- หน้าแรก
- ฝึกเซียนสำนักพี่ ฟรีทุกอย่าง
- ตอนที่ 60 ตำหนักสวรรค์ อันดับหนึ่งของพันธมิตรเซียน
ตอนที่ 60 ตำหนักสวรรค์ อันดับหนึ่งของพันธมิตรเซียน
ตอนที่ 60 ตำหนักสวรรค์ อันดับหนึ่งของพันธมิตรเซียน
ตอนที่ 60 ตำหนักสวรรค์ อันดับหนึ่งของพันธมิตรเซียน
หลังจากนั้นไม่นาน เย่ชิงเหยาก็นำพาขอทานผู้ก้าวเท้าขึ้นสู่ชั้นที่เก้าสิบคนนั้น มาปรากฏตัวต่อเบื้องหน้าของซูไป๋
"ท่านผู้นี้ก็คือท่านเจ้าสำนักของพวกเรา"
เย่ชิงเหยาทำหน้าที่แนะนำ จากนั้นจึงก้าวถอยหลังเดินทางจากไป เพื่อทำหน้าที่ดำเนินงานการทดสอบของบรรดาศิษย์ต่อไป
ขอทานเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พลางจับจ้องมองดูซูไป๋
ชุดคลุมสีขาวงดงามราวกับหิมะ ในดวงตามีความงดงามราวกับดวงดารา ชายหนุ่มผู้สง่างามเปี่ยมด้วยความองอาจกล้าหาญ
ราวกับผ่านตัวของซูไป๋เขาได้มองเห็นตัวตนของตนเองในอดีตอันห่างไกลแสนไกล
"ท่านมีนามว่ากระไรหรือ?" ซูไป๋เอ่ยปากถาม
"นาม......." ขอทานชะงักไปทีหนึ่ง พลางค่อยๆ เอ่ยปากพูดออกมาว่า "คิดออกแล้ว"
ในอดีต เขาเคยครอบครองนามอันเจิดจ้าสายหนึ่ง
ก็เพียงแต่ นามสายนั้น ได้สูญสลายไปตามศึกสงครามครั้งหนึ่งจนหมดสิ้นแล้ว ไร้ร่องรอยรอยแผลอันใดหลงเหลืออยู่เลย
บนโลกมนุษย์ใบนี้ คงจะไม่มีคนจำนวนกี่คนแล้วกระมังที่รับรู้นามของเขา?
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะมีนามหรือไม่มีนาม เช่นนั้นจะยังมีความหมายสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีกเล่า?
"ไม่มีนาม.......ถ้าเช่นนั้นตัวข้าก็จะเรียกขานท่านว่าอู๋หมิงก็แล้วกันนะ" ซูไป๋ครุ่นคิดวางแผนครู่หนึ่ง พลางเอ่ยปากพูดกล่าวออกมา
"ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักที่ประทานนามให้" อู๋หมิงโค้งกายทำความเคารพ พลางเอ่ยปากพูดกล่าวออกมา
ซูไป๋พยักหน้าตอบรับ "ท่านเรียกขานข้าว่าท่านเจ้าสำนัก แสดงให้เห็นว่าท่านคิดอยากจะเข้าร่วมสำนักเทียนเต้าของข้าอย่างนั้นหรือ?"
อู๋หมิงพยักหน้าตอบรับอย่างแผ่วเบาทีหนึ่ง
ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจนถึงตอนท้าย เขาดูเหมือนจะมีความคล้ายคลึงกับขอทานปกติทั่วไปคนหนึ่ง ไม่มีท่าทางลักษณะอวดดีเลยแม้แต่น้อย
"ตามกฎระเบียบ ก้าวเท้าเข้าสู่ชั้นที่เก้าสิบ ย่อมสามารถกลายมาเป็นศิษย์สายตรงของข้าได้ ทว่าช่วงอายุของท่าน การมาทำหน้าที่เป็นศิษย์ของข้าดูจะไม่ค่อยมีความเหมาะสมเท่าใดนัก" ซูไป๋เอ่ยปากพูดกล่าว
ช่างน่าขบขัน ขอทานตรงหน้าผู้นี้ ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่มาเป็นเวลาตั้งกี่ปีแล้ว ต่อให้เป็นทวดๆๆ.......ทวดๆๆ ของเขาก็อาจจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าเขาเลยด้วยซ้ำ!
