เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 แยกบ้านตัดขาดความสัมพันธ์

บทที่ 5 แยกบ้านตัดขาดความสัมพันธ์

บทที่ 5 แยกบ้านตัดขาดความสัมพันธ์


บทที่ 5 แยกบ้านตัดขาดความสัมพันธ์

หลี่เว่ยตงเอ่ยพลางเปิดปากกระสอบออก

เดิมทีจางหงเหมยคิดจะก้าวเข้ามาขัดขวาง ทว่านางขยับตัวไม่ทันการณ์ จึงทำได้เพียงยืนหน้าถอดสีด้วยความอับอายขายขี้หน้าอยู่ตรงนั้น

หลี่เจียนหัวและหลี่เจียนหมินก้าวเข้าไปชะโงกดู สิ่งที่อยู่ภายในกระสอบคือฝักข้าวโพดแห้ง ชนิดที่ยังไม่ได้กะเทาะเมล็ดออกเสียด้วยซ้ำ

หากเป็นเพียงฝักข้าวโพดธรรมดาก็ยังพอทำเนา แม้ว่ามูลค่าของฝักข้าวโพดเหล่านี้จะไม่คู่ควรกับโควตาตำแหน่งงานเลยแม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยที่สุดก็ยังแสดงให้เห็นว่าจางหงเหมยมีแก่ใจจะเอาของมาแลกเปลี่ยน

ทว่าฝักข้าวโพดในกระสอบนี้ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดกลับมีเชื้อราสีเขียวขึ้นเขียวครึ้มไปหมด พูดกันตามตรงก็คือ ฝักข้าวโพดเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสภาพที่มนุษย์จะกินได้เลย ดีไม่ดีแม้แต่หมูก็ยังส่ายหน้าไม่ยอมกินด้วยซ้ำ

"จางหงเหมย นี่หรือที่เจ้าบอกว่าไม่ได้ฮุบเอาไปเปล่าๆ น่ะ ทำแบบนี้มันยิ่งกว่าปล้นกันเสียอีก! เจ้าเอาของเน่าขึ้นราแบบนี้มาให้พวกลูกรอง หวังจะเหยียดหยามน้ำใจกันหรืออย่างไรฮะ" หลี่เจียนหัวแผดเสียงคำรามด้วยความโก็ธจัด

"จางหงเหมย เอ๋ย จางหงเหมย ข้าล่ะหมดคำจะพูดกับเจ้าจริงๆ กั๋วดงไม่ใช่ลูกที่เกิดจากอุพวกเจ้าหรืออย่างไร พวกข้าเข้าใจดีว่านิ้วมือคนเรายังยาวไม่เท่ากัน ย่อมยากที่จะให้ความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม และคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องมีลูกรักลูกชังเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้มันช่างไร้มนุษยธรรมสิ้นดี ไม่แปลกใจเลยที่อาตงอยากจะแยกบ้านและตัดขาดความสัมพันธ์ หากเป็นข้า ข้าก็คงเลือกทำแบบนี้เช่นกัน"

หลี่เจียนหมินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเวทนา

"นี่... นี่มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของพวกข้า ไม่เห็นจะเกี่ยวกับพวกเจ้าตรงไหนเลย" จางหงเหมยยังคงเอ่ยเถียงข้างๆ คูๆ อย่างดื้อแพ่ง

"ดี ดีมาก พูดได้ดี ไม่เกี่ยวกับพวกข้า ถ้าอย่างนั้นพวกข้าก็จะไม่ยอมเป็นคนบาปในสายตาใครอีก จางหงเหมย เจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าต้องการจะแยกบ้านและตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวลูกรอง นับแต่นี้ไปไม่ว่าในวันหน้าพวกเขาจะร่ำรวยหรือยากดีมีจนอย่างไร พวกเจ้าจะต้องไม่มาข้องแวะต่อกันอีกจนกว่าจะแก่ตายจากกันไปข้างหนึ่ง"

หลี่เจียนหัวหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด

"แน่นอนอยู่แล้ว พวกลูกรองมันนึกว่าตัวเองเก่งกล้าสามารถนักไม่ใช่หรือ ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพอไม่มีพวกข้าแล้ว พวกมันจะมีปัญญาเอาชีวิตรอดกันอย่างไร" จางหงเหมยเอ่ยเหยียดหยามคำพูดของหลี่เจียนหัว

