เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 121 โลหะแก่นแท้สุริยัน

ตอนที่ 121 โลหะแก่นแท้สุริยัน

ตอนที่ 121 โลหะแก่นแท้สุริยัน


"ในที่สุดก็ถึงเสียที..."

หลังจากเร่งเดินทางมาครึ่งค่อนวัน ลู่ฉางเซิงและกู่รุ่ยเอ๋อร์ก็มองเห็นเมืองที่ทรุดโทรมและเต็มไปด้วยร่องรอยด่างดำในที่สุด

เมืองแห่งนี้ดูทรุดโทรมปรักหักพังราวกับเป็นเศษซากอารยธรรม ทว่าภายในเมืองกลับมีค่ายกลวิญญาณเคลื่อนย้ายตั้งอยู่ ซึ่งสามารถส่งตัวศิษย์ที่ผ่านด่านแรกไปยังด่านที่สองได้

ดังนั้น ศิษย์ทุกคนที่ระดับป้ายคำสั่งเลื่อนเป็นระดับหกแล้ว ล้วนต้องมุ่งหน้ามายังเมืองโบราณร้าง เพื่อใช้ค่ายกลวิญญาณเคลื่อนย้ายที่นี่ส่งตัวไปยังด่านที่สอง

ฟุ่บ!

ทั้งสองเหินร่างพุ่งทะยานไป ร่อนลงเบื้องหน้าประตูเมืองขนาดยักษ์ที่พังทลายมาเนิ่นนาน ยามนี้ ภายในเมืองโบราณปรากฏเงาร่างของผู้คนไม่น้อย ล้วนเป็นศิษย์นอกของสำนักหลิงเซียวที่เดินทางมาถึงที่นี่ได้สำเร็จ กลิ่นอายพลังของแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา ป้ายคำสั่งที่เอวของพวกเขาก็เปล่งประกายตัวเลขหกสีม่วงวูบวาบเช่นกัน

ลู่ฉางเซิงกวาดสายตามอง แม้จำนวนศิษย์ที่มาถึงที่นี่จะมีไม่มากนัก แต่ทว่าความแข็งแกร่งกลับร้ายกาจยิ่ง สามารถพบเห็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นตำหนักเทวะระดับเจ็ดและแปดได้ทั่วไป

เหล่าศิษย์ที่มาถึงก่อนเหล่านี้ จับกลุ่มกันสามห้าคน บ้างก็กำลังปรับลมปราณ บ้างก็สนทนากันเสียงเบา สายตาคอยกวาดมองผู้ที่มาใหม่ แววตาแฝงไว้ด้วยการประเมินและความระแวดระวัง

ทันทีที่ลู่ฉางเซิงและกู่รุ่ยเอ๋อร์ก้าวเข้าสู่ภายในเมือง ก็ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อยในพริบตา เด็กหนุ่มผู้มีกลิ่นอายพลังเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นหลุดพ้น พาเด็กหญิงตัวน้อยที่ดูอายุเพียงแปดเก้าขวบ ทว่ากลับครอบครองป้ายคำสั่งระดับหกมาถึงที่นี่ การจับคู่เช่นนี้ดูแปลกตายิ่งนัก

ทว่า เผชิญหน้ากับสายตาประหลาดใจรอบด้าน ทั้งสองกลับไม่แยแสแม้แต่น้อย พวกเขามุ่งหน้าตรงไปยังลานกว้างที่ใหญ่ที่สุด ณ ใจกลางเมืองโบราณ เพราะตามคำชี้แนะ ค่ายกลวิญญาณเคลื่อนย้ายตั้งอยู่ที่นั่น

แต่ทว่า เมื่อพวกเขารุดมาถึงลานกว้างของเมืองโบราณ กลับพบว่ามีผู้คนมุงดูอยู่ไม่น้อย แต่กลับไร้ซึ่งแสงสว่างของค่ายกลวิญญาณเคลื่อนย้าย เห็นเพียงแท่นค่ายกลศิลาอันเก่าแก่และซับซ้อนตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน ผู้อาวุโสสองท่านที่ดูเหมือนจะเชี่ยวชาญด้านค่ายกลกำลังยืนล้อมแท่นค่ายกลนั้น คิ้วขมวดมุ่น สนทนากันเสียงเครียดด้วยสีหน้าหนักใจ

รอบด้านยังมีศิษย์อีกหลายคนกำลังมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่

"เกิดอะไรขึ้น? ค่ายกลเคลื่อนย้ายยังใช้ไม่ได้งั้นหรือ?" ยามนั้น มีศิษย์ที่เพิ่งมาถึงเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่กำลังซ่อมแซมค่ายกลเงยหน้าขึ้น ตะโกนบอกอย่างจนใจ

"ศิษย์ที่ผ่านด่านทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ! ค่ายกลโบราณแห่งนี้เก่าแก่เกินไป ตอนที่เพิ่งเริ่มเดินเครื่องจึงไม่เสถียรนัก จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับปรุงซ่อมแซม! อย่างเร็วที่สุดก็ต้องรอจนถึงเวลานี้ของวันพรุ่งนี้ จึงจะรับรองความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายได้!"