อู๋หมิงไม่ได้กล่าวคำตอบรับอันใด ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างสงบนิ่งไม่มีความเคลื่อนไหว
"เอาเช่นนี้ดีกว่า" ซูไป๋กล่าวคำต่อไปว่า "หอวิชาเซียนขาดแคลนผู้อาวุโสผู้เฝ้ารักษาหออยู่คนหนึ่ง ท่านลองเดินทางไปทำหน้าที่ตรงนั้นดูดีหรือไม่?"
ผู้อาวุโส!
อู๋หมิงก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้กล่าวว่า "ท่านเจ้าสำนัก ตำแหน่งผู้อาวุโสมีความสูงส่งเกินไปสำหรับตัวข้าแล้ว ข้าขอทำหน้าที่เป็นคนรับใช้เบ็ดเตล็ดคอยกวาดพื้นก็พอแล้วขอรับ"
คนรับใช้เบ็ดเตล็ดอย่างนั้นหรือ?
สีหน้าของซูไป๋แปรเปลี่ยนเป็นมีความแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
"ตกลง"
ทว่า เขาก็ไม่ได้ทำการปฏิเสธ ทว่ากลับพยักหน้าตอบรับอย่างเด็ดเดี่ยวคำหนึ่ง
ขอทานตรงหน้าผู้นี้ ย่อมต้องครอบครองความลับที่ตนเองไม่คิดอยากจะบอกกล่าวเอาไว้ใช่หรือไม่!
ในเมื่อเขาครอบครองความลับ เช่นนั้นซูไป๋ก็ย่อมต้องให้ความเคารพต่อการเลือกสรรของเขา ปล่อยให้เขาทำตามความปรารถนาไปเถิด
ขอเพียง หัวใจของเขาหันมุ่งตรงสู่สำนักเทียนเต้าก็พอแล้ว!
หลังจากนั้น ซูไป๋ก็ทำการเปิดระบบขึ้นมา เพื่อตรวจดูข้อความระดับขั้นบำเพ็ญเพียรของตนเอง
【โฮสต์】
นาม:ซูไป๋
ช่วงอายุ:18
ขอบเขต:สร้างฐานรากขั้นที่ห้า
สิ่งของ:ศิลาปราณระดับกลาง:214,ศิลาปราณระดับต่ำ:ห้าหมื่น+,ทองคำ:ห้าล้านตำลึง+,เงิน:ห้าสิบเก้าล้านตำลึง+
สร้างฐานรากขั้นที่ห้าอย่างนั้นหรือ?
ซูไป๋ขมวดคิ้วแน่น ตามหลักเหตุผลแล้ว การที่ขอทานท่านนี้ก้าวเท้าเข้าสู่สำนัก ความสามารถของเขา ก็ย่อมต้องได้รับการแปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินใช่หรือไม่?
เหตุใด ยามนี้จึงได้เลื่อนระดับขึ้นมาเพียงแค่นี้เองเล่า?
และอีกอย่างหนึ่ง นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่การเติบโตของระดับขั้นบำเพ็ญเพียรที่ขอทานผู้นั้นจัดนำมาให้ ทว่าเป็นการยกระดับตามจำนวนศิษย์มากมายมหาศาลที่มีการทะลวงระดับขั้นในวันนี้ใช่หรือไม่?
"ระบบ เกิดเรื่องราวสิ่งใดขึ้นกันแน่?" เขาเอ่ยปากถามขึ้นมาภายในใจ
"ติ๊ง ความสามารถของโฮสต์มีค่าเท่ากับสิบเท่าของผลรวมของบรรดาศิษย์ทั้งหมดของสำนัก อู๋หมิงไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนัก"
เมื่อได้ยินคำตอบรับของระบบ ซูไป๋ก็ไร้คำพูดพูดจาไปทันที
โธ่เอ๊ย รู้เช่นนี้ยอมหน้าด้านรับเขาเข้าเป็นศิษย์ตั้งนานแล้ว!
"ติ๊ง ผู้เป็นอาจารย์ย่อมต้องมีความเข้มแข็งมากกว่าศิษย์ ผู้ที่มีระดับขั้นบำเพ็ญเพียรสูงส่งกว่าโฮสต์ ไม่สามารถรับเข้าเป็นศิษย์ได้"
ราวกับได้ยินเสียงบ่นพึมพำภายในใจของซูไป๋เสียงของระบบจึงได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง
"ระบบ ไม่ใช่บอกกล่าวว่าผู้เป็นอาจารย์ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถเหนือกว่าศิษย์หรอกหรือ? เหตุใดเจ้าจึงได้แอบแก้ไขข้อความไปเสียแล้วเล่า?"
