- หน้าแรก
- เตาสรรค์สร้างกลืนสวรรค์กับตำนานราชันย์หมื่นพิภพ
- ตอนที่ 122 ทวนราชัน หวังเซิ่ง
ตอนที่ 122 ทวนราชัน หวังเซิ่ง
ตอนที่ 122 ทวนราชัน หวังเซิ่ง
"หึหึ โลหะแก่นแท้สุริยันก้อนนี้ ข้าหวังเซิ่งขอรับไปล่ะ!"
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความร้ายกาจดังขึ้น สิ้นเสียง ฝ่ามือที่ขาวซีดและเรียวยาวก็ชิงคว้าโลหะแก่นแท้สุริยันบนแผงไปก่อน ลู่ฉางเซิงนัยน์ตาหดเกร็ง มือขวาพุ่งออกไปรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ สองนิ้วเคาะลงบนจุดเน่ยกว่านที่ข้อมือนั้นอย่างแม่นยำ
มือข้างนั้นสั่นสะท้านอย่างแรง จำต้องปล่อยเหล็กอย่างควบคุมไม่ได้ จากนั้นลู่ฉางเซิงก็อาศัยจังหวะนั้นคว้าเอาไว้ โลหะแก่นแท้สุริยันจึงตกมาอยู่ในมือของเขาอย่างง่ายดาย
และในยามนี้ ผู้คนต่างก็หันไปมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญผู้นั้นโดยไม่ได้นัดหมาย
นั่นคือเด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้าปี ใบหน้าหล่อเหลาติดจะนุ่มนวล ผิวพรรณขาวซีดจนแทบจะโปร่งแสง ดวงตาเรียวยาวชี้ขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาเป็นสีเทาอ่อนซึ่งหาได้ยากยิ่ง
เขาสวมชุดคลุมสีขาวเงินปักลวดลายทึบ ร่างกายสูงโปร่งหยัดตรงดุจต้นสน ในมือถือทวนสีเงินยาวราวเจ็ดฉื่อ ปลายทวนทอประกายเย็นเยียบ พู่ทวนแดงฉานดั่งโลหิต ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่ซ่านกลิ่นอายที่ขัดแย้งกันระหว่างความนุ่มนวลและความแข็งกร้าวออกมา
"นั่นหวังเซิ่ง! เจ้าของฉายาทวนราชัน อันดับที่เก้าแห่งทำเนียบศิษย์นอกนี่!"
ใครบางคนในฝูงชนร้องอุทาน
"คราวนี้มีงิ้วโรงโตให้ดูแล้ว ของที่หวังเซิ่งหมายตา ไม่เคยมีใครกล้าแย่งกับเขาสักคน"
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน สายตาก็มองเห็นผู้ติดตามระดับขั้นตำหนักเทวะระดับเจ็ดและแปดจำนวนห้าหกคนเดินตามหลังหวังเซิ่งมา แต่ละคนมีสีหน้าหยิ่งผยอง มองผู้คนรอบด้านด้วยสายตาเหยียดหยาม เมื่อเห็นว่าลู่ฉางเซิงชิงโลหะแก่นแท้สุริยันไปได้ก่อน คนเหล่านี้ก็เผยสีหน้าไม่เป็นมิตร
กู่รุ่ยเอ๋อร์ทนดูไม่ได้ ยกมือขึ้นเท้าสะเอวแล้วกล่าวว่า "เจ้านี่มันไร้มารยาทเกินไปแล้วนะ? ไม่รู้จักกฎมาทีหลังต้องรอหรืออย่างไร? โลหะแก่นแท้สุริยันก้อนนี้พวกเราเป็นคนตกลงซื้อก่อนแท้ๆ อย่าหวังว่าจะมาแย่งไปจากมือพวกเราได้เลย!"
ชายร่างผอมสูงข้างกายหวังเซิ่งตวาดกลับทันที
"นังหนูไม่สิ้นกลิ่นน้ำมาจากไหน ถึงได้กล้ามาตะโกนโหวกเหวกใส่พี่หวังของพวกเรา! เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงอันเกรียงไกรของทวนราชันหวังเซิ่งหรืออย่างไร?!"
