เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - โจรสาว?

บทที่ 22 - โจรสาว?

บทที่ 22 - โจรสาว?


ฉินซินเยว่มองหลี่อี้ร่ายรำเพลงหมัดผสานปราณจนจบด้วยตัวเอง แววตาของนางฉายแววประหลาดใจ

"ไม่นึกเลยว่าคุณชายหลี่จะมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์อยู่บ้าง น่าเสียดายที่อายุมากไปสักหน่อยจึงพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปูพื้นฐาน"

ฉินซินเยว่ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริม "แม้เพลงหมัดผสานปราณชุดนี้จะไม่ใช่วิชาต่อสู้เข่นฆ่า แต่หากฝึกฝนจนเกิดปราณภายในอานุภาพย่อมเหนือกว่าวิชากำลังภายนอกที่แข็งกร้าว สิ่งสำคัญที่สุดคือสามารถทำให้ร่างกายแข็งแรง หวังว่าคุณชายหลี่จะหมั่นฝึกฝนเป็นประจำ"

หลี่อี้เลียนแบบท่าทางของฉินซินเยว่โดยการประสานมือคารวะ "ขอบคุณแม่นางฉินที่ชี้แนะ"

"พรุ่งนี้ข้าจะเดินทางออกจากที่นี่พร้อมกับพวกท่าน" ฉินซินเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ "ช่วงนี้ต้องรบกวนพวกท่านมากแล้ว บุญคุณช่วยชีวิตไม่อาจลืมเลือน วันหน้าหากมีโอกาสข้าจะไปตอบแทนบุญคุณถึงที่"

หลี่อี้แอบบ่นในใจ จอมยุทธ์หญิงไม่จำเป็นต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก ท่านก็เดินบนเส้นทางยุทธภพของท่านไป ส่วนข้าก็จะใช้ชีวิตสร้างตัวของข้า พวกเราต่างคนต่างไปไม่ยุ่งเกี่ยวกันนั่นแหละดีที่สุด

ทว่าปากกลับกล่าวอย่างเกรงใจ "แม่นางฉินไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ ข้าแค่บังเอิญไปพบเข้า เปลี่ยนเป็นคนอื่นก็คงไม่แล้งน้ำใจมองดูท่านตายหรอก"

ยามค่ำคืนภายในบ้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิวอยู่ภายนอก

ฤดูหนาวในหมู่บ้านต้าฮวง พอพายุเริ่มพัดก็โหมกระหน่ำไม่เว้นวันหยุด ราวกับจะพัดกวาดทั้งหมู่บ้านให้ปลิวหายไป

ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี เส้นขอบฟ้าเพิ่งทอแสงสีขาวจาง หลี่อี้ก็ตื่นขึ้นมาจัดของแต่เช้าตรู่

ของหลายอย่างเก็บอยู่ในช่องเก็บของ เขาต้องรีบเอาออกมาตอนที่ยังไม่มีคนเห็น ครั้งนี้มีเหอเถี่ยนิวเดินทางไปด้วย เขาจะใช้ความสะดวกสบายจากช่องเก็บของตามใจชอบไม่ได้อีกแล้ว

หลี่อี้ขนสัตว์ที่ล่าได้กับของป่าไปไว้บนรถเข็นไม้กระดานทั้งหมด พอเพิ่งกลับเข้าบ้านก็บังเอิญเจอฉินซินเยว่ที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยพอดี

นางยังคงสวมชุดดำทั้งตัว รวบผมหางม้าสูงด้วยที่รัดผมหนัง ดูสง่างามห้าวหาญแต่ก็สะดุดตาเป็นพิเศษ หากไปยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนย่อมโดดเด่นราวกับนกกระเรียนในฝูงไก่ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครสังเกตเห็น

หลี่อี้ลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปาก "เอ่อ ... แม่นางฉิน มีบางคำข้าไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่"

"คุณชายหลี่เชิญว่ามา" ฉินซินเยว่ช้อนตาขึ้นมอง

"ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ! การแต่งกายของท่านสะดุดตาเกินไป มองปราดเดียวก็จำได้แม่น ซ้ำยังเหมือนกับตอนที่ข้าช่วยท่านไว้ไม่มีผิดเพี้ยน หากบังเอิญเจอคนที่ตามล่าท่านอยู่ เกรงว่าพวกมันคงจำท่านได้ในทันที"

ฉินซินเยว่ชะงักงัน ใบหน้าฉายแววตื่นตะลึง!

นางฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก มีวิชาสูงส่งจึงกล้าหาญชาญชัย ไม่เคยคิดเรื่องการปลอมตัวมาก่อนเลย

หลี่อี้เห็นสีหน้านางก็เข้าใจแจ่มแจ้ง เอาล่ะสิ ที่แท้แม่นางจอมยุทธ์ก็เป็นแค่มือใหม่หรอกหรือ

เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "เสวี่ยเอ๋อร์ยังมีเสื้อกันหนาวเก่าๆ อยู่หลายตัว ท่านลองเลือกตัวที่ใส่พอดีมาเปลี่ยนเถอะ ส่วนทรงผมนี้ก็ต้องปรับเปลี่ยนด้วย"

ภายใต้การชี้แนะของหลี่อี้ ฉินซินเยว่เปลี่ยนมาสวมเสื้อกันหนาวเก่าที่ดูเรียบง่ายที่สุด ปล่อยผมสยายลงมาหลวมๆ ปลอมตัวเป็นหญิงชาวนาธรรมดาทั่วไป ทว่าดวงตาคู่นั้นยังคงเย็นเยียบและเฉียบคม ไม่อาจซ่อนความห้าวหาญในสายเลือดได้มิด

"ท่านพี่เก่งจังเลย! พี่ซินเยว่แต่งตัวแบบนี้ต้องไม่มีใครจำได้แน่เจ้าค่ะ!" ไป๋เสวี่ยเอ๋อร์ปรบมือหัวเราะร่วน

หลี่อี้จับคางลูบพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง "ยังไม่พอยังขาดอีกนิด"

พูดจบเขาก็ก้าวเข้าไปข้างหน้า ใช้มือเขี่ยผมหน้าม้าของฉินซินเยว่ให้ตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย บังคิ้วกระบี่อันโดดเด่นของนางไว้ได้พอดิบพอดี

การสัมผัสใกล้ชิดและท่าทีสนิทสนมเช่นนี้ หลี่อี้ไม่ได้ใส่ใจนัก แต่ฉินซินเยว่กลับทำตัวไม่ถูก สองมือขยำชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว

แม้ชาวยุทธ์จะไม่ยึดติดธรรมเนียมหยุมหยิม แต่นอกจากบิดาแล้วหลี่อี้เป็นบุรุษคนแรกที่ใกล้ชิดนางถึงเพียงนี้ ทำเอาจอมยุทธ์หญิงผู้ไม่เกรงกลัวการถูกตามล่าถึงกับหน้าแดงเรื่อขึ้นมาเงียบๆ

"อืม ... แบบนี้ค่อยดูดีขึ้นหน่อย"

หลี่อี้ถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจแล้วกล่าวเสริม

"แม่นางฉิน พอไปถึงที่คนพลุกพล่าน ท่านก็ก้มหน้าทำทีเป็นเขินอาย เท่านี้ก็จะไม่มีใครดูออกถึงความผิดปกติของท่านแล้ว"

ระหว่างที่พูดหลี่อี้บังเอิญเหลือบไปเห็นรองเท้าบูทบนเท้าของฉินซินเยว่

หนังตัดเย็บประณีตพื้นรองเท้าหนาเตอะ มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของที่ชาวนาหรือเศรษฐีจะสวมใส่ กลับดูเหมือนของคนในกองทัพหรือชาวยุทธ์เสียมากกว่า ทั้งทนทานและเคลื่อนไหวสะดวก

มุมปากหลี่อี้กระตุก "รองเท้าคู่นี้ของท่าน ... ก็ใช้ไม่ได้นะ!"

ไป๋เสวี่ยเอ๋อร์เกาหัวแกรกๆ "ท่านพี่ รองเท้านี้เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ"

"ชาวนาไม่มีปัญญาใส่ เศรษฐีก็ไม่ชายตาแล มีแต่ชาวยุทธ์กับทหารเท่านั้นแหละที่ใส่แบบนี้" หลี่อี้อธิบาย

ฉินซินเยว่กระจ่างแจ้งขึ้นมาอีกครั้ง!

