เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71: ข่มขู่หลอกล่อ ได้แฟนสาวมาอีกหนึ่งคน

บทที่ 71: ข่มขู่หลอกล่อ ได้แฟนสาวมาอีกหนึ่งคน

บทที่ 71: ข่มขู่หลอกล่อ ได้แฟนสาวมาอีกหนึ่งคน


บทที่ 71: ข่มขู่หลอกล่อ ได้แฟนสาวมาอีกหนึ่งคน

​บรรยากาศภายในร้านอาหารหรูหราอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารเลิศรส ทว่าบนโต๊ะอาหารมุมหนึ่ง สถานการณ์กลับตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด ขาดทุนป่นปี้ขนาดนี้... เฉินหลี่หลี่เม้มริมฝีปากอวบอิ่มของตนแน่น ใบหน้าสวยหวานที่เคยเชิดรั้นบัดนี้ฉายแววไม่สบอารมณ์และอับจนหนทาง

​ทว่า ท่ามกลางความหงุดหงิดนั้น เธอก็เพิ่งนึกเรื่องคอขาดบาดตายเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

​“พี่หลิน... เร็วเข้าเถอะค่ะ ช่วยฉันแก้สถานการณ์ที”

​น้ำเสียงของเฉินหลี่หลี่สั่นเครือ แฝงแววอ้อนวอนอย่างปิดไม่มิด สองมือเล็กๆ บีบเข้าหากันใต้โต๊ะ แววตาที่มองชายหนุ่มตรงหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง

​ตรงกันข้ามกับหญิงสาว ฉีหลินกลับคีบอาหารรสเลิศเข้าปากอย่างสบายอารมณ์ ท่าทางของเขาผ่อนคลายราวกับกำลังนั่งชมละครฉากสนุก ชายหนุ่มเคี้ยวอาหารช้าๆ ก่อนจะเอ่ยกลั้วหัวเราะ “มีเรื่องอะไรสำคัญไปกว่าการกินข้าวอีก? ไม่สู้เธอกินให้อิ่มก่อนแล้วค่อยว่ากันล่ะ? อาหารมื้อนี้แพงไม่เบานะ”

เฉินหลี่หลี่ยิ้มขื่นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ตอนนี้ฉันจะมีกะจิตกะใจกินข้าวลงได้ยังไงกันคะ ผู้อำนวยการเพิ่งเซ็นคำสั่งย้ายฉันไปประจำที่แผนกผู้ป่วยเฉพาะทางโรคหลอดเลือดสมองแล้ว!”

​เธอสูดหายใจลึก พยายามอธิบายความตื่นตระหนกของตน “พี่อย่าเห็นว่าตอนนี้ฉันได้บรรจุเป็นพนักงานประจำแล้วทุกอย่างจะจบนะ การได้บรรจุตำแหน่งนี้หมายความว่าโรงพยาบาลระดับท็อปให้ความสำคัญกับฉันมาก และฉัน... ฉันก็ต้องแสดงฝีมือการรักษาที่คู่ควรกับตำแหน่งนั้นออกมาให้ทุกคนเห็น”

​ฉีหลินปรายตามองเฉินหลี่หลี่ที่กำลังกลัดกลุ้มจนคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม “พื้นฐานความรู้ทางการแพทย์ของเธอก็ปูมาไม่เลวไม่ใช่หรือไง? พรุ่งนี้ไปทำงาน เธอก็แค่แสดงฝีมือตามปกติออกมาก็พอ ตอนนี้เธอเป็นแค่แพทย์รักษาโรคทั่วไป รับมือกับผู้ป่วยธรรมดาๆ ก็ไม่น่าจะยากอะไรนี่นา?”

เฉินหลี่หลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจนปัญญา แทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ “ถ้ามันง่ายอย่างที่พี่พูดก็ดีสิคะ! ก็เพราะวันนี้คนที่ฉันบังเอิญช่วยไว้ดันเป็นผู้ป่วยเลือดออกในสมองขั้นวิกฤต ผู้อำนวยการกู้เลยเข้าใจผิด คิดว่าฉันเชี่ยวชาญด้านนี้ เลยแบ่งฉันไปอยู่แผนกหลอดเลือดสมองโดยตรง แถมยังกำชับให้ฉันใช้ ‘วิชาฝังเข็มทะลวงจุด’ เพื่อรักษาผู้ป่วยอัมพาตในวอร์ดอีก!”

​“แต่พี่หลินก็รู้อยู่แก่ใจนี่นา... ว่าจุดที่ฝังเข็มพวกนั้น พี่เป็นคนกระซิบหลอกบอกฉันทีละจุด! ฉันไม่รู้เรื่องวิชาฝังเข็มบ้าบอนั่นเลยสักนิด ถ้าพรุ่งนี้เช้าให้ฉันไปยืนถือเข็มรักษาผู้ป่วยอัมพาตพวกนั้น ฉันต้องความแตกแน่ๆ!”

​ในความเป็นจริงแล้ว...

​เรื่องราวทั้งหมดที่เฉินหลี่หลี่พรั่งพรูออกมา ฉีหลินเข้าใจดีทะลุปรุโปร่งมาตั้งแต่ต้น เขาแค่แกล้งตีหน้าซื่อทำเป็นโง่เขลาไปอย่างนั้นเอง

​หากลองพิจารณาดูให้ดี ว่าเหตุใดฉีหลินถึงยอมสอนและคอยบอกจุดฝังเข็มให้เฉินเหยาลี่ช่วยคนในตอนแรก ก็จะตระหนักได้ทันทีว่าหมอนี่มีแผนการที่ลึกล้ำและร้ายกาจเพียงใด สมกับฐานะตัวร้ายผู้ช่วงชิงวาสนา

​ภายนอกดูเหมือนว่าเขากำลังสวมบทบาทผู้มีพระคุณ มอบโอกาสทองให้เฉินหลี่หลี่ได้บรรจุเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เมื่อเฉินหลี่หลี่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนั้น เธอจะได้พบกับความสิ้นหวังอย่างแท้จริง เพราะเธอจะตระหนักได้ว่า ตอนนี้เธอขาดฉีหลินไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ความสามารถจอมปลอมที่เธอมี รัศมีที่เปล่งประกาย ล้วนเป็นสิ่งที่ฉีหลินสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น

​และสำหรับ ‘อาจารย์’ ผู้กุมความลับและอนาคตของเธอคนนี้ เธอไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องยอมประจบประแจงและสยบอยู่แทบเท้าเขา

​หากต้องการผ่านพ้นวิกฤติตรงหน้านี้ไปให้ได้ เธอทำได้เพียงอ้อนวอนฉีหลินต่อไป แต่ถ้าฉีหลินใจแข็งปฏิเสธที่จะสอน เฉินหลี่หลี่ก็จะต้องเผชิญกับจุดจบอันน่าสมเพช... โรงพยาบาลจะจับได้ว่าเธอฝังเข็มไม่เป็น เป็นเพียงสิบแปดมงกุฎลวงโลก และถูกไล่ออกอย่างไม่ไยดี พร้อมกับอนาคตในวงการแพทย์ที่พังทลาย

​ฉีหลินกลั้นยิ้มมุมปาก นัยน์ตาดำขลับจ้องมองเฉินหลี่หลี่ที่กำลังมองตนตาละห้อยราวกับลูกสุนัขตกน้ำ “แล้วเธอจะทำยังไงล่ะทีนี้?”

​ในที่สุดก็รอจนชายหนุ่มเอ่ยประโยคนี้ออกมา เฉินหลี่หลี่รีบโพล่งความคิดของตัวเองออกไปโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา “พี่หลินคะ! ในเมื่อพี่ช่วยผลักดันให้ฉันได้บรรจุแล้ว พี่ก็ช่วยอนุเคราะห์ฉันให้ถึงที่สุดเถอะนะคะ สอนเคล็ดวิชาฝังเข็มทะลวงจุดให้ฉันทั้งหมดเลยสิ! ขอแค่ฉันเรียนรู้วิชานี้ได้ ฉันก็เข้าทำงานได้อย่างราบรื่นและสร้างชื่อเสียงได้แล้วไม่ใช่เหรอ?”

​ถ้าเธอได้ครอบครอง ‘วิชาฝังเข็มทะลวงจุด’ เธอจะไปกลัวอะไรกับแค่โรคหลอดเลือดสมองล่ะ!

​นี่คือทักษะการแพทย์ขั้นเทพที่ถูกบันทึกไว้ในตำราแพทย์ชิงหนางโบราณ แถมยังสาบสูญไปจากวงการแพทย์แผนจีนนานนับศตวรรษ

​โรคหลอดเลือดสมองคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเท่าไหร่? ทำให้คนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา อัมพาตครึ่งซีกตลอดชีวิต ทำลายความสุขของครอบครัวไปนับไม่ถ้วน หากเฉินหลี่หลี่สามารถใช้ทักษะขั้นเทพนี้ช่วยเหลือผู้คนได้ อีกไม่นาน เธอก็จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด เติบโตขึ้นเป็นผู้หญิงที่เปล่งประกายเจิดจรัส ทัดเทียมกับแพทย์หญิงระดับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์!

​ทว่า... ฉีหลินไม่ใช่คนโง่

​อย่าได้หลงเชื่อคำสัญญาปาวๆ ของผู้หญิงเด็ดขาด เมื่อใดที่สถานะของเธอสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาในสังคม หรือมูลค่าตัวที่พุ่งทะยานไปสู่จุดสูงสุด เฉินหลี่หลี่ยังจะยอมลดตัวลงมาชายตามอง ‘รปภ.ตัวเล็กๆ’ อย่างเขาอยู่อีกหรือ? เกรงว่าถึงตอนนั้น แม้แต่หมาก็ยังถูกเธอเตะกระเด็นให้พ้นทางเดิน

​ดังนั้น ขอเพียงฉีหลินยังมีสมอง เขาก็จะไม่มีทางมอบวิชาฝังเข็มทะลวงจุดให้เฉินหลี่หลี่ไปเปล่าๆ อย่างแน่นอน แต่เขาจะใช้ทักษะขั้นเทพนี้มาเป็นข้อต่อรองอันหอมหวาน เพื่อควบคุมเฉินหลี่หลี่โดยสมบูรณ์ บีบให้เธอยอมตกเป็นของเขาแต่โดยดี ทั้งร่างกายและจิตใจ

​“พี่หลิน... พี่คิดว่ายังไงคะ? พูดอะไรหน่อยสิ”

เฉินหลี่หลี่ยิ้มกริ่ม จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของฉีหลิน นัยน์ตากลมโตเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดาวซ่อนอยู่ เธอพยายามส่งสายตาออดอ้อนอย่างเต็มที่

​อย่าคิดว่าผู้หญิงสวยจะต้องโง่เขลาเสมอไป ลองย้อนกลับไปคิดดู... การที่เฉินหลี่หลี่ยอมตกลงมอบจูบแรกอันแสนหวงแหนให้ฉีหลินในตอนแรก เป็นเพียงเพราะเขาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเธอไว้จริงๆ หรือ?

​รับของเขามาก็ต้องเกรงใจเขา กินของเขามาก็ต้องโอนอ่อนผ่อนตาม

​ขนาดริมฝีปากนุ่มๆ ของเธอ เขาก็ยังฉกฉวยจูบไปแล้ว พอเฉินหลี่หลี่เอ่ยปากขอร้องอีกครั้ง เขาจะยังมีหน้าใจดำปฏิเสธผู้หญิงที่เพิ่งจูบด้วยได้อีกหรือ? เฉินหลี่หลี่ดีดลูกคิดรางแก้วในใจมาอย่างดี งัดเอามารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนเล็กๆ น้อยๆ ออกมาใช้อย่างเต็มที่

​“เรื่องนี้น่ะเหรอ...” ฉีหลินวางตะเกียบลง ตีหน้าขรึมและถอนหายใจยาว “พูดตามตรงกับเธอเลยนะน้องหลี่หลี่ วิชาฝังเข็มทะลวงจุดเป็นวิชาลับที่สืบทอดกันมาเฉพาะในสายเลือดตระกูลฉันเท่านั้น ปู่ของฉันสั่งเสียไว้ก่อนตายว่า สรรพคุณในการปล่อยเลือดถอนพิษและทะลวงจุดของมันมีอานุภาพมากเกินไป ไม่ควรนำออกมาแสดงให้ผู้คนเห็นง่ายๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการชักนำภัยพิบัติและความโลภมาสู่ตัว...”

​ชายหนุ่มเว้นจังหวะ มองตาเธอด้วยความจริงจัง “ดังนั้น ฉันถึงเลือกที่จะยอมซ่อนตัวเป็นแค่ยามรักษาความปลอดภัย ดีกว่าใช้วิชาฝังเข็มทะลวงจุดออกไปหาเงินทองหรือชื่อเสียง ตอนที่ฉันตัดสินใจกระซิบวิชานี้เพื่อช่วยเธอ ฉันก็ถือว่าทำผิดกฎเหล็กของบรรพบุรุษไปแล้ว”

​“อีกอย่าง...” ฉีหลินหรี่ตาลงเล็กน้อย “ตระกูลของเราก็มีกฎเหล็กอยู่อีกข้อว่า วิชาฝังเข็มทะลวงจุดนี้ จะสืบทอดเฉพาะผู้ชายในตระกูล ไม่สืบทอดให้ผู้หญิงเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้วิชาลับตกไปอยู่กับคนนอกสายเลือดตอนที่แต่งงานออกไป ใครจะเอามรดกสมบัติลับของตระกูลไปสืบทอดให้คนนอกกันล่ะ? เพราะงั้น... เธอคงเข้าใจความหมายของฉันใช่ไหม?”

​ฉีหลินถอนหายใจอีกครั้ง ทำทีท่าราวกับชายหนุ่มผู้ถูกบีบคั้น แววตาสื่อความหมายว่า ‘ฉันเข้าใจความลำบากของเธอ แต่ฉันเองก็มีความลำบากของฉันเหมือนกัน’

เฉินหลี่หลี่: “..........”

​เมื่อถูกฉีหลินปฏิเสธด้วยเหตุผลของ ‘กฎประจำตระกูล’ ในใจของเฉินหลี่หลี่ก็สับสนวุ่นวายไปหมดราวกับมีพายุพัดโหมกระหน่ำ พอจินตนาการถึงภาพพรุ่งนี้เช้าที่ต้องเดินเข้าโรงพยาบาล ต้องเผชิญหน้ากับความคาดหวังของผู้อำนวยการ และผู้ป่วยอัมพาตที่นอนรออยู่ แต่ตัวเองกลับทำหน้าเด๋อด๋าถือเข็มไม่เป็น เธอก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายตามกรอบหน้า

​การถูกโรงพยาบาลไล่ออกยังถือเป็นเรื่องเล็ก แต่การต้องเสียชื่อเสียงป่นปี้ ถูกประจานในวงการแพทย์ต่างหากคือปัญหาใหญ่ที่สุด! ตัวเธอเองคงถูกตราหน้าว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎลวงโลก และถูกโรงพยาบาลทุกแห่งในประเทศปฏิเสธรับเข้าทำงาน อนาคตแพทย์หญิงที่วาดฝันไว้พังทลายไม่มีชิ้นดี

​เมื่อคิดถึงจุดตกต่ำที่สุดในชีวิต น้ำเสียงของเฉินหลี่หลี่ก็แฝงแววอ้อนวอนจนถึงขีดสุด “พี่หลินคะ... พี่จะช่วยแหกกฎตระกูลเพื่อฉันสักครั้ง... ไม่ได้เลยจริงๆ เหรอคะ? หรือพี่จะทนดูฉันเสียอนาคต เสียงานไปต่อหน้าต่อตาจริงๆ?”

​ฉีหลินเอนหลังพิงพิงพนักเก้าอี้ เขากินอิ่มหนำสำราญแล้ว ชายหนุ่มล้วงกล่องบุหรี่ออกมา ดึงบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง คาบไว้ที่ริมฝีปากแล้วจุดสูบอย่างเบิกบานใจ เขาพ่นควันสีเทาเป็นวงลอยขึ้นสู่อากาศ รู้สึกผ่อนคลายสุดๆ ราวกับผู้กุมชัยชนะ

​จากนั้น เขาถึงได้หันไปมองเฉินหลี่หลี่ที่กำลังมองมาด้วยสายตาละห้อยราวกับจะขาดใจ “จะให้ฉันแหกกฎเพื่อเธอมันก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้หรอกนะ... ในกฎตระกูลของฉันยังเขียนข้อยกเว้นไว้ข้อหนึ่งว่า... ขอเพียงคนที่จะสืบทอดวิชาฝังเข็มทะลวงจุด เป็น ‘ภรรยาในอนาคต’ ของฉัน และสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อฉันตลอดไป จะไม่นำวิชาฝังเข็มทะลวงจุดไปเผยแพร่ให้บุคคลภายนอก... แบบนี้ ฉันก็สามารถสอนให้เธอได้”

เฉินหลี่หลี่ “..........”

​พูดมาจนถึงขั้นนี้แล้ว มีหรือที่ผู้หญิงฉลาดอย่างเฉินหลี่หลี่จะไม่เข้าใจความหมายแฝงของฉีหลิน?

​วินาทีนี้ ความขัดแย้งในใจของเฉินหลี่หลี่พุ่งทะยานมาถึงขีดสุด! พูดกันตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะถูกสถานการณ์บีบบังคับจนไม่มีทางเลือก เธอไม่อยากทรยศ ซางเจีย แฟนหนุ่มของเธอเลยจริงๆ เธอไม่อยากเป็นผู้หญิงหน้าไม่อายที่เหยียบเรือสองแคม หรือถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงร่านรัก

​แต่ความเป็นจริงตรงหน้ามันบีบบังคับเธอนี่นา!

​ดวงตากลมโตของเฉินหลี่หลี่เปล่งประกายวูบวาบ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ ทางเลือกที่เธอต้องเผชิญในชีวิต มีเพียงสองทางเท่านั้น

​ทางเลือกที่หนึ่ง: ตกลงเป็นแฟนของฉีหลิน สาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อเขาตลอดไป เพื่อแลกกับวิชาแพทย์ หลังจากนั้นค่อยหาวิธีกลับไปบอกเลิกกับซางเจีย ตัดขาดจากเขาอย่างเด็ดขาด

​ทางเลือกที่สอง: หลอกลวงฉีหลิน แสร้งทำเป็นยอมทอดกายให้เขาชั่วคราว ปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้ซางเจียรู้ ปิดได้นานแค่ไหนก็แค่นั้น รอจนกว่าจะได้เรียนรู้วิชาฝังเข็มทะลวงจุดมาอยู่ในมือจนครบถ้วน แล้วค่อยถีบหัวส่งฉีหลินทิ้งอย่างไร้เยื่อใย

​“ฉัน... เฉินหลี่หลี่ จะไม่มีวันทำตัวเป็นผู้หญิงหลายใจเด็ดขาด!”

​หลังจากปล่อยให้ความเงียบโรยตัวและลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในใจของเฉินหลี่หลี่ก็ตัดสินใจเลือกคำตอบได้อย่างเด็ดขาด

​เธอลืมตาอันงดงามขึ้น แววตาของเฉินหลี่หลี่บัดนี้ฉายแววเด็ดเดี่ยวและหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเสร็จสรรพ

​“พี่หลินยอมสละตัวเองเข้าช่วยเหลือฉันตั้งหลายครั้ง มอบชีวิตที่สองให้ฉัน... ตอนที่ฉันตกที่นั่งลำบากที่สุด ซางเจียกลับเอาแต่ไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังอย่างขี้ขลาด ก็มีแต่พี่หลินนี่แหละที่ออกรับแทน ช่วยให้ฉันผ่านพ้นวิกฤตความตายมาได้”

​“ถึงแม้ภายนอกเขาจะเป็นแค่รปภ. แต่เขาก็ทำไปเพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตระกูล ทั้งที่เขามีวิชาแพทย์ล้ำค่าควรเมืองอยู่กับตัว แต่กลับยอมถ่อมตัวเป็นแค่ยาม... ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบและมีดีซ่อนอยู่แบบนี้สิ ถึงจะคู่ควรให้ผู้หญิงฝากชีวิตไว้ด้วยไม่ใช่เหรอ?”

​“ฉันกับซางเจียคบกันมาตั้งนาน ยังไม่เคยแม้แต่จะจับมือกันด้วยซ้ำ! แต่จูบแรกของฉันกลับมอบให้พี่หลินไปแล้วโดยไม่รู้ตัว... ขอแค่ฉันเลิกกับซางเจียแล้วมาคบกับพี่หลิน ฉันก็ยังคงเป็นเฉินหลี่หลี่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ได้แปดเปื้อนอะไรไม่ใช่หรือไง?”

​ให้ตายเถอะ! วินาทีนี้ไม่รู้จริงๆ ว่าเฉินหลี่หลี่กำลังเสียสติไปแล้ว หรือว่าระบบตรรกะในหัวของเธอกำลังหาทางออกที่ดีที่สุดให้ตัวเองกันแน่

​เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทางแยกที่สำคัญที่สุดในชีวิต ท้ายที่สุด หญิงสาวก็เลือกผลประโยชน์และอนาคต เธอเลือกที่จะคว้าฉีหลินเอาไว้ เลือกที่จะประนีประนอมกับความหยิ่งยโสในใจตัวเอง

​ทว่า เฉินหลี่หลี่กลับไม่ได้พูดความคิดในใจเหล่านั้นออกมา เธอเพียงแค่อดไม่ได้ที่จะลอบมองใบหน้าของฉีหลินแวบหนึ่ง

​บางทีอาจเป็นเพราะตัดสินใจยอมรับเขาได้แล้ว เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า ‘พี่หลิน’ ก็หล่อเหลาดูดีมากเหมือนกัน เป็นความหล่อเหลาที่แตกต่างไปจากซางเจียอย่างสิ้นเชิง แฝงไปด้วยความร้ายกาจนิดๆ เสน่ห์แบบแบดบอย และความรักอิสระไม่ผูกมัดที่ทำให้หัวใจเต้นแรง

​“มองอะไร? บนหน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือไง?”

​เมื่อเห็นว่าเฉินเหยาลี่เอาแต่จ้องมองตนไม่วางตา ฉีหลินจึงแกล้งเลิกคิ้วและลูบแก้มตัวเอง

​เมื่อสบเข้ากับสายตารู้ทันของฉีหลิน ใบหน้าสวยหวานของเฉินหลี่หลี่ก็ยิ่งแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู ราวกับลูกกวางน้อยที่ตื่นตระหนกตกใจ เธอรีบก้มหน้าลงงุดทันที

​“ฉัน... คือว่าฉัน...”

​ทั้งที่ในใจตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้วแท้ๆ แต่พอต้องพูดออกมา เฉินหลี่หลี่กลับเขินอายจนพูดไม่ออก ริมฝีปากสั่นระริก

​ฉีหลินรู้สึกสนุกและนึกอยากกลั่นแกล้งขึ้นมา จึงเริ่มหยอกล้อบีบคั้นเธอ “ว่าไงล่ะ? ตัดสินใจปฏิเสธฉันแล้วสิ? ไม่เป็นไร แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน วันหลังฉันจะได้เลิกหวังในตัวเธอเสียที”

​“เอาล่ะ ในเมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันเถอะ”

​ฉีหลินดับบุหรี่ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำท่าจะหันหลังเดินจากไปจริงๆ

​คราวนี้เฉินหลี่หลี่เริ่มลุกลี้ลุกลนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว!

​อุตส่าห์รวบรวมความกล้าตัดสินใจได้แล้วแท้ๆ ถ้าปล่อยให้ฉีหลินเดินจากไปจริงๆ ที่เธอนั่งลังเลใจหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองมาตั้งนานจะไม่สูญเปล่าหรอกเหรอ? แล้วอนาคตของเธอล่ะ?

​โดยไม่ได้คิดอะไรให้ลึกซึ้งอีกต่อไป มือน้อยๆ ขาวเนียนของเฉินหลี่หลี่ ก็พุ่งออกไปคว้าหมับเข้าที่มือหนาของฉีหลินไว้แน่น นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเป็นฝ่ายริเริ่มถูกเนื้อต้องตัวเขาก่อน

​ความคิดในใจหลุดปากออกมาอย่างรวดเร็ว “พี่หลินคะ! ฉัน... ฉันตกลงเป็นแฟนพี่ค่ะ!”

​เมื่อได้ยินประโยคที่รอคอย ฉีหลินก็หยุดชะงักฝีเท้าทันที มุมปากของเขาอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างผู้กำชัย

​พูดมาแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ? จะได้ไม่ต้องมานั่งเล่นตัวทรมานใจตัวเองอยู่แบบนี้

​ฉีหลินดึงเท้ากลับมา แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้ง

​“พูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ย? ไม่ได้กำลังหลอกใช้ฉันอยู่ใช่ไหม?”

​สีหน้าของฉีหลินกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเฉินหลี่หลี่ ราวกับต้องการมองให้ทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของเธอ

​ทั้งๆ ที่ตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว แต่กลับกล้าตกลงเป็นแฟนกับผู้ชายอีกคนง่ายๆ ความเป็นไปได้มีเพียงสองข้อเท่านั้น

​ไม่การได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ฝ่าฟันอันตรายในช่วงสองสามวันนี้ จะทำให้เฉินหลี่หลี่ตกหลุมรักเขาเข้าจริงๆ จึงยอมเปลี่ยนใจจากซางเจีย

​หรือไม่ก็... เฉินหลี่หลี่กำลังเสแสร้ง แสร้งทำเป็นยอมจำนนเพื่อหลอกลวง เอาเคล็ดลับวิชาฝังเข็มทะลวงจุดไปจากเขาก่อน พอปีกกล้าขาแข็งแล้วค่อยถีบหัวส่งฉีหลินทิ้งอย่างไม่ไยดี

​ฉีหลินเอนเอียงความเชื่อไปทางคำตอบข้อแรกมากกว่า แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ครั้งนี้เขาประเมินเสน่ห์ของตัวเอง และความทะเยอทะยานของหญิงสาวต่ำเกินไปจริงๆ

​“ฉัน... ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะคะ”

​เมื่อต้องเปล่งเสียงยืนยันคำตอบของตัวเองออกไป ใบหน้าหวานละมุนของเฉินหลี่หลี่ก็แดงก่ำจนแทบจะหยดเป็นเลือด แดงลามลงไปถึงลำคอจนรู้สึกร้อนผ่าวไปหมด เธอยิ่งไม่กล้าเงยหน้าสู้สายตาเจ้าเล่ห์ของฉีหลิน สองมือน้อยๆ บีบขยำกระโปรงของตัวเองไปมาอย่างไร้ทิศทาง

​“ถ้างั้น... เธอพิสูจน์ให้ฉันดูหน่อยสิว่าไม่ได้โกหก” ฉีหลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะใช้มือตบลงบนหน้าตักกว้างของตัวเองเบาๆ สองสามครั้ง “มานั่งนี่สิ แล้วจูบฉันที”

​จะจริงหรือหลอกก็ช่างเถอะ สำหรับตัวร้ายอย่างเขา ขอถือโอกาสนี้เอาเปรียบกินเต้าหู้เธออีกสักหน่อยแล้วกัน

เฉินหลี่หลี่เบิกตากว้าง กลั้นความเขินอายที่พุ่งริ้วขึ้นมาจุกที่อก แต่เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้โกหกหลอกใช้เขา และเพื่อวิชาฝังเข็ม เธอจึงสูดหายใจลึก ค่อยๆ ขยับเรียวขาขาวเนียนที่ถูกห่อหุ้มภายใต้ถุงน่องบางเบาสีขาวสะอาดตา เดินเข้าไปใกล้ สุดท้ายก็ทิ้งตัวลงไปนั่งทับอยู่บนตักแกร่งของฉีหลินอย่างว่าง่าย

​เมื่อเห็นภาพสาวงามยอมโอนอ่อนผ่อนตามถึงขั้นนี้ ฉีหลินถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย

​นำเสนอตัวเองขนาดนี้เลยเหรอ? หรือว่ายัยนี่จะยอมทุ่มสุดตัว เตรียมตกปลาตัวใหญ่ด้วยเหยื่อล่อสายยาวจริงๆ?

​เมื่อคิดได้ดังนี้ สัญชาตญาณความดิบเถื่อนในตัวฉีหลินก็ตื่นขึ้น เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะชิดใบหูเล็กๆ ของเฉินหลี่หลี่ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดจนหญิงสาวสะดุ้ง ก่อนที่เขาจะกระซิบเสียงพร่า “เธอรู้ไหม... เธอเป็นผู้หญิงที่ใส่ถุงน่องสีขาวได้สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยนะ วันนี้ถือเป็นวันแรกที่เราตกลงคบกันอย่างเป็นทางการ แล้วก็ถือเป็นวันครบรอบที่เริ่มคบกันด้วย...”

​มือหนาของเขาเลื่อนไปสัมผัสที่หน้าขาของเธอเบาๆ “ฉันอยากจะ ‘ฉีก’ ถุงน่องของเธอเก็บไว้เป็นที่ระลึก... เธอจะให้ฉันไหม?”

เฉินหลี่หลี่: “..........”

​เธอเดาไว้แต่แรกแล้วว่าพี่หลินของเธอจะต้องได้คืบจะเอาศอก!

​แต่ครั้งนี้... เธอไม่ได้ปฏิเสธ

​หากย้อนกลับไปเปลี่ยนเป็นก่อนหน้านี้ ถ้าฉีหลินกล้าร้องขอเรื่องไร้เหตุผลและหยาบคายแบบนี้ ต่อให้เฉินหลี่หลี่จะรู้สึกซาบซึ้งใจที่เขาเคยช่วยชีวิตเธอไว้มากแค่ไหน เธอก็คงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ลุกขึ้นสาดน้ำใส่หน้า แล้วด่าว่าเขาเป็นไอ้โรคจิตวิปริตไปแล้ว

​แต่ปัญหาคือ... สถานะตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ฉีหลินขึ้นชื่อว่าเป็น ‘แฟน’ ของเธอแล้ว แฟนหนุ่มชื่นชอบส่วนไหนของร่างกายตัวเอง เธอก็ควรจะรู้สึกดีใจและภูมิใจไม่ใช่เหรอ?