"ไม่เคยได้ยิน!" กู่รุ่ยเอ๋อร์เบ้ปาก เอ่ยเย้ยหยัน
"ข้ารู้แค่ว่าหน้าของคนบางคนมันหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก กลางวันแสกๆ หน้าด้านๆ คิดจะมาปล้นชิงของชาวบ้าน!"
"ปากดีนักนะนังเด็กนี่!"
คำพูดของรุ่ยเอ๋อร์จุดไฟโกรธให้กับกลุ่มผู้ติดตามของหวังเซิ่งในทันที หลายคนก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกัน ทั่วร่างแผ่จิตสังหารคุกคาม บรรยากาศในเขตแลกเปลี่ยนก็ตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบๆ พากันถอยห่างออกไป เปิดพื้นที่ว่างให้ เพราะเกรงว่าจะถูกลูกหลง
นัยน์ตาสีเทาอ่อนของหวังเซิ่งกลอกกลิ้งเล็กน้อย ในที่สุดก็หันมามองลู่ฉางเซิงและกู่รุ่ยเอ๋อร์ตรงๆ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่กู่รุ่ยเอ๋อร์ครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะประหลาดใจเล็กน้อยที่เด็กหญิงตัวแค่นี้ก็สามารถผ่านด่านแรกมาได้ จากนั้นสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ร่างของลู่ฉางเซิง
"เอาของมาให้ข้า แล้วเรื่องเมื่อครู่ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้น"
น้ำเสียงของหวังเซิ่งช่างนุ่มนวล ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ลู่ฉางเซิงใบหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำ เขาเก็บโลหะแก่นแท้สุริยันเข้าถุงเฉียนคุน
"ของวิเศษชิ้นนี้เห็นอยู่ชัดๆ ว่าข้าเป็นคนซื้อก่อน ทำไมข้าต้องให้เจ้าด้วย?"
"เพราะข้าถูกใจมัน"
หวังเซิ่งลูบไล้ทวนสีเงินในมือเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังบอกเล่าความจริงที่แสนจะธรรมดา
"ในทำเนียบศิษย์นอกแห่งนี้ ของที่ข้าหวังเซิ่งต้องการ ไม่เคยมีสิ่งใดที่ข้าไม่ได้มา"
และในขณะนี้ เหล่าศิษย์รอบด้านก็เริ่มซุบซิบนินทากันอีกครั้ง
"เด็กใหม่นี่เป็นใครกัน? ถึงได้กล้าท้าทายหวังเซิ่ง?"
"เหมือนจะชื่อลู่ฉางเซิง ได้ยินมาว่าที่ลานฝึกยุทธ์ เขาจัดการหัวหน้าสามขั้วอำนาจใหญ่ได้ด้วยตัวคนเดียวเลยนะ!"
"ขั้นหลุดพ้นระดับหนึ่ง? เจ้านี่เพิ่งเข้าสำนักมาได้เท่าไหร่กัน? เป็นตัวตนระดับสัตว์ประหลาดชัดๆ!"
"ต่อให้เป็นสัตว์ประหลาดแล้วจะทำไม? ทวนราชันหวังเซิ่งน่ะ บรรลุถึงขั้นหลุดพ้นระดับสองขั้นสูงสุดมาตั้งนานแล้ว เป็นถึงตัวตนอันดับเก้าแห่งทำเนียบศิษย์นอกเชียวนะ!"
ลู่ฉางเซิงไม่หวั่นไหวต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้าน เขาจ้องมองหวังเซิ่งตรงๆ
"หึหึ ทุกอย่างล้วนมีลำดับก่อนหลัง โลหะแก่นแท้สุริยันนี้ข้าซื้อไว้แล้ว มันก็คือของของข้า หากเจ้าอยากได้ ถ้าทำตัวดีๆ หน่อยข้าอาจจะพอเจรจาด้วยได้ แต่ตอนนี้..."
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเย็นเยียบลง
"ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าไม่ให้เด็ดขาด เจ้าจะทำไม?"
หวังเซิ่งหรี่ดวงตาเรียวยาวลงเล็กน้อย ทวนยาวในมือกระแทกลงพื้นเบาๆ แผ่นหินสีเขียวที่ปูพื้นก็แตกเป็นรอยร้าวราวกับใยแมงมุมในทันที
"เจ้ารู้หรือไม่ ว่าการปฏิเสธข้าต้องจ่ายค่าตอบแทนเช่นไร?"
