- หน้าแรก
- เตาสรรค์สร้างกลืนสวรรค์กับตำนานราชันย์หมื่นพิภพ
- ตอนที่ 34 พบเห็นความไม่เป็นธรรม
ตอนที่ 34 พบเห็นความไม่เป็นธรรม
ตอนที่ 34 พบเห็นความไม่เป็นธรรม
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เมืองเทียนหยาง เบื้องหน้าก็ปรากฏถนนสำหรับม้าวิ่งสายกว้างขวาง
สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอยวางขายสินค้าสารพัดชนิด ทั้งอาวุธ สมุนไพรวิเศษ โอสถ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมายละลานตา มีทุกสิ่งที่ต้องการ
ทุกหนแห่งขวักไขว่ไปด้วยรถม้า ผู้ฝึกยุทธ์ที่สัญจรไปมาก็มีไม่ขาดสาย
ผู้ฝึกยุทธ์บางคนกำลังต่อรองราคากับพ่อค้า เสียงเซ็งแซ่ดังระงมไปทั่ว
ทั่วทั้งเมืองเทียนหยางดูมีชีวิตชีวาและเจริญรุ่งเรืองอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
"คึกคักดียิ่งนัก..."
ลู่ฉางเซิงอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจ
การลงจากเขามาเข้าเมืองเป็นครั้งแรก ทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่กับทุกสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของเมืองเทียนหยาง ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
"ที่นี่ยังไม่นับว่าเป็นที่ที่คึกคักที่สุดของเมืองเทียนหยางหรอกนะ ทางทิศตะวันออกของเมืองเทียนหยางมีตลาดหย่งอันตั้งอยู่ ที่นั่นต่างหากล่ะที่เป็นแหล่งชุมนุมผู้คนที่คึกคักที่สุดในเมืองเทียนหยาง..."
โจวจื่อโหรวแย้มยิ้มบางๆ
"โอ้? เช่นนั้นหากมีโอกาสคงต้องไปเปิดหูเปิดตาที่นั่นสักหน่อยแล้ว"
ลู่ฉางเซิงกล่าวกลั้วหัวเราะ
ทั้งสองเดินเข้าไปในเมือง และเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชน ผู้ฝึกยุทธ์ที่เดินขวักไขว่ไปมารอบกายมีมากมายราวกับฝูงมด ดูมืดฟ้ามัวดิน ตลอดทางทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกัน โจวจื่อโหรวก็คอยแนะนำจุดเด่นของเมืองเทียนหยางอย่างใจเย็น
"เอ๊ะ?"
ในตอนนั้นเอง สายตาของลู่ฉางเซิงก็สะดุดเข้ากับหอตำหนักหลังหนึ่ง
หอตำหนักหลังนี้ดูงดงามแบบโบราณ ด้านบนแขวนป้ายสีทองอร่าม สลักอักษรตัวโตไว้สามคำว่าหอหลอมศัสตรา
"ศิษย์น้อง เจ้าคงจะไม่เคยได้ยินแม้กระทั่งชื่อของหอหลอมศัสตรากระมัง?"
โจวจื่อโหรวเม้มปากยิ้ม
ลู่ฉางเซิงส่ายหน้าอย่างจนใจ เวลาสิบกว่าปีมานี้ เขาใช้ชีวิตเป็นเพียงศิษย์รับใช้อยู่ที่ยอดเขาศิษย์รับใช้ของสำนักหลิงเซียว ประสบการณ์ย่อมเทียบไม่ได้กับศิษย์พี่หญิงโจว
"หอหลอมศัสตราแห่งนี้ เป็นสถานที่สำหรับหลอมสร้างอาวุธโดยเฉพาะ ในหอหลอมศัสตรามียอดปรมาจารย์นักหลอมศัสตราอยู่ผู้หนึ่ง เชี่ยวชาญการหลอมอาวุธทุกประเภท อาชีพนักหลอมศัสตรานี้เป็นที่ต้องการอย่างมาก และยังได้รับความเคารพยกย่องอย่างสูง พวกเขารับจ้างหลอมอาวุธเพียงชิ้นเดียว อย่างน้อยๆ ก็หาเงินได้หลายแสนก้อนหินวิญญาณเชียวนะ"
โจวจื่อโหรวอธิบาย
"หลายแสนก้อนหินวิญญาณเลยรึ?"
ลู่ฉางเซิงตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ต้องรู้ก่อนนะว่า ตอนที่เขาเป็นศิษย์รับใช้อยู่ที่สำนักหลิงเซียวนั้น เบี้ยหวัดรายเดือนของเขามีเพียงสิบกว่าก้อนหินวิญญาณเท่านั้น นักหลอมศัสตรารับจ้างหลอมอาวุธเพียงชิ้นเดียว กลับทำเงินได้ถึงหลายแสนหินวิญญาณ!
