- หน้าแรก
- หวนคืนสู่ปี 1980 แก้ไขชีวิตครอบครัว
- บทที่ 89 เงินคือความกล้าของวีรบุรุษ
บทที่ 89 เงินคือความกล้าของวีรบุรุษ
บทที่ 89 เงินคือความกล้าของวีรบุรุษ
โรงงานโอ่งกระเบื้อง
เติ้งซื่อหรงกับเติ้งอวิ๋นกุ้ย สองเถ้าแก่กำลังแจกค่าจ้างให้คนงาน
ตั้งแต่หลังเทศกาลเดือนเจ็ดวันสิบสี่ (สารทจีน) ที่เริ่มแจกค่าจ้างให้คนงานครั้งแรก จนถึงตอนนี้โรงงานโอ่งกระเบื้องได้แจกค่าจ้างมาสี่ครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่างทำโอ่งใบใหญ่ที่ทำงานในโรงงานโอ่งกระเบื้อง หรือแม้แต่คนแบกดินที่เหนื่อยที่สุดและได้รับค่าจ้างน้อยที่สุด ต่างก็เก็บหอมรอมริบเงินก้อนใหญ่ไว้ได้ไม่น้อย
ยกตัวอย่างเช่น เติ้งชางเปียวลูกศิษย์ของเติ้งซื่อหรง หลังจากที่เขาได้รับค่าจ้างที่อาจารย์แจกให้ในเดือนนี้ รวมระยะเวลาสี่เดือนที่เขาทำงานในโรงงานโอ่งกระเบื้อง เขาได้รับเงินไปทั้งหมดเก้าพื่นสี่สิบแปดหยวน บวกกับเงินอีกไม่กี่สิบหยวนที่เขามีอยู่เดิม ตอนนี้สินทรัพย์ของเขาทะลุหนึ่งพันหยวนไปแล้ว กลายเป็น "คนรวย" ที่พอจะมีหน้ามีตาในกองพลน้อยปังเจี๋ยทั้งหมด!
ส่วนคนแบกดินเหล่านั้น ผ่านไปสี่เดือนก็ได้รับค่าจ้างไปคนละหนึ่งร้อยแปดสิบหยวน ถือว่าได้ลาภก้อนเล็กมาเช่นกัน ดังนั้นเมื่อได้รับค่าจ้าง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของพวกเขาก็คลี่ยิ้มออกมาเหมือนดอกเบญจมาศ คนที่มีลูกชายใกล้ถึงวัยแต่งงานก็เก็บหอมรอมริบไว้ให้ลูกชายแต่งเมียอย่างเหนียวแน่น ส่วนคนอื่นๆ ก็แอบวางแผนในใจว่าจะซื้อข้าวของอะไรเข้าบ้านเพิ่มดี
สรุปก็คือ ทุกคนต่างมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เมื่อมีเงินรายได้เข้ามามากมายขนาดนี้ รู้สึกว่าต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่า
เติ้งอวิ๋นไท่ทำตามธรรมเนียมคือแบ่งเก็บเงินไว้เป็นค่าขนมไม่กี่หยวน จากนั้นก็ส่งค่าจ้างที่เหลือให้ผู้เป็นพ่อ
ผู้ปกครองในยุคนี้ยังมีอำนาจค่อนข้างมากในใจของลูกๆ อย่าว่าแต่ลูกชายที่ยังไม่ได้สร้างครอบครัวเลย แม้แต่คนที่แต่งงานแล้ว ขอเพียงยังไม่ได้แยกบ้าน ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของลูกชายโดยทั่วไปก็จะส่งมอบให้พ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่เป็นคนจัดการค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน
ดังนั้นเมื่อเห็นการกระทำของเติ้งอวิ๋นไท่ คนงานในโรงงานโอ่งกระเบื้องจึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะที่บ้านของพวกเขาก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน
ค่าจ้างสามครั้งก่อนหน้าที่เติ้งอวิ๋นไท่ได้รับมา นอกจากแบ่งเก็บไว้เป็นค่าขนมไม่กี่หยวนแล้ว ที่เหลือเติ้งซื่อหรงก็รับไว้ทั้งหมด
ทว่าครั้งนี้ หลังจากที่เติ้งซื่อหรงรับเงินมาแล้ว เขากลับดึงธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาห้าใบแล้วส่งคืนให้ พลางพูดว่า "พรุ่งนี้ลูกไปจดทะเบียนกับอาผิงซะ คำพูดที่ว่าเงินคือความกล้าของวีรบุรุษ ไม่ว่าเวลาไหน ผู้ชายก็ต้องมีเงินติดตัวไว้แบบนี้แหละ ถึงจะเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน ก็จะทำได้อย่างมั่นใจและสุขุม"
เมื่อเติ้งอวิ๋นไท่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะฮิฮิ แล้วรับธนบัตรใบละสิบหยวนห้าใบนั้นมาจากมือพ่อ เงินหลายสิบหยวนที่ได้มาในมือนั้น ทำให้ความกล้าของเขาเพิ่มขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีสำหรับประโยคเด็ดที่ว่าเงินคือความกล้าของวีรบุรุษ
คนงานในโรงงานโอ่งกระเบื้องทุกคนได้รับเชิญให้มาดื่มเหล้ามงคลของเติ้งอวิ๋นไท่ในวันที่สิบสองเดือนหน้า ดังนั้นเมื่อได้ยินเติ้งซื่อหรงบอกว่าพรุ่งนี้เติ้งอวิ๋นไท่จะไปจดทะเบียนกับจางซิ่วผิง ทุกคนจึงไม่รู้สึกแปลกใจ และต่างก็เดินเข้ามากล่าวคำยินดีกับเติ้งอวิ๋นไท่
แม้ว่าในชนบทตอนนี้จะถือว่าการจัดงานเลี้ยงเป็นมาตรฐานของการแต่งงาน แต่การไปจดทะเบียนก็นับว่าเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การกล่าวคำยินดีอยู่ดี
หลังจากแจกค่าจ้างเสร็จ ทุกคนก็คุยเล่นกันสองสามประโยค แล้วก็กลับไปยังตำแหน่งงานของตนเพื่อเริ่มทำงานต่อ
...
หกโมงเย็น
เติ้งชางเปียวที่มีสินทรัพย์เกินหนึ่งพันหยวนก็ก้าวเท้าเดินด้วยจังหวะที่ "ไม่มีใครยอมใคร" อีกครั้ง ในปากฮัมเพลงที่เขามั่วขึ้นมาเอง กลับถึงบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"เสี่ยวหลาน ฉันกลับมาแล้ว!"
ลู่เสี่ยวหลานอยู่กินกับเขามาหลายปี ฟังน้ำเสียงที่เขาพูดก็รู้แล้วว่าวันนี้อารมณ์ดีมาก แถมพอนับวันดูแล้วก็น่าจะเป็นวันที่ได้รับค่าจ้างพอดี ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะพลอยดีใจไปด้วย พูดว่า "รีบไปล้างมือแล้วมากินข้าวเถอะ"
เติ้งชางเปียวรับคำ "อืม" หนึ่งคำ เดินไปล้างมือที่อ่างล้างมือ จากนั้นก็สะบัดมือแรงๆ สองสามทีเพื่อให้น้ำหยดออกจากมือ แล้วถูไปมากับเสื้อผ้า ถึงได้ล้วงค่าจ้างของเดือนนี้ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ พูดว่า "วันนี้แจกค่าจ้างแล้ว เธอรับไปเก็บไว้เถอะ"
เป็นไปตามคาด ลู่เสี่ยวหลานรับเงินมาแล้วถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า "เดือนนี้ได้ค่าจ้างเท่าไหร่คะ?"