"ไม่มีความผิดพลาดหรอกครับ ผู้เป็นอาจารย์ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถเหนือกว่าศิษย์ ทว่าผู้เป็นอาจารย์ย่อมต้องมีความเข้มแข็งมากกว่าศิษย์สิขอรับ?"
ซูไป๋:...........
เอาเถิด การใช้ช่องโหว่ล้มเหลว
ทว่าก็ใช่ เรื่องราวหากสามารถกระทำได้อย่างตามสบาย ความสามารถที่เป็นสิบเท่าของอู๋หมิง บนโลกมนุษย์ใบนี้ จะยังมีคนจำนวนกี่คนที่จะสามารถเอาชนะเขาได้?
สำนักเทียนเต้าสามารถรับเอาผู้เข้มแข็งระดับสูงสุดปานนี้มาได้คนหนึ่ง ก็ถือได้ว่ามีความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว!
"ท่านเจ้าสำนักเทียนเต้า จงเดินทางออกมา!"
ทันใดนั้น จากทางด้านนอกประตูสำนักก็มีเสียงร้องตะโกนดังแว่วมา เรื่องนี้ทำให้คิ้วของซูไป๋ต้องเลิกขึ้นเล็กน้อยทีหนึ่ง
มีคนเดินทางมาส่งมอบเงินทองให้อีกแล้วอย่างนั้นหรือ?
"อาจารย์ มีผู้ดูแลสองสามท่านของสำนักหลิงเซียว กำลังส่งเสียงร้องตะโกนอยู่ข้างนอก จะให้ศิษย์เดินทางไปขับไล่พวกข้าออกไปดีหรือไม่ขอรับ?"
จูเก๋อเฟิงก้าวเท้าเดินเข้ามาหา พลางเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม
ซูไป๋พยักหน้าตอบรับ พลางก้าวเท้าเดินออกจากห้องโถงหลัก เดินทางมาถึงบริเวณด้านนอกของประตูสำนัก
ในชั่วขณะนี้ ผู้ดูแลสองสามท่านของสำนักหลิงเซียว กำลังยืนหยัดอยู่ภายนอกประตูสำนักอย่างเปิดเผยแจ่มแจ้ง แต่ละคนต่างมีท่าทางลักษณะที่เย่อหยิ่งโอหังเป็นอย่างยิ่ง
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ซูไป๋ก็นำพาจูเก๋อเฟิง มาปรากฏตัวต่อเบื้องหน้าของคนสองสามคน
"โอ้ นี่ไม่ใช่จูเก๋อเฟิงหรอกหรือ? การทดสอบล้มเหลว จึงได้เดินทางมาที่นี่อย่างนั้นหรือ?"
ผู้ดูแลท่านหนึ่งพบเจอตัวจูเก๋อเฟิงในทันที ทันใดนั้นก็เอ่ยปากกล่าวคำเหยียดหยามออกมา
"จูเก๋อเฟิง เจ้าถือเป็นคนรับใช้เบ็ดเตล็ดของสำนักหลิงเซียวของข้านะ การออกวิ่งไปทั่วโดยไม่ได้มีการรายงาน ถือเป็นความผิดข้อหาทรยศต่อสำนักนะ!" อีกท่านหนึ่งก็เอ่ยปากพูดกล่าวด้วยเช่นกัน มีท่าทางลักษณะที่ยินดีบนความทุกข์ของผู้อื่น
"ทรยศต่อสำนัก นั่นนับเป็นโทษถึงตายนะ!" ผู้ดูแลท่านสุดท้ายก็กล่าวคำหัวเราะเย็นชาออกมาด้วยเช่นกัน
จูเก๋อเฟิงเงยหน้าขึ้น พลางจับจ้องมองดูผู้ดูแลของสำนักหลิงเซียวตรงหน้าสองสามท่าน ทันใดนั้นดวงตาทั้งคู่ก็เกิดความเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย
"ผู้ดูแลหวัง ผู้ดูแลสวี ผู้ดูแลหาน!"
