- หน้าแรก
- สยบมารด้วยระบบแดง สังหารสิ้นซากดับสูญวิญญาณ
- บทที่ 13 ข้าดูแวบเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คน!
บทที่ 13 ข้าดูแวบเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คน!
บทที่ 13 ข้าดูแวบเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คน!
หลู่เยวียนเหยียบเท้าลงพื้น พุ่งตัวออกไปราวกับลูกศรที่หลุดจากแล่ง เพียงก้าวเดียวเขาก็มาถึงด้านหลังของพรายน้ำตัวหัวหน้า
เขายื่นมือออกไป นิ้วทั้งห้าดั่งตะขอเกี่ยว ดึงรั้งท้ายทอยของอีกฝ่ายไว้อย่างแน่นหนา
กรี๊ด—
พรายน้ำตัวหัวหน้ากรีดร้องอย่างโหยหวน สี่ขาตะเกียกตะกายมั่วซั่ว แต่มันก็ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการได้
ขนสีดำที่เปียกโชกแนบติดไปกับร่างกาย เส้นเลือดบนหน้าปูดโปน ดวงตาสีเหลืองหม่นคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ไว้ชีวิตข้าด้วย! ไว้ชีวิตข้าด้วย!
พรายน้ำเอ่ยออกมาเป็นภาษามนุษย์ เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กแหลมคมนับไม่ถ้วน
ปีศาจที่เปิดสติปัญญาแล้วพูดภาษามนุษย์ได้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
ตอนนี้รู้จะขอชีวิตแล้วหรือ เมื่อครู่ไปทำบ้าอะไรมา? หลู่เยวียนยิ้มเยาะ
เป็นปีศาจโลหิต! ปีศาจโลหิตสั่งให้ข้าทำแบบนั้น! ท่านผู้คุมกฎโปรดไว้ชีวิตด้วย! พรายน้ำหดตัวสั่นเทา
ปีศาจโลหิต?
ใช่แล้ว... มันสั่งให้พวกเราปล่อยไอปีศาจที่ท่าข้ามฝั่งเหนือ เพื่อล่อให้พวกองครักษ์ปราบมารมาที่นี่
น้ำเสียงของพรายน้ำเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
มันคิดว่าแค่ทำพอเป็นพิธี ไม่นึกเลยว่าจะมาเรือล่มในหนองแบบนี้
คนผู้นี้เป็นใครกันแน่?
ในบรรดาองครักษ์ปราบมารที่เมืองฉื้อเซีย ไม่เคยมีตัวแสบระดับนี้มาก่อนเลย
สายตาของหลู่เยวียนรวมสมาธิเข้าหากัน ดีนัก ปีศาจเองก็รู้จักใช้อุบายล่อเสือออกจากถ้ำ เห็นทีคงจะฉลาดหลักแหลมจริงเสียด้วย
ปีศาจโลหิตอยู่ที่ไหน?
มันซ่อนตัวอยู่ที่ตระกูลเฉิน ถนนสายตะวันออก
ทำไมต้องล่อคนของกรมปราบมารมาที่นี่?
ลูกตาของพรายน้ำกลอกไปมา มันหดคอลงแล้วกล่าวว่า หากท่านผู้คุมกฎยอมปล่อยข้าไป ปีศาจตัวนี้ยินดีจะบอกทุกอย่างที่รู้ ไม่ขอปิดบังแม้แต่เรื่องเดียว
เจ้าเป็นปีศาจแท้ๆ ยังจะมาพูดภาษาสวยหรูอีกหรือ?
หลู่เยวียนแค่นเสียงเย็นชา เข็มคริสตัลจากฝ่ามือพุ่งทะยานออกไป เจาะทะลุศีรษะของพรายน้ำในทันที
[สังหารพรายน้ำขอบเขตเริ่มแรก ได้รับพรสวรรค์สีเขียว [จิตสัมผัส]]
การเป็นปีศาจก็ต้องมีความสำนึกแบบปีศาจ มาหัดพูดต่อรองเหมือนมนุษย์ เจ้ามีค่าพอหรือ?
เปิดแผงระบบ
[ดวงตาแห่งรัตติกาล [ขาว] x 34]
[ตรวจพบพรสวรรค์ที่สามารถหลอมรวมได้ ต้องการดำเนินการหลอมรวมหรือไม่?]
หลอมรวม
ตัวอักษรบนแผงระบบเปลี่ยนแปลงไป
[ดำเนินการหลอมรวมพรสวรรค์ดวงตาแห่งรัตติกาล [ขาว]]
[กำลังดำเนินการหลอมรวม]
[ดวงตาแห่งรัตติกาล [ขาว] x 27 → จิตสัมผัส [เขียว] x 9 → กระจ่างแจ้ง [น้ำเงิน] x 3 → ทะลุทะลวง [ม่วง]]
[ทะลุทะลวง: มองทะลุทุกภาพมายาและสิ่งปิดบังหยั่งรู้กลไกสวรรค์)
[หมายเหตุ: ในเส้นทางเดียวกันสามารถผูกมัดได้เพียงหนึ่งพรสวรรค์เท่านั้น]
หลู่เยวียนผูกมัด [ทะลุทะลวง] แล้วมองไปยังทิศทางถนนสายตะวันออกของเมือง แสงสีทองจางๆ ปรากฏขึ้นในดวงตา
แต่เดิมเขาก็ตั้งใจจะไปตระกูลเฉินอยู่แล้ว เอาล่ะ ไปตอนนี้เลยก็แล้วกัน
พอหันหลังกลับ เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนก็ดังมาจากระยะไกล มือปราบหลายนายในชุดคลุมไหมดำกำลังวิ่งตะบึงมาจากทางปลายถนน
เมื่อพวกเขาพุ่งมาถึงริมท่าข้ามฝั่ง ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้พวกเขาต้องเบรกตัวโก่งโดยสัญชาตญาณ
ภายใต้แสงจันทร์ ซากศพปีศาจเกลื่อนกลาดไปทั่ว บ้างก็แขนขาดขาขาด บ้างก็หัวระเบิด บ้างก็ถูกแทงจนพรุนราวกับรังผึ้ง
เลือดสีดำแผ่ซ่านไปทั่วพื้นสะท้อนแสงประหลาดออกมาภายใต้แสงจันทร์
กลิ่นคาวเลือดที่หนาแน่นรุนแรงจนชวนให้อาเจียน
หลู่เยวียนเดินออกมาจากกองศพ แสงจันทร์สาดส่องกระทบเผยให้เห็นคราบเลือดที่กระเด็นเปื้อนบนชุดสีดำ
เหล่ามือปราบรีบตั้งสติ แล้วรีบก้มลงประสานมือคำนับ
ท่านนายกอง...
จัดการให้เรียบร้อย ส่วนซากศพปีศาจพวกนี้พวกเจ้าจัดการกันเอง
รับทราบ!
หลู่เยวียนเดินเข้าสู่ความมืดมิด กระโดดขึ้นหลังม้าแล้วหายลับไปในราตรีกาล
เหล่ามือปราบยืนอยู่ที่เดิม มองดูซากปีศาจเต็มพื้นแล้วหันไปมองหน้ากันเอง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงที่ไม่อาจเก็บงำได้
ผ่านไปแค่ไหนกันเชียว?
พรายน้ำกว่าสามสิบตัวกลายเป็นกองศพในเวลาไม่นาน
ไอ้เวรนี่เป็นคนจริงๆ หรือที่ทำเรื่องแบบนี้ได้?
พวกเขารู้สึกคอหดขึ้นมาทันที ความกลัวแผ่ซ่านขึ้นมาในใจ
หากเหตุการณ์นี้เปลี่ยนเป็นพวกเขา คงถูกกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้ว
...
คฤหาสน์ตระกูลเฉิน ถนนสายตะวันออก
ยามค่ำคืนมืดมิดราวกับหมึก ทั้งคฤหาสน์ไม่มีแสงไฟ ไม่มีเสียงรบกวน แม้แต่เสียงสุนัขเห่าสักแอะก็ไม่มี
ซูติ้งอันและอู๋โส่วซิ่นมาถึงหน้ากำแพงคฤหาสน์ พวกเขาปีนขึ้นไปบนกำแพงแล้วมองเข้าไปข้างใน
ในลานบ้านเงียบสนิท ไร้ผู้คน
ทั้งสองสบตากันแล้วกระโดดลงไปในลานบ้าน
วินาทีที่เท้าแตะพื้น ขนทั่วร่างของอู๋โส่วซิ่นก็ตั้งชันขึ้นมา
ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างโอบล้อมอยู่รอบข้าง ราวกับว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องพวกเขาอยู่ในความมืด
ท่านอู๋? ซูติ้งอันเห็นเขานิ่งไปจึงเอ่ยถามเสียงเบา
ไม่เป็นไร เข้าไปค้นกันเถอะ อู๋โส่วซิ่นสูดหายใจลึกๆ แล้วส่ายหน้า
ทั้งสองคนย่องเข้าไปทางเรือนหลัง
ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวหวานจางๆ ราวกับกลิ่นเลือด
ยิ่งเดินลึกเข้าไป อู๋โส่วซิ่นก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
ซูติ้งอันก็ขมวดคิ้วแน่น
เมื่อเดินผ่านห้องพักห้องหนึ่ง ซูติ้งอันก็ชะโงกหน้ามองผ่านรอยแยกหน้าต่างตามสัญชาตญาณ
ว่างเปล่า
ผ่านไปอีกห้องหนึ่ง ก็ยังคงว่างเปล่า
เบื้องหน้าคือห้องหลัก เขาโน้มตัวไปที่หน้าต่างแล้วกลั้นหายใจ
ผ่านกระดาษกั้นหน้าต่างไป เห็นเงาคนคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง
ซูติ้งอันแอบถอนหายใจในใจ มีคนอยู่ก็ดีแล้ว มีคนอยู่ก็ถือว่าปกติ
กำลังจะหันหลังกลับ แต่จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
เพ่งมองดูดีๆ เขาก็เกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
คนที่นอนบนเตียงนั้น กำลังหันหน้ามาทางหน้าต่าง และมีดวงตาที่เย็นชาคู่หนึ่งกำลังจ้องเขม็งมาที่เขาอยู่
ไอ้—
ยังไม่ทันได้ด่าออกมา คนบนเตียงก็พุ่งพรวดเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว
อู๋โส่วซิ่นมีปฏิกิริยาตอบสนองทันที เขาดึงซูติ้งอันถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว
คนผู้นั้นส่งเสียงคำรามและไล่ตามออกมาอย่างทุลักทุเล
ภายใต้แสงจันทร์เผยให้เห็นชายวัยกลางคนในชุดนอน ใบหน้าสีเทาอมเขียว ในเบ้าตามีแต่สีแดงฉาน
ที่มุมปากทั้งสองข้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมสองข้าง
บริวารโลหิต!
หนังศีรษะของซูติ้งอันชาหนึบขึ้นมาทันที
เฉินเหลียนซาน?!
อู๋โส่วซิ่นเผยสีหน้าตื่นตะลึง ดาบเหิงเตาที่เอวถูกชักออกมาในทันที
ถ้าแม้แต่ผู้นำตระกูลเฉินยังกลายเป็นบริวารโลหิตได้ เช่นนั้นทั้งตระกูลเฉิน...
ราวกับจะพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของเขา รอบข้างจู่ๆ ก็มีเสียงดังกุกกักขึ้น
ไอปีศาจหนาแน่นปะทุขึ้นฉับพลัน ร่างมืดดำร่างแล้วร่างเล่าปรากฏขึ้นในลานบ้าน ทั้งชายหญิงคนชราและเด็ก ดวงตาสีแดงฉานนับสิบคู่นั้นดูชั่วร้ายอย่างยิ่งในความมืดมิด
แย่แล้ว พวกเรามาช้าไป ท่านซู ถอย!
อู๋โส่วซิ่นอุทานเสียงหลง กำลังจะถอยหนี แต่ก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศข้างหู ซูติ้งอันหายตัวไปเสียแล้ว
แก้มของอู๋โส่วซิ่นกระตุก ใช่สิ ตลอดทางที่มาที่นี่ อีกฝ่ายบอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าถ้าเจอปีศาจจะชิ่งเป็นคนแรก
นึกว่าอีกฝ่ายแค่พูดเล่น ไม่นึกว่าจะเอาจริง
เขาพุ่งตัวขึ้นหวังจะกระโดดข้ามกำแพง แต่บริวารโลหิตสองตัวก็พุ่งลงมาจากหลังคาขวางไว้
อู๋โส่วซิ่นตวัดดาบเหิงเตา ฟันบริวารโลหิตทั้งสองตัวร่วงลงไป แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เสียโอกาสในการหนี
บริวารโลหิตในลานบ้านพุ่งเข้ามาดั่งสายน้ำ อู๋โส่วซิ่นตวัดดาบอย่างคล่องแคล่ว ทุกครั้งที่โจมตีจะสร้างแผลฉกรรจ์บนตัวบริวารโลหิต
แต่เขารู้ดีว่าตนเองยื้อได้ไม่นาน
จำนวนบริวารโลหิตมันมากเกินไป อีกไม่นานเขาก็คงหมดแรง
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เฉินเหลียนซานที่เป็นหัวหน้าบริวารโลหิตยืนดูอยู่ข้างๆ ไม่มีทีท่าจะลงมือ ราวกับกำลังชมละครอย่างสนุกสนาน
สมกับเป็นองครักษ์ปราบมารจริงๆ...
เฉินเหลียนซานยิ้มอย่างชั่วร้าย ดวงตาแดงฉาน บริวารโลหิตขอบเขตเริ่มแรกตัวเดียวฆ่าเขาไม่ได้หรอก แม้แต่ข้าลงไปเองก็คงทำได้แค่เสมอกัน
น่าเสียดายที่ที่นี่ไม่ได้มีแค่บริวารโลหิตตัวเดียว...
ฆ่าเขาไม่ได้ ก็ค่อยๆ ผลาญให้หมดแรงตายไปเอง
บริวารโลหิตในชุดพ่อบ้านที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าเบาๆ แต่จู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป
ท่านผู้นำ องครักษ์ปราบมารที่หนีไปนั่นทำอย่างไรดี? ถ้ามันไปเรียกพวกมาเพิ่ม...
ไม่ต้องกังวล เฉินเหลียนซานส่ายหัวอย่างไม่ใส่ใจ ท่านปีศาจโลหิตวางแผนไว้หมดแล้ว ป่านนี้องครักษ์ปราบมารที่เมืองฉื้อเซียคงกำลังเล่นน้ำอยู่ที่ท่าข้ามฝั่งเหนือกันอยู่
แล้วถ้าพวกพรายน้ำนั่นรั้งพวกมันไว้ไม่ได้ล่ะ?
ต่อให้รั้งไม่ได้ ก็คงถ่วงเวลาได้หลายชั่วยาม และท่านปีศาจโลหิตในเวลานี้ต้องการเวลาเพียงหนึ่งธูปเท่านั้น
หลังจากหนึ่งธูป ต่อให้องครักษ์ปราบมารจะมาถึง ก็เป็นได้แค่เหยื่ออันโอชะเท่านั้น
กล่าวจบ เฉินเหลียนซานก็ขมวดคิ้วมองไปทางนอกลาน
มีคนมาอีกแล้วหรือ? เจ้าออกไปจัดการซะ อย่าให้มันเข้าใกล้เรือน
รับทราบ
พ่อบ้านเดินออกจากประตูใหญ่ ลงจากบันไดไป ก็เห็นคนผู้หนึ่งควบม้าพุ่งตรงมาจากถนน
ภายใต้แสงจันทร์ คนผู้นั้นชุดคลุมพริ้วไหว ผมสีดำปลิวว่อน
พ่อบ้านถอนหายใจยาว วางใจลงได้สนิท
โชคดีที่ไม่ใช่คนของกรมปราบมาร
ขณะที่คิดเช่นนั้น ชายหนุ่มในชุดดำก็ลงจากหลังม้ามาถึงตรงหน้า
พ่อบ้านรีบเดินเข้าไป ประสานมือคำนับ
น้องชายผู้นี้ ไม่ทราบว่า—
ฉับ!
คำพูดยังไม่ทันขาดคำ เข็มคริสตัลดวงหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่
ข้าดูแวบเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คน!
สีหน้าของพ่อบ้านเปลี่ยนไปฉับพลัน เพิ่งจะหลบได้ก็ถูกแทงทะลุหัวใจล้มลงกองกับพื้น
แววตาของหลู่เยวียนฉายแสงสีทอง รองเท้าบูทหนังกองทัพเหยียบลงบนหัวของพ่อบ้าน
ปัง!
เท้าเดียวระเบิดเละ
[สังหารบริวารโลหิตขอบเขตสามัญ ได้รับพรสวรรค์สีขาว [กระหายเลือด]]
(จบบท)