"ค่าตอบแทนงั้นหรือ?"
ลู่ฉางเซิงพลันหัวเราะออกมา
"ข้าล่ะอยากรู้นัก ว่าในเมืองโบราณร้างแห่งนี้ เจ้าจะทำอะไรข้าได้? ตามกฎของสำนัก จุดสิ้นสุดของด่านแรกห้ามมิให้มีการประลอง ผู้ฝ่าฝืนจะต้องรับโทษทัณฑ์อย่างหนัก หวังเซิ่งอย่างเจ้ากล้าลงมือที่นี่งั้นหรือ?"
คำพูดนี้แทงใจดำเข้าอย่างจัง สีหน้าของหวังเซิ่งเปลี่ยนไปในที่สุด บนใบหน้าที่นุ่มนวลนั้นปรากฏแววเหี้ยมเกรียมพาดผ่าน
"ไอ้เด็กปากดี! เจ้าคิดว่าอาศัยกฎของสำนักแล้วจะคุ้มกะลาหัวเจ้าได้งั้นหรือ?"
"หึหึ นั่นมันเป็นเรื่องของอนาคต ส่วนตอนนี้ หลีกทางไปเสีย พวกเราจะไปแล้ว"
ลู่ฉางเซิงไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เขาจูงมือกู่รุ่ยเอ๋อร์ หันหลังเตรียมจะจากไป ทว่าเงาร่างของหวังเซิ่งกลับพุ่งวาบดุจภูตผี มาขวางหน้าพวกเขาเอาไว้ ทวนยาวพาดขวางทางเดิน
"ข้าอาจจะไม่ลงมือที่นี่ แต่เจ้าต้องทิ้งโลหะแก่นแท้สุริยันเอาไว้"
สีหน้าของหวังเซิ่งดำทะมึน
ลู่ฉางเซิงแววตาเริ่มเย็นชา
"แล้วถ้าข้าบอกว่าไม่ล่ะ?"
"ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่อย่างราบรื่น" หวังเซิ่งกดเสียงต่ำ ทว่าแฝงความข่มขู่ไว้อย่างชัดเจน
"พี่น้องของข้าเหล่านี้ แม้พละกำลังจะสู้เจ้าไม่ได้ แต่การพัวพันเจ้าไว้สักพักก็ยังพอทำได้ และตราบใดที่พวกเจ้ายังอยู่ในเมืองโบราณร้าง ข้าก็มีวิธีนับไม่ถ้วนที่จะทำให้พวกเจ้าอยู่ไม่เป็นสุข"
กู่รุ่ยเอ๋อร์โกรธจนแก้มป่อง หมายจะเถียงกลับ ทว่ากลับถูกลู่ฉางเซิงดึงตัวไว้เบาๆ เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาอ่อนของหวังเซิ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ
"เจ้ากำลังขู่ข้าหรือ?"
"เป็นการเตือนต่างหาก" หวังเซิ่งยกมุมปากยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา
"ผู้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน เพื่อเหล็กแค่ก้อนเดียว ต้องมาล่วงเกินข้าที่เป็นถึงอันดับเก้าในทำเนียบศิษย์นอก เกรงว่ามันจะไม่คุ้มกันนะ"
ลู่ฉางเซิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา
"เจ้าพูดถูก เพื่อเหล็กแค่ก้อนเดียว มันไม่คุ้มค่าจริงๆ"
สีหน้าของหวังเซิ่งเผยความพึงพอใจ ยื่นมือออกไปทันที
"ถ้าเช่นนั้นก็เอามาซะ"
ทว่า ลู่ฉางเซิงกลับส่ายหน้า
"ความหมายของข้าก็คือ เพื่อเหล็กแค่ก้อนเดียว หวังเซิ่งอย่างเจ้าถึงกับต้องข่มขู่บีบบังคับ ถึงขั้นไม่ลังเลที่จะคุกคามศิษย์ร่วมสำนัก พฤติกรรมเช่นนี้ช่างน่ารังเกียจสิ้นดี โลหะแก่นแท้สุริยัน ข้าไม่มีวันให้เจ้า หากมีปัญญาก็ไปเอาชนะข้าอย่างสง่าผ่าเผยในด่านที่สองนู่น ไม่ใช่มาใช้วิธีการต่ำทรามเช่นนี้ที่นี่!"