คนพิการหนึ่งคน ตัวล้างผลาญสองคน กับเด็กเมื่อวานซืนอีกสามคน—นางนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าพวกมันเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้ามาลองดีกับนาง หากนางไม่สั่งสอนบทเรียนให้พวกมันได้สำนึกเสียบ้าง พวกมันคงไม่รู้ว่าความจริงของโลกใบนี้มันโหดร้ายเพียงใด

"กั๋วดง อาตง แล้วพวกเจ้าล่ะ พวกเจ้าต้องรู้เอาไว้ด้วยนะว่าเกาทันต์เมื่อลั่นออกไปจากแล่งแล้วย่อมไม่มีวันหวนกลับ หากก้าวพลาดไปก้าวหนึ่งแล้ว ในวันหน้าคิดจะหันหลังกลับมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ"

หลี่เจียนหมินผู้หยั่งรู้ถึงนิสัยใจคอของจางหงเหมยดี หันไปมองครอบครัวของหลี่กั๋วดงและหลี่เว่ยตงด้วยความเวทนาสงสาร

"เฮ้อ คุณลุงเจียนหัว คุณลุงเจียนหมิน ตอนนี้เว่ยตงเป็นหัวหน้าครอบครัวของพวกเราแล้ว พวกเราทุกคนเคารพการตัดสินใจของเว่ยตงครับ" หลี่กั๋วดงเอ่ยพลางทอดถอนใจยาว สีหน้าเต็มไปด้วยความปวดร้าว

"ถ้าเช่นนั้นก็ตกลง อาตง เจ้าแน่ใจแล้วจริงๆ หรือ" ชายทั้งสองคนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่กั๋วดง ก่อนจะหันไปถามหลี่เว่ยตงเพื่อความแน่ใจ

"คุณปู่หัวหน้าหมู่บ้าน คุณปู่ผู้พิจารณากองพลน้อย พวกเรามาแยกบ้านและตัดขาดความสัมพันธ์กันเถอะครับ ไม่อย่างนั้น หากยังดันทุรังอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป พวกคุณปู่คิดว่าครอบครัวของพวกเราจะยังมองเห็นความหวังในชีวิตอยู่อีกหรือครับ"

หลี่เว่ยตงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหม่องเศร้า

"เอาละ ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกัน พวกข้าก็จะไม่เอ่ยคำใดให้มากความอีก ข้าจะช่วยจัดการเรื่องหนังสือสัญญาให้พวกเจ้าเอง"

หลี่เจียนหัวทอดถอนใจออกมาด้วยความอดสูเช่นกัน

"จะแยกบ้านหรือตัดขาดความสัมพันธ์ข้าไม่ว่า แต่พวกมันห้ามหยิบฉวยสิ่งใดติดไม้ติดมือไปจากบ้านหลังนี้เด็ดขาด ส่วนเรื่องที่ดินทำกิน ก็ยกที่ดินตรงท้ายหมู่บ้านทางทิศตะวันตกให้พวกมันไปก็แล้วกัน ที่ดินผืนนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุด ถือว่าพวกมันได้กำไรไปโขแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันจะต้องไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้ในทันที" จางหงเหมยรีบเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ บาตรใหญ่

"จางหงเหมย ทำแบบนี้มันจะใจจืดใจดำเกินไปแล้วนะ" สีหน้าของหลี่เจียนหมินแปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่อย่างยิ่ง

"ข้าใจจืดใจดำตรงไหนกัน ในเมื่อพวกมันเก่งกล้าสามารถถึงขนาดจะตัดขาดความสัมพันธ์ ก็ควรจะมีปัญญาหาเลี้ยงตัวเองได้สิ เหตุใดต้องมาเอาสิ่งของไปจากบ้านของพวกข้าด้วย เล่า ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว เหตุใดพวกมันยังต้องมาซุกหัวนอนอยู่ในบ้านของพวกข้าอีก"

จางหงเหมยยืนเท้าสะเอว พลางพ่นน้ำลายแตกฟองยามที่เอ่ยปาก

"จางหงเหมย อย่าได้ทำเรื่องบีบคั้นกันจนเกินไปนักเลย ไม่อย่างนั้นในวันหน้าเจ้าจะต้องมานั่งนึกเสียใจทีหลัง" หลี่เจียนหัวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน

"ข้าจะเสียใจอย่างนั้นหรือ หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านล้อข้าเล่นหรืออย่างไร ใครกันแน่ที่จะต้องเป็นฝ่ายมานั่งนึกเสียใจในอนาคต" จางหงเหมยแสดงสีหน้าเพิกเฉยไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย

"เกินเซิง เจ้ามีความเห็นอย่างไร" เมื่อเห็นว่าจางหงเหมยเป็นพวกไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง หลี่เจียนหัวจึงทำได้เพียงหันไปถามหลี่เกินเซิงแทน

"ในบ้านของพวกเรา หงเหมยเป็นคนดูแลเรื่องทั้งหมดอยู่แล้ว" หลี่เกินเซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อี้ตามนิสัยปกติของตน

"เฮ้อ เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้า... อาตง เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร" หลี่เจียนหัวหันไปถามหลี่เว่ยตง

"คุณปู่หัวหน้าหมู่บ้าน บ้านเดิมหลังเก่าของตระกูลหลี่ไม่ใช่ว่าเป็นเรือนที่เคยจัดสรรให้แก่ท่านพ่อหรอกหรือครับ พวกเราสามารถย้ายไปอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นการชั่วคราวได้ ส่วนสิ่งของเครื่องใช้ที่เป็นน้ำพักน้ำแรงของท่านพ่อท่านแม่หามาได้พวกเราจะเอาติดตัวไปด้วย แต่พวกเราจะไม่แตะต้องสิ่งของที่เป็นของครอบครัวพวกเขาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว"

"ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อพวกเขาใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้ ในวันหน้าก็คงจะมาตำหนิว่าพวกเราอกตัญญูไม่ได้ ต่อไปไม่ว่าพวกเขาจะเจ็บไข้ได้ป่วย แก่ชรา ล้มตาย หรือเกิดเรื่องราวใดๆ ขึ้น ย่อมไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับครอบครัวของพวกเราอีก ฉันหวังว่าคุณปู่หัวหน้าหมู่บ้านจะช่วยระบุข้อความนี้ลงไปในหนังสือสัญญาตัดขาดความสัมพันธ์ด้วยครับ เรื่องราวจะได้เด็ดขาด ไม่ต้องมานั่งถกเถียงให้วุ่นวายกันในภายหลัง"

หลี่เว่ยตงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"อาตง เจ้าไม่ลองคิดทบทวนดูอีกสักหน่อยหรือ เรือนเก่าหลังนั้นสภาพทรุดโทรมจนแทบจะใช้ซุกหัวนอนไม่ได้เลยนะ ยิ่งที่ดินผืนท้ายหมู่บ้านนั่นก็เป็นดินเค็มเพาะปลูกพืชผลอะไรไม่ขึ้นหรอกนะเจ้า" หลี่เจียนหัวรีบเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

"ไม่เป็นไรครับคุณปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้พวกเราแค่ต้องการสถานที่สำหรับพักอาศัยชั่วคราวเท่านั้น ดูท่าทางแล้วในช่วงสองสามวันนี้ฝนคงยังไม่ตก ข้าจะหาเวลาไปซ่อมแซมเรือนเก่าหลังนั้นเอง ส่วนเรื่องที่ดินทำกินจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถอะครับ"

หลี่เว่ยตงเอ่ย

เขาย่อมรู้ดีว่าในเวลานี้คือเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1957 อีกเพียงครึ่งปีข้างหน้า ทางส่วนกลางก็จะประกาศจัดตั้งระบบคอมมูนประชาชน ที่ดินทำกินทั้งหมดจะต้องถูกส่งมอบให้แก่ทางคอมมูนดูแล และบริหารจัดการด้วยระบบคะแนนแรงงาน ดังนั้น ที่ดินจะดีหรือเลวเปิดรับผลกระทบในอนาคตไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย

อีกประการหนึ่ง ต่อให้มอบที่ดินทำกินชั้นเลิศให้แก่เขา มันก็ทำได้เพียงช่วยให้คนในครอบครัวรอดพ้นจากความอดอยากไปวันๆ เท่านั้น การจะบำรุงบำเรอให้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเลิศ การหวังพึ่งพาเพียงแค่การทำไร่ทำน่าย่อมไม่มีวันเพียงพออย่างแน่นอน

