- หน้าแรก
- ถูกสลับตัวเป็นเจ้าสาวทหาร แต่ฉันมีมิติพกพาติดตัว
- บทที่ 27 : ผู้บังคับการอู๋ถามว่าเธอเป็นใคร?
บทที่ 27 : ผู้บังคับการอู๋ถามว่าเธอเป็นใคร?
บทที่ 27 : ผู้บังคับการอู๋ถามว่าเธอเป็นใคร?
เสิ่นเหนี่ยวรู้ข่าวเรื่องการมาเยือนของคณะแสดงศิลปวัฒนธรรมจากปากของจางชุ่ยฮวา
ทั้งสองนัดหมายกันว่าจะไปซื้อน้ำมันมะพร้าวที่บ้านชาวประมงละแวกใกล้เคียง ระหว่างทางหล่อนก็เอาแต่พูดเรื่องคณะแสดงศิลปวัฒนธรรมไม่หยุดปาก
"ที่นี่มีคณะแสดงศิลปวัฒนธรรมมาเปิดการแสดงทุกปีเลยนะ บางทีก็มาจากเมืองลู่เฉิง บางทีก็มาจากเมืองหยุนเฉิง ส่วนใหญ่จะเป็นคณะแสดงจากเมืองรอบๆ นี่แหละ แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่คณะแสดงจากเมืองหลวงมาเปิดการแสดงถึงที่นี่"
"ฉันได้ยินมาว่าคณะแสดงจากเมืองหลวงมีชุดการแสดงหลากหลายมาก มีการเต้นที่เรียกว่าบัลเลต์หรืออะไรสักอย่างด้วยนะ เห็นว่าสวยงามตระการตามากเลย"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เสิ่นเหนี่ยวอดคิดไม่ได้ว่าช่างบังเอิญเสียจริง
จางชุ่ยฮวาไม่รู้เรื่องความวุ่นวายที่เสิ่นเหนี่ยวเผชิญบนรถไฟก่อนหน้านี้ การมาถึงของคณะแสดงศิลปวัฒนธรรมนี้ทำให้หล่อนตื่นเต้นเป็นพิเศษ
ชีวิตในเขตบ้านพักครอบครัวทหารช่างจืดชืดน่าเบื่อหน่าย แต่ละวันถ้าไม่ปลูกผัก ทำกับข้าว และทำงานบ้าน ก็ไปรวมกลุ่มกับภรรยาทหารคนอื่นๆ ในเขตบ้านพักเพื่อเย็บพื้นรองเท้าหรือปั่นด้ายป่าน หรือไม่ก็รอให้คณะกรรมการครอบครัวจัดสรรงานมาให้ทำ
นานๆ ครั้งพวกเขาถึงจะได้ดูหนังกันสักที แต่โอกาสแบบนั้นก็มีน้อยเสียเหลือเกิน
เวลาที่คณะแสดงมาเปิดการแสดงที่ค่ายทหาร สมาชิกในครอบครัวต่างก็มีที่นั่งสำหรับรับชม ดังนั้นหล่อนจึงตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
ทว่าเสิ่นเหนี่ยวกลับไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มากนัก ในฐานะคนยุคใหม่ มาตรฐานความบันเทิงของเธอย่อมสูงกว่าผู้คนในยุคนี้มาก
บัลเลต์ อุปรากร และอะไรทำนองนี้—เธอเคยดูการแสดงในสถานที่ต้นกำเนิดมานักต่อนักแล้ว
แต่ตัวเลือกความบันเทิงในยุคนี้ช่างมีน้อยนิดเสียเหลือเกิน การได้ไปดูอะไรใหม่ๆ บ้างก็ดีเหมือนกัน
เธอรับฟังจางชุ่ยฮวาพูดเจื้อยแจ้วมาตลอดทางและเอ่ยตอบรับเป็นครั้งคราว ไม่นานพวกเธอก็มาถึงหมู่บ้านที่เป็นแหล่งรวมตัวของชาวประมง
บ้านของชาวประมงเหล่านี้ไม่ได้สร้างด้วยอิฐเหมือนบ้านในเขตบ้านพักครอบครัวทหาร ทว่าสร้างขึ้นจากการนำก้อนหินมาเรียงซ้อนกัน ตัวบ้านทั้งเตี้ยและแคบ เธอเห็นบางคนถึงกับต้องก้มตัวเพื่อเดินเข้าออก
"แล้วหลังคาแบบนี้จะรับมือกับพายุไต้ฝุ่นยังไงคะ?" เสิ่นเหนี่ยวสังเกตเห็นว่าหลังคาไม่ได้ทำจากกระเบื้อง แต่เป็นเพียงหญ้าแห้งธรรมดา
แต่ถึงจะเป็นกระเบื้อง ก็คงไม่อาจต้านทานพายุไต้ฝุ่นที่โหมกระหน่ำได้อยู่ดี
"ไม่มีทางหรอกจ้ะ เรื่องหลังคาปลิวเนี่ยเป็นเรื่องปกติมาก ขอแค่คนหลบอยู่ในบ้านแล้วไม่ปลิวตามไปก็พอแล้ว"
"ตอนที่ฉันมาที่นี่ใหม่ๆ แล้วเจอพายุไต้ฝุ่นครั้งแรกนะ เธอไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ท้องฟ้ามืดมิดจนมองอะไรไม่เห็นเลย กระจกหน้าต่างแตกกระจาย ประตูถูกพัดปลิวหายไป แม้แต่ต้นไม้ใหญ่ข้างนอกนั่นยังหักโค่นได้เลย คิดดูสิว่ามันน่ากลัวแค่ไหน?"