มิน่าเล่าก่อนหน้านี้นางถึงถูกตามล่าอยู่บ่อยครั้ง ที่แท้รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนเปิดเผยตัวตนของนางได้ทั้งสิ้น

เท้าของอวี๋เฉี่ยวเชี่ยนมีขนาดใกล้เคียงกับฉินซินเยว่ เมื่อเปลี่ยนมาใส่รองเท้าผ้าเก่าของอวี๋เฉี่ยวเชี่ยน แม้จะคับไปสักนิดแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค

"แม่นางฉิน การแต่งกายของท่านตอนนี้ต่อให้ศัตรูมายืนอยู่ตรงหน้าก็จำท่านไม่ได้หรอก หากท่านคุมสีหน้าไม่เก่งก็ก้มหน้าไว้ตลอดเวลา อย่ายืนหลังตรงเกินไป ห่อไหล่ลงเล็กน้อยจะยิ่งเหมือนสตรีชาวนามากขึ้น" หลี่อี้กำชับอย่างละเอียด

"น้องหลี่ซาน! น้องหลี่ซาน!" เสียงทุ้มกังวานของเหอเถี่ยนิวดังมาจากนอกลานบ้าน แฝงความรีบร้อนอยู่หลายส่วน

"พวกเราไปกันเถอะ" หลี่อี้หยิบถุงน้ำกับยัดแป้งแผ่นจี่ที่เหลือจากเมื่อคืนใส่ไว้ในอกเสื้อ แล้วก้าวยาวๆ ออกไป

"น้องสะใภ้จะไปด้วยหรือ"

ท้องฟ้ายังมืดอยู่ ฉินซินเยว่สวมเสื้อผ้าเก่าของอวี๋เฉี่ยวเชี่ยน เหอเถี่ยนิวจึงจำไม่ได้ในทันทีและเอ่ยถามด้วยความซื่อ

"พานางไปเยี่ยมญาติในอำเภอน่ะ" หลี่อี้ตอบปัดไปส่งเดช

เหอเถี่ยนิวหิ้วกระสอบป่านใบใหญ่มาสามใบ ข้างในบรรจุของป่าและสมุนไพรที่เขาเก็บมาจนเต็ม ดูตุงพองไปหมดแต่ความจริงน้ำหนักรวมกันไม่ถึงร้อยจินด้วยซ้ำ

พอเห็นสัตว์ที่ล่าได้บนรถเข็นไม้กระดาน ดวงตาเขาก็เบิกกว้าง "โอ้โห! สัตว์ป่าเยอะขนาดนี้เลยหรือ! น้องหลี่ซานมีฝีมือล่าสัตว์ยอดเยี่ยมจริงๆ มีทักษะดีๆ แบบนี้น้องสะใภ้คงไม่ต้องอดอยากแล้ว"

เหอเถี่ยนิวยกกระสอบของตัวเองทับไว้บนสุด ใช้เชือกฟางมัดจนแน่นหนา จากนั้นก็เดินไปหน้ารถเข็นไม้กระดานแล้วค้อมตัวลงลากก้านรถเข็น

"รถเข็นไม้กระดานคันนี้ดีเยี่ยมจริงๆ เบาแรงมาก!"

เหอเถี่ยนิวหันไปมองฉินซินเยว่อีกครั้งพลางถาม "น้องสะใภ้จะขึ้นมานั่งหรือไม่ ข้าลากไหว หนทางคราวนี้ไม่ใกล้เลยนะ"

"ช่างเถอะพี่เถี่ยนิว ให้นางเดินไปนี่แหละ อากาศหนาวขยับตัวบ่อยๆ จะได้อุ่นขึ้น" หลี่อี้บอกปัดด้วยรอยยิ้ม

"ก็ได้ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็บอกนะ น้องสะใภ้ไม่ต้องเกรงใจ!" เหอเถี่ยนิวรับคำอย่างตรงไปตรงมา

ทั้งสามคนจึงเริ่มก้าวเดินบนถนนเส้นเล็กที่มุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน พื้นดินที่จับตัวเป็นน้ำแข็งนั้นแข็งโป๊ก รถเข็นไม้กระดานจึงแล่นฉิวโดยลดแรงเสียดทานไปได้มาก เหอเถี่ยนิวลากมันไปอย่างสบายๆ ไม่เปลืองแรง

พวกเขาเดินกันจนถึงเที่ยงวัน ระยะทางห่างจากตัวอำเภอไม่ถึงหนึ่งในสาม หลี่อี้ก็หยุดเดินแล้วหยิบแป้งแผ่นจี่ออกมาสามแผ่น แบ่งให้คนละแผ่น

"น้องหลี่ซาน ของกินนี่คืออะไรหรือ" เหอเถี่ยนิวถือแป้งแผ่นจี่ไว้พลางพิจารณาด้วยความสงสัย

"แป้งแผ่นจี่ ลองชิมดูสิ"

เหอเถี่ยนิวกัดไปคำโต กลิ่นหอมของข้าวสาลีผสมผสานกับกลิ่นควันไฟจางๆ รสชาติเป็นเอกลักษณ์มาก ดวงตาเขาสว่างวาบพร้อมกับเอ่ยชมไม่ขาดปาก

"โอ้โห! แป้งแผ่นจี่นี่อร่อยจริงๆ! อยู่ท้องกว่าโจ๊กข้าวฟ่างตั้งเยอะ!"

พักผ่อนครู่สั้นๆ แล้วทั้งสามก็เดินทางต่อ

สองชั่วยามให้หลัง กำแพงเมืองดินของอำเภออันผิงก็ปรากฏสู่สายตา ริมทางมีชาวนาเดินผ่านไปมาให้เห็นบ้างประปราย บ้างก็สะพายของเข้าเมือง บ้างก็แบกสินค้าออกจากเมือง ทุกคนล้วนมีท่าทีเร่งรีบ

เมื่อเข้าใกล้ประตูเมือง หลี่อี้เห็นทหารสี่นายยืนเฝ้าอยู่ พวกเขาใช้สายตาเฉียบคมจับจ้องผู้คนที่สัญจรไปมา

ร่างกายของฉินซินเยว่แข็งทื่อขึ้นมาทันที ฝ่ามือทำท่าจะล้วงไปคว้ากระบี่อวี้ฉางในแขนเสื้อโดยสัญชาตญาณ

หลี่อี้ตาไวรีบคว้าข้อมือนางไว้พลางกระซิบเสียงต่ำ "อย่าลุกลี้ลุกลน ทำตัวตามสบาย ไม่มีใครจำท่านได้หรอก เชื่อข้าสิ"

เขาจับข้อมือฉินซินเยว่เดินตรงไปที่ประตูเมืองอย่างใจเย็น

"เข้าเมืองไปทำอะไร!" ทหารยามนายหนึ่งเอ่ยถามเสียงเข้ม สายตากวาดมองสำรวจพวกเขาทั้งสามคน

หลี่อี้ปั้นหน้ายิ้มแย้มก้าวไปข้างหน้า "แฮะๆ ใต้เท้า พวกข้าเป็นชาวนาจากบ้านนอก เข้าเมืองมาขายของป่าขอรับ"

ระหว่างที่พูดเขาก็แอบยัดเหรียญทองแดงสิบอีแปะส่งให้เงียบๆ

ทหารนายนั้นกำเหรียญทองแดงไว้ในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย เบี่ยงตัวหลบเพื่อเปิดทางให้

"อ้อ ... เข้าไปสิ ขอเตือนพวกเจ้าสักหน่อย ช่วงนี้มีโจรสาวหลบหนีเข้ามาในอำเภออันผิง ต้องระวังตัวให้ดี บนกำแพงเมืองมีภาพวาดของนางติดอยู่ หน้าตาแบบนั้นแหละ ถ้าเจออย่าลืมมาแจ้งทางการ มีรางวัลให้ด้วยนะ!"

หลี่อี้มองตามทิศทางที่ทหารชี้ บนกำแพงเมืองฝั่งนั้นมีภาพวาดติดอยู่จริงๆ

แม้จะไม่ได้วาดหน้าตาชัดเจนนัก แต่ลักษณะเด่นของชุดดำทั้งตัวและการมัดผมหางม้าสูงนั้นชัดเจนมาก เป็นการแต่งกายก่อนหน้านี้ของฉินซินเยว่ไม่ผิดแน่

เขารีบพยักหน้ารับแสร้งทำเป็นตกใจ "โอ้โห ขอบคุณใต้เท้าที่เตือน พวกข้าจะระวังตัวแน่นอนขอรับ!"

ทั้งสามคนเดินอาดๆ เข้าเมืองไปอย่างง่ายดาย ด้วยความประหม่าเมื่อครู่ ฉินซินเยว่เผลอบีบมือหลี่อี้กลับโดยสัญชาตญาณ จนกระทั่งเดินเข้ามาในเมืองได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองถึงเพิ่งรู้สึกตัวและรีบปล่อยมือจากกัน ใบหน้าของฉินซินเยว่ซับสีระเรื่อขึ้นมาอย่างสังเกตเห็นได้ยาก

"จำไว้ว่าห้ามลุกลี้ลุกลนเด็ดขาดไม่ว่าเวลาใดก็ตาม สภาพของท่านตอนนี้ไม่มีใครจำได้หรอก" หลี่อี้กดเสียงต่ำกำชับอีกครั้ง

"คุณชายหลี่ พวกเราคงต้องลากันตรงนี้" ฉินซินเยว่หยุดเดินแล้วหันมองหลี่อี้ "บุญคุณของท่าน ข้าจะจดจำไว้ในใจ วันหน้าจะต้องตอบแทนแน่นอน" พูดจบนางก็ทำท่าจะหันหลังกลับ

หลี่อี้รีบคว้าแขนนางไว้ ล้วงเหรียญทองแดงยี่สิบอีแปะจากอกเสื้อยัดใส่มือนาง

"ท่านไม่มีเงินติดตัวเลย เงินนี่อาจจะไม่มากแต่นำไปใช้ยามฉุกเฉินก่อนเถอะ"

ฉินซินเยว่ลังเล แต่สุดท้ายก็รับไว้ นางพยักหน้าอย่างหนักแน่น "คุณชายหลี่ ไว้พบกันใหม่!"

เหอเถี่ยนิวที่ยืนอยู่ข้างๆ มองท่าทางสนิทสนมของทั้งสองคนแล้วก็ยิ้มซื่อ แอบคิดในใจ น้องหลี่ซานกับน้องสะใภ้รักใคร่กลมเกลียวกันดีจริงๆ

เมื่อมองส่งแผ่นหลังของฉินซินเยว่หายลับไปในฝูงชน หลี่อี้ก็กวักมือเรียกเหอเถี่ยนิว

"ไปเถอะพี่เถี่ยนิว ข้าจะพาท่านไปดื่มสุรา!"

ตัวอำเภอในฤดูหนาวเหน็บหนาวเป็นพิเศษ ลมเย็นพัดโชยทะลุตรอกซอกซอย คนเดินถนนน้อยกว่าครั้งก่อนที่มาถึงครึ่ง ทุกคนต่างกระชับเสื้อผ้าแน่นและก้าวเดินอย่างเร่งรีบ

ทั้งสองคนมีเป้าหมายชัดเจน พวกเขามุ่งตรงไปยังโรงเตี๊ยมฝั่งตะวันตก หลี่อี้ให้เหอเถี่ยนิวจอดรถเข็นไม้กระดานไว้ข้างประตูโรงเตี๊ยม ส่วนตัวเองก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างใน

"เอ๊ะ ท่านนั่นเอง!" ติงเอ้อร์เดินออกมารับ เขามองปราดเดียวก็จำได้ว่าเป็นหลี่อี้ที่เคยมาขายหมูป่าคราวก่อน ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้ม

"พี่ติง รบกวนไปตามเถ้าแก่หวังให้ข้าที" หลี่อี้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

เหอเถี่ยนิวยืนรออยู่หน้าร้าน แม้รูปร่างจะสูงใหญ่แต่กลับดูประหม่า สองมือถูชายเสื้อไปมาโดยไม่รู้ตัว

เมื่อก่อนตอนเขาเข้าเมืองมาขายของมักจะโดนกลั่นแกล้งสารพัด ในใจจึงอดกังวลไม่ได้ แต่ในเมื่อหลี่อี้บอกว่าเถ้าแก่หวังไว้ใจได้ เขาก็เลือกที่จะเชื่อ

ไม่ถึงครึ่งเค่อ เถ้าแก่หวังในชุดคลุมขนจิ้งจอกก็ก้าวยาวๆ ออกมา รูปร่างกลมป้อมของเขาถูกห่อหุ้มด้วยชุดขนจิ้งจอกดูราวกับหมีจำแลง ทว่าบนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มเบิกบาน

"ฮ่าๆๆ! ในที่สุดก็รอเจ้ามาจนได้! เร็วเข้าให้ข้าดูหน่อยว่าคราวนี้เจ้าเอาของดีอะไรมาขาย!"