อะไรนะ?

ต้องรออีกหนึ่งวันงั้นหรือ?

เมื่อทุกคนได้ยิน แม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วการเคลื่อนย้ายนั้นเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หากฐานค่ายกลเกิดข้อผิดพลาด แล้วถูกส่งตัวเข้าไปในกระแสปั่นป่วนของมิติ นั่นคงได้ตายแบบไม่เหลือซากเป็นแน่

"ซวยชะมัด ค่ายกลวิญญาณเคลื่อนย้ายดันมาขัดข้องเสียได้ แต่ยังดีที่ใช้เวลาซ่อมแซมไม่นานนัก"

แม้ลู่ฉางเซิงและกู่รุ่ยเอ๋อร์จะรู้สึกจนใจ แต่ก็ทำได้เพียงยอมรับผลลัพธ์นี้ ทั้งสองตัดสินใจหาสถานที่พักผ่อนในเมืองโบราณร้างแห่งนี้สักคืนก่อน

เมื่อเวลาผ่านไป ศิษย์ที่เดินทางมาถึงเมืองโบราณก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บริเวณรอบลานกว้างก็เริ่มคึกคักขึ้น เหล่าศิษย์ที่ผ่านการเข่นฆ่าและทดสอบอันโหดร้ายในด่านแรกมาได้ แม้จะยังคงระแวดระวังซึ่งกันและกัน ทว่าก็เริ่มมีความต้องการที่จะแลกเปลี่ยนสิ่งของ

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ที่บริเวณลานกว้างหน้าซากตำหนักที่ค่อนข้างสมบูรณ์แห่งหนึ่งในเมืองโบราณ ได้เกิดเป็นเขตแลกเปลี่ยนชั่วคราวขึ้นมาเองโดยปริยาย

ศิษย์หลายคนนำสมบัติฟ้าดิน สมุนไพรวิญญาณ โอสถ หรือแม้แต่วัตถุดิบพิเศษที่ได้จากการสังหารสัตว์อสูร ตลอดจนอาวุธและชุดเกราะที่เสียหาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาหามาได้ในด่านแรกแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ นำมาวางแผงเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของ หรือใช้หินวิญญาณในการซื้อขายโดยตรง

ชั่วขณะนั้น เขตแลกเปลี่ยนแห่งนี้ก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงตะโกนขายของ เสียงต่อรองราคาดังอื้ออึงไม่ขาดสาย กลับช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้กับเมืองโบราณร้างที่อ้างว้างและทรุดโทรมแห่งนี้ได้ไม่น้อย

"พี่ลู่ เขตแลกเปลี่ยนตรงนั้นดูคึกคักดีจัง พวกเราไปดูลาดเลากันเถอะ ไม่แน่อาจจะฟลุคได้ของวิเศษอะไรมาบ้างก็ได้นะ!"

กู่รุ่ยเอ๋อร์เอ่ยด้วยความสนใจเต็มเปี่ยม

"ได้สิ!"

ลู่ฉางเซิงพยักหน้ายิ้มรับ

ทันใดนั้นทั้งสองก็ถูกความคึกคักนี้ดึงดูด และเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เมื่อเดินเข้าสู่เขตแลกเปลี่ยน สินค้าในบริเวณนี้ก็มีมากมายละลานตาจนชวนให้ตาลาย มีทั้งสมุนไพรวิญญาณอายุร้อยปีที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น แร่ประหลาดที่ส่องประกายแสงหลากสี อาวุธชำรุดที่มีอักขระไหลเวียน หรือแม้แต่หยกจารึกโบราณที่บันทึกเคล็ดวิชายุทธ์เอาไว้

"ว้าว ของวิเศษเต็มไปหมดเลย!"

