เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14: เริ่มพิธีสังเวยโลหิต

บทที่ 14: เริ่มพิธีสังเวยโลหิต

บทที่ 14: เริ่มพิธีสังเวยโลหิต


บทที่ 14: เริ่มพิธีสังเวยโลหิต

ในบรรดาห้าผู้พิทักษ์แห่งพรรควารีทมิฬ ต้วนคุนไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นตัวอันตรายที่รับมือได้ยากยิ่ง

มันเกิดมาพร้อมกับพละกำลังมหาศาล ยิ่งเมื่อได้จับดาบเขี้ยวผี พลังทำลายล้างของมันก็ยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัว หากมันไปอยู่ในกองทัพ มันคงได้เป็นถึงขุนพลแนวหน้าได้อย่างสบายๆ

แต่โชคร้ายที่พวกมันดันมาเจอเฉินหยวน ผู้ซึ่งลงมือได้เฉียบขาดและรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ลูกสมุนของต้วนคุนหวาดกลัวจนสติหลุด ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

จนกระทั่งหัวของต้วนคุนร่วงกระแทกพื้น พวกมันบางคนถึงเพิ่งจะได้สติและหันหลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

แต่มีหรือที่เฉินหยวนจะปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้?

ด้วยพลังลมปราณที่บรรลุถึง 'ขั้นโคจรโลหิต' ความเร็วของเฉินหยวนจึงพุ่งทะยานจนเหนือชั้นกว่าพวกมันไปไกลลิบ

เพียงแค่กระโจนก้าวเดียวก็พุ่งไปไกลได้หลายจั้งและภายใต้คมดาบเยี่ยนหลิงอันบ้าคลั่ง ศพไร้หัวก็ค่อยๆ ร่วงหล่นไปทีละศพ

คนสุดท้ายที่วิ่งหนีไปได้ไกลที่สุด ก็ไปจบชีวิตลงที่หน้าประตูรั้วลานบ้านนั่นเอง

เฉินหยวนสะบัดหยดเลือดออกจากใบดาบ เขากำลังจะเก็บดาบเข้าฝัก แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา

เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังกอดศพพ่อแม่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างปานจะขาดใจ

เฉินหยวนกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่เด็กหนุ่มกลับหันขวับมามองเขา แล้วแผดเสียงตะโกนใส่หน้าอย่างเกรี้ยวกราด

"ทำไมเจ้าไม่มาให้เร็วกว่านี้!? วรยุทธ์เจ้าสูงส่งถึงเพียงนี้ เจ้าสามารถฆ่าพวกคนพาลนี่ได้อย่างง่ายดายแท้ๆ! ถ้าเจ้ามาเร็วกว่านี้ พ่อแม่ข้าก็คงไม่ต้องตาย! ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้า! เป็นเพราะเจ้า พ่อแม่ข้าถึงต้องมาตายแบบนี้!"

เสียงร้องไห้คร่ำครวญแปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาของเด็กหนุ่มจ้องมองเฉินหยวนอย่างดุร้าย แฝงไปด้วยพิษสง ราวกับว่าเฉินหยวนนี่แหละคือฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ของเขา

เมื่อครู่นี้ ตอนที่ต้วนคุนฆ่าพ่อแม่และบีบบังคับให้เขาคายที่ซ่อนอาวุธลับของหอคอยกลไกเทวะออกมา... ไอ้เด็กนี่ไม่เห็นจะกล้าส่งสายตาอาฆาตแบบนี้ใส่ต้วนคุนเลยสักนิด!

เฉินหยวนถอนหายใจยาว ดาบเยี่ยนหลิงที่เพิ่งเก็บเข้าฝักไปเมื่อครู่ ถูกชักออกมาอีกครั้ง

พริบตาต่อมา เลือดก็สาดกระเซ็น... เด็กหนุ่มได้ลงไปพบหน้าพ่อแม่และครอบครัวในปรโลกสมใจอยาก

"ไอ้เด็กเวรเนรคุณเอ๊ย"

เฉินหยวนสบถเบาๆ ก้าวขึ้นหลังม้าแล้วควบกลับเมืองเหลียนซาน

ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากการที่ไอ้เด็กนี่ไม่ยอมเชื่อฟังคำเตือนของพ่อแม่ และดึงดันที่จะเอาความลับของครอบครัวไปเปิดโปง จนนำมาซึ่งหายนะในท้ายที่สุด

