่าเสียดายจริงๆ ที่ยุคนี้ไม่มีคนเอากล้องวิดีโอมาตั้งถ่ายไว้ ไม่งั้นทักษะการแสดงระดับออสการ์ของฉันเมื่อกี้ คงถูกเอาไปใช้เป็นกรณีศึกษาในหนังสือเรียนของสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งได้สบายๆ"

​"เฉินตงซีเอ๋ยเฉินตงซี... เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมหรือยังล่ะ? หวังว่าของขวัญชิ้นใหญ่ที่ฉันอุตส่าห์จัดเตรียมไว้เซอร์ไพรส์แกในวันนี้ แกจะชื่นชอบมันจนลืมไม่ลงนะ"

​เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงพักเที่ยง แสงแดดส่องสว่างจ้า

​ฉีหลินนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ ไถคลิปแอปพลิเคชันโต่วอิน ดูสาวๆ เต้นอย่างเบื่อหน่าย

​"ไถไปไถมาก็เจอแต่พวกเน็ตไอดอลหน้าแหลมเปี้ยว ตัวผอมแห้งกร่องเป็นลิงจั๊กๆ แต่งหน้าฟิลเตอร์จัดเต็ม... ถ้าเอามาเทียบกับสาวงามของจริงอย่างพี่สาวอวิ้นจือ หรือพี่สาวอวี่เปาแล้ว พวกหล่อนนี่เทียบกันไม่ติดฝุ่นเลยสักนิด!"

​จู่ๆ เขาก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาจับใจ ที่ตอนนั้นไม่ได้แอบถ่ายรูปสองสาวสวยตอนที่กำลังเย้ายวนเก็บไว้ในมือถือสักรูปสองรูป เวลาว่างๆ เบื่อๆ แบบนี้ จะได้เอามานั่งชื่นชมช้าๆ ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจเล่น

​"ก๊อก ก๊อก ก๊อก~"

​ขณะที่ฉีหลินกำลังเหม่อลอยคิดอะไรเพลินๆ เสียงเคาะหน้าต่างเบาๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

​พอหันกลับไปมอง เขาก็ต้องเบิกตากว้าง... พบว่าคุณครูหวังอวิ้นจือคนสวย ที่ท่อนล่างสวมกระโปรงทรงสอบและถุงน่องสีดำสุดเซ็กซี่ กำลังยืนมองมาที่เขาด้วยสีหน้าหยิ่งทะนงและดุๆ ในมือเรียวเล็กของเธอถือกล่องข้าวมาด้วย

​"นี่! เพลาๆ ลงบ้างเถอะไอ้การดูพวกผู้หญิงเต้นแร้งเต้นกาในเน็ตเนี่ย! สาวสวยในเน็ตพวกนั้นมันก็ของปลอมที่ใช้ฟิลเตอร์ทั้งนั้นแหละ นายอย่าหน้ามืดเอาเงินเดือนอันน้อยนิดของตัวเองไปเปย์พวกหล่อนจนหมดตัวเสียล่ะ... ถ้าอยากมีความรักจริงๆ ทำตัวดีๆ เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะสแกนหาผู้หญิงดีๆ เพียบพร้อมมาแนะนำให้รู้จักเอง"

หวังอวิ้นจือเปิดประตูเข้ามา ยื่นกล่องข้าวสีชมพูอ่อนให้ฉีหลิน แล้วเริ่มบ่นสั่งสอนยืดยาวเป็นชุด ราวกับเห็นเขาเป็นน้องชายสายเลือดเดียวกันจริงๆ

​ฉีหลินหัวเราะร่วน ข้ามประเด็นสั่งสอนนี้ไปโดยสิ้นเชิง เขารับกล่องข้าวมา แล้วจัดการเปิดฝากล่องข้าวสีชมพูอ่อนลายกลีบดอกไม้ที่ดูฟรุ้งฟริ้งขัดกับลุคคุณครูจอมเนี้ยบออก

​"โอ้โห! พี่สาวอวิ้นจือ... กล่องข้าวใบนี้คงไม่ใช่.........."

​ใบหน้าหวานของหวังอวิ้นจือแดงระเรื่อขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าเขากำลังจะแซวอะไร เธอกระแอมไอแก้เขิน ก่อนจะรีบพูดแทรกฉีหลินทันที "ไม่ต้องพูดมากเลยนะ! มีของให้กินก็รีบๆ กินเข้าไปเลย ตอนกินห้ามพูด!"