เติ้งชางเปียวพูดอย่างองอาจว่า "ได้รับมาสองร้อยสามสิบเอ็ดหยวนสามเหมา"
ลู่เสี่ยวหลานใจชื้นขึ้นมาทันที พูดอย่างดีใจว่า "ดีจริงๆ เลยค่ะ เงินบ้านเราตอนนี้เกินหนึ่งพันแล้ว เมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี่นึกไม่ถึงเลยจริงๆ"
เติ้งชางเปียวพยักหน้าพูดว่า "ใช่แล้วล่ะ ก่อนที่อาจารย์จะรับเหมาโรงงานโอ่งกระเบื้องมาทำ ใครจะไปนึกว่าการทำโอ่งใบใหญ่จะหาเงินได้มากขนาดนี้ต่อเดือนกันล่ะ?"
ลู่เสี่ยวหลานเก็บเงินไว้ในกระเป๋าเสื้อชั้นใน จากนั้นระหว่างที่ตักข้าวให้สามี ก็พูดทอดถอนใจว่า "ไม่นึกเลยจริงๆ ค่ะ ฉันนึกว่าเดือนหนึ่งคุณหาได้สักยี่สิบสามสิบหยวนก็ถือว่าดีมากแล้ว ใครจะไปคิดว่ารายได้แต่ละเดือนจะสูงเกินสองร้อยแบบนี้ นี่มันเหมือนฝันไปเลย"
สามีภรรยาปรับทุกข์สุขดิบกันพอประมาณ พอเติ้งชางเปียวเริ่มกินข้าว ลู่เสี่ยวหลานก็นั่งคำนวณอยู่ข้างๆ ว่า "พี่เปียว เงินเก็บเราตอนนี้เกินหนึ่งพันแล้ว เราสร้างบ้านอิฐกระเบื้องหลังใหญ่สักหลังดีไหมคะ?"
เติ้งชางเปียวเองก็คิดเรื่องนี้ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เขาพูดว่า "บ้านอิฐกระเบื้องหลังใหญ่แน่นอนว่าต้องสร้างอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้มันเป็นปลายเดือนสิบแล้ว เหลือเวลาอีกสองเดือนกว่าก็จะสิ้นปี จะเริ่มสร้างปีนี้คงไม่ทันการแล้ว มีแต่ต้องรอผ่านปีใหม่ไปก่อนถึงจะสร้างได้ พอดีเลยจะได้เอาค่าจ้างอีกสองเดือนเพิ่มเข้าไปอีก"
ลู่เสี่ยวหลานพูดว่า "ที่ฉันพูดก็คือรอให้ผ่านปีใหม่ไปก่อนนั่นแหละค่ะ บ้านอิฐกระเบื้องหลังใหญ่นี่ต้องสร้างแบบที่มีห้องน้ำเหมือนบ้านอาจารย์นะคะ"
ก่อนที่เติ้งซื่อหรงจะสร้างบ้านหลังใหม่ ทุกคนต่างก็ชินกับการขับถ่ายที่บ่ออุจจาระ พอไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด
แต่ตอนนี้บ้านอิฐกระเบื้องหลังใหญ่ของบ้านเติ้งซื่อหรงสร้างเสร็จแล้ว อย่างอื่นไม่พูดถึง แค่ห้องน้ำที่สะอาดสะอ้านนั่น มีสตรีคนไหนที่เห็นแล้วจะไม่หวั่นไหวบ้างล่ะ?
ลองนึกดูสิ เวลาจะขับถ่ายเท้าต้องเหยียบลงบนอุจจาระที่สะสมมานานปี ได้กลิ่นที่ทำให้คลื่นเหียน เห็นหนอนในบ่ออุจจาระที่คืบคลานอยู่ตลอดเวลา แถมยังต้องทนกับการถูกยุงกัดและแมลงวันรบกวน การถ่ายอุจจาระในสภาพแวดล้อมแบบนี้ กับการถ่ายอุจจาระในห้องน้ำที่สะอาดสะอ้านไม่มีกลิ่นเหม็น ประสบการณ์ที่ได้มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอย่างแน่นอน
สรุปก็คือ หลังจากลู่เสี่ยวหลานได้ไปเยี่ยมชมห้องน้ำของบ้านอาจารย์แล้ว เธอก็ฝังใจกับห้องน้ำนี้ไม่ลืมเลย
เติ้งชางเปียวกลืนข้าวในปากลงคอ แล้วยิ้มพูดว่า "ห้องน้ำนี่ต้องสร้างแน่นอนอยู่แล้ว"
"ข้างในบ้าน ก็ต้องปูพื้นปูนซีเมนต์ด้วย"
"นั่นเป็นเรื่องเล็กน้อย บ้านที่เราสร้างขนาดคงไม่ใหญ่มาก ปูพื้นซีเมนต์ใช้เงินไม่เท่าไหร่หรอก"
"แล้วก็ตู้เสื้อผ้าใบใหญ่กับโต๊ะเครื่องแป้งก็ต้องมีด้วยนะคะ"
"เรื่องพวกนี้ไม่มีปัญหา..."
สามีภรรยายิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น หลังจากที่มีเงินในมือแล้ว สิ่งที่พูดออกมาล้วนเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ไม่เหมือนกับการวาดฝันไปวันๆ อย่างแน่นอน
ในเวลาเดียวกัน
เติ้งชางหยวนนำค่าจ้าง 60 หยวนที่ได้รับมาในวันนี้ ทั้งหมดส่งมอบให้แก่แม่ของเขา
แม่ของชางหยวนรับเงินมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หลังจากนับไปสองรอบถึงได้เก็บเข้ากระเป๋าเสื้อชั้นใน แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ชางหยวน เงินนี่แม่เก็บไว้ให้ลูกใช้แต่งเมียนะ"
พอได้ยินคำว่า "แต่งเมีย" ในหัวของเติ้งชางหยวนก็มีเงาของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นมา ไม่รู้ว่าหญิงสาวคนนี้จะมองเขาบ้างไหม หวังว่าพรุ่งนี้หลังจากอาอวิ๋นไท่จดทะเบียนเสร็จกลับมา จะนำข่าวดีมาให้เขานะ!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เติ้งชางหยวนจึงถามอย่างยิ้มๆ ว่า "แม่ครับ ตอนนี้แม่เก็บเงินไว้ได้เท่าไหร่แล้วครับ?"
แม่ของชางหยวนพูดว่า "ลูกถามเรื่องนี้ไปทำไม?"
เติ้งชางหยวนพูดว่า "อาอวิ๋นไท่รุ่นราวคราวเดียวกับผม เดือนหน้าเขาก็จะแต่งงานแล้ว ผมอยากรู้ว่าถ้าปีหน้าผมจะแต่งเมีย แม่เก็บเงินพอจ่ายค่าสินสอดให้ทางฝ่ายหญิงหรือเปล่าครับ?"
แม่ของชางหยวนพูดว่า "ตอนนี้เงินในมือแม่ พอจะจ่ายค่าสินสอดให้ฝ่ายหญิงได้แบบเฉียดฉิว แต่ค่าใช้จ่ายในการแต่งงานไม่ได้มีแค่ค่าสินสอด ยังมีค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกเยอะแยะ คำนวณดูแล้วยังขาดอีกไม่น้อยเลย แต่ว่าตอนนี้ลูกมีค่าจ้างตั้งเดือนละ 60 หยวน เก็บหอมรอมริบไว้อีกสักสองสามเดือน ถึงช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า ก็ค่อยให้ท่านลุงเก้าช่วยหาคู่ครองให้ลูกได้แล้ว!"
เมื่อเติ้งชางหยวนได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจแอบๆ เขาทำงานมาสี่เดือนส่งให้แม่ไป 240 หยวนแล้ว ผลคือยังต้องรอให้เขาได้รับค่าจ้างไปอีกหลายเดือน ถึงจะมีเงินพอให้เขาแต่งเมีย สภาพเศรษฐกิจที่บ้านนี่ช่างทำให้คนพูดไม่ออกจริงๆ!
พี่ใหญ่ทุกท่านครับ ช่วยโหวตตั๋วรายเดือนขั้นต่ำให้ด้วยครับ!
(จบตอน)