เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

6 - กินข้าวก่อนเถอะ!!

6 - กินข้าวก่อนเถอะ!!

6 - กินข้าวก่อนเถอะ!!


หลิงจิ่วเจ๋อไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา มองเอกสารในมืออย่างรวดเร็วทีละสิบบรรทัด ท่าทางสง่างาม เย็นชา ไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า

หลิงอีหนั่วหันมายิ้มแล้วพูดว่า “ซูซี เธอมาทำงานสอนพิเศษเหรอ?”

หลิงอีหนั่วรู้ว่าซูซีอาศัยอยู่ที่ชานเมืองฝั่งตะวันออก ฐานะทางบ้านไม่ดี และที่นี่เป็นย่านคนรวย ก็เลยคิดว่าซูซีมาทำงานเป็นครูสอนพิเศษ

ซูซียิ้มบาง ๆ “โชคดีที่เจอเธอ”

ซูซีลืมไปเลยว่า หลิงอีหนั่วเป็นลูกสาวของพี่ชายของหลิงจิ่วเจ๋อ เป็นหลานสาวของเขา

เมื่อก่อนเกือบสามปี พวกเขาไม่เคยเจอกันเลย แต่ตอนนี้ภายในสัปดาห์เดียวเจอกันตั้งสามครั้ง ซูซีได้แต่แอบคิดในใจ หรือเทพเจ้าจันทราที่เป็นแม่สื่อเพิ่งจะตื่นจากหลับ?

หลิงอีหนั่วหันไปแนะนำให้ซูซีรู้จัก “นี่คืออารองฉันเอง!”

ซูซีแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก พยักหน้า “สวัสดค่ะคุณหลิง!”

เสียงของซูซีฟังดูคุ้นหู หลิงจิ่วเจ๋อเลยหันมามอง ดวงตาสีดำสนิทเผยแววประหลาดใจเล็กน้อย เขาหรี่ตาลงนิดหนึ่ง

ซูซีจับร่มในมือแน่น ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์อะไร แต่ในใจกลับวุ่นวายสับสนไปหมด แล้วก็นึกได้ว่า เขาน่าจะรู้แค่เพียงว่าเธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเจียงต้า แค่นั้นเอง จะกลัวอะไร?

หลิงอีหนั่วเป็นคนร่าเริงโดยธรรมชาติ จึงเริ่มชวนซูซีคุย “โจวถิงกำลังตามจีบเฉียวอวี้ใช่ไหม?”

ซูซีนึกถึงเรื่องเมื่อวาน แววตาเย็นลงเล็กน้อย ตอบเรียบ ๆ ว่า “เหมือนจะใช่นะ”

หลิงอีหนั่วแค่นเสียงหัวเราะ “ทั้งมหาลัยรู้ว่าเฉียวอวี้ชอบเธอมาสามปีแล้ว พวกเธอสนิทกันขนาดนั้น เฉียวอวี้จะไปชอบโจวถิงได้ยังไง?”

ซูซีเผลอมองหลิงจิ่วเจ๋อแวบหนึ่ง แล้วก็ยิ้มบาง “ฉันกับเฉียวอวี้ก็แค่เพื่อนร่วมชั้นธรรมดา เขาจะคบกับใคร มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”

หลิงอีหนั่วส่งสายตาประมาณว่า “ก็แกล้งทำเป็นไปเถอะ” ใส่เธอ ซูซีได้แต่ร้องในใจว่า “ฉันบริสุทธิ์นะ!” ไม่ว่าจะเป็นเพราะการแต่งงานแบบมีสัญญาหรือไม่ ยังไงตอนนี้เธอก็มีสถานะเป็น “คนแต่งงานแล้ว” แล้วนี่นา!

พอกลับเข้าเมือง ก็เกิดอุบัติเหตุบนถนนด้านหน้า รถติดยาว หลิงอีหนั่วกุมท้องแล้วพูดว่า “เมื่อไหร่ถนนจะโล่ง ฉันหิวแล้ว ไปกินข้าวกันก่อนไหม?”

ซูซีรีบพูดว่า “งั้นฉันลงตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวกลับมหาวิทยาลัยเอง”

“กลับอะไรล่ะ ตอนนี้ก็เที่ยงแล้ว ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ” หลิงอีหนั่วตัดสินใจแทนทันที

หลิงจิ่วเจ๋อที่ตลอดทางยังไม่พูดอะไรเลย เงยหน้าดูนาฬิกา แล้วสั่งหมิงจั๋วว่า “จอดรถข้างทาง”

ด้านขวาพอดีเป็นร้านอาหารฝรั่งเศส ทั้งสามคนจึงเข้าไปนั่ง หลิงอีหนั่วกลัวว่าซูซีจะไม่เคยกินร้านหรูแบบนี้มาก่อน หลังจากถามความชอบของซูซีเขาก็สั่งอาหารให้เลย

หลังจากสั่งอาหารเสร็จ หลิงอีหนั่วก็ไปเข้าห้องน้ำ เหลือเพียงหลิงจิ่วเจ๋อกับซูซีสองคนที่โต๊ะ