​ความจริงคือ... ตัวเธอเองก็เพิ่งเลิกสอนและยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะในใจเอาแต่เป็นห่วงกลัวว่าน้องชาย (กำมะลอ) อย่างฉีหลินจะหิวและปวดแผล เธอก็เลยรีบตักข้าวเอามาส่งให้เขาก่อนเป็นคนแรก

​และเนื่องจากโรงอาหารของโรงเรียนไม่มีนโยบายใช้กล่องข้าวแบบพลาสติกใช้แล้วทิ้งให้บริการ เธอเลยไม่มีทางเลือก ต้องเอากล่องข้าวส่วนตัวที่เธอใช้เป็นประจำมาใส่ข้าวให้ฉีหลินใช้ไปก่อน

​"เข้าใจแล้วคร้าบๆ เข้าใจแล้วคร้าบคุณแม่"

​ฉีหลินแกล้งขยิบตาให้หวังอวิ้นจือ ทำทีเหมือนรู้ทันความคิดของเธอ

​เมื่อเห็นหวังอวิ้นจือหน้าแดงก่ำ ชูหมัดน้อยๆ ขึ้นมาขู่เหมือนจะโกรธและฟาดเขาเข้าจริงๆ ฉีหลินถึงได้ยอมหุบปากฉับ แล้วลงมือสวาปามอาหารในกล่องอย่างเอร็ดอร่อย

​"ว้าว... อร่อยมากเลยครับ! แถมพอกินเข้าไปยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิติดจมูกด้วย ผมเกิดมาสิบแปดปี ยังไม่เคยกินข้าวที่หอมหวานและอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต"

​ฉีหลินจงใจพูดไปพลาง เดาะลิ้นเลียริมฝีปากไปพลาง ราวกับกำลังลิ้มรสอาหารรสเลิศราคาแพงระดับมิชลินสตาร์

หวังอวิ้นจือกัดริมฝีปากล่างของตัวเองเบาๆ ขวยเขินจนใบหูแดงเถือกไปหมด

​ถ้ารู้ว่าไอ้เด็กนี่มันกะล่อนและช่างสังเกตแบบนี้ ไม่น่าใจอ่อนเอาข้าวมาส่งให้เลย!

​เธอใช้ยาสีฟันและลิปสติกกลิ่นดอกมะลิมาตลอดเป็นประจำ ที่หมอนี่จงใจพูดเน้นย้ำถึงกลิ่นดอกมะลิแบบนี้... มันก็กำลังสื่อเป็นนัยๆ อย่างหน้าไม่อายว่า พวกเขากำลัง ‘จูบทางอ้อม’ ผ่านกล่องข้าวใบเดียวกันอยู่ไม่ใช่เหรอ?!

​สุดท้าย... ข้าวกล่องปริมาณพอเหมาะหนึ่งกล่อง ก็ถูกฉีหลินสวาปามจัดการจนเกลี้ยงกล่องไม่เหลือแม้แต่เม็ดเดียว

​"พี่สาวอวิ้นจือ... ผมยังไม่อิ่มเลยอ่ะ มีข้าวให้เติมอีกไหมครับ?"

​ฉีหลินลูบท้องตัวเอง มองหวังอวิ้นจือด้วยสายตาละห้อยออดอ้อนเหมือนลูกสุนัขตัวโต

​"กับข้าวโรงอาหารมันมีอะไรอร่อยนักหนาฮะ? กินแค่นี้รองท้องไปก่อน... รอตอนเย็นเลิกงานไปที่บ้านฉัน ฉันจะทำของอร่อยๆ ให้กินให้อิ่มแปล้พุงกางไปเลย"

หวังอวิ้นจือพยายามกลั้นยิ้มเอ็นดู แล้วค้อนวงใหญ่ใส่ฉีหลินด้วยความหมั่นไส้ เธอแย่งชามและตะเกียบเปล่าในมือฉีหลินกลับมาใส่ตะกร้า หิ้วตะกร้าใบเล็กเตรียมตัวหันหลังเดินกลับ

​เอาเถอะ ขุนฉีหลินจนอิ่มแปร้แล้ว แต่ตอนนี้ท้องของเธอเองนี่แหละที่กำลังร้องครางจ๊อกๆ ประท้วงความหิวอยู่เลย!

​ณ บริเวณหน้าประตูโรงอาหารของโรงเรียน

หวังอวิ้นจือที่กำลังหิ้วตะกร้ากล่องข้าวเดินมา ก็บังเอิญเจอกับ เฉินตงซี ผู้เป็นสามี ที่กำลังยืนชะเง้อคอมองซ้ายมองขวาค้นหาใครบางคนอยู่พอดี

​เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับเงาร่างคุ้นเคยของภรรยาตัวเอง ดวงตาของเฉินตงซีก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบวิ่งเข้าไปหา "ที่รัก! เมื่อกี้คุณหายไปไหนมา? ผมไปดักรอคุณที่โต๊ะประจำในโรงอาหารตั้งนาน ไม่เห็นเงาคุณเลย"

​เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเฉินตงซี รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังอวิ้นจือก็จางหายไป เธอตีหน้าขรึมและเย็นชาใส่เขาทันที

​จนถึงตอนนี้ ภายในใจเธอก็ยังไม่หายโกรธเคืองเรื่องคืนนั้น!

​เป็นผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ แต่กลับขี้ขลาดตาขาว ไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้เลยสักนิด! ปากก็พร่ำบอกว่าจะจัดงานวันเกิดแบบโรแมนติกเซอร์ไพรส์ให้เธอ แต่พอมีอันตรายเข้าจริงๆ กลับทิ้งผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอให้เผชิญหน้ากับความตายบนยอดเขาตามลำพังแล้วตัวเองหนีเอาตัวรอด!

​ลองคิดดูสิ... ถ้าคืนนั้นฟ้าไม่ส่งให้เธอได้บังเอิญเจอกับฉีหลินที่เสี่ยงตายเข้ามาช่วย แต่ไปเจอกับพวกคนร้ายกลุ่มนั้นแทนล่ะ?

​ตัวเธอ... ผู้หญิงที่ไร้ทางสู้ จะไม่ถูกพวกเดนมนุษย์พวกนั้นรุมโทรมย่ำยี แล้วฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม ทิ้งศพให้เน่าเปื่อยไว้กลางป่ากลางเขาหรอกหรือ?!

​ขอแค่สมองจินตนาการนึกถึงความเป็นไปได้เรื่องนี้ หวังอวิ้นจือก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นขึ้นมาจับใจ และนั่นก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งและเทิดทูนในความกล้าหาญของฉีหลินมากขึ้นไปอีกเป็นร้อยเท่าทวีคูณ

​"ฉันไปเดินเล่นแล้วก็ไปกินข้าวมา มีปัญหาอะไรไหม?" น้ำเสียงของหวังอวิ้นจือราบเรียบไร้อารมณ์ ห่างเหินราวกับพูดกับคนแปลกหน้า

​เฉินตงซีขมวดคิ้ว ก้มลงมองดูกล่องข้าวสีชมพูที่เปื้อนคราบน้ำมันและเศษอาหารในมือหวังอวิ้นจือด้วยความประหลาดใจสุดขีด

หวังอวิ้นจือเป็นผู้หญิงที่ห่วงใยรูปร่าง กินข้าวน้อยเยี่ยงแมวดมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทุกครั้งที่มากินข้าวโรงอาหารด้วยกัน เธอจะกินเหลือทิ้งตั้งกว่าครึ่งกล่องเสมอ ทำไมวันนี้ครั้งนี้ถึงเจริญอาหารผิดปกติ กินจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือคราบเลยล่ะ?

​ช่างเถอะ กินหมดก็กินหมดสิ ถือว่าเป็นเรื่องดี

​เฉินตงซีผู้โง่เขลาไม่ได้คิดอะไรให้ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น เขาเดินเข้าไปใกล้ ทำทีจะประจบเอาใจภรรยาคนสวย "ที่รักครับ เอากล่องข้าวในมือคุณมาให้ผมสิครับ เดี๋ยวสามีคนนี้จะเอาไปล้างทำความสะอาดให้เอง คุณจะได้ไม่ต้องเปื้อนมือ"

หวังอวิ้นจือเบี่ยงตัวหลบมือของเขาอย่างรังเกียจโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา "ไม่ต้องมายุ่ง! ฉันจัดการเองได้ เดี๋ยวฉันเอากลับไปล้างที่ออฟฟิศ"

​เฉินตงซี: ".........."

​เขาได้แต่ยืนอึ้ง... นี่ใช่หวังอวิ้นจือ ภรรยาคนที่เขาเคยรู้จัก คนที่รักสะอาดขั้นสุด ชอบเล่นโยคะตอนเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ และใส่ใจเรื่องการคุมอาหารเพื่อรักษารูปร่างเป็นอย่างมากคนนั้นหรือเปล่าเนี่ย? ทำไมวันนี้ถึงดูเปลี่ยนไปขนาดนี้?

​หลังจากนั้น ตอนที่หวังอวิ้นจือนำกล่องข้าวกลับไป และตักข้าวรอบใหม่มากินเองเงียบๆ ที่โต๊ะทำงาน... ตลอดเวลาที่ตักข้าวเข้าปาก ใบหน้าสวยของหวังอวิ้นจือก็แดงระเรื่อซับสีเลือดตลอดเวลา

​เธอ... ผู้หญิงที่รักความสะอาดจนเข้าขั้นอนามัยจัด ถึงกับยอมใช้กล่องข้าวและช้อนคันเดิมที่ ‘ฉีหลิน’ เพิ่งใช้กินเสร็จเมื่อครู่นี้มากินต่อโดยไม่ได้ตะขิดตะขวงใจ

​แต่ถ้าไม่กิน ท้องเธอก็หิวจนแสบกระเพาะทนไม่ไหวแล้วนี่นา!

​"ทั้งหมดนี่ต้องโทษไอ้สารเลวเฉินตงซีนั่นแหละ! มาหาไม่รู้จักเวล่ำเวลา ดันโผล่มาตอนฉันกำลังจะตักข้าวมากินต่อ ทีนี้ก็ดีเลย ทำให้ฉันไม่กล้าไปล้างกล่องข้าวให้สะอาด ต้องมาทนนั่งกินน้ำลายผู้ชายคนอื่นอยู่เนี่ย!" เธอสบถพึมพำในใจอย่างหงุดหงิด

​แม้ปากจะบ่นแบบนั้น... แต่ตลอดช่วงบ่ายหลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว หวังอวิ้นจือก็กลับมีท่าทีเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปตลอดการสอน

​สาเหตุข้อแรกคือ... เพราะเฉินตงซีเอาแต่เดินตามตื๊อเธอต้อยๆ เป็นปลิงดูดเลือด ปากก็พร่ำร้องขอให้เธออภัยให้ สัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก อยากจะรับเธอกลับไปอยู่บ้านด้วยกันเหมือนเดิม

​แต่เรื่องพรรค์นี้... หวังอวิ้นจือที่ตาสว่างแล้วไม่มีทางยอมใจอ่อนตกลงง่ายๆ แน่ อย่างแรกเลยคือเธอยังไม่หายโกรธเกลียดเขาจากเรื่องเสี่ยงตายคืนนั้น อีกอย่าง... ถ้าคืนนี้เธอปล่อยให้เฉินตงซีกลับไปนอนที่บ้าน แล้วเธอจะเอาเวลาที่ไหนไปทำกับข้าวและตุ๋นซุปบำรุงให้ฉีหลินสุดที่รักกินตามที่สัญญากันไว้ล่ะ?!

​สาเหตุข้อสองคือ... หวังอวิ้นจือเอาแต่ใจลอยเป็นห่วงฉีหลินอยู่ตลอดเวลา ได้ยินฉีหลินบอกว่ามือของเขาถูกมีดสั้นแทงทะลุจนเป็นแผลฉกรรจ์ แผลลึกและใหญ่ขนาดนั้น ถ้าไม่รักษาและดูแลให้ดีก็อาจจะติดเชื้อบาดทะยักได้ เขาจะเป็นอะไรไหมนะ?

​ถ้าแผลเกิดอักเสบลุกลามขึ้นมา... ฝ่ามือเป็นส่วนที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตมากขนาดนี้ แล้วถ้าต่อไปเขาต้องกลายเป็นคนพิการใช้มือไม่ได้ล่ะ จะทำยังไง? ใครจะรับผิดชอบชีวิตเขา?