คำพูดนี้เสียงไม่เบาเลย ศิษย์รอบด้านล้วนได้ยินอย่างชัดเจน หลายคนลอบพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็ไม่พอใจกับพฤติกรรมอันธพาลของหวังเซิ่งเช่นกัน
ใบหน้าของหวังเซิ่งดำทะมึนลงอย่างสมบูรณ์ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนุ่มนวลบัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งเย็นเยียบ
"ดี ดีมาก! นานมากแล้วที่ไม่มีใครกล้าพูดกับข้าเช่นนี้! ลู่ฉางเซิงใช่ไหม? ข้าจะจำเจ้าไว้!"
ทวนราชันในมือของเขาพลันส่งเสียงร้องคำราม ตัวทวนสีขาวเงินมีแสงสีเขียวอ่อนไหลเวียน
"ในเมื่อรินสุรามงคลไม่ดื่ม รนหาที่อยากดื่มสุราจับกิ้ว เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ! ที่นี่ไม่อนุญาตให้ประลองเป็นตายก็จริง แต่ก็ยังอนุญาตให้ศิษย์ร่วมสำนักประลองฝีมือกันได้!"
ตูม!
สิ้นคำพูด ทั่วร่างของหวังเซิ่งก็ระเบิดกลิ่นอายอันน่าครั่นคร้ามออกมาอย่างกะทันหัน—ขั้นหลุดพ้นระดับสองขั้นสูงสุด! แรงกดดันที่รุนแรงกว่าขั้นหลุดพ้นระดับสองทั่วไปอย่างเทียบไม่ติดแผ่ซ่านออกไป ทำเอาเหล่าศิษย์ขั้นตำหนักเทวะรอบด้านถึงกับหายใจติดขัด สีหน้าตื่นตระหนก
"รับทวนข้าซะ!"
หวังเซิ่งตวาดลั่น ทวนยาวในมือพุ่งฉกประดุจอสรพิษร้ายออกจากรู แทงตรงเข้าแสกลหน้าของลู่ฉางเซิง
ฟุ่บ!
ความเร็วของทวนเล่มนี้รวดเร็วจนเหนือจินตนาการ ปลายทวนฉีกกระชากอากาศ บังเกิดเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหู ยิ่งไปกว่านั้น บนตัวทวนสีเงินยังมีแสงสีเขียวอ่อนไหลเวียน เห็นได้ชัดว่าได้ใช้วิชาเฉพาะบางอย่าง
ฝูงชนที่มุงดูส่งเสียงอุทาน ไม่มีใครคาดคิดว่าหวังเซิ่งผู้นี้จะกล้าลงมือในเมืองโบราณจริงๆ!
เมื่อทวนยาวพุ่งเข้ามา นัยน์ตาของลู่ฉางเซิงก็สาดประกายเจิดจ้า เขางัดย่างก้าวมังกรท่องออกมาใช้ในชั่วพริบตา ร่างกายพลิ้วถอยหลังไปดุจภูตผี ปลายทวนอันคมกริบพุ่งเฉียดจมูกของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ลมปราณที่แฝงมากับทวนบาดแก้มเขาจนเจ็บแสบ
"วิถีทวนช่างรวดเร็วนัก!"
ลู่ฉางเซิงตื่นตัวในใจ หวังเซิ่งผู้นี้สามารถรั้งอันดับที่เก้าในทำเนียบศิษย์นอกได้ ไม่ใช่มีแค่ชื่อเสียงจอมปลอมจริงๆ
การโจมตีพลาดเป้า ไม่ได้ทำให้หวังเซิ่งแปลกใจเลยแม้แต่น้อย เขาตวัดข้อมือ ทวนยาวก็เปลี่ยนทิศทางราวกับสิ่งมีชีวิต เปลี่ยนจากการแทงเป็นการกวาดฟัน พุ่งเข้าฟาดฟันใส่บั้นเอวของลู่ฉางเซิงอย่างดุดันต่อเนื่อง การเปลี่ยนกระบวนท่านี้ไหลลื่นดั่งสายน้ำ ไร้ซึ่งการติดขัดใดๆ เผยให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในเพลงทวนอันล้ำเลิศ
ลู่ฉางเซิงไม่กล้าประมาท เขาโคจรเคล็ดวิชากายาทองคำมังกรคชสารเรือนร่างทอประกายแสงสีทองจางๆ ในทันที เขาไม่กล้าต้านรับทวนอันเกรี้ยวกราดนี้ตรงๆ ปลายเท้าแตะพื้น ร่างกายทะยานขึ้นสู่กลางอากาศดุจมังกรท่อง หลบหลีกการฟาดฟันนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด
ทวนยาวกวาดวืด ทว่าลมปราณที่แผ่พุ่งกลับกรีดพื้นดินจนกลายเป็นรอยลึก เศษหินกระเด็นกระจาย
"เอาแต่หลบงั้นหรือ?" หวังเซิ่งแค่นหัวเราะ การโจมตียิ่งดุดันขึ้นไปอีก
"เพลงทวนราชัน—ทลายพันทัพ!"
ทวนยาวในมือของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเงาทวนนับสิบสาย แต่ละสายล้วนอัดแน่นราวกับของจริง ยากจะแยกแยะว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดลวง จากนั้น เงาทวนก็พุ่งเข้าครอบงำลู่ฉางเซิงราวกับพายุฝน ปิดกั้นพื้นที่ในการหลบหลีกของเขาจนหมดสิ้น
รอบด้านมีเสียงสูดลมหายใจเย็นเยียบดังขึ้น ศิษย์หลายคนต่างคิดในใจว่า ภายใต้กระบวนท่านี้ พวกเขาคงไม่มีทางรอดชีวิตเป็นแน่
สีหน้าของลู่ฉางเซิงเคร่งเครียด รู้ดีว่าไม่อาจหลบหลีกต่อไปได้อีก เขาสูดลมหายใจลึก สองหมัดพลันสาดประกายสายฟ้า
"หมัดวายุอัสนี!"
สองหมัดของเขาซัดออกไปดั่งพายุฝนฟ้าคะนอง แต่ละหมัดปะทะเข้ากับเงาทวนอย่างแม่นยำ หมัดและทวนปะทะกัน บังเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวไม่ขาดสาย ประกายอัสนีและประกายทวนเข้าห้ำหั่นกัน สาดแสงเจิดจ้าบาดตา
"เป็นไปได้อย่างไร?!"
ฝูงชนที่มุงดูบางคนร้องอุทานสุดเสียง
"เขาใช้หมัดเปล่าต้านรับทวนราชันของหวังเซิ่งตรงๆ เลยงั้นหรือ?"
"นั่นมันเพลงหมัดอะไรกัน? ถึงได้มีพลังแห่งสายฟ้าแฝงอยู่ด้วย!"
สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงยิ่งกว่า ก็คือลู่ฉางเซิงไม่เพียงแต่ต้านรับกระบวนท่าทวนอันเหี้ยมหาญนี้ไว้ได้ แต่ยังสวนกลับอีกด้วย! พลังหมัดของเขายิ่งมายิ่งดุดัน เสียงสายฟ้าฟาดกึกก้อง กระทั่งค่อยๆ กดข่มเงาทวนจนมิด
นัยน์ตาของหวังเซิ่งวาบความประหลาดใจ ทว่าก็แปรเปลี่ยนเป็นความโหดเหี้ยมในพริบตา เขากระโดดถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทวนยาวหมุนวน ปลายทวนควบแน่นเป็นจุดประกายความเย็นเยียบอันน่าครั่นคร้าม
"เพลงทวนราชัน—ทลายขุนเขา!"
ทวนกระบวนท่านี้เรียบง่ายตรงไปตรงมา ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว ปลายทวนพุ่งผ่านไปที่ใด อากาศก็ถูกฉีกกระชาก บังเกิดเสียงระเบิดแสบแก้วหู นี่คือการโจมตีที่ควบรวมเอาพลังกายและพลังจิตวิญญาณทั้งหมดเอาไว้ มีอานุภาพมากพอที่จะผ่าขุนเขาให้ขาดสะบั้น!