หลิงจิ่วเจ๋อนั่งพิงโซฟาอย่างสบาย ๆ สายตาก้มมองมือถือ ใบหน้าหล่อเหลาอย่างกับรูปปั้น ทำให้ใครเห็นก็ยากจะละสายตา

ซูซีมองใบหน้าหล่อเหลาของเขา แล้วเผลอนึกถึงคืนนั้น ชายคนนี้บางครั้งก็อ่อนโยน บางครั้งก็ร้อนแรง การกระทำดุดัน ไม่เหมือนกับท่าทางสง่างามตอนนี้เลยแม้แต่น้อย

คืนนั้นหลังจากกลับบ้าน เธอก็รู้สึกโมโหมาก เสียตัวแบบงง ๆ ก็ช่างเถอะ ทำไมยังต้องเสียเงินร้อยนึงอีกล่ะ ตอนนั้นเธอคงโมโหจนงงไปหมดแน่เลย

แต่ตอนนี้นั่งอยู่ตรงนี้ เห็นชายหนุ่มตรงหน้าหล่อจนจะกินได้ ใจก็รู้สึกสบายขึ้นมาทันที เงินร้อยนึงที่เสียไป ไม่เสียเปล่าเลยจริง ๆ!

หลิงจิ่วเจ๋อเหมือนจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้อง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นมอง

ซูซีแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ รีบเบนสายตาออกไปมองนอกหน้าต่าง แต่ใบหูแดงจัด กลางวันแสก ๆ ยังจะคิดเรื่องแบบนั้นอีก บาปจริง ๆ!

สายตาของหลิงจิ่วเจ๋อเย็นเฉียบ แฝงความสงสัย ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อย “คุณชื่ออะไร?”

ซูซีตัวเกร็งขึ้นมาทันที มองเข้าไปในดวงตาดำสนิทของเขา แล้วตอบเบา ๆ

“ซูซี”

ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มไม่มีความรู้สึกอะไร ดวงตาก็ไม่แสดงความประหลาดใจ ดูชัดเจนว่าไม่คุ้นกับชื่อนี้ จำไม่ได้เลย!

แต่ในใจของซูซีกลับพูดว่าเห็นมั้ย เขาไม่เคยสนใจแม้กระทั่งชื่อของคนที่แต่งงานด้วยเลยด้วยซ้ำ.

พอดีกับที่พนักงานเสิร์ฟนำของหวานมา ซูซีก็ได้รับข้อความจากวีแชทบทสนทนาระหว่างเธอกับหลิงจิ่วเจ๋อจึงหยุดลง

เมื่อเปิดดูข้อความ เป็นของหยางหยาง

【ซีเป่าเอ๋อร์~ เดาสิว่าฉันเห็นใคร? หลิงจิ่วเจ๋อ! เขานั่งกินข้าวกับผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งหันหลังให้ ฉันเลยมองไม่เห็นหน้าชัด ๆ กลับประเทศปุ๊บก็รีบนัดกินข้าวกับยัยตัวดีเลย แบบนี้ยังรู้มั้ยว่าตัวเองแต่งงานแล้ว?】

ซูซีมองโทรศัพท์ ในใจรู้สึกอธิบายไม่ถูกปนเปหลายอารมณ์อยู่พักหนึ่งก่อนจะพิมพ์ตอบไปว่า

【ขอโทษด้วย ฉันนี่แหละ ยัยตัวดีคนนั้น】

เซิ่งหยางหยางเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาหลายปี เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนตายเลยก็ว่าได้ ในชีวิตของซูซี นอกจากพ่อของเธอ ซูเจิ้งหรง ก็มีแค่เซิ่งหยางหยางคนนี้ที่รู้ว่าเธอกับหลิงจิ่วเจ๋อแต่งงานกัน

เซิ่งหยางหยางส่งอีโมจิตกใจจนตาเกือบหล่นลงพื้นมา แล้วตามด้วยข้อความอีก

【เธอไปอยู่กับหลิงจิ่วเจ๋อได้ยังไง? พวกเธอคืนดีกันแล้วเหรอ?】

“คืนดีกัน” งั้นเหรอ?

ซูซีอ่านข้อความนั้นแล้วรู้สึกพูดไม่ออก หันไปมองหลิงจิ่วเจ๋อแวบหนึ่งก่อนจะพิมพ์ตอบ

【เปล่า บังเอิญเจอ ไว้กลับไปค่อยเล่า】

แต่เซิ่งหยางหยางที่ถูกกระตุ้นต่อมเผือกก็ไม่ยอมง่าย ๆ

【ฉันอยู่ชั้น 3 เดี๋ยวลงไปหา!】

ซูซีขมวดคิ้วเล็กน้อย พิมพ์ตอบอย่างรวดเร็ว

【อยู่ตรงนั้นแหละ ห้ามลงมา!】

อีกฝ่ายส่งอีโมจิทำหน้าสงสารมาให้ แต่ซูซีไม่สนใจ รีบเก็บโทรศัพท์ทันที จู่ ๆ ก็ได้กลิ่นน้ำหอมบางเบาหอมสะอาดลอยมาแตะจมูก