เรื่องราวในอดีตที่ไม่ดีงามบางเรื่องผุดขึ้นมาภายในใจของจูเก๋อเฟิง
ในจำนวนนั้น ผู้ดูแลหวัง ก็คือผู้ที่บอกกล่าวว่าเขาผ่านพ้นการทดสอบไม่สำเร็จ และบอกกล่าวว่าเขาเป็นโคกระบือนั่นเอง!
ผู้ดูแลสวี ในเวลาปกติมักจะดูถูกเหยียดหยามว่าเขาไม่มีตระกูลผู้พึ่งพิง มีเจตนาจัดวางการงานที่ลำบากยากเข็ญที่ไม่มีผู้ใดคิดอยากจะกระทำขัดขวางเขา มีเจตนาพุ่งเป้ามาที่เขาโดยเฉพาะ
ผู้ดูแลหาน ในคราวหนึ่งที่เกิดข้อพิพาทระหว่างเขากับศิษย์คนรับใช้เบ็ดเตล็ดอีกคนหนึ่ง เป็นเพราะได้รับเงินทองจากอีกฝ่าย จึงได้กระทำการไร้ความขาวดำไม่ยอมรับฟังคำอธิบาย พลางทุบตีโบยเขาไปตั้งหลายสิบไม้
ผู้ดูแลทั้งสามท่าน ถึงกับเป็นผู้คุมงานของสำนักหลิงเซียวที่ประจำการอยู่ที่เมืองอวิ๋นสุ่ยทั้งหมด ในยามนี้ ทั้งหมดล้วนเดินทางมาหาถึงที่เรือนแล้ว!
ไม่ใช่เป็นการเดินทางมาส่งมอบตัวให้ถึงที่เรือนต่างหาก!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ภายในใจของเขาก็มีเพลิงโทสะสายหนึ่งสะสมอยู่
"คนของสำนักหลิงเซียวสองสามท่าน เดินทางมาส่งมอบตัวถึงที่เรือน มีเรื่องราวสิ่งใดหรือ?"
ซูไป๋ทอดสายตาเหลือบไปเห็นสีหน้าท่าทางของจูเก๋อเฟิง พลางจับจ้องมองดูผู้ดูแลของสำนักหลิงเซียวสองสามท่าน พลางกล่าวคำหัวเราะฮะฮะออกมา
"ฮ่าๆ พวกข้าแม้ว่าจะเป็นผู้ดูแลของสำนักหลิงเซียว ทว่าในคราวนี้ ไม่ใช่สำนักหลิงเซียวของพวกข้าที่ต้องการจะมาตามหาสำนักเทียนเต้าของเจ้า!"
ผู้ดูแลหวังส่งเสียงหัวเราะเสียงดังลั่นพลางเอ่ยปากพูดกล่าว ท่าทางลักษณะมีความสูงส่งและโอหังเป็นอย่างยิ่ง
"พวกข้าก็เป็นเพียงแค่ผู้ทำหน้าที่นำทางเท่านั้นเอง!" ผู้ดูแลสวีก็กล่าวคำหัวเราะเย็นชาออกมาด้วยเช่นกัน มีท่าทางลักษณะราวกับกำลังมองดูคนตาย
หลังจากนั้น ผู้ดูแลสองสามท่านก็หมุนกายกลับมา พลางคุกเข่าลงกราบไหว้บูชาบนพื้นดินอย่างนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง
"ใต้เท้าแห่งพันธมิตรเซียน ที่นี่ ก็คือสำนักเทียนเต้าแล้วขอรับ!"
ตามเสียงร้องบอกกล่าวอันนอบน้อมของคนสองสามคน บนสรวงสวรรค์ชั้นเก้า เงาร่างผู้หนึ่งกำลังขี่กิเลนเพลิงตัวหนึ่ง ค่อยๆ ร่อนลงมาอย่างเนิบนาบ
กิเลนเพลิงมีความองอาจและน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง ระลอกคลื่นความร้อนระอุพุ่งทะยานเข้าใส่ ทำเอาบรรดาศิษย์ในบริเวณรอบข้างอดไม่ได้ที่จะต้องก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
บนหลังกิเลนเพลิง คือเงาร่างอันอ้วนท้วนผู้หนึ่ง เขาอยู่เหนือหัวจับจ้องลงมา พลางจับจ้องมองดูสำนักเทียนเต้าด้วยความเฉยชา ในส่วนลึกของดวงตามีร่องรอยของความเหยียดหยามผาดผ่านไปสายหนึ่ง
สถานที่เล็กๆ ปานนี้ ปราณฟ้าดินมีความเบาบาง ผู้เข้มแข็งมีจำนวนน้อยนิด หากไม่ใช่เพราะภารกิจของสำนักอาจารย์ ตัวเขาคงจะขี้เกียจที่จะเดินทางมาที่นี่อย่างสิ้นเชิง
"พันธมิตรเซียนมีบารมีสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งใต้หล้า ใต้เท้าแห่งพันธมิตรเซียนเดินทาง หมื่นสำนักล้วนต้องกราบไหว้บูชา!"
ผู้ดูแลของสำนักหลิงเซียวสองสามท่านต่างพากันส่งเสียงร้องตะโกนออกมาด้วยความคลั่งไคล้เป็นอย่างยิ่ง พลางโขกศีรษะลงสู่พื้นอย่างรุนแรงอีกหลายครั้ง
"สิ่งใดกัน ตัวตนระดับสูงของพันธมิตรเซียนอย่างนั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินคำกล่าวเหล่านี้ บรรดาศิษย์ของสำนักเทียนเต้าต่างก็พากันเกิดความไม่สงบจิตใจขึ้นมา
อย่างไรเสีย ชื่อเสียงอันเกรียงไกรน่าเกรงขามของพันธมิตรเซียน ย่อมมีความรุนแรงเกินไปแล้ว!
เพียงแต่ เมื่อมองดูซูไป๋ที่ยังคงเอามือไพล่หลัง สายตาจับจ้องมองดูท้องฟ้าอย่างราบเรียบตามปกติแล้ว พวกเขาก็เกิดความผ่อนคลายจิตใจลงไปได้บ้างเล็กน้อย
และบนท้องฟ้าผืนนั้น คนอ้วนผู้เหยียบย่ำอยู่บนหลังกิเลนเพลิง สายตาทอดสายตามองไปรอบๆ รอบหนึ่ง ในท้ายที่สุดก็ตกลงบนร่างกายของซูไป๋
"ตัวข้าคือศิษย์สายในของตำหนักสวรรค์ สืบทอดความรู้มาจากท่านผู้อาวุโสแห่งพันธมิตรเซียนอาจารย์เจินหยางจวินเจ๋อ ได้รับคำสั่งให้เดินทางมาทำการตรวจสอบเรื่องราวการเข้าร่วมพันธมิตรเซียนของสำนักเทียนเต้าของเจ้า จงรีบให้ความร่วมมือโดยเร็ว มิฉะนั้นแล้วในวันนี้ย่อมต้องกลายเป็นวันที่สำนักเทียนเต้าต้องถูกลบเลือนนามทิ้งไป!"
คนอ้วนผู้นั้นเอ่ยปากพูดกล่าวออกมาตรงๆ ท่ามีทางลักษณะที่โอหังดื้อดึงเป็นอย่างยิ่ง
และตามเสียงของเขาที่สิ้นสุดลง รวมถึงจูเก๋อเฟิงด้วย ผู้คนที่รับรู้เรื่องราวขุมกำลังของตำหนักสวรรค์แห่งนี้ ต่างก็พากันดวงตาทั้งคู่หดแคบลงเล็กน้อยทีหนึ่ง
ห้าร้อยอันดับแรกของพันธมิตรเซียน ผู้คนที่รับรู้เรื่องราวมากที่สุดก็คือสำนักหลิงเซียวและสำนักอวิ๋นเทียน ส่วนสำนักห้าร้อยอันดับแรกที่อยู่ภายนอกพื้นที่ย่อมยากที่จะมีคนไปตั้งใจทำความเข้าใจ
ต่อให้เป็นสามสิบสองอันดับแรกของพันธมิตรเซียน ขุมกำลังส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีคนจำนวนกี่คนที่เคยได้ยินชื่อเสียงเลยด้วยซ้ำ
ทว่า ต่อให้เป็นคนธรรมดาสามัญบางคน ต่างก็มีชื่อเสียงของตำหนักสวรรค์แห่งนี้กึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเข้าสู่ใบหู
เพราะ.........
ตำหนักสวรรค์ อันดับหนึ่งของพันธมิตรเซียน!
...