แต่สุดท้าย มันกลับมาเคียดแค้นเฉินหยวน... นั่นก็เป็นเพียงเพราะเฉินหยวนไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามเหมือนต้วนคุน มันเลยพยายามจะหา 'คนดี' มารองรับความผิดและเป็นที่ระบายอารมณ์ของมันแทน

'คนดี' อาจจะยอมถูกเอาปืนจ่อหัวและด่าทอ... แต่น่าเสียดายที่เฉินหยวนไม่ใช่คนดี

ในเนื้อเรื่องเดิม ครอบครัวนี้ก็ตายตกตามกันไปหมดอยู่แล้ว การที่เฉินหยวนลงมือฆ่ามันทิ้งเสีย ก็ถือเป็นการช่วยรักษาเส้นเรื่องไม่ให้บิดเบี้ยวไปจากเดิมก็แล้วกัน

เมื่อกลับมาถึงหอถ่ายทอดวิชา เฉินหยวนก็ปิดล็อกประตูห้อง แล้วรีบเปิดกล่องผ้าไหมที่เพิ่งชิงมาได้ทันที

ภายในกล่องผ้าไหม มีขวดหยกใบหนึ่งวางอยู่ ทว่าขวดใบนี้นั้นไม่ได้ทำมาจากหยก แต่มันถูกหล่อขึ้นมาจากโลหะล้วนๆ

เมื่อมองดูใกล้ๆ จะพบว่ามันถูกประกอบขึ้นมาจากชิ้นส่วนกลไกที่ซ้อนทับกันอย่างประณีตและซับซ้อน รอยต่อแนบสนิทจนแทบจะมองไม่เห็น หากไม่สังเกตดีๆ คงคิดว่าเป็นลวดลายตามธรรมชาติของเนื้อหยก

ส่วนบนของขวดถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา มีปุ่มเล็กๆ ซ่อนอยู่ ซึ่งต้องออกแรงกดอย่างแรงกลไกถึงจะทำงาน เพื่อป้องกันการเผลอไปกดโดนโดยไม่ได้ตั้งใจ

นี่แหละคือ 'น้ำตาเจ้าแม่กวนอิม' สุดยอดอาวุธลับกลไกจากหอคอยกลไกเทวะ!

ขวดหยกใบเล็กๆ นี้ บรรจุใบมีดที่บางเฉียบดุจปีกจักจั่นเอาไว้ถึงหนึ่งพันเล่ม!

ทันทีที่กดปุ่มกลไกทำงาน รัศมีสิบจั้ง รอบทิศทางจะแปรสภาพเป็นนรกดงดาบ สิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ตามที่อยู่ในระยะ จะถูกใบมีดนับพันสับสังหารจนร่างแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

อานุภาพการทำลายล้างของมันนั้นโหดเหี้ยมและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ว่ากันว่าหลังจากการใช้สิ่งนี้ แม้แต่พระโพธิสัตว์ยังต้องเบือนหน้าหนี และเจ้าแม่กวนอิมถึงกับต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเวทนา... นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ 'น้ำตาเจ้าแม่กวนอิม'

มูลค่าของสิ่งนี้มีค่ามากกว่าทองคำในน้ำหนักที่เท่ากันหลายสิบเท่า

แต่ปัญหาหลักคือ มันเป็นของล้ำค่าที่หาประเมินค่ามิได้ และไม่มีวางขายทั่วไป คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะซื้อหาด้วยซ้ำ ต้องใช้ของวิเศษหรือของล้ำค่าที่หอคอยกลไกเทวะต้องการเท่านั้น ถึงจะนำไปแลกเปลี่ยนมาได้

จำนวนปรมาจารย์ด้านการสร้างกลไกและอาวุธของหอคอยกลไกเทวะนั้นมีน้อยมาก แต่ละคนมักจะมีช่างฝีมือระดับสูงคอยเป็นลูกมือ และมีคนรับใช้คอยทำเรื่องจุกจิกให้

คนรับใช้ที่ขโมยน้ำตาเจ้าแม่กวนอิมแล้วหลบหนีออกมาผู้นั้น ก็ช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง

ถ้าเขาแค่ขโมยอาวุธลับระดับล่างๆ ออกมาสักสองสามชิ้น เขาก็ยังพอจะเอามันไปขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินทอง แล้วหอบเงินไปกบดานใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในที่ห่างไกลได้

แต่เขาดันไปขโมย 'น้ำตาเจ้าแม่กวนอิม' ซึ่งเป็นอาวุธลับระดับสูงสุดมา! ขืนเอาของแบบนี้ไปปล่อยขายในตลาด มีหวังได้ดึงดูดความสนใจจากพวกตัวเป้งในยุทธภพจนเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

แม้เขาจะขโมยชิ้นส่วนกลไกอื่นๆ ติดมือมาด้วย แต่ชิ้นส่วนครึ่งๆ กลางๆ พวกนั้น พอเอาไปจำนำก็ได้ราคาเท่ากับเศษเหล็ก ไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากมาย ซ้ำร้าย รอยสลักสัญลักษณ์ของหอคอยกลไกเทวะบนชิ้นส่วนพวกนั้น ยังกลายเป็นตัวจุดชนวนเปิดโปงตัวตนของเขาได้ง่ายๆ อีกด้วย

ดังนั้น แม้เขาจะมีของล้ำค่าอยู่กับตัว แต่ก็ทำได้แค่อดมื้อกินมื้อ ใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นมานานนับสิบปี สุดท้ายก็ต้องมาตายอย่างน่าอนาถเพราะลูกชายเนรคุณของตัวเอง... ช่างเป็นจุดจบที่น่าเวทนาจริงๆ

หลังจากจัดการเก็บรักษาน้ำตาเจ้าแม่กวนอิมอย่างมิดชิด เฉินหยวนก็เรียกจางเสี่ยวอี่เข้ามาสั่งการ ให้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวภายนอกอย่างใกล้ชิด และมารายงานเขาทุกวัน จากนั้นเขาก็กลับไปเก็บตัวฝึกยุทธ์ต่อ

การฝึกวรยุทธ์ต้องอาศัยความพากเพียร แต่ก็ต้องอาศัยประสบการณ์จากการต่อสู้จริงด้วยถึงจะสามารถดึงศักยภาพออกมาได้ถึงขีดสุด

จากการปะทะกับต้วนคุน เฉินหยวนได้บรรลุความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับ《เคล็ดวิชาวารีเมฆาคลั่ง》และ《เพลงดาบสารทวารีสะท้านหงส์》ซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้เวลาในการย่อยสลายและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้

ห้าวันต่อมา พรรควารีทมิฬก็เริ่มรู้สึกผิดสังเกตที่ต้วนคุนและลูกน้องหายตัวไป

พรรควารีทมิฬระดมคนออกตามหาอยู่สองวันเต็มๆ จนในที่สุดก็ไปพบศพของต้วนคุนและพวกนอกเมือง ซึ่งตอนนั้นศพก็เริ่มเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปหมดแล้ว

ครั้งนี้เฉินหยวนไม่ได้ทำลายศพทิ้ง เพราะมันไม่มีความจำเป็น

ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่ต้วนคุนออกจากเมือง หรือร่องรอยบาดแผลบนศพ ก็ไม่มีอะไรที่จะสาวมาถึงตัวเขาได้เลย

แถมด้วยสภาพศพที่เน่าเปื่อยขนาดนี้ การจะชันสูตรหาร่องรอยวิชาที่ใช้ลงมือก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว

เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปทั่วเมืองเหลียนซาน ชาวเมืองต่างก็พากันอกสั่นขวัญแขวน

ก่อนหน้านี้ ฉู่จื่อผิง หนึ่งในสามผู้กล้าหมาป่าสวรรค์ก็เพิ่งจะหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่มีใครรู้

มาตอนนี้ ต้วนคุน หนึ่งในห้าผู้พิทักษ์แห่งพรรควารีทมิฬ พร้อมกับลูกสมุนคนสนิท ก็ดันมาถูกฆ่าตายหมู่อยู่นอกเมืองอีก

การที่ผู้บริหารระดับสูงของสองขั้วอำนาจใหญ่ในเมืองมาประสบเคราะห์กรรมในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนี้ มันช่างดูน่าขนลุกขนพองยิ่งนัก! หรือว่า... จะมียอดฝีมือโรคจิตหรือมารร้ายนอกรีตแฝงตัวเข้ามาในเมืองเหลียนซานเสียแล้ว?