จางชุ่ยฮวาเล่าว่าปีแรกหล่อนกลัวจนแทบเสียสติ หล่อนได้ยินมาว่าบางคนถูกลมพัดปลิวขึ้นฟ้าและหาตัวไม่พบอีกเลย เรือประมงริมทะเลต้องใช้โซ่เหล็กเส้นใหญ่ล่ามติดกันไว้ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีกรณีที่เรือประมงถูกพายุไต้ฝุ่นซัดจนแหลกละเอียด
แม้ว่าเธอจะไม่เคยอาศัยอยู่ริมทะเลในช่วงฤดูมรสุม แต่ก็พอจะรู้เรื่องนี้จากข่าว ไม่ต้องพูดถึงยุคนี้เลย แม้แต่ในศตวรรษที่ 21 เหตุการณ์แบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
ต่อให้ไม่มีพายุไต้ฝุ่น แค่วันที่มีลมพัดแรงมากๆ ก็มีคนถูกพัดปลิวออกจากบ้านตัวเองมาแล้ว
ภัยธรรมชาตินั้นโหดร้ายเสมอ
"แล้วพวกเขาไม่ต้องทำหลังคาใหม่ทุกครั้งที่พายุสงบเลยเหรอคะ?"
"มันก็มีวิธีรับมืออยู่บ้างนะ อย่างเช่นใช้แหจับปลาคลุมทับหลังคาไว้ แล้วเอาหมุดไม้ตอกยึดทั้งสี่มุม หรือบางคนก็เอาก้อนหินก้อนใหญ่ๆ มาทับไว้"
อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ไม่อาจต้านทานพายุไต้ฝุ่นลูกใหญ่ได้ ดังนั้นจึงมักจะเกิดความสูญเสียอย่างหนักอยู่เสมอ ทุกช่วงฤดูมรสุม ทหารในค่ายก็จะเป็นช่วงที่งานยุ่งที่สุด เพราะทุกคนต้องถูกเกณฑ์ไปช่วยชาวบ้านในท้องถิ่นฟื้นฟูพื้นที่หลังภัยพิบัติ
เสิ่นเหนี่ยวพยักหน้ารับและไม่ถามอะไรต่อ ตอนนี้ยังไม่ถึงฤดูมรสุม และในเมื่อพวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่มานาน ย่อมรู้วิธีรับมืออยู่บ้าง ถึงเวลาเธอค่อยทำตามก็แล้วกัน
ยิ่งไปกว่านั้น บ้านในเขตบ้านพักครอบครัวทหารก็ดูแข็งแรงทนทานและตั้งอยู่บนที่สูง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำทะเลหนุนท่วมหรือบ้านเรือนพังทลาย
จุดประสงค์หลักของการเดินทางครั้งนี้คือการมาซื้อน้ำมันมะพร้าว จางชุ่ยฮวาคุ้นเคยกับการไปหาครอบครัวหนึ่งที่หล่อนมักจะมาซื้ออาหารทะเลด้วยบ่อยๆ
ในลานบ้าน มีหญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งกำลังนั่งซ่อมแหจับปลาอยู่บนม้านั่ง เมื่อเห็นพวกเธอมา หล่อนก็รีบลุกขึ้นยืน
"ไม่ต้องลุกหรอกจ้ะ ผู้ช่วยเจิน ฉันแค่มาถามว่าในหมู่บ้านนี้มีใครมีน้ำมันมะพร้าวบ้าง?"