ลู่ฉางเซิงสัมผัสได้ถึงกระแสพลังอันแข็งแกร่งที่ล็อกเป้าหมายมาที่ตน รู้ดีว่าทวนนี้ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ เขาจึงไม่คิดจะหลบอีกต่อไป สองเท้ากระทืบลงพื้น โคจรเคล็ดวิชากายาทองคำมังกรคชสารเต็มกำลัง ทั่วร่างเปล่งแสงสีทองอร่าม ในขณะเดียวกัน ฝ่ามือขวาก็ผลักออกไปช้าๆ ภายในฝ่ามือราวกับมีเกลียวคลื่นคลั่งซัดสาด
"ฝ่ามือคลื่นคำราม!"
นี่คือวิชาฝ่ามือที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาครอบครองอยู่ในตอนนี้ พลังฝ่ามือถาโถมประดุจคลื่นสึนามิที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ คลื่นลูกหลังหนุนส่งคลื่นลูกหน้าให้สูงขึ้น ฝ่ามือและทวนเข้าปะทะกันอีกครา!
"ตูม!"
ท่ามกลางเสียงกัมปนาทดังกึกก้อง คลื่นกระแทกอันรุนแรงก็แผ่ขยายออกไปรอบทิศทางโดยมีคนทั้งสองเป็นศูนย์กลาง ศิษย์ที่อยู่ใกล้ถึงกับถูกซัดจนต้องถอยร่นไปหลายก้าว แผงลอยบางส่วนถูกแรงลมพัดกระเด็นพลิกคว่ำ
ท่ามกลางฝุ่นควันคละคลุ้ง เงาร่างสองสายต่างปลิวละลิ่วถอยร่นไปคนละทิศ
ลู่ฉางเซิงตีลังกากลางอากาศ ทิ้งตัวลงพื้นอย่างมั่นคง แผ่นหินสีเขียวใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นหลายสาย เลือดลมในอกพลุ่งพล่าน ทว่าก็ถูกเขาสะกดไว้ได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนหวังเซิ่งนั้นปลิวถอยไปไกลหลายจ้าง ต้องใช้ทวนยันพื้น ลากเป็นรอยยาวกว่าจะทรงตัวได้ สีหน้าของเขาซีดเผือด มือที่จับทวนสั่นระริก เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย
รอบด้านตกอยู่ในความเงียบกริบ
ทุกคนต่างเบิกตากว้างอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ลู่ฉางเซิงที่อยู่เพียงขั้นหลุดพ้นระดับหนึ่ง กลับสามารถต่อกรกับหวังเซิ่งที่อยู่ถึงขั้นหลุดพ้นระดับสองขั้นสูงสุดได้อย่างสูสี! นี่มันฉีกทึ้งความรู้ความเข้าใจของพวกเขาไปจนหมดสิ้น!
สีหน้าของหวังเซิ่งเปลี่ยนจากขาวเป็นเขียว จากเขียวเป็นแดง นัยน์ตาสีเทาอ่อนคู่นั้นแทบจะพ่นไฟออกมา เขาผู้เป็นถึงอันดับเก้าแห่งทำเนียบศิษย์นอก กลับต้องมาเสียเปรียบให้เด็กใหม่คนหนึ่ง นี่มันคือความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้!
"ดี ดีมาก!" หวังเซิ่งขบกรามแน่น ทวนราชันในมือส่งเสียงคำรามอีกครั้ง แสงบนตัวทวนยิ่งสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ
"ข้ายอมรับว่าประเมินเจ้าต่ำไป แต่หลังจากนี้ ข้าจะไม่ออมมืออีกแล้ว!"
วินาทีนี้ กลิ่นอายพลังรอบกายของเขาพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเตรียมจะงัดท่าไม้ตายปลิดชีพที่แท้จริงออกมาใช้
ลู่ฉางเซิงเองก็รวมศูนย์สมาธิ ลอบโคจรเคล็ดวิชากายาทองคำมังกรคชสาร เตรียมรับมือกับการโจมตีที่รุนแรงยิ่งกว่า
ทว่า ในช่วงเวลาความเป็นความตายเท่าเส้นยาแดงผ่าแปดนั้นเอง จู่ๆ ด้านหลังก็มีน้ำเสียงเปี่ยมด้วยบารมีดังกึกก้องขึ้น
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
แรงกดดันอันมหาศาลถาโถมลงมา ทำเอาทุกคนใจหายวาบ ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนในชุดผู้คุมกฎของสำนักหลิงเซียวมายืนอยู่กลางวงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม
"ภายในเมืองโบราณร้างห้ามมิให้ต่อสู้กันเอง พวกเจ้าอยากถูกตัดสิทธิ์จากการประลองงั้นหรือ?"