ยี่สิบวันต่อมา... ข่าวลืออันน่าสะพรึงกลัวนั้นก็ได้รับการยืนยันอีกครั้ง!

'ตระกูลหวัง' ซึ่งเป็นหนึ่งในคหบดีผู้มั่งคั่งของเมืองเหลียนซาน ถูกฆ่าล้างโคตร!

คนในตระกูลกว่าห้าสิบชีวิตถูกสังหารโหดจนหมดสิ้น และที่แปลกประหลาดที่สุดคือ... ศพของพวกเขาทุกคน 'ไม่มีเลือดเหลืออยู่เลยแม้แต่หยดเดียว!'

สภาพศพที่แห้งกรังน่าสยดสยองเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่การฆ่าล้างแค้นธรรมดาๆ แน่ๆ

ด้วยเหตุนี้ ข่าวลือเรื่อง 'ลัทธิโลหิตเทวะ' ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา และกำลังออกไล่ฆ่าคนสูบเลือดเพื่อฟื้นฟูพลัง จึงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเหลียนซานอย่างรวดเร็ว

บ้างก็ลือว่า เป็นฝีมือของ 'มารโลหิต' ที่หลับใหลอยู่ตามเทือกเขาในโยวโจว พอตื่นขึ้นมาก็เลยบุกเข้าเมืองมาล่ามนุษย์เพื่อสะสมเลือดไว้ใช้จำศีลในช่วงฤดูหนาว

สรุปคือ... สารพัดข่าวลือถูกปั้นแต่งขึ้นมาจนวุ่นวายไปหมด ในช่วงเวลานี้ ทั่วทั้งเมืองเหลียนซานตกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกสุดขีด ชาวบ้านหลายคนถึงกับหวาดผวาจนไม่กล้าก้าวเท้าออกจากบ้านเลยทีเดียว

เมื่อเฉินหยวนได้ยินข่าวนี้ เขาก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

ในที่สุด เจี่ยงไคไท่ก็เริ่มทำพิธีสังเวยโลหิตศัสตราเทพแล้ว!

แต่ทว่า... ครั้งนี้เจี่ยงไคไท่ลงมือเร็วกว่าในเนื้อเรื่องเดิมถึงกว่าสิบวัน!

เฉินหยวนเดาว่า สาเหตุน่าจะมาจากการที่เขาไปลงมือฆ่าฉู่จื่อผิงและต้วนคุน ทำให้ระดับสูงของสองพรรคใหญ่ตายไล่เลี่ยกัน

พวกชาวยุทธ์ในเมืองจึงพากันลือให้แซ่ดว่า เป็นฝีมือของยอดฝีมือจากนอกพื้นที่ที่แฝงตัวเข้ามา

เจี่ยงไคไท่คงฉวยโอกาสที่ข่าวลือกำลังคุกรุ่นนี้ ลงมือทำพิธีสังเวยโลหิตเสียเลย เพื่อที่จะได้โยนขี้ให้ 'มือมืดจากต่างถิ่น' เป็นแพะรับบาปดึงดูดความสนใจไปแทน

สองวันต่อมา... 'ตระกูลโจว' ซึ่งเป็นตระกูลเศรษฐีอีกแห่งในเมือง พร้อมกับบ่าวไพร่อีกกว่าร้อยชีวิต ก็ถูกสังหารหมู่ด้วยพิธีสังเวยโลหิตเช่นเดียวกัน!

เมื่อได้ยินข่าวนี้ เฉินหยวนถึงกับสูดปากด้วยความตื่นตะลึง "ไอ้แก่เจี่ยงไคไท่นี่มัน... อำมหิตผิดมนุษย์มนาจริงๆ!"

เพื่อเป้าหมายในการครอบครองศัสตราเทพ ตาแก่นี่หน้ามืดตามัวจนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรแล้ว!