ดวงตากลมโตของกู่รุ่ยเอ๋อร์เป็นประกายระยิบระยับ มองอะไรก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด

ลู่ฉางเซิงเองก็กวาดสายตามองแผงลอยต่างๆ ด้วยความสนใจเช่นกัน ยามนี้เขามีทรัพย์สินติดตัวไม่น้อย จึงอยากดูว่าพอจะหาซื้อของที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองจากที่นี่ได้หรือไม่

ทว่าสายตาของเขานั้นช่างเลือกนัก ของธรรมดาดาษดื่นย่อมไม่อาจเข้าตาเขาได้ ดังนั้น หลังจากเดินเตร็ดเตร่ในเขตแลกเปลี่ยนอยู่พักใหญ่ ก็ยังไม่พบของวิเศษชิ้นใดที่ถูกใจ ทันใดนั้น สายตาของลู่ฉางเซิงก็ถูกดึงดูดโดยแผงลอยที่มุมหนึ่ง

เจ้าของแผงคือศิษย์ที่มีสีหน้าเหนื่อยล้าเล็กน้อย ของบนแผงมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของธรรมดา แต่หนึ่งในนั้นมีโลหะก้อนหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือ ทั่วทั้งก้อนเป็นสีทองหม่น ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้แสงแดดกลับมีประกายแสงร้อนระอุดั่งลาวาไหลเวียนอยู่จางๆ สิ่งนั้นทำให้ฝีเท้าของลู่ฉางเซิงหยุดชะงักลงในพริบตา!

และในยามนี้ ก็มีศิษย์จำนวนไม่น้อยกำลังมุงอยู่หน้าแผง ทว่าพวกเขากลับดูเหมือนจะไม่รู้จัก ว่าโลหะขนาดเท่าฝ่ามือก้อนนี้แท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่

"นี่มัน..."

"โลหะแก่นแท้สุริยันงั้นหรือ?!"

รูม่านตาของลู่ฉางเซิงหดเกร็ง ประกายความตื่นเต้นระคนยินดีวาบผ่านนัยน์ตาในทันที

เขาเคยเห็นคำอธิบายในคัมภีร์ของสำนัก โลหะชนิดนี้เปี่ยมไปด้วยพลังหยางอันแกร่งกร้าว เนื้อสัมผัสแข็งแกร่งไร้ที่เปรียบ อีกทั้งยังสามารถดูดซับและกักเก็บแก่นแท้แห่งแสงอาทิตย์ได้ตามธรรมชาติ นับเป็นสุดยอดวัตถุดิบในการหลอมสร้างอาวุธเทวะธาตุอัคคีและเสริมพลังป้องกันให้กับชุดเกราะ!

โลหะชนิดนี้ล้ำค่ายิ่งนัก หุ่นเชิดเกราะทองคำของเขาแม้วัสดุจะยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่หากสามารถหลอมรวมโลหะแก่นแท้สุริยันนี้เข้าไป พลังป้องกันของมันจะต้องยกระดับขึ้นไปอีกขั้นเป็นแน่ หรืออาจจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทำให้มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ!

"ศิษย์พี่ท่านนี้ ขอถามหน่อยว่าโลหะก้อนนี้ขายอย่างไรหรือ?" ลู่ฉางเซิงข่มความตื่นเต้นในใจ เดินเข้าไปชี้โลหะแก่นแท้สุริยันก้อนนั้นแล้วเอ่ยถาม

เจ้าของแผงเมื่อเห็นมีลูกค้าเข้าร้าน สีหน้าก็ดูสดชื่นขึ้นเล็กน้อย เอ่ยว่า "โลหะก้อนนี้ข้าบังเอิญได้มาจากปากปล่องภูเขาไฟแห่งหนึ่งในเทือกเขาพงไพร มันแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่เปลวเพลิงก็ยากจะหลอมละลาย หากเจ้าต้องการจริงๆ ก็เอามาห้าพันหินวิญญาณขั้นสูงแล้วกัน"

"นั่นมันไม่แพงไปหน่อยหรือ?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู่รุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น

ลู่ฉางเซิงคิ้วขมวด แม้ราคานี้จะสูงลิ่ว ทว่าเมื่อเทียบกับมูลค่าของโลหะแก่นแท้สุริยันแล้ว ก็นับว่ายุติธรรมพอสมควร ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขามีทรัพย์สินไม่ใช่น้อย หินวิญญาณขั้นสูงแค่ห้าพันก้อน เขาย่อมจ่ายไหว

เมื่อคิดได้ดังนี้ ลู่ฉางเซิงก็เตรียมจะพยักหน้าตกลงและหยิบหินวิญญาณออกมา

ทว่าในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ มือใหญ่ข้างหนึ่งก็ยื่นพรวดมาจากด้านข้าง คว้าเอาโลหะแก่นแท้สุริยันบนแผงไปถือไว้ในมืออย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนั้น น้ำเสียงอันธพาลและโอหังก็ดังขึ้น

"ฮ่าๆๆ! คิดไม่ถึงเลยว่าข้าจะได้เจอโลหะแก่นแท้สุริยัน! นี่มันของดีชัดๆ! ของชิ้นนี้ ข้าหวังเซิ่งขอรับไปล่ะ!"

---

จบบทที่ ตอนที่ 121 โลหะแก่นแท้สุริยัน

คัดลอกลิงก์แล้ว