หลี่อี้รู้ว่าของดีที่เขาหมายถึงคือสัตว์ป่า จึงช่วยกับเหอเถี่ยนิวยกกกระสอบของป่าที่ทับอยู่ด้านบนลง เผยให้เห็นกวางโร กระต่ายป่า และไก่ป่าที่อยู่ด้านล่าง

ดวงตาของเถ้าแก่หวังเบิกกว้างกลมดิ๊กในพริบตา "โอ้โห! กวางโร กระต่ายป่า ไก่ป่า จำนวนไม่น้อยเลยนะ! เอ๊ะ แล้วหนังกระต่ายกับกวางโรพวกนี้ไปไหนเสียล่ะ"

หลี่อี้หัวเราะแห้ง "ข้าถลกหนังออกมาแล้ว ตั้งใจจะเอาไปขายแยกที่ร้านรับซื้อหนังสัตว์ จะได้เงินเพิ่มมาอีกสักหน่อยน่ะขอรับ"

เถ้าแก่หวังยิ้มแต่ไม่พูดอะไร สายตาเลื่อนไปมองกระสอบป่านที่อยู่ด้านข้าง "แล้วพวกนี้คืออะไรอีกล่ะ"

"เห็ดแห้งกับเห็ดหูหนูที่เก็บมาจากในป่า แล้วก็มีสมุนไพรอีกนิดหน่อย ทั้งหมดนี่คัดทำความสะอาดมาอย่างดีเลยนะขอรับ" หลี่อี้พูดพลางเปิดกระสอบใบหนึ่งให้เขาดู

เถ้าแก่หวังยื่นมือไปหยิบเห็ดแห้งขึ้นมาหยิบมือหนึ่ง ยกขึ้นดมใกล้จมูกแล้วบี้ดู ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ

"ไม่เลวๆ ข้ารับซื้อทั้งหมดตามราคาตลาดเลย!"

เหอเถี่ยนิวที่ยืนอยู่ข้างๆ มีสีหน้าตื่นตะลึงสุดขีด!

เขาไม่คิดเลยว่าการขายของจะง่ายดายเพียงนี้! เมื่อก่อนตอนไปขายฟืนในตัวตำบล เขาต้องพูดจาประจบประแจงสารพัด ซ้ำยังต้องคอยดูสีหน้าคนซื้อ บางครั้งถึงขั้นโดนไล่ตะเพิดด้วยซ้ำ

เขาแอบนับถืออยู่ในใจ น้องหลี่ซานมีฝีมือจริงๆ!

ของป่าที่หลี่อี้เอามาล้วนผ่านการคัดสรรอย่างดีที่บ้านแล้ว อันไหนหน้าตาไม่สวยก็เก็บไว้กินเอง พวกวัชพืชใบไม้แห้งถูกเขี่ยทิ้งจนหมด คราบดินก็ล้างทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลา

เดิมทีเหอเถี่ยนิวจะเชื่อคำเมียแอบผสมดินลงไปเพื่อเพิ่มน้ำหนัก แต่หลี่อี้คอยเกลี้ยกล่อม เขาถึงยอมแอบคัดแยกจนสะอาด

เถ้าแก่หวังพูดด้วยรอยยิ้ม "พูดกันตามตรง สินค้าของป่าพวกเจ้าเป็นของที่สะอาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลย พวกที่เอาของป่ามาส่งก่อนหน้านี้ชอบแอบผสมดินผสมหญ้า คิดว่าข้าโง่หรืออย่างไร! วันหน้าต่อให้พวกมันมากราบกรานข้าก็ไม่รับซื้อหรอก สู้พวกเจ้าที่ซื่อสัตย์ไม่ได้ มีของเมื่อไหร่ก็เอามาส่งที่นี่ได้เลย มีเท่าไหร่ข้าก็รับซื้อหมด!"

เหอเถี่ยนิวได้ยินดังนั้นก็ลอบหวาดหวั่นในใจ โชคดีที่เขาเชื่อฟังคำพูดของหลี่อี้ ไม่เช่นนั้นการค้าขายรอบนี้ต้องพังไม่เป็นท่าแน่ สายตาที่เขามองหลี่อี้ยิ่งเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ...

จบบทที่ บทที่ 22 - โจรสาว?

คัดลอกลิงก์แล้ว