ตระกูลโจวแตกต่างจากตระกูลหวัง... เพราะตระกูลโจวมีความเกี่ยวพันฉัน 'เครือญาติ' กับเจี่ยงไคไท่!

เจี่ยงไคไท่มีพื้นเพเป็นคนบ้านป่าเมืองเถื่อน เคยเป็นโจรป่ามาก่อน ญาติฝั่งพ่อของเขาล้มตายไปหมดแล้ว เหลือเพียงญาติห่างๆ ไม่กี่คนทางฝั่งแม่เท่านั้น

หลังจากที่เขาก่อตั้งพรรคหมาป่าสวรรค์และลงหลักปักฐานในเมืองเหลียนซาน เขาก็รับเอาเครือญาติฝั่งแม่มาอยู่ด้วย

ตระกูลโจวไม่ได้มีลูกหลานที่โดดเด่นอะไร และไม่มีใครที่มีพรสวรรค์ทางวรยุทธ์เลย พวกเขาจึงไม่ได้เข้าร่วมกับพรรคหมาป่าสวรรค์

แต่ในฐานะ 'ญาติ' ของประมุขเจี่ยง ตระกูลโจวก็ใช้เส้นสายบารมีของเจี่ยงไคไท่ ทำการค้าขายในเมืองเหลียนซานจนร่ำรวยอู้ฟู่ ผูกขาดกิจการค้าข้าว เกลือ และเหล็ก ในเขตอิทธิพลของพรรคหมาป่าสวรรค์ไปจนหมด

เพียงเวลาแค่ยี่สิบกว่าปี ตระกูลโจวก็ขยายขนาดครอบครัวจากสิบกว่าคน กลายเป็นตระกูลใหญ่ที่มีคนรับใช้กว่าร้อยชีวิต

เจี่ยงไคไท่จงใจเลือก 'ตระกูลโจว' มาเป็นเหยื่อสังเวยรายที่สอง ก็เพื่อเป็นการ 'ฟอกขาว' ให้ตัวเองพ้นจากความน่าสงสัย!

เมื่อถึงเวลาที่ตระกูลมู่หรงและสมาคมปราณทะลวงตะวันเข้ามาสืบสวน พวกมันก็จะไม่มีทางพุ่งเป้ามาที่เขาเป็นอันขาด

เพราะในโลกนี้ จะมีไอ้บ้าที่ไหน... หน้ามืดถึงขนาดยอมฆ่าล้างโคตรญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกันจนสูญพันธุ์ เพียงเพื่อปิดบังแผนการของตัวเองกันเล่า!?

หลังจากตระกูลโจวถูกล้างบาง เจี่ยงไคไท่ก็รีบเรียกประชุมหัวหน้าหอทั้งหมดของพรรคหมาป่าสวรรค์ทันที

ภายในโถงประชุม เจี่ยงไคไท่ปั้นหน้าเศร้าสร้อยสุดขีด

"พวกเจ้าคงรู้เรื่องที่ตระกูลโจวถูกฆ่าล้างโคตรด้วยพิธีสูบเลือดแล้วสินะ... พวกเขาคือญาติเพียงกลุ่มเดียวที่ข้าเหลืออยู่ในโลกใบนี้! แม้ข้าจะไม่ได้เป็นฮ่องเต้ แต่ตอนนี้ข้าก็ได้ลิ้มรสความรู้สึก 'โดดเดี่ยวอ้างว้าง' อย่างแท้จริงแล้ว!"

เสียงของเจี่ยงไคไท่แหบพร่า ดวงตาแดงก่ำ กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเบาๆ... ช่างเป็นการผสมผสานอารมณ์เศร้าโศกและเคียดแค้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ!

เฉินหยวนแทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่ แอบปรบมือรัวๆ ในใจ... ให้ตายสิ การแสดงของไอ้แก่นี่มันสมควรได้ถ้วยรางวัลออสการ์จริงๆ!

ทันใดนั้น ฉินหยวนเฉิงก็พรวดพราดลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงดังฟังชัด

"ท่านพ่อบุญธรรมพูดอะไรแบบนั้น! ท่านจะโดดเดี่ยวอ้างว้างได้ยังไง!? ท่านยังมีพวกเราที่เป็นลูกบุญธรรมอยู่นะ! ตระกูลโจวนั่นก็เป็นแค่พวกสวะไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว ตายๆ ไปซะก็ดี! พวกเรานี่แหละที่จะคอยปรนนิบัติดูแลท่านในยามแก่เฒ่า และจะจัดงานศพส่งวิญญาณท่านให้สมเกียรติเองขอรับ!"

เฉินหยวนถึงกับต้องก้มหน้า เอามือปิดบังสีหน้าตัวเองไว้

ฉินหยวนเฉิง... เจ้านี่มันพูดจาได้หมาไม่รับประทานจริงๆ!

ถ้าการฆ่าล้างตระกูลโจวเป็นฝีมือคนนอกจริงๆ ล่ะก็... ตอนนี้เจี่ยงไคไท่คงกระโดดถีบยอดอกไล่มันออกจากพรรคไปแล้ว!

ญาติที่เหลืออยู่เพียงกลุ่มเดียวเพิ่งจะตายยกครัว แต่แกกลับบอกว่าญาติพวกนั้นเป็นแค่ 'พวกสวะไม่ได้เรื่อง'?

ถึงมันจะเป็นความจริง... แต่เจ้าจะมาพูดจา 'ขุดศพขึ้นมาด่า' ในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้โว้ย!

แถมเจี่ยงไคไท่นั้นเป็นคนขี้ระแวงสุดๆ ต่อให้ตาแก่นี่จะอายุมากแล้ว แต่ด้วยวรยุทธ์ระดับหลอมปราณ การจะมีอายุยืนถึงร้อยปีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่เจ้ากลับกล้าบอกว่าจะ 'ปรนนิบัติยามแก่เฒ่าและจัดงานศพส่งวิญญาณให้' เนียนนะ? เจ้าอยากจะแช่งให้ตาแก่นี่รีบๆ ตายเพื่อจะได้สืบทอดตำแหน่งประมุขพรรคเร็วๆ ใช่ไหมห๊ะ!?

มุมปากของเจี่ยงไคไท่กระตุกยิกๆ... เขาเองก็ตกใจกับคำพูดไร้สมองของฉินหยวนเฉิงเหมือนกัน

ถ้าไม่ได้กำลังเล่นบทโศกอยู่ล่ะก็... ข้าคงกระโดดเตะก้านคอมันไปสองทีแล้ว!

เฉินหยวนรีบยืนขึ้นกู้สถานการณ์ "ท่านพ่อบุญธรรมโปรดหักห้ามใจด้วยเถิด คนตายไม่อาจฟื้นคืนชีพได้... พวกเราจะจับตัวฆาตกรที่ทำเรื่องนี้ และล้างแค้นให้ตระกูลโจวให้จงได้ขอรับ!"

เจี่ยงไคไท่พยักหน้ารับอย่างขึงขัง และพูดด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น "ช่วงนี้พวกเจ้าจงจับตาดูคนแปลกหน้าทุกคนที่เข้ามาในเมืองเหลียนซานให้ดี! หากจับตัวฆาตกรได้เมื่อไหร่... ข้าจะสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น!"

หลังจบละครฉากใหญ่ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเตรียมพร้อม 'ไล่ล่า' ฆาตกรปลอมๆ

เมื่อเฉินหยวนกลับมาถึงหอถ่ายทอดวิชา เขาก็พบเสี่ยวเอ้อจากหอวั่งโยวยืนรออยู่ก่อนแล้ว

"คุณชายเฉินขอรับ เถ้าแก่เนี้ยบอกว่ามีเรื่องอยากจะพบท่าน หากท่านพอมีเวลาว่าง รบกวนไปที่หอวั่งโยวสักประเดี๋ยวเถิดขอรับ"

เฉินหยวนพยักหน้า "อืม เดี๋ยวข้าไป ข้าก็มีธุระสำคัญอยากจะคุยกับเจ้านายของเจ้าอยู่พอดี"

ในเมื่อเจี่ยงไคไท่เริ่มเปิดฉากสังเวยโลหิตศัสตราเทพแล้ว... ฝั่งของเขาก็ต้องเริ่มเตรียมการและขยับหมากของตัวเองบ้างเหมือนกัน!

จบบทที่ บทที่ 14: เริ่มพิธีสังเวยโลหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว