- หน้าแรก
- จากเช็กอินสู่มหาเศรษฐีระดับโลก
- บทที่ 402 เผชิญหน้าวิกฤตอันตราย
บทที่ 402 เผชิญหน้าวิกฤตอันตราย
บทที่ 402 เผชิญหน้าวิกฤตอันตราย
บทที่ 402 เผชิญหน้าวิกฤตอันตราย
ขณะที่เธอ กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากด้านข้างของเฉินยวิ๋น "นายว่าหวงฉีเป็นคนซื่อสัตย์ขนาดนั้น แล้วเขาไปก่อเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน!"
"ฉันจะไปรู้ได้ยังไง! ได้ยินมาว่าตอนนี้เขาถูกหลิวห้าวรันกักตัวไว้ที่นั่น!"
"เฮ้อ!"
...
ทันทีที่เสียงเหล่านั้นจวนเจียนจะจางหายไป เฉินยวิ๋นก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที โดยไม่สนใจว่าตนเองสวมเพียงเสื้อตัวบางอยู่ เขาเดินตรงออกไปนอกประตูเพื่อรั้งตัวนักศึกษาเหล่านั้นเอาไว้
"เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้พวกนายพูดว่าอะไรนะ? เกิดอะไรขึ้นกับหวงฉี?"
เขายังคงจดจำความห่วงใยที่หวงฉีเคยมีให้ยามเมื่อพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี หากหวงฉีตกที่นั่งลำบาก เขาย่อมมีหน้าที่ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
"อ้าว? นั่นเฉินยวิ๋นใช่ไหม?"
หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะยิ้มแห้งด้วยความรู้สึกผิด "ขอโทษทีนะ"
"ไม่เป็นไร ฉันแค่ยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับหวงฉี?"
"เฉินยวิ๋น ฉันรู้ว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมห้องของนาย"
อีกคนหนึ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเตือน "แต่บาร์แห่งนั้นเป็นของหลิวห้าวรัน มันไม่ใช่สิ่งทีนักศึกษาอย่างพวกเราจะไปต่อกรด้วยได้หรอกนะ"
แม้คำพูดของเขาจะดูขวานผ่าซากไปบ้าง ทว่ามันกลับถูกต้องอย่างแท้จริงโดยไม่มีข้อกังขา
แต่ทว่าในตอนนี้...
เขาทั้งสองคนหันมามองหน้ากัน แล้วไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมอีก เมื่อเห็นเฉินยวิ๋นตกอยู่ในความเงียบงันพรางใช้ความคิด พวกเขาจึงพากันเดินจากไป
พวกเขากระทำในสิ่งที่พอจะทำได้ดีที่สุดแล้ว และไม่รู้ว่าเฉินยวิ๋นจะจัดการอย่างไรต่อไป อีกทั้งยังไม่อยากเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย
เฉินยวิ๋นเอ่ยขอบคุณพวกเขา
ชายอีกสองคนหันมามองเขาแล้วลอบทอดถอนหายใจออกมาเบาๆ
หากพูดกันตามตรง พวกเขาก็อยากจะช่วยหวงฉีเช่นกัน แต่ทว่าพวกเขาจะทำอะไรได้เล่า?
บริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีบาร์อยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นคือเอ็นcounter บาร์ ซึ่งเป็นธุรกิจของหลิวห้าวรัน อีกทั้งเขายังเคยทำงานที่นั่นยามที่ขัดสนเรื่องเงินทองมาก่อนหน้านี้ด้วย
หลิวห้าวรัน หรือที่ทุกคนต่างพากันเรียกขานด้วยความเคารพยำเกรงว่า พี่รัน เป็นคนที่มีความโลภและคลั่งไคล้ในเงินทองเป็นอย่างยิ่ง
เฉินยวิ๋นวิ่งมาจนถึงบริเวณทางเข้าของเอ็นcounter บาร์ ทว่าในยามที่เขาคิดจะก้าวเท้าเข้าไป ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูอยู่ก็เข้ามาขวางทางเอาไว้
"ตอนนี้บาร์กำลังมีธุระด่วน ห้ามใครเข้าทั้งนั้น"
เขาตวาดใส่เสียงเข้ม และเมื่อสายตากวาดไปเห็นว่าเฉินยวิ๋นสวมใส่เสื้อผ้าไม่มีราคาค่างวด แววตาของเขาก็ยิ่งฉายแววเหยียดหยามมากยิ่งขึ้น
"ฉันมาตามหาคน"
"แกมาหาใคร?"
คำพูดของเฉินยวิ๋นทำให้ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่หยุดชะงักไปเล็กน้อย ทว่าเมื่อพิจารณาเสื้อผ้าของเขาอีกครั้ง ชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยความรำคาญใจทันที "ไม่ว่าแกจะมาหาใคร วันนี้ก็ไม่มีทั้งนั้น ฉันบอกแล้วไงว่าที่บาร์กำลังมีธุระ รีบไสหัวไปให้พ้นเลย!"
เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังจะถูกขับไล่ เฉินยวิ๋นก็ขมวดคิ้วมุ่นพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา "ฉันมีเรื่องสำคัญมากจะคุยกับหลิวห้าวรัน!"
เมื่อสังเกตเห็นว่าชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ยังคงมีท่าทีลังเล เขากล่าวสมทบต่อว่า "หวงฉีเป็นเพื่อนของฉัน แล้วหลิวห้าวรันก็เป็นคนบอกให้ฉันมาที่นี่เอง ถ้าแกมีปัญหาอะไรก็เข้าไปถามเขาดูได้เลย!"
น้ำเสียงอันเฉียบขาดและเย็นชาของเขา สามารถข่มขวัญชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ได้ในทันที "ไหนไอ้หวงฉีมันบอกว่าไม่มีเพื่อนยังไงล่ะ เป็นแค่ไอ้นักศึกษาถังแตกคนหนึ่งแท้ๆ"
"ชิ อย่าให้ฉันรู้นะว่าแกบังอาจโกหกฉัน! เข้าไปได้!"
เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความหวาดเกรงว่าจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาจริงๆ อย่างไรเสียไอ้เด็กคนนี้ก็ผอมแห้งแรงน้อยราวกับกิ่งไม้ ต่อให้เข้าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นได้เชียว? มันจะสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้จริงหรือ?
เมื่อได้ยินคำอนุญาตจากชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ เฉินยวิ๋นก็รักษาแววตาให้เรียบนิ่งแล้วเดินตรงเข้าไปด้านในทันที
ภายในห้องโถงหลักของบาร์ในยามนี้ ปราศจากร่องรอยของเหล่าวัยรุ่นชายหญิงที่เคยมาปลดปล่อยพลังแห่งวัยเยาว์ หลงเหลือเพียงชายฉกรรจ์ชุดดำรูปร่างกำยำล่ำสันไม่กี่คน ซึ่งทุกคนต่างกำลังจ้องมองไปยังร่างของชายหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาอันดุดันโหดเหี้ยม
ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มมีรอยสักรูปมังกรและหงส์เด่นหราอยู่บนท่อนแขน ในมือกำลังแกว่งแก้วเหล้าไปมา ชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหลิวห้าวรันผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่นั่นเอง
"แกบอกมาซิ ว่ามีเรื่องตั้งมากมายให้ทำ แต่ทำไมแกถึงรนหาที่กล้ามาลองดีกับฉัน?"
หลิวห้าวรันกระดกเหล้าในแก้วเข้าปากรวดเดียวจนหมด "ฉันยอมอ่อนข้อให้แกมาตลอดสามส่วนก็เพราะเห็นว่าเป็นนักศึกษา แต่ทำไมแกถึงต้องทำตัวเนรคุณแบบนี้ด้วย!?"
หวงฉีอยู่ในสภาพสะบักสะบอมใบหน้าบวมช้ำ ทว่าเขากลับยังคงเอ่ยปากโต้เถียง "ก็ตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือไงว่าฉันจะทำงานชดใช้หนี้เป็นเวลาหนึ่งปี แล้วทำไมผ่านมาเกือบสองปีแล้ว เงินที่ฉันติดค้างอยู่ถึงยังเหลืออยู่อีกตั้งครึ่งหนึ่ง!?"
"โอ้?"