"นอกจากนักหลอมศัสตราแล้ว นักหลอมโอสถเองก็ได้รับความเคารพอย่างมากเช่นกัน พวกเขารับจ้างหลอมโอสถให้ผู้อื่น ก็ได้รับค่าตอบแทนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดูสิ ที่นั่นก็คือโรงหลอมโอสถ"
โจวจื่อโหรวชี้มือไปยังทิศทางที่ไม่ไกลนัก
ลู่ฉางเซิงมองตามไป ก็เห็นว่าไม่ไกลจากหอหลอมศัสตรา ยังมีโรงหลอมโอสถตั้งอยู่อีกแห่งหนึ่ง แต่ละวันมีผู้ฝึกยุทธ์หลั่งไหลมาขอรับโอสถไม่ขาดสาย
ลู่ฉางเซิงอิจฉาตาร้อนยิ่งนัก อาชีพนักหลอมศัสตราและนักหลอมโอสถนี้ มีสถานะสูงส่งอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ล้วนได้รับการยกย่อง ทั้งยังหาเงินหินวิญญาณได้ง่ายดายพลิกฝ่ามือ
"ไปกันเถอะ..."
เมื่อเดินผ่านหอหลอมศัสตรา ภายใต้การนำทางของศิษย์พี่หญิงโจว ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองเทียนหยาง
ไม่นานนัก เบื้องหน้าไม่ไกลก็ปรากฏลานกว้างที่ปูด้วยหยกขาวอันโอ่อ่ากว้างขวาง
"ศิษย์พี่หญิง พลังปราณฟ้าดินที่นี่เหตุใดจึงหนาแน่นถึงเพียงนี้?"
เพิ่งมาถึงลานกว้าง ลู่ฉางเซิงก็สัมผัสได้อย่างน่าประหลาดใจว่า พลังปราณฟ้าดินรอบด้าน คล้ายกับถูกดึงดูดให้มารวมตัวกันที่ใจกลางลานกว้างโดยไม่รู้ตัว
"บนลานเทียนหยางแห่งนี้ มีค่ายกลรวบรวมปราณระดับสามตั้งอยู่ นี่เป็นค่ายกลที่ปรมาจารย์ค่ายกลวางเอาไว้ สามารถดึงดูดพลังปราณฟ้าดินมารวมกันได้ ดังนั้นพลังปราณที่นี่จึงหนาแน่นเป็นธรรมดา"
โจวจื่อโหรวอธิบายกลั้วรอยยิ้ม
"ปรมาจารย์ค่ายกล..."
ลู่ฉางเซิงเข้าใจแล้ว ปรมาจารย์ค่ายกลนี้ก็น่าจะเป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพยกย่องเช่นเดียวกับนักหลอมศัสตราและนักหลอมโอสถ สิ่งที่พวกเขาเชี่ยวชาญก็คือการวางค่ายกลเวท
"หืม?"
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น จู่ๆ ลู่ฉางเซิงก็สังเกตเห็นว่าบนลานกว้าง เหมือนจะมีเรื่องเอะอะครึกโครมบางอย่าง ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนกำลังพากันมุงดูอย่างต่อเนื่อง
"เข้าไปดูกันเถอะ..."
กล่าวจบ ทั้งสองก็เดินมุ่งหน้าไปยังจุดที่กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์กำลังมุงดูอยู่
พบว่ามีผู้ฝึกยุทธ์หลายร้อยคนยืนมุงดูเป็นวงกลมทั้งด้านในและด้านนอก ลู่ฉางเซิงและโจวจื่อโหรวเพิ่งจะเบียดแทรกเข้าไป ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้นมา
"คุณชายฉิน ได้โปรดละเว้นท่านปู่ของข้าด้วยเถิด ฮือๆๆ!"
ปรากฏร่างของเด็กสาวตาบอดคนหนึ่ง กำลังคุกเข่าอ้อนวอนอยู่บนพื้นด้วยความสิ้นหวัง
"ละเว้นงั้นรึ? เหอะ! ไอ้แก่ชรานี่ฟันสัตว์เลี้ยงวิญญาณของข้าจนบาดเจ็บ ข้าจะต้องถลกหนังมันออกมาให้จงได้!"
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งในชุดหรูหรา ท่าทางดูเย็นชาอำมหิตตวาดกร้าว
เด็กหนุ่มผู้นี้มีจมูกงุ้มดุจเหยี่ยว ใบหน้าดูเหี้ยมเกรียมโหดร้าย โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่เย็นชาและโหดเหี้ยมเป็นพิเศษ ทว่าเสื้อผ้าอาภรณ์สีม่วงทองที่เขาสวมใส่นั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่ามาจากชาติตระกูลที่ไม่ธรรมดา
และข้างกายของเด็กหนุ่มผู้นี้ ยังมีสุนัขวิญญาณนรกตัวหนึ่ง นอนหมอบนิ่งอยู่บนพื้นพร้อมกับเลือดที่ไหลนอง
"เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?"