​“ดะ... ได้ค่ะ...”

เฉินหลี่หลี่ก้มหน้าลงจนคางชิดอก น้ำเสียงสั่นพร่าเจือความขวยเขินอย่างถึงที่สุด

​หลังจากนั้น เฉินหลี่หลี่ก็ขอตัวลุกไปเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการตัวเอง

​ระหว่างทางที่เดินผ่านโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งซางเจียเคยนั่งกินข้าว เธอก็พบว่าเขาและเพื่อนเดินออกไปจากร้านตั้งนานแล้ว...... สิ่งนี้ทำให้เฉินหลี่หลี่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างประหลาด

​พูดตามตรง ตอนนี้สมองเธอยังคิดหาคำพูดไม่ออกเลยว่าจะบอกเลิกกับซางเจียยังไงดี ซางเจียเองก็รู้จักมักจี่กับฉีหลิน ถ้าเกิดปล่อยให้เขารู้ความจริงว่าตัวเองแอบมาคบกับฉีหลินลับหลัง เฉินหลี่หลี่เองก็คงรู้สึกผิดและละอายใจอยู่ลึกๆ

​เพราะยังไงเสีย เธอก็ถือว่าเป็นฝ่ายที่ปันใจและนอกใจเขาก่อน เรื่องแบบนี้มันไม่ค่อยน่าภูมิใจและอธิบายให้ใครฟังได้สักเท่าไหร่

​“ช่างเถอะ... ปล่อยให้มันเป็นไปตามเรื่องตามราวแล้วกัน ถ้าถึงเวลาที่ปิดไม่ไหวจริงๆ ค่อยหาโอกาสสารภาพความจริงกับพี่หลินตรงๆ นิสัยเขาดีและใจกว้างขนาดนั้น คงไม่ถือสาเรื่องที่ฉันเคยมีแฟนมาก่อนหรอกมั้ง? ยังไงซะฉันกับซางเจียก็ยังไม่เคยลึกซึ้งถึงขั้นจับมือกันเลยนี่นา”

เฉินหลี่หลี่เดาใจถูกส่วนหนึ่ง... ฉีหลินไม่มีทางเดาผิดอย่างแน่นอน

​และเดิมที เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็เป็นความตั้งใจของเขาที่ต้องการจะ ‘แย่ง’ แฟนของคนอื่นมาแต่แรกอยู่แล้ว! ตัวร้ายอย่างเขาดีใจแทบไม่ทันที่สวมเขาให้พระเอกได้ จะไปถือสาหาความอะไรกับเรื่องหยุมหยิมแบบนั้นได้ล่ะ?

​รอจนกระทั่งเฉินหลี่หลี่เดินหน้าแดงก่ำออกมาจากห้องน้ำ ภายในกระเป๋าเสื้อของฉีหลินก็มี ‘ของขวัญ’ ชิ้นพิเศษน่ารักๆ ที่ถูกฉีกขาดเป็นชิ้นๆ เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชิ้น

​“น้องเหยาลี่... เธอเป็นยอดขมองอิ่มของพี่จริงๆ พี่เชื่อใจเธอแล้วล่ะ ขอแค่เธอมีใจภักดีให้พี่เพียงคนเดียว วิชาฝังเข็มทะลวงจุดอันล้ำค่าของตระกูลฉี พี่สัญญาว่าจะถ่ายทอดให้เธอจนหมดเปลือก ไม่มีปิดบังเลย”

​เมื่อลอบสัมผัสของขวัญเนื้อนุ่มที่ยังคงส่งกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ ในกระเป๋า ฉีหลินก็รู้สึกพึงพอใจจนไม่รู้จะบรรยายความพอใจนี้ออกมายังไงแล้ว

​เขาตบต้นขาของตัวเองอีกครั้งด้วยรอยยิ้มกว้าง “มานี่สิคนดี... ตอนนี้พี่จะเริ่มสอนบทเรียนแรกของวิชาฝังเข็มทะลวงจุดให้เธอเอง”

​ใบหน้าหวานของเฉินหลี่หลี่แดงระเรื่อ ก่อนจะยอมเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนตักของเขาแต่โดยดี ฉีหลินรวบมือน้อยๆ ที่เย็นเฉียบของเธอมากุมไว้ ตบเบาๆ ลงบนต้นขาขาวเนียนที่ไร้ปราการขวางกั้น แล้วเริ่มถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เธอทีละจุดอย่างใกล้ชิด

​เช้าวันจันทร์

​แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลงมา นักเรียนโรงเรียนมัธยมปลายฮวาฟู่ตี้อีเริ่มทยอยเดินทางมาเปิดเรียน บรรดาครูอาจารย์ก็กลับมาทำหน้าที่ที่โรงเรียนตามปกติ

​รวมถึง ‘ท่านปู่ฉี’ ของเรา ก็กลับมาสวมเครื่องแบบทำงานในป้อมยามเช่นกัน

​ตอนนี้เขากำลังเอนหลังพิงเก้าอี้ วางขาทั้งสองข้างพาดไว้บนโต๊ะอย่างไม่เกรงใจใคร นัยน์ตาคมกริบมองออกไปนอกหน้าต่างดูการใช้ชีวิตของนักเรียนด้วยสีหน้าผ่อนคลายสบายอารมณ์สุดๆ

​“นับว่าเป็นช่วงสุดสัปดาห์ที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ หวังว่าการมาทำงานวันจันทร์นี้ จะได้รับเรื่องราวดีๆ หรือเหยื่อชั้นดีกลับไปบ้างนะ”