หญิงสาวคนหนึ่งในชุดสูทสีเบจคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิของแบรนด์ GK เดินเข้ามา แล้วนั่งลงข้างหลิงจิ่วเจ๋อทันที ใบหน้าแต่งแต้มอย่างประณีต ท่าทางดูผู้ดีมีระดับ พอหันมาเห็นซูซีแค่แวบเดียวก็เบือนสายตากลับไป พูดกับหลิงจิ่วเจ๋ออย่างแง่งอน

“เมื่อเช้าฉันโทรชวนคุณมากินข้าว คุณบอกว่าไม่ว่าง ที่แท้ก็นัดคนไว้แล้วนี่เอง”

หลิงจิ่วเจ๋อสีหน้านิ่งเฉย “ใครมาก่อนก็ต้องมาก่อนสิ”

หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ แล้วหันมามองซูซีด้วยแววตาเฉียบคมยิ่งขึ้น “ขอแนะนำตัวหน่อยค่ะ ฉันชื่อหานเสี่ยว แล้วคุณล่ะคะ?”

ซูซีจับได้ถึงความเป็นปฏิปักษ์ในแววตาของอีกฝ่าย กำลังจะตอบ แต่จู่ ๆ หลิงจิ่วเจ๋อก็เลื่อนจานของหวานมาตรงหน้าเธอ น้ำเสียงยังคงเย็นเฉย แต่แฝงด้วยความใกล้ชิดจาง ๆ

“ไม่ใช่ชอบมูสราสเบอร์รี่เหรอ กินซะ”

ทั้งที่จริงซูซีไม่ได้ชอบขนาดนั้น แต่ก็ยอมทำตาม ตักขึ้นมากินคำหนึ่ง

สีหน้าของหานเสี่ยวเริ่มบูด แต่ยังฝืนยิ้ม ยกมุมปากขึ้น “ปกป้องขนาดนี้เลยเหรอคะ ฉันแค่ถามชื่อเองนะ จะไปทำอะไรเธอได้?”

หลิงจิ่วเจ๋อไม่เปลี่ยนสีหน้า “เธอขี้อาย ไม่ค่อยคุ้นคน”

ซูซีถึงกับสำลักมูสในปาก กลืนลงไปแทบไม่ทัน

หานเสี่ยวแค่นหัวเราะ “ขี้อายเหรอคะ ฉันกลับรู้สึกว่าบางคนกล้าดีนะ สวยนิดเดียวก็โยนเบ็ดไปทั่ว ระวังหน่อยนะคะคุณหลิง”

หลิงจิ่วเจ๋อนั่งไขว่ห้าง ริมฝีปากบางยกยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “แค่สวยก็พอแล้ว ผมไม่ได้ต้องการอย่างอื่น”

มือที่จับช้อนของซูซีสั่นเล็กน้อย กินต่อไม่ไหวแล้ว สองคนนี้จะเล่นสงครามเทพก็ช่วยนึกถึงใจคนธรรมดาด้วยเถอะ!

ครั้งนี้หานเสี่ยวไม่ปิดบังอารมณ์แล้ว ใบหน้าเริ่มหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด รับรู้ได้ถึงการปกป้องที่หลิงจิ่วเจ๋อมีให้กับซูซี ใจรู้สึกอึดอัดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะถึงจะโกรธก็ไม่มีสิทธิ์จะหึงด้วยซ้ำ แม้พ่อเธอกับทางบ้านตระกูลหลิงจะอยากให้คบกัน แต่หลิงจิ่วเจ๋อไม่เคยมีท่าทีเปิดใจเลย

ยิ่งรู้ว่าตอนนี้ตัวเองต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้ให้ดีที่สุด หานเสี่ยวจึงยืนขึ้น แล้วยิ้มเรียบร้อย “งั้นฉันไม่รบกวนแล้วนะคะ ไว้วันหลังจะแวะไปเยี่ยมคุณป้าค่ะ”

หลิงจิ่วเจ๋อตอบรับเบา ๆ “อืม” อย่างไร้อารมณ์

หานเสี่ยวกลั้นความรู้สึกไว้ แล้วเดินจากไปด้วยส้นสูงเสียงดัง ‘แก๊ก แก๊ก’

ซูซีเห็นอีกฝ่ายไปแล้ว ก็กินเค้กต่อไม่ไหว วางช้อนลงทันที

หลิงจิ่วเจ๋อเงยหน้าขึ้นมอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉยเหมือนเดิม “เมื่อกี้ อย่าเข้าใจผิดล่ะ”

ซูซีตอบกลับด้วยท่าทางสงบ “เข้าใจค่ะ คุณเลี้ยงข้าวฉัน ฉันช่วยคุณเรื่องหนึ่ง เราถือว่าหายกันแล้วค่ะ”

จบบทที่ 6 - กินข้าวก่อนเถอะ!!

คัดลอกลิงก์แล้ว