ผู้ช่วยเจินเข้าใจและตอบกลับด้วยภาษาจีนกลางแปร่งๆ "ที่บ้านฉันพอมีอยู่บ้าง คุณอยากได้เหรอคะ?"
"งั้นเยี่ยมเลยจ้ะ ถ้ามีเหลือ ฉันขอซื้อสักสองจินนะ"
จางชุ่ยฮวาชูขวดโหลที่ถือมาตลอดทางให้ดู
บ้านของผู้ช่วยเจินมีน้ำมันมะพร้าวไม่มากนัก หล่อนจึงพาพวกเธอไปดูบ้านอื่นๆ เพื่อรวบรวมน้ำมันมะพร้าวให้ได้สองจิน
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องมาซื้อน้ำมันมะพร้าว ก็เป็นเพราะเมื่อวานนี้จางชุ่ยฮวามองผมของเสิ่นเหนี่ยวด้วยความอิจฉาอย่างแรง
เส้นผมของเสิ่นเหนี่ยวไม่เพียงแค่ดำขลับเท่านั้น แต่ยังสลวยและนุ่มลื่นมากๆ แถมยังเป็นประกายเงางามราวกับผ้าไหมเมื่อต้องแสงแดด
ตอนนั้น จางชุ่ยฮวาถามเสิ่นเหนี่ยวว่าเธอใช้อะไรบำรุงผมหรือเปล่า
เสิ่นเหนี่ยวจะบอกความจริงได้อย่างไรว่าที่เธอเป็นแบบนี้ได้เพราะกิน 《ยาชำระไขกระดูก》 เข้าไป เธอจึงตอบไปว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว
อย่างไรก็ตาม เสิ่นเหนี่ยวบอกหล่อนว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นของดี ไม่เพียงแต่ใช้บำรุงเส้นผมได้เท่านั้น แต่การอมน้ำมันมะพร้าวกลั้วปากทุกเช้าหลังตื่นนอน ยังช่วยบรรเทาปัญหาแผลในปากและเลือดออกตามไรฟันได้ อีกทั้งยังทำให้ผิวฟันขาวและเรียบลื่นขึ้นอีกด้วย
เมื่อได้ยินว่าน้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ จางชุ่ยฮวาก็หวั่นไหวอย่างมาก
ดังนั้นหล่อนจึงชวนเธอมาซื้อด้วยกันทันที
ชาวบ้านที่นี่ก็มีประเพณีการสกัดน้ำมันมะพร้าวเช่นกัน แม้ว่าของสิ่งนี้จะไม่อร่อยเมื่อนำมาทำอาหาร แต่มันก็ยังเป็นน้ำมันอยู่ดี ในยามที่ไม่มีไขมันชนิดอื่น ชาวประมงเหล่านี้ก็จะใช้น้ำมันมะพร้าวทำอาหาร
จางชุ่ยฮวาถือขวดโหลใส่น้ำมันมะพร้าว ส่วนเสิ่นเหนี่ยวถือถุงใส่กุ้งและปลาหมึก
แน่นอนว่าพวกเธอเตรียมตัวจะกลับไปทำอาหารกินที่บ้านของจางชุ่ยฮวาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ ก่อนที่พวกเธอจะก้าวเท้าเข้าลานบ้าน ก็เห็นหลี่ต้าจุ่ยพูดจนน้ำลายกระเด็น คุยจ้ออย่างออกรสออกชาติกับใครบางคนอยู่ในลานบ้านของหล่อนเอง
"เห็นบอกว่ายื่นเรื่องขอแต่งงานไปแล้ว แต่ท่าทางหล่อนน่ะดูออกเลยว่าเป็นคุณหนูในตระกูลนายทุน ไม่เห็นจะดูขยันขันแข็งหรือสมถะตรงไหน ผู้บังคับการอู๋ช่างโชคร้ายจริงๆ ที่ต้องแต่งงานกับผู้หญิงแบบนี้ ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่คนที่รู้จักใช้ชีวิตให้เป็นชิ้นเป็นอันหรอก"
"ตอนนี้หล่อนก็ยังพักอยู่ที่เกสต์เฮาส์ ฉันได้ยินมาว่าเป็นการแต่งงานที่ผู้ใหญ่จัดการให้ตั้งแต่เด็ก ยุคสมัยไหนกันแล้วยังจะมีการคลุมถุงชนอยู่อีก? ดีไม่ดีผู้บังคับการอู๋อาจจะถูกบังคับให้แต่งงานก็ได้ ไม่อย่างนั้นทำไมเขาถึงไม่ยื่นเรื่องขอบ้านพักครอบครัวไว้ล่วงหน้าล่ะ แต่กลับปล่อยให้หล่อนไปพักอยู่ที่เกสต์เฮาส์"
"ฉันได้ยินมาว่าพวกเขายังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันด้วยซ้ำ แค่จัดงานแต่งงานที่บ้านเกิดน่ะ แต่ตาเฒ่าหวงของฉันบอกว่า ผู้บังคับการอู๋ไม่ได้ลางานเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แสดงว่าหล่อนจัดงานแต่งงานอยู่คนเดียวน่ะสิ เธอลองคิดดูสิ ถ้าแบบนี้ไม่เรียกว่าบังคับแต่งงาน แล้วจะเรียกว่าอะไร?"