​เมื่อนึกย้อนไปถึงการ ‘ถ่ายทอดวิชา’ อย่างใกล้ชิดเมื่อวานนี้ ทั้งได้กุมมือเนียนนุ่ม ได้เชยชมจูบปากหวานๆ แถมยังได้ของขวัญชิ้นพิเศษมาสะสมเป็นคอลเลกชันอีก ตอนนี้เฉินหลี่หลี่แทบจะตกอยู่ในกำมือของเขาไปกว่าครึ่งตัวแล้ว

​เรื่องน่าเสียดายเพียงเรื่องเดียวก็คือ... เฉินหลี่หลี่เป็นผู้หญิงที่มีหลักการและกำแพงในใจค่อนข้างสูง

​เมื่อวานนี้ฉีหลินพยายามรุกคืบ อยากจะลิ้มรส ‘ลูกแพร์หิมะ’ คู่สวยของเธอ แต่หญิงสาวก็ยืนกรานเสียงแข็งที่จะไม่ยอมให้ รวบรวมสติยืนหยัดรักษาปราการด่านสุดท้ายเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด

​ขนาดลูกแพร์หิมะเธอยังไม่ยอมให้แตะต้อง เรื่องลึกซึ้งหลังจากนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ปิดประตูตายไปได้เลย

​แต่ฉีหลินก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร... วิชาฝังเข็มทะลวงจุดที่เขาสอนไปเมื่อวาน เพิ่งจะสอนไปแค่ส่วนเล็กๆ ที่เป็นพื้นฐานเท่านั้น รอให้เฉินเหยาลี่ไปรักษาคนแล้วเจอปัญหาทางตันในครั้งหน้าก่อนเถอะ ถึงเวลานั้น จะรอดูว่าเธอจะยังหลงเหลือหลักการอะไรไว้ยึดเหนี่ยวอยู่อีกไหม!

​“เอ๊ะ? นั่นตั้งใจแกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉันงั้นเหรอ?”

​ขณะที่ฉีหลินกำลังนั่งยิ้มกริ่มนึกทบทวนถึงความหอมหวานของของขวัญเมื่อวานอยู่นั้น จู่ๆ หางตาของเขาก็สังเกตเห็นเรือนร่างอรชรอันแสนคุ้นเคยกำลังเดินผ่านหน้าป้อมยามไป หญิงสาวคนนั้นเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินจ้ำอ้าว ราวกับมองไม่เห็นการมีอยู่ของเขา

​ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา! สาวสวยร่างระหงในชุดสูทกระโปรงทรงสอบสีเข้มเรียบร้อย อวดเรียวขากลมกลึงยาวสวยภายใต้ถุงน่องสีดำสนิท เส้นผมสีดำขลับปล่อยสยายเคลียหัวไหล่บาง... เธอคือ หวังอวิ้นจือ คุณครูสาวพราวเสน่ห์นั่นเอง

​เมื่อคืนก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนยังเพิ่งผ่านเหตุการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและสวีทหวานแหววกันอยู่เลย พอมาเช้าวันนี้ เธอกลับมาทำเมิน แกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉีหลินเสียอย่างนั้น นี่เธอคิดจะหนีความจริง หลีกหนีความรู้สึกผิดในใจหรือไง?

​“คุณครูหวังครับ! เดินก้มหน้าก้มตาแต่เช้าเชียว มีเรื่องอะไรในใจไม่สบายใจหรือเปล่าครับ?”

​ฉีหลินไม่ปล่อยให้เหยื่อหลุดมือ เขาเดินก้าวฉับๆ ออกจากห้องเวร ไปยืนขวางหน้าหวังอวิ้นจือไว้ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น

​เมื่อจู่ๆ ถูกคนตัวโตมาขวางทาง หวังอวิ้นจือก็ชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดเดินอย่างกะทันหัน

​ทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้นและพบว่าคนตรงหน้าที่ส่งเสียงเรียกคือ ‘ฉีหลิน’ ดวงตากลมโตของเธอก็เบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยความตกตะลึง

​“นะ..นาย! นายไม่เป็นอะไรเหรอ?! ฉีหลิน... สองวันนี้ตกลงนายหายไปไหนมา? ฉันโทรหานายตั้งหลายสายแต่นายก็ไม่ยอมรับสายเลย... นายทำเอาพี่สาวตกใจแทบแย่รู้ไหม?!”

​เมื่อมองพินิจใบหน้าของฉีหลินชัดๆ ดวงตาสวยคู่คู่นั้นของหวังอวิ้นจือก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกทั้งตกใจ โล่งใจ และดีใจปะปนกันไปหมดจนแยกไม่ออก เธอตื่นเต้นและร้อนรนจนพูดจาสับสนไม่รู้เรื่องแล้ว

​คืนวันนั้น... ฉีหลินเป็นคนเสียสละตัวเอง ล่อพวกคนร้ายกลุ่มใหญ่ที่มีอาวุธออกไป เขาเสี่ยงชีวิตตัวเองเพียงเพื่อซื้อเวลาให้เธอหนีเอาตัวรอดไปได้

​ถ้าบอกว่าเธอไม่รู้สึกซาบซึ้งใจและเป็นห่วงเขาแทบคลั่ง ก็คงจะเป็นการโกหกหน้าตายแล้ว!

​หลังจากคืนนั้นที่เธอวิ่งหนีรอดกลับถึงบ้าน หวังอวิ้นจือก็ออกปากไล่ เฉินตงซี ผู้เป็นสามีที่ไม่เอาไหนของเธอกลับไปทันที เพียงเพื่อที่เธอจะได้มีเวลาส่วนตัวโทรหาฉีหลินด้วยความเป็นห่วง แต่ผลปรากฏว่า... โทรศัพท์ของชายหนุ่มปิดเครื่องติดต่อไม่ได้เลยตลอดสองวัน!

​ความจริงแล้ว... ฉีหลินคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำแล้วว่า หวังอวิ้นจือจะต้องโทรมาหาเขาด้วยความร้อนรน เพื่อเป็นการปั่นหัวให้สาวสวยผู้เพียบพร้อมคนนี้รู้สึก ‘ผิด’ และ ‘ติดค้าง’ เขามากขึ้นไปอีก เขาจึงตั้งใจบล็อกเบอร์โทรศัพท์ของหวังอวิ้นจือเอาไว้ ปล่อยให้เธอจมอยู่กับความกังวล

​ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจนและคุ้มค่ามาก... หวังอวิ้นจือหวาดผวากินไม่ได้นอนไม่หลับมาตลอดสองวันเต็มๆ และเรื่องนี้ เธอก็ไม่สามารถปริปากเล่าให้ใครฟังได้เลยแม้แต่สามีตัวเอง

​เช้าวันนี้ หวังอวิ้นจือมาทำงานที่โรงเรียนด้วยจิตใจที่ล่องลอยและเต็มไปด้วยความกังวลใจ ในหัวของเธอยังคงคิดถึงแต่เรื่องความปลอดภัยของฉีหลิน จนเธอเพิกเฉยต่อสิ่งรอบตัวไปเสียสิ้น และนี่ก็เป็นเหตุผลหลักว่าทำไมหวังอวิ้นจือถึงเดินก้มหน้าก้มตา มองไม่เห็นฉีหลินที่นั่งหัวโด่อยู่ในป้อมยาม

​“ผมไม่ได้หายไปไหนนี่ครับ...” ฉีหลินปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนและน่าสงสาร “วันนั้นหลังจากที่คุณหนีไปแล้ว ผมโชคร้ายถูกพวกคนร้ายตามทัน ในเมื่อไม่มีทางเลือก ผมเลยต้องกัดฟันสู้กับพวกมัน... โชคดีที่ผมพอมีฝีมือและไหวพริบเหนือกว่าอยู่บ้าง ก็เลยซัดพวกมันจนบาดเจ็บและหนีเตลิดไปได้”

​“แต่ว่า... ช่วงที่กำลังชุลมุนต่อสู้กัน โทรศัพท์ผมดันหล่นหายไปไหนก็ไม่รู้ แถมสองวันนี้ผมก็มัวแต่นอนซมอยู่ที่โรงพยาบาล เลยไม่ได้ติดต่อคุณไปเลย ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะครับ”

​“แล้วพี่สาวอวิ้นจือล่ะครับ... หลังจากแยกกันวันนั้นคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม? กลับถึงบ้านปลอดภัยดีรึเปล่า? พวกมันไม่ได้ตามไปทำร้ายคุณใช่ไหม?”

​ฉีหลินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง พลางจงใจยกมือข้างขวาที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาดขึ้นมาให้หญิงสาวเห็นอย่างเป็นธรรมชาติ

​คำอธิบายยืดยาวเกี่ยวกับการต่อสู้ก่อนหน้านี้ หวังอวิ้นจือแทบไม่ได้ฟังอย่างละเอียดเลยแม้แต่น้อย หูของเธออื้ออึงไปหมด เธอได้ยินแค่ประโยคที่ว่า ฉีหลินบอกว่าเขาอยู่ที่โรงพยาบาลตลอดสองวัน พอสายตาของเธอเหลือบไปเห็นมือที่พันผ้าพันแผลหนาเตอะของฉีหลิน เธอก็เบิกตากว้าง ยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจทันที

​“ฉีหลิน..........มื..มือของนาย! มือของนายไปโดนอะไรมา?!”

​ฉีหลินยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ พยายามทำตัวเป็นพระเอกผู้เสียสละ “อ๋อ นี่เหรอครับ... เรื่องเล็กน้อยครับพี่สาว พวกคนร้ายมันเล่นสกปรกพกมีดมาด้วย ตอนที่สู้กัน ผมเอาตัวบังไว้ มือก็เลยถูกมีดแทงทะลุน่ะครับ หมอบอกว่าต้องพักสักระยะ”

​ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ กำแพงความเข้มแข็งของหวังอวิ้นจือก็พังทลายลง เธอทนไม่ไหวอีกต่อไป ดวงตาคู่สวยแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด ในที่สุดหยาดน้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้มเนียนอย่างห้ามไม่อยู่

​เธอลืมตัว ยื่นมือเล็กๆ ที่กำลังสั่นเทาอย่างหนักออกไป จับกุมมือใหญ่ข้างที่บาดเจ็บของฉีหลินเอาไว้แน่นราวกับกลัวเขาจะหายไป

​“ทำไม... ทำไมนายถึงได้โง่แบบนี้นะฉีหลิน?! พวกมันเป็นคนร้ายมีอาวุธนะ! นายแค่วิ่งหนีเอาตัวรอดไปก็สิ้นเรื่องแล้ว ทำไมต้องเสี่ยงชีวิตกลับไปสู้กับพวกมันด้วยฮะ?!” หญิงสาวสะอื้นไห้ต่อว่าเขาด้วยความปวดใจ

​ฉีหลินยักไหล่เบาๆ แววตาฉายความจริงใจ “ก็ตอนนั้นคุณยังวิ่งไปได้ไม่ไกลนี่ครับ... ผมกลัวว่าพวกมันจะตามผมไม่ทัน แล้วเปลี่ยนใจหันกลับไปวิ่งตามล่าคุณแทน ถ้าคุณเป็นอะไรไป ผมคงทนไม่ได้หรอกครับ”

​ต้องขอบอกเลยว่า... ทักษะการแสดงละครฉากนี้ของฉีหลินนั้นแนบเนียนและสมจริงสุดๆ ราวกับดาราตุ๊กตาทองคำ!

​พอเขาเอ่ยประโยคที่แสดงถึงความปกป้องและเสียสละแบบนี้ออกมา หวังอวิ้นจือก็ยิ่งรู้สึกผิดจนหัวใจแทบแหลกสลาย เธอร้องไห้โฮออกมาหนักกว่าเดิม น้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้าสวยหมดจด

​ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายบริเวณหน้าประตูโรงเรียน เสียงร้องไห้ของครูสาวคนสวย ดึงดูดสายตาอยากรู้อยากเห็นของบรรดานักเรียนและครูอาจารย์รอบๆ ให้หันมามองดูฉากดราม่านี้เป็นตาเดียว…

จบบทที่ บทที่ 71: ข่มขู่หลอกล่อ ได้แฟนสาวมาอีกหนึ่งคน

คัดลอกลิงก์แล้ว