ลู่ฉางเซิงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"เฮ้อ ชายชราผู้นี้พาหลานสาวตาบอดเดินผ่านมา คิดไม่ถึงว่าตอนที่เดินผ่านฉินเซวียน สัตว์เลี้ยงวิญญาณนรกของมันจู่ๆ ก็เกิดคลุ้มคลั่ง พุ่งเข้าใส่เด็กสาวตาบอด ชายชราตกใจจนทำอะไรไม่ถูกจึงชักมีดพร้าออกมาฟันสุนัขวิญญาณนรกตัวนั้นจนบาดเจ็บ ตอนนี้ฉินเซวียนกำลังกัดไม่ปล่อย จะเอาเรื่องให้ได้!"
ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งถอนหายใจพลางเล่าเรื่องราว
"ยังมีเรื่องพรรค์นี้อีกหรือ? เห็นได้ชัดว่าเป็นความผิดของมันเองแท้ๆ ยังกล้ามารังแกคนแก่อีกรึ?"
ใบหน้าของลู่ฉางเซิงเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
"ชู่ว เบาเสียงหน่อย มันคือฉินเซวียน คุณชายสามแห่งตระกูลฉิน เป็นตัวตนที่พวกเราไม่อาจล่วงเกินได้ ชายชราผู้นี้ช่างโชคร้ายจริงๆ ที่ต้องมาเจอกับคราวเคราะห์เช่นนี้"
ผู้ฝึกยุทธ์คนนั้นถอนหายใจ
"เจ้านี่ มันกร่างไปทั่วเมืองเทียนหยางจนเคยตัว อาศัยบารมีของตระกูลฉินทำตัวกร่างรังแกผู้คนไปทั่ว!"
โจวจื่อโหรวมีสีหน้ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
"เด็กๆ จับไอ้แก่นี่ไปซ้อมให้หนัก!"
ในตอนนั้นฉินเซวียนก็ตวาดสั่งเสียงเย็นชา
ชายร่างกำยำหลายคนเดินออกมาจากด้านหลังของฉินเซวียน ในมือของพวกเขากำแส้เหล็กแน่น ก่อนจะฟาดเข้าใส่ชายชราร่างผอมโซอย่างโหดเหี้ยม
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
ชายชราที่ผอมแห้งหนังหุ้มกระดูก จะทนรับการทุบตีอย่างหนักเช่นนี้ได้อย่างไร เพียงไม่นานร่างกายก็อาบชุ่มไปด้วยเลือด เนื้อตัวเละเทะ จนแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่ยืนมุงดูอยู่ก็ยังทนดูไม่ได้
ทุกคนลอบส่ายหน้า ฉินเซวียนช่างอำมหิตเกินไปแล้วจริงๆ ถึงกับลงมือทุบตีคนแก่อ่อนแออย่างโหดร้ายทารุณถึงเพียงนี้
"คุณชายฉิน ได้โปรดอย่าตีท่านปู่ของข้าเลย!"
เด็กสาวตาบอดคุกเข่าโขกศีรษะอ้อนวอน
"ไสหัวไป!"
ฉินเซวียนมีสีหน้ารำคาญใจ ตวัดเท้าเตะเด็กสาวตาบอดกระเด็นไปด้านข้าง
ทว่า ฉินเซวียนดูเหมือนจะยังไม่สาแก่ใจ จึงเอ่ยปากสั่งต่อว่า
"เหอะ! ถลกหนังไอ้แก่นี่ออกมาให้ข้า!"
"ขอรับ! นายน้อย!"
ลูกน้องหลายคนรับคำสั่ง ชักกริชเล่มเงาวับออกมาทันที
"หยุดนะ!"
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดกร้าวเย็นเยียบดังขึ้น ท่ามกลางฝูงชน ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มในชุดสีชิง ก้าวเดินออกมา นัยน์ตาของลู่ฉางเซิงเต็มไปด้วยไฟโทสะที่ลุกโชน
ต่อความโหดเหี้ยมทารุณของฉินเซวียน เขาไม่อาจยืนทนดูดายได้จริงๆ!
"โอ๊ะโอ! ไอ้หนู หรือว่าเจ้าคิดจะทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยคนงั้นรึ?"
ฉินเซวียนเอียงคอ ใบหน้าฉายแววเหี้ยมเกรียมพลางเดินอาดๆ เข้ามาหาลู่ฉางเซิงอย่างช้าๆ
"ข้าให้เวลาเจ้าสามลมหายใจ เอ่ยปากขอโทษผู้อาวุโสท่านนี้ซะ!"
ลู่ฉางเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทว่า ภายใต้น้ำเสียงที่ราบเรียบนั้น กลับแฝงเร้นไปด้วยโทสะที่พลุ่งพล่านอย่างรุนแรง
"ขอโทษงั้นรึ? ไอ้หนู ข้าดูท่าทางเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง! แม้แต่เรื่องของนายน้อยผู้นี้เจ้าก็ยังกล้าแส่?"