หลิวห้าวรันทำทีเป็นเพิ่งจะรับรู้เรื่องนี้ ทว่าโดยไม่ปล่อยให้หวงฉีได้ทันแสดงความดีใจ เขาก็กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยอย่างเรียบเฉย "อ้อ แล้วยังไงล่ะ? ตอนที่แกกู้ยืมเงินไป ในสัญญาก็ตกลงกันไว้แล้วว่า 'สิทธิ์ในการตีความทั้งหมดเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว' แกเลือนลืมไปแล้วหรืออย่างไร?"
เขาจ้องมองหวงฉีที่มีดวงตาแดงก่ำด้วยสายตาหยอกเย้า "แค่ก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่แกควรทำไปก็พอแล้ว ดูสภาพความวุ่นวายที่แกก่อขึ้นในวันนี้สิ มันทำให้ฉันต้องสูญเสียรายได้ไปตั้งเท่าไหร่? เงินจำนวนนี้จะต้องถูกนำไปนับรวมเป็นหนี้สินของแกทั้งหมด!"
"แต่ทว่า ถ้าแกไม่อยากจะชดใช้เงินจำนวนนี้ มันก็พอมีหนทางอยู่เหมือนกันนะ ฉันรู้มาว่าแกยังมีน้องสาวอยู่อีกคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้น่าจะกำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยเหมือนกันใช่ไหม..."
หลิวห้าวรันไม่ได้หันไปมองหวงฉีเลยแม้แต่น้อย เขาเอ่ยราวกับกำลังพึมพำอยู่กับตนเอง "ถ้าหากว่า..."
ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้กล่าววาจาจนจบประโยค ใบหน้าของเขาก็ถูกหมัดหนักๆ พุ่งเข้ากระแทกอย่างรุนแรง
"เงินที่ฉันติดค้างแกไว้ ฉันจะหามาซดใช้ให้เอง แต่อย่าลากน้องสาวของฉันเข้ามาเกี่ยวด้วย!"
ไม่รู้ว่าหวงฉีไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เขาสลัดหลุดจากการเกาะกุมของคนอื่นๆ ได้อย่างกะทันหัน และพุ่งตัวเข้าไปชกเข้าที่ใบหน้าของหลิวห้าวรันโดยตรง
หลิวห้าวรันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เขาถูกหมัดนั้นพุ่งเข้าชนดั้งจมูกอย่างจังจนเลือดกำเดาไหลทะลักออกมา สภาพในยามนี้ดูไม่จืดเลยทีเดียว
เพียงพริบตาเดียวเขาก็ได้สติกลับคืนมา ทว่าก่อนที่คนอื่นๆ จะทันได้ลงมือ เขาก็ตวัดหมัดสวนกลับเข้าที่ท้องของหวงฉีอย่างสุดแรง "แกอยากตายนักใช่ไหม!"
ยามที่เขาบันดาลโทสะ ประกอบกับรูปร่างอันใหญ่โตกำยำ ชายผู้นี้จึงดูราวกับหมีขนาดยักษ์ที่กำลังแผดเสียงคำราม
"อัก!"
หมัดนี้ถูกชกออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด มันรุนแรงเสียจนแทบจะทำให้หวงฉีสำรอกอาหารค่ำของเมื่อวานออกมา
หลิวห้าวรันรับผ้าเช็ดตัวจากคนสนิทที่อยู่ข้างกายมาซับเลือดกำเดาอย่างระมัดระวัง พลางทอดสายตามองหวงฉีด้วยความเย็นชา "ฉันเคยบอกแกไปแล้วไม่ใช่หรือไงว่าถ้าไม่มีปัญญา ก็อย่าริอ่านทำตัวเป็นฮีโร่ ตอนที่แกยื่นมือเข้าช่วยเหลือมัน แกไม่ได้ทำแม้กระทั่งหนังสือสัญญากู้ยืมเงินด้วยซ้ำ แล้วแกยังจะหวังให้มันเอาเงินมาคืนแกจริงๆ อีกอย่างนั้นหรือ?"
"ฉันไม่สนใจหรอกนะว่าตอนนั้นใครเป็นคนเดือดร้อนเรื่องเงิน แต่ในเมื่อเงินจำนวนนี้ถูกหยิบยืมผ่านมือของแก ฉันก็ต้องได้มันกลับคืนมาจากมือของแกเท่านั้น!"