​"กริ๊งๆๆ~"

​ในที่สุด เสียงกริ่งบอกเวลาหมดคาบเรียนสุดท้ายของช่วงบ่ายก็ดังขึ้น ดึงสติของหวังอวิ้นจือกลับมา

หวังอวิ้นจือรีบเก็บแผนการสอนและเอกสารใส่กระเป๋า สะพายกระเป๋าใบเก่ง เตรียมตัวรีบกลับบ้านเพื่อไปเตรียมวัตถุดิบทำมื้อเย็น

​"อวิ้นจือ... อวิ้นจือครับ รอผมด้วย! ตกลงว่าคุณจะให้ผมทำยังไงถึงจะยอมยกโทษให้ผม? โบราณเขาก็ว่าไว้ เป็นสามีภรรยากันเพียงวันเดียว ผูกพันกันไปร้อยวัน พันวัน! ไม่ว่าพวกเราจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือบาดหมางกันรุนแรงแค่ไหน... คุณเห็นแก่ความรักและความจริงใจของผม ยกโทษให้ผมเถอะนะ ถือว่าผมขอร้องล่ะ?"

​เฉินตงซีวิ่งกระหืดกระหอบตามหลังหวังอวิ้นจือมาติดๆ พลางอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงขมขื่นและน่าสมเพช

​"ไม่จำเป็น! ตอนที่คุณทิ้งฉันไว้บนเขาในความมืดเมื่อคืนนั้น ทำไมตอนนั้นคุณถึงไม่รู้จักคิดถึงความปลอดภัยและชีวิตของฉันบ้างล่ะฮะ?!"

หวังอวิ้นจือหยุดเดิน หันไปตอกกลับด้วยความโมโห ก่อนจะพูดต่อเสียงแข็ง "ก่อนที่ฉันจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้... คุณรีบกลับบ้านของคุณ (บ้านพ่อแม่เฉิน) ไปซะ! ช่วงสองสามวันนี้ฉันแค่อยากจะอยู่เงียบๆ คนเดียวทบทวนเรื่องต่างๆ ถ้าคุณยังตามตื๊อฉันไม่เลิก ทำให้ฉันโกรธจนฟิวส์ขาดขึ้นมาจริงๆ... ผลที่ตามมามันจะร้ายแรงแค่ไหน คุณก็เตรียมตัวรับผิดชอบเอาเองแล้วกัน!"

หวังอวิ้นจือสะบัดหน้า พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและเย็นชา โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองหน้าสามีอีก

​ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงที่สุดคืออะไรน่ะเหรอ? ก็หย่าขาดจากกันน่ะสิ!

​ตอนนี้เฉินตงซีทั้งตกใจและหวาดกลัวว่าภรรยาคนสวยจะขอหย่า แต่ในใจก็ยังไม่ยอมตัดใจง่ายๆ เขาไม่กล้าพูดเซ้าซี้อะไรให้เธอรำคาญอีก ทำได้เพียงทิ้งระยะห่างแล้วแอบเดินตามหวังอวิ้นจือไปเงียบๆ เพื่อความอุ่นใจ

​โดยไม่รู้ตัว... สองสามีภรรยาก็เดินตามกันมาจนถึงปาก ‘ตรอกร้าง’ แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางลัด

​ทันใดนั้นเอง บรรยากาศยามเย็นที่เคยสงบสุขก็เปลี่ยนไป...

หวังอวิ้นจือที่เดินนำหน้าก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติและรังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากความมืดในตรอก

​ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่ด้านหน้าของเธอ ห่างออกไปไม่กี่เมตร มีผู้ชายรูปร่างผอมสูง สวมหมวกแก๊ปดึงลงต่ำและใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้ามิดชิดคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นขวางทางเดินเอาไว้

​และสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดกลัวยิ่งกว่าก็คือ...

​ในมือของชายปริศนาคนนั้น กำลังถือ ‘มีดสั้น’ เล่มวาววับสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเอาไว้แน่น!

จบบทที่ บทที่ 72: พี่สาวชุดดำส่งข้าว ฉีหลินใส่ร้ายเฉินตงซี

คัดลอกลิงก์แล้ว