ผู้คุมกฎกวาดสายตามองทั้งสองด้วยแววตาเย็นชา
หวังเซิ่งแค่นเสียงเย็น เก็บยาวทวนไปอย่างไม่เต็มใจนัก
"ท่านผู้คุมกฎ พวกเราก็แค่ประลองฝีมือกันเท่านั้นขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้คุมกฎก็หันไปมองลู่ฉางเซิง
"แล้วเจ้าล่ะ?"
ลู่ฉางเซิงตอบกลับด้วยความสงบ
"หึหึ ศิษย์พี่หวังช่วยชี้แนะ ศิษย์ได้รับประโยชน์มากมายเลยขอรับ"
ผู้คุมกฎมองดูพื้นดินที่พังเสียหายรอบด้าน แล้วหันกลับมามองทั้งสอง ในที่สุดก็ถอนหายใจ
"ห้ามมีครั้งต่อไป หากอยากประลองฝีมือก็รอให้เริ่มด่านที่สองก่อนเถอะ มีโอกาสอีกเยอะ อย่าได้ลงมือในเมืองโบราณแห่งนี้อีก"
"ขอรับ"
ทั้งสองรับคำพร้อมกัน
ผู้คุมกฎพยักหน้า ร่างกายกระพริบวาบ หายวับไปจากตรงนั้น
หวังเซิ่งปรายตาเย็นชามองลู่ฉางเซิง น้ำเสียงอำมหิตถูกกดจนต่ำสุด
"ถือว่าเจ้าดวงดี แต่ในด่านที่สองดินแดนสระอัสนี จะไม่มีผู้คุมกฎมาคอยคุ้มกะลาหัวเจ้าแล้วนะ"
ลู่ฉางเซิงตอบกลับเรียบๆ
"ไม่ต้องลำบากเจ้ามาใส่ใจหรอก"
หวังเซิ่งแค่นเสียงเย็น หันหลังเดินจากไปพร้อมกับกลุ่มผู้ติดตาม
เมื่อพวกเขาก้าวออกไปไกลแล้ว กู่รุ่ยเอ๋อร์ถึงได้ลอบถอนหายใจ โผเข้ามายืนข้างลู่ฉางเซิงแล้วกระซิบเสียงเบา
"พี่ฉางเซิง ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ? หวังเซิ่งคนนั้นเก่งกาจเหลือเกิน"
ลู่ฉางเซิงส่ายหน้าเบาๆ
"ข้าไม่เป็นไร แต่ความแข็งแกร่งของเขานั้นร้ายกาจจริงๆ ทวนราชันนับว่าสมคำร่ำลือ"
แม้ภายนอกเขาจะดูสงบ แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย การปะทะกันเมื่อครู่แม้จะดูเหมือนสูสี แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าหวังเซิ่งยังไม่ได้ทุ่มสุดกำลัง
เหล่าศิษย์รอบด้านยังคงซุบซิบนินทากันอยู่ สายตาที่มองมายังลู่ฉางเซิงเต็มไปด้วยความยำเกรงที่เพิ่มมากขึ้น การที่สามารถใช้ตบะเพียงขั้นหลุดพ้นระดับหนึ่งต้านทานหวังเซิ่งได้โดยไม่พ่ายแพ้ ความแข็งแกร่งระดับนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทำเนียบศิษย์นอก
ทว่า ลู่ฉางเซิงตระหนักดีว่า บททดสอบที่แท้จริงยังรออยู่เบื้องหน้า ด่านที่สองในดินแดนสระอัสนี เกรงว่าคงไม่สงบสุขเสียแล้ว
"ไปกันเถอะ รุ่ยเอ๋อร์" เขาจูงมือเด็กหญิงตัวน้อย
"พวกเราต้องเตรียมตัวสำหรับด่านที่สองแล้ว"
ทั้งสองเดินแหวกฝูงชน ค่อยๆ เดินห่างออกไปท่ามกลางสายตาอันซับซ้อนของผู้คนมากมาย และข่าวคราวความขัดแย้งในครั้งนี้ ก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองโบราณร้างอย่างรวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง...