เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18: เผยธาตุแท้

บทที่ 18: เผยธาตุแท้

บทที่ 18: เผยธาตุแท้


บทที่ 18: เผยธาตุแท้

ในฐานะสายเลือดสายตรงของตระกูลมู่หรงแห่งหลงเฉิง แม้มู่หรงชิงจะนิสัยเสียและเย่อหยิ่งแค่ไหน แต่ฝีมือของมันคือของจริง

คนระดับที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้น 'ทะเลปราณ' ได้ตั้งแต่อายุสามสิบต้นๆ จะเป็นคนไร้ฝีมือไปได้อย่างไร?

มันไม่แม้แต่จะชักอาวุธออกมาด้วยซ้ำ เพียงแค่ขยับตัววูบเดียว ชายโครงเสื้อคลุมปักลายมังกรทองก็สะบัดพริ้ว ฝ่ามือของมันซัดกระแทกออกไป ปลดปล่อยปราณแท้สีทองอร่ามที่ควบแน่นเป็นรูปมังกรทอง พุ่งทะลวงกระแทกอกของหัวหน้านักฆ่าจนเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่เลือดสาดกระจาย!

วิชาลับตระกูลมู่หรง: ฝ่ามือมังกรสะท้านฟ้า!

นักฆ่ากล้าตายอีกสองคนพุ่งเข้ามาฟันจากด้านหลัง มู่หรงชิงวาดเท้าเบี่ยงหลบ พริบตาเดียวก็ไปโผล่ตรงหน้าพวกมัน มันยื่นนิ้วชี้ซ้ายขวา จิ้มทะลวงเข้าที่กลางหน้าผากของนักฆ่าทั้งสองพร้อมกัน!

แสงสีทองสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้ว พลังดรรชนีอันมหาศาลทะลวงกะโหลกศีรษะของพวกมันจนระเบิดแหลกคาที่!

ดรรชนีมังกรเร้นลับ!

นักฆ่ากล้าตายที่เจี่ยงไคไท่ฝึกฝนมา พวกมันอยู่แค่ขั้น 'หลอมกายา' ทั่วไปเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือขั้นทะเลปราณอย่างมู่หรงชิง พวกมันรับการโจมตีไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว

เพียงแค่ยี่สิบอึดใจ นักฆ่ากล้าตายสิบคน ก็เหลือรอดอยู่เพียงคนเดียว

มู่หรงชิงจัดการหักแขนหักขานักฆ่าคนสุดท้ายจนหมดสภาพ ก่อนจะกระชากหน้ากากผ้าของมันออก เผยให้เห็นใบหน้าธรรมดาๆ ของคนหนุ่ม

"พูดมา! ใครส่งเจ้า..."

ทว่ามู่หรงชิงยังพูดไม่ทันจบ เลือดสีดำคล้ำก็พุ่งทะลักออกจากปากของนักฆ่าหนุ่ม มันกัดยาพิษฆ่าตัวตายไปเสียแล้ว!

มู่หรงชิงโยนศพทิ้งลงพื้นอย่างอารมณ์เสีย สีหน้าของมันดำคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด

เฉินหยวนยืนมองผลลัพธ์ด้วยความสงบ เขารู้อยู่แล้วว่ามันต้องจบลงแบบนี้ เหมือนในเนื้อเรื่องเดิมไม่ผิดเพี้ยน

กองกำลังกล้าตายพวกนี้ เจี่ยงไคไท่ทุ่มเทเวลาและทรัพยากรปลุกปั้นมานานกว่ายี่สิบปี พวกมันถูกล้างสมองอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง และจงรักภักดีต่อเจี่ยงไคไท่ชนิดถวายหัว

ที่มู่หรงชิงเคยด่าไว้ว่า พรรคหมาป่าสวรรค์มีตระกูลมู่หรงหนุนหลังแท้ๆ แต่กลับไร้น้ำยา ไม่ยอมกลืนกินพรรควารีทมิฬให้สิ้นซาก... ความจริงแล้วคำด่านั้นก็แอบมีความถูกต้องอยู่บ้าง

ในเมื่อตระกูลมู่หรงแข็งแกร่งกว่าสมาคมปราณทะลวงตะวัน ตามหลักการแล้ว พรรคหมาป่าสวรรค์ก็ควรจะค่อยๆ กัดกินพื้นที่ของพรรควารีทมิฬไปได้เรื่อยๆ จนฮุบได้ทั้งเมือง แต่ความเป็นจริงคือทั้งสองพรรคกลับคานอำนาจกันมาตลอด

ต้นตอของเรื่องนี้ก็เป็นเพราะ... เจี่ยงไคไท่แอบยักยอกรายได้กว่าครึ่งหนึ่งของพรรคหมาป่าสวรรค์ เอาไปผลาญกับการแอบเพาะเลี้ยง 'กองกำลังกล้าตาย' พวกนี้นี่เอง!

เมื่อทรัพยากรหายไปกว่าครึ่ง แล้วพรรคหมาป่าสวรรค์จะเอาปัญญาที่ไหนไปพัฒนาตัวเองให้เหนือกว่าพรรควารีทมิฬได้เล่า?

ในตอนนั้นเอง สีหน้าของมู่หรงชิงก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน "ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้!"

สิ้นคำสั่ง มันก็พุ่งทะยานร่างตรงดิ่งไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ทันที

เมื่อไปถึงจุดหมาย พวกเขาก็พบว่า 'ตระกูลจาง' ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถูกล้างบางทำพิธีสังเวยโลหิตไปเรียบร้อยแล้ว!

"แผนล่อเสือออกจากถ้ำ!"

มู่หรงชิงคำรามด้วยความเดือดดาล รู้สึกเหมือนตัวเองโดนลูบคม

ชัดเจนแล้วว่า ฆาตกรจงใจส่งพวกนักฆ่ากระจอกๆ พวกนี้มาตาย เพื่อล่อให้เขามาสกัดกั้นทางนี้ ในขณะที่พวกมันก็ไปแอบทำพิธีสังเวยอีกทางหนึ่ง! ขอแค่พวกมันสังเวยได้สำเร็จหนึ่งครอบครัว ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว!

"ไอ้คนที่สามารถฝึกฝนกองกำลังกล้าตายแบบนี้มาได้ มันต้องวางแผนเรื่องนี้มานานมากแน่ๆ แต่ไอ้พวกนักฆ่าที่ส่งมากระจอกงอกง่อยขนาดนี้... ก็พอจะเดาได้ว่า ทั้งระดับพลังและฐานะของไอ้ตัวบงการ มันก็คงไม่ได้สูงส่งอะไรนักหรอก... หึ น่าสนใจ... น่าสนใจจริงๆ!"

ประกายตาของมู่หรงชิงวาวโรจน์ไปด้วยรังสีอำมหิต

ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่งานสบายๆ กินหมู แต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะเริ่มมีอะไรให้เล่นสนุกซะแล้ว

หลังจากกลับมาที่พรรคหมาป่าสวรรค์ มู่หรงชิงก็เริ่มวิเคราะห์รูปแบบค่ายกลและเวลาเกิดเหตุใหม่อีกครั้ง

แต่มันไม่ได้มีแบบแปลนค่ายกลฉบับเต็มอยู่ในมือ มันจึงทำได้แค่ 'คาดเดา' พื้นที่เป้าหมายกว้างๆ ซึ่งกินพื้นที่ไปถึง 1 ใน 4 ของเมืองเหลียนซาน!

มันจึงสั่งให้เจี่ยงไคไท่ระดมคนของพรรคหมาป่าสวรรค์ทั้งหมด ไปกระจายกำลังเฝ้าระวังในพื้นที่นั้น แต่ผลลัพธ์ก็คือ... ฆ่าพวกนักฆ่าไปได้แค่ไม่กี่คน และหยุดยั้งพิธีสังเวยไม่ได้เลย

ในตอนแรก เจี่ยงไคไท่เลือกทำพิธีสังเวยกับตระกูลใหญ่ๆ ที่มีคนเยอะๆ ก็เพื่อความรวดเร็วและประหยัดเวลา

แต่ตอนนี้ในเมื่อมู่หรงชิงเริ่มจับทางได้แล้ว การเปลี่ยนเป้าหมายไปสังเวยตามบ้านคนธรรมดาเล็กๆ กระจายกันไป ก็ได้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน

อีกอย่าง ในฐานะที่เจี่ยงไคไท่เป็น 'คนวางหมาก' ซะเอง เขาจงใจแอบจัดกำลังคนของพรรคหมาป่าสวรรค์ ให้ออกห่างจากจุดที่พวกนักฆ่าจะไปลงมือสังเวยอยู่แล้ว มู่หรงชิงไม่มีทางจับสังเกตความผิดปกติได้หรอก

เพราะพื้นที่ 1 ใน 4 ของเมืองมันกว้างใหญ่มาก กำลังคนของพรรคหมาป่าสวรรค์กระจายไปเฝ้าได้ไม่หมดทุกซอกทุกมุมหรอก

ถ้าบังเอิญมีบ้านไหนโชคร้ายโดนสังเวย แล้วจุดนั้นดันไม่มีคนเฝ้า... มันก็ถือว่าเป็นเรื่องสุดวิสัยที่เข้าใจได้

เมื่อเห็นว่ากำลังคนของพรรคหมาป่าสวรรค์ไม่เพียงพอ มู่หรงชิงจึงเดินไปหา 'หยวนตงเทียน' ประมุขพรรควารีทมิฬ สั่งแกมบังคับให้พรรควารีทมิฬต้องส่งคนมาร่วมลาดตระเวนด้วย!

พรรควารีทมิฬมีสมาคมปราณทะลวงตะวันหนุนหลังอยู่ แม้พวกมันจะไม่อยากฟังคำสั่งคนของตระกูลมู่หรง แต่ก็ไม่กล้าหือ จึงต้องจำใจส่งคนมาร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม หยวนตงเทียนไม่ได้โง่ มันแอบส่งคนไปส่งข่าวให้สมาคมปราณทะลวงตะวันทันที เพื่อรายงานสถานการณ์วุ่นวายในเมืองเหลียนซาน และชี้แจงว่าพวกมันถูกตระกูลมู่หรงกดขี่ข่มเหง

เจ็ดวันต่อมา... แม้มู่หรงชิงจะไม่สามารถหยุดยั้งพิธีสังเวยโลหิตได้เลย แต่มันก็ไล่ฆ่านักฆ่ากล้าตายไปได้แล้วกว่าห้าสิบคน!

เฉินหยวนแอบนับจำนวนอยู่ในใจ แล้วก็คำนวณได้ว่า... กองกำลังกล้าตายของเจี่ยงไคไท่ น่าจะถูกกวาดล้างไปจน เกลี้ยงสต็อก แล้ว!

มาถึงขั้นนี้ เจี่ยงไคไท่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องชิงเปิดสถานที่เร้นลับ แล้วทำพิธีหลอมรวมศัสตราเทพให้เสร็จก่อนกำหนดเท่านั้น!

และต่อให้เจี่ยงไคไท่จะอยากประวิงเวลาต่อไป เฉินหยวนนี่แหละที่จะเป็นคนไปป่วนสถานการณ์ เพื่อบีบให้ตาแก่นี่ต้องรีบลงมือ!

ทางด้านพรรควารีทมิฬก็ส่งข่าวไปหาสมาคมปราณทะลวงตะวันแล้ว การเดินทางไปกลับส่งข่าวใช้เวลาประมาณสิบวัน

แม้ตอนนี้สมาคมปราณทะลวงตะวันกำลังหัวหมุนอยู่กับการควบคุม 'ดาบทะลวงตะวัน' แต่ถ้าพวกมันเพิกเฉยต่อการขอความช่วยเหลือจากขุมกำลังลูกน้องเลย มันก็คงดูผิดสังเกตเกินไป ดังนั้นพวกมันจะต้องส่งคนมาสืบดูที่เมืองเหลียนซานแน่นอน

เฉินหยวนไม่อยากให้มีตัวแปรอะไรมาแทรกซ้อนแผนการของเขาอีก เขาจะต้องชิงศัสตราเทพมาให้ได้ ภายในสิบวันนี้!

เมื่อพลบค่ำมาเยือน ในขณะที่เฉินหยวนและฉินหยวนเฉิงกำลังจะออกไปลาดตระเวนล่าพวกนักฆ่า เจี่ยงไคไท่ก็เรียกพวกเขาทั้งสองคนเข้าไปพบกะทันหัน

ฉินหยวนเฉิงยังคงทำหน้างุนงง แต่เฉินหยวนแอบคิดในใจ... ในที่สุดก็มาถึงฉากนี้สักทีสินะ

เจี่ยงไคไท่พาลูกบุญธรรมทั้งสองเข้าไปในห้องส่วนตัว ปิดประตูหน้าต่างลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะหันมาจ้องมองพวกเขาทั้งสองคน "เจ้าใหญ่ เจ้าสาม... ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ่อบุญธรรมคนนี้ ปฏิบัติต่อพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"

"ย่อมต้องดีเยี่ยมที่สุดอยู่แล้วขอรับ!" ฉินหยวนเฉิงรีบประจบประแจงทันที

แม้ปากจะพูดไปแบบนั้น แต่ในใจของฉินหยวนเฉิงแอบกลอกตาไปมา

เขาเป็นลูกบุญธรรมคนโต มีหรือที่จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเจี่ยงไคไท่?

ที่มาถามแบบนี้ ก็แปลว่ามีเรื่องเสี่ยงตายอยากจะให้พวกเขารับเคราะห์แทน แต่ลึกๆ ก็หวาดระแวงและไม่เคยไว้ใจพวกเขาเลยสักนิด!

เฉินหยวนปั้นหน้าขึงขัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง "พระคุณของท่านพ่อบุญธรรมนั้นยิ่งใหญ่ดั่งขุนเขา! ถ้าไม่ได้ท่านพ่อบุญธรรมชุบเลี้ยง พวกเราก็คงเป็นแค่นักเลงปลายแถว คงตายข้างถนนไปนานแล้ว จะมีบุญวาสนาได้มีหน้ามีตาอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไรขอรับ!?"

เจี่ยงไคไท่อาจจะไม่เชื่อคำพูดของฉินหยวนเฉิงเต็มร้อย แต่กับคำพูดของเฉินหยวน... เขาเชื่อสนิทใจไปกว่าเก้าในสิบส่วน!

เขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ความจริงแล้ว มีเรื่องสำคัญบางอย่างที่ข้าตั้งใจจะบอกพวกเจ้าหลังจากที่ทุกอย่างสำเร็จลุล่วงแล้ว แต่ตอนนี้สถานการณ์มันบีบคั้น ข้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องบอกความจริงกับพวกเจ้า..."

เจี่ยงไคไท่ถอนหายใจยาว ก่อนจะเน้นทีละคำ "เรื่องพิธีสังเวยโลหิตในเมืองเหลียนซานทั้งหมด... ข้าเป็นคนทำเอง! และนักฆ่าพวกนั้น ก็คือคนของข้าทั้งหมด!"

ฉินหยวนเฉิงอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

เฉินหยวนเองก็ตีหน้าตกใจตาโตเป็นไข่ห่าน เนียนผสมโรงตามบทบาทไปอย่างแนบเนียน

เจี่ยงไคไท่มองปฏิกิริยาของทั้งคู่ แล้วเอ่ยเสียงต่ำ "อย่าเพิ่งตระหนกไป... ที่ข้าทำลงไปทั้งหมด ก็เพราะใต้เมืองเหลียนซานแห่งนี้... มี 'สุดยอดวาสนา' ซ่อนอยู่! ขอเพียงเราได้มันมาครอบครอง พรรคหมาป่าสวรรค์ของเราจะไม่ใช่แค่ครองเมืองเหลียนซาน แต่เราจะสามารถเหยียบหัวตระกูลมู่หรงแห่งหลงเฉิงได้สบายๆ! พวกเจ้า... คงเคยได้ยินตำนานเรื่อง 'ศัสตราเทพ' และ 'ศัสตรามาร' มาบ้างใช่หรือไม่?"

ฉินหยวนเฉิงพยักหน้าอย่างเลื่อนลอย

แม้เขาจะไม่เคยเห็นของจริง แต่ในยุทธภพ ใครบ้างจะไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าขานเหล่านี้?

"พวกเจ้ารู้ดีว่าเมื่อก่อนข้าเคยเป็นโจรป่ามาก่อน" เจี่ยงไคไท่เริ่มเล่าความหลัง

"ครั้งหนึ่ง ข้าไปปล้นรถคุ้มภัย แล้วบังเอิญได้แผนที่ขุมทรัพย์มาใบหนึ่ง จุดหมายของมันชี้มาที่ใต้เมืองเหลียนซานนี่แหละ ตอนแรกข้าก็นึกว่ามันเป็นแค่ขุมทรัพย์เงินทองธรรมดาๆ แต่ใครจะไปคิด... ว่าหลังจากข้าพยายามฝ่าด่านค่ายกลชั้นแรกเข้าไปได้ตามแผนที่ สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใน... กลับเป็นศัสตราเทพที่มีชื่อว่า 'ศิลาเจ็ดสังหาร'! ภาพจิตรกรรมฝาผนังในห้องลับนั้น บันทึกไว้ว่า 'ศิลาเจ็ดสังหาร' เป็นศัสตราที่หล่อหลอมขึ้นมาจากแก่นแท้แห่งจิตสังหาร! แม้แต่ในยุคบรรพกาลที่เทพและมารเดินดิน... มันก็ยังถูกจัดว่าเป็นศัสตราเทพและศัสตรามารระดับสูงสุด!"

"ขอเพียงข้าสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับศิลาเจ็ดสังหารได้ เมืองเหลียนซานกระจอกๆ นี่จะมีค่าอะไร? พ่อบุญธรรมคนนี้จะพาพวกเจ้าไปผงาดง้ำเป็นจ้าวแห่งแคว้นโยวโจว ชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วยุทธภพ!"

เจี่ยงไคไท่จ้องมองลูกบุญธรรมทั้งสองด้วยสายตาดุดัน "พรรคหมาป่าสวรรค์ของเราอาจจะดูยิ่งใหญ่คับเมืองเหลียนซาน แต่ในสายตาของตระกูลมู่หรง เราก็เป็นแค่ 'หมา' ตัวหนึ่ง! พวกเจ้าก็เห็นแล้วใช่ไหม ว่าไอ้มู่หรงชิงมันทำตัวกับข้ายังไง? มันด่าทอเหยียดหยามข้าต่อหน้าพวกเจ้า ทำเหมือนข้ามีค่าต่ำกว่าหมาด้วยซ้ำ! ต่อให้วันข้างหน้า พวกเจ้าได้ขึ้นเป็นประมุขพรรคหมาป่าสวรรค์ ชะตากรรมของพวกเจ้าก็ไม่ต่างจากข้าหรอก... เป็นได้แค่หมาแก่ๆ ให้ตระกูลมู่หรงโขกสับ! มีเพียงการครอบครองศัสตราเทพเท่านั้น ที่จะทำให้พวกเราก้าวข้ามขีดจำกัดของเก้าขั้นวรยุทธ์ และกลายเป็น 'ยอดคน' ที่แท้จริงได้!"

"แต่ตอนนี้มู่หรงชิงมันกัดไม่ปล่อย และกองกำลังกล้าตายของข้าก็ถูกมันล้างบางไปจนแทบไม่เหลือแล้ว เดิมทีข้าตั้งใจจะสังเวยคนให้มากกว่านี้ ก่อนจะทำพิธีหลอมรวมศิลาเจ็ดสังหาร... แต่ตอนนี้สถานการณ์บังคับ ข้าต้องเร่งมือทำพิธีให้เสร็จสิ้น! เจ้าใหญ่... เจ้าสาม... ข้าไม่มีลูกสายเลือดเดียวกันเลย พวกเจ้าสองคนคือลูกบุญธรรมเพียงสองคนที่ข้าเหลืออยู่ ในเวลานี้... ข้าพึ่งพาได้แค่พวกเจ้าเท่านั้น"

"ยื่นมือของพวกเจ้ามาช่วยข้า... แล้วอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ข้าสร้างขึ้น จะตกเป็นของพวกเจ้าทั้งหมด!"

ใบหน้าของฉินหยวนเฉิงแดงก่ำไปด้วยความตื่นเต้น หายใจหอบลึก

ในหัวของเขามีทั้งความหวาดกลัว ความตื่นเต้น และความโลภผสมปนเปกันไป

วิสัยทัศน์ของเขามันช่างคับแคบนัก แค่ตำแหน่งประมุขพรรคหมาป่าสวรรค์เขาก็หูหนวกตาบอดแล้ว นี่ยังจะมาวาดฝันถึงการเป็นใหญ่ในยุทธภพอย่างที่เจี่ยงไคไท่เป่าหูอีก!

แต่เขาไม่ทันคิดเลยว่า... ต่อให้เจี่ยงไคไท่หลอมรวมกับศิลาเจ็ดสังหารได้สำเร็จ แล้วมันจะไปเกี่ยวอะไรกับฉินหยวนเฉิงอย่างเขา!?

ก่อนหน้านี้ เจี่ยงไคไท่เป็นแค่หัวหน้านักเลงเมืองบ้านนอก เขาเห็นว่าฉินหยวนเฉิงพอมีหน่วยก้านดี ก็เลยรับมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมไว้ใช้งาน

แต่ถ้าวันข้างหน้า เจี่ยงไคไท่กลายเป็นมหาอำนาจในยุทธภพขึ้นมาจริงๆ มียอดฝีมือมากมายพากันมาคุกเข่าขอเป็นลูกบุญธรรม... ถึงตอนนั้น ฉินหยวนเฉิงจะไปมีความหมายอะไร!?

ด้วยนิสัยขี้ระแวง โหดเหี้ยม และเนรคุณของเจี่ยงไคไท่... มีหรือที่มันจะจดจำบุญคุณของลูกบุญธรรม ที่ยอมเสี่ยงตายช่วยเหลือมันในยามคับขัน? ไม่มีทาง!

"ท่านพ่อบุญธรรมวางใจได้ขอรับ! ตระกูลมู่หรงมันยิ่งใหญ่มาจากไหนข้าไม่สน ข้าจะยืนหยัดเคียงข้างท่านพ่อบุญธรรมจนถึงที่สุดขอรับ!"

ฉินหยวนเฉิงตบอกตัวเองเสียงดังลั่น ยืนยันคำสาบาน

เฉินหยวนก็รีบประสานมือ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่แพ้กัน "ลูกไม่มีวันลืมพระคุณอันใหญ่หลวงของท่านพ่อบุญธรรม! เพื่อท่านพ่อบุญธรรมแล้ว ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ลูกก็พร้อมจะทำโดยไม่ลังเลขอรับ!"

"ดี... ดีมาก พวกเจ้ามันลูกกตัญญูจริงๆ"

เจี่ยงไคไท่ยิ้มกริ่มอย่างพอใจ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม "วันนี้ข้าจะไปทำพิธีหลอมรวมกับศิลาเจ็ดสังหารล่วงหน้า... ส่วนพวกเจ้าสองคน จะต้องรับหน้าที่ทำ 'พิธีสังเวยโลหิตครั้งสุดท้าย' ให้ข้า! หลังเที่ยงคืนนี้... พวกเจ้าคนหนึ่งไปทางทิศตะวันออก อีกคนไปทางทิศตะวันตก แล้วเริ่มสังหารคนสูบเลือดทันที! ฆ่าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้! แต่จำไว้... ต้องหยุดมือในยามจื่อ แล้วรีบมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือและทิศใต้!"

"บ้านหลังที่เจ็ด ในตรอกปาหลี่ ทางทิศใต้...และบ้านหลังที่สอง ในตรอกชิงหลง ทางทิศเหนือ...ข้าได้แอบติดตั้งค่ายกลไว้ที่นั่นล่วงหน้าแล้ว!"

"พวกเจ้าจงบุกเข้าไปในเรือนใหญ่ของคฤหาสน์ทั้งสองแห่ง ภายในนั้นจะมี 'ขวดเคลือบสีเลือด' วางอยู่... ขอเพียงพวกเจ้าฟาดขวดนั้นให้แตก ค่ายกลสังเวยโลหิตจุดสุดท้ายก็จะเสร็จสมบูรณ์ทันที!"

พูดจบ เจี่ยงไคไท่ก็ปรายตามองเฉินหยวนแวบหนึ่ง เหมือนมีความลังเลใจบางอย่าง... แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่ยอมพูดอะไรออกมาอีก

จบบทที่ บทที่ 18: เผยธาตุแท้

คัดลอกลิงก์แล้ว