เพลิงโทสะของเขาพวยพุ่งสูงเทียมฟ้า ส่งผลให้คนอื่นๆ รอบกายต่างพากันก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว "แกดูไอ้หวังหลิงนั่นสิ ตอนนี้มันยังอยู่ที่นี่ไหม? มันเตลิดหนีไปอยู่ที่ไหนต่อไหนตั้งนานแล้ว หึ แกคิดว่าเงินมันจะงอกเงยขึ้นมามากมายขนาดนี้ได้ยังไงกัน? ใครใช้ให้แกทิ้งลายเซ็นของแกไว้ให้มันตอนนั้นเล่า?"
ในยามนี้เขาโกรธจัดจนถึงขีดสุด น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงเย็นเยียบไปถึงขั้วกระดูก "ตอนนี้แกต้องจ่ายเงินให้ฉันครบหนึ่งแสนหยวนพอดี เศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ฉันจะไม่คิดก็แล้วกัน ตอนนี้แกมีทางเลือกสองทาง คือเอาเงินหนึ่งแสนหยวนมาให้ฉัน หรือไม่ก็ให้น้องสาวของแกยอมออกมาพบฉันซะ..."
ทว่าทันทีที่เขาพูดจบ หวงฉีที่ถูกผ้าอุดปากเอาไว้ก็เริ่มดิ้นรนขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง
"ดูเหมือนว่าแกจะไม่ปรารถนาทั้งสองทางเลือกเลยสินะ"
หลิวห้าวรันเอ่ยพรางหยิบมีดปอกผลไม้ออกมา "ถ้าอย่างนั้นก็เหลือเพียงทางเลือกที่สามแล้ว นั่นคือใช้ไตของแกหนึ่งข้างมาแลกเปลี่ยน"
เขาเอ่ยคำพูดนั้นออกมาด้วยท่าทีราบเรียบเป็นธรรมชาติ ราวกับกำลังบอกเล่าว่าอาหารกลางวันของวันนี้คือสเต๊กอย่างไรอย่างนั้น "มือเท้าของแกไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับฉัน การสั่งสอนแกด้วยการตัดมือทิ้งไปข้างหนึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา เพราะฉะนั้นฉันต้องการเพียงแค่ไตข้างเดียว แล้วเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ถือว่าเป็นอันจบสิ้นกันไป!"
หวงฉีไม่ได้มีความลังเลใจเลยแม้แต่น้อย เขาทำได้เพียงพยักหน้ายอมรับอย่างบ้าคลั่ง
ความผิดพลาดที่เขาเคยกระทำไว้ในอดีต จะต้องไม่ลากให้น้องสาวมาร่วมรับกรรมและชดใช้แทน!
หลิวห้าวรันไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจแต่อย่างใด เขารู้จักนิสัยใจคอของหวงฉีเป็นอย่างดี และเขาจำเป็นต้องรู้ เพราะว่าไอ้หวังหลิงคนนั้น อาศัยสัญญาฉบับที่หวงฉีเซ็นค้ำประกันไว้ ไม่เพียงแต่ติดค้างเงินอยู่ที่บาร์แห่งนี้เท่านั้น แต่มันยังไปกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลมาจากบ่อนการพนันใต้ดินของโรงแรมเจียงห้าวอีกด้วย ซึ่งรวมยอดเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดแล้ว เป็นจำนวนเงินสูงถึงห้าแสนหยวนเลยทีเดียว!
การที่เขาเอ่ยปากเรียกเงินหนึ่งแสนหยวนก่อนหน้านี้นั้น เป็นเพียงแค่การหยั่งเชิงดูเท่านั้น
หากหวงฉีสามารถหาเงินหนึ่งแสนหยวนมาให้ได้จริงๆ ก็ยังมีหนี้สินอีกสี่แสนหยวนที่เหลือรอคอยเขาอยู่ดี!
เมื่อเห็นว่าจุดประสงค์ของตนบรรลุผลสำเร็จแล้ว สีหน้าของเขาจึงเริ่มผ่อนคลายลง "ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้ก็..."