"ดูท่าทางของหล่อนสิ แต่งตัวฉูดฉาดทุกวันราวกับกลัวว่าจะตกผู้ชายไม่ได้งั้นแหละ ช่างน่าอับอายจริงๆ ฉันว่าเป้าหมายของหล่อนคงไม่ได้มีแค่ผู้บังคับการอู๋หรอก ดีไม่ดีอาจจะเล็งคนอื่นไว้ด้วยก็ได้"
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เสิ่นเหนี่ยวและจางชุ่ยฮวาเดินเข้าออกเขตบ้านพักครอบครัวทหารอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าพวกเธอจะยังไม่ค่อยรู้จักใครมากนัก แต่ก็ถือว่าคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
ดังนั้น ภรรยาทหารหลายคนในเขตบ้านพักจึงรู้ว่าบ้านของจางชุ่ยฮวามีหญิงสาวรูปงามมากคนหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่าเป็นคู่หมั้นของผู้บังคับการอู๋ และมาที่นี่เพื่อแต่งงานกับเขา
แต่นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว พวกเขายังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ จากผู้บังคับการอู๋เลย เขาไม่ได้ยื่นเรื่องขอบ้านพักครอบครัวด้วยซ้ำ
เมื่อเสิ่นเหนี่ยวได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ ดวงตาของเธอก็หรี่ลงเล็กน้อย พร้อมกับรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านทั่วใบหน้า
นังหลี่ต้าจุ่ยคนนี้... จางชุ่ยฮวาโกรธจัดและรีบพุ่งไปที่หน้าลานบ้านของหลี่ต้าจุ่ยทันที
"หลี่ต้าจุ่ย ลองพูดจาเหลวไหลดูอีกทีสิ! บทเรียนที่หล่อนได้รับจากผู้อำนวยการสวี่คราวที่แล้วมันยังไม่พอใช่ไหม? อยากจะเขียนใบสำนึกผิดอีกสักใบหรือไงฮะ?"
เดิมทีหลี่ต้าจุ่ยฉวยโอกาสตอนที่จางชุ่ยฮวาไม่อยู่ เพื่อจงใจสาดโคลนใส่เสิ่นเหนี่ยวลับหลัง หล่อนไม่คาดคิดว่าพวกเธอจะกลับมาเร็วขนาดนี้และถูกจับได้คาหนังคาเขา
แววตาของหล่อนวูบไหวด้วยความรู้สึกผิด "ฉันพูดจาเหลวไหลตรงไหน? ฉันพูดผิดตรงไหนไม่ทราบ? ถามหล่อนดูสิว่าหล่อนแต่งงานคนเดียวที่บ้านเกิดหรือเปล่า ผู้บังคับการอู๋ไม่เคยกลับไปเลยด้วยซ้ำ ถ้าผู้บังคับการอู๋รู้ว่าหล่อนจะมา ทำไมเขาถึงไม่ยื่นเรื่องขอบ้านพักครอบครัวไว้ล่วงหน้าล่ะ?"
ยิ่งพูด หลี่ต้าจุ่ยก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก เรื่องพวกนี้หล่อนล้วนเก็บข้อมูลมาจากสามีของหล่อนทั้งนั้น ว่ากันว่าในวันแรกที่เขาเห็นผู้หญิงคนนี้ ผู้บังคับการอู๋ถึงกับเอ่ยปากถามว่าหล่อนเป็นใคร!