"เอาละ ในเมื่อเจ้ายืนกรานเช่นนี้ ข้าก็คงไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยอีก แต่เรื่องปากท้องของพวกเจ้าล่ะ กว่าจะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วงยังต้องใช้เวลาอีกนานนะ หากไม่มีเสบียงกรังติดตัว พวกเจ้าจะไม่พากันอดตายหมดหรืออย่างไร"

หลี่เจียนหัวเอ่ยเตือนอีกครั้ง

"ไม่เป็นไรครับคุณปู่หัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องเสบียงอาหารข้าจะหาทางจัดการด้วยตัวเองครับ" หลี่เว่ยตงเอ่ย

"ตกลง ถ้าเช่นนั้นข้าจะช่วยร่างหนังสือสัญญาตามที่เจ้าว่ามาก็แล้วกัน" หลังจากเอ่ยจบ หลี่เจียนหัวก็เริ่มลงมือร่างหนังสือสัญญาตามรูปแบบของการแยกบ้านและตัดขาดความสัมพันธ์ในทันที

ในเนื้อหาของหนังสือสัญญาได้ระบุเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า ครอบครัวของหลี่กั๋วดงยอมย้ายออกไปโดยไม่ขอรับสิ่งใดติดตัว และในอนาคต เรื่องราวสารพันของครอบครัวหลี่เกินเซิงย่อมไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับครอบครัวของหลี่กั๋วดงอีกต่อไป

หนังสือสัญญานี้ถูกร่างขึ้นมาทั้งหมดสี่ฉบับ โดยหลี่เกินเซิงและหลี่กั๋วดงถือไว้คนละหนึ่งฉบับ อีกหนึ่งฉบับเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานส่วนกลางของหมู่บ้าน และฉบับสุดท้ายจะถูกส่งไปบันทึกไว้ที่สำนักงานคอมมูนเพื่อเป็นหลักฐาน

"เอาละ พวกเจ้าทั้งสองฝ่ายลองตรวจทานดูให้ดี หากไม่มีข้อผิดพลาดประการใด ก็ลงชื่อและประทับลายนิ้วมือหัวแม่มือลงไปได้เลย เมื่อหนังสือสัญญานี้ได้รับการลงนามแล้ว ย่อมมีผลบังคับใช้ในทันที พวกเจ้าต้องพิจารณาให้รอบคอบ"

หลี่เจียนหัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หลี่เว่ยตงรับหนังสือสัญญามาตรวจดูอย่างละเอียด แนบเนียน เป็นไปตามที่เขาต้องการทุกประการ และยังมีการระบุเรื่องการตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวของลุงใหญ่อย่างชัดเจนเป็นพิเศษอีกด้วย

หลังจากจางหงเหมยรับหนังสือสัญญาไป นางก็ส่งต่อให้แก่หลี่กั๋วเฉียงทันที

มือของหลี่กั๋วเฉียงสั่นระริกยามที่ประคองหนังสือสัญญานั้นไว้

ขอเพียงหนังสือสัญญานี้ได้รับการลงนาม ไม่เพียงแต่โควตาตำแหน่งงานของหลี่กั๋วดงจะตกเป็นของเขาเท่านั้น ทว่าแม้แต่เรือนหลังใหญ่และห้องหับที่เคยเป็นของหลี่กั๋วดงก็ย่อมต้องตกเป็นของเขาด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ได้ตรวจดูเนื้อหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะรีบส่งคืนให้แก่จางหงเหมยพลางเอ่ยว่า "ท่านแม่ เนื้อความถูกต้องดีแล้วครับ"

"ตาแก่ ลงชื่อเถอะ หากพวกเราไม่ลงชื่อตอนนี้ ประเดี๋ยวคนนอกจะหาว่าพวกเรานึกเสียใจทีหลัง" จางหงเหมยรีบบงการให้หลี่เกินเซิงลงนามและประทับรอยนิ้วมือทันที

เมื่อเห็นดังนั้น หลี่เว่ยตงก็ไม่รีรอเลยแม้แต่น้อย ที่เขาเพียรวางแผนปูทางมาทั้งหมดก็เพื่อรอคอยช่วงเวลานี้ไม่ใช่หรืออย่างไร ด้วยเหตุนี้ เขาจึงลงนามและประทับรอยนิ้วมือของตนลงไปอย่างแช่มชื่นและเด็ดเดี่ยว

จบบทที่ บทที่ 5 แยกบ้านตัดขาดความสัมพันธ์

คัดลอกลิงก์แล้ว