- หน้าแรก
- ตำนานไซอิ๋วพระถังเลเวลตัน
- บทที่ 52 ทำแบบนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ?
บทที่ 52 ทำแบบนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ?
บทที่ 52 ทำแบบนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ?
บทที่ 52 ทำแบบนี้มันเหมาะสมแล้วหรือ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ถังซัมจั๋งก็หันไปมองตามเสียง และพบว่าคนที่พูดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเกาชุ่ยหลานที่กำลังเดินนวยนาดเข้ามา โดยมีแม่เฒ่าคอยพยุงอยู่ข้างๆ
ถังซัมจั๋งอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองสีหน้าของจูกังเลี่ย และสังเกตเห็นว่าทันทีที่เขาได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเขาก็มืดมนลงทันที แววตาเผยความเศร้าโศกออกมาอย่างปิดไม่มิด
ถังซัมจั๋งลอบส่ายหน้าในใจ... ระดับนี้ยังไม่พอ ตาสว่างกว่านี้ได้อีก!
"ท่านผู้เจริญ!" หลังจากชุ่ยหลานเดินเข้ามาใกล้ เธอกับแม่เฒ่าก็เอ่ยทักทาย
ถังซัมจั๋งพยักหน้ารับแล้วพูดว่า "ดีเลย ในเมื่อคุณหนูเกามาพร้อมหน้าแล้ว ผมมีเรื่องบางอย่างที่ต้องหารือกับพวกคุณทุกคน พวกเราเข้าไปคุยข้างในกันก่อนเถอะ!"
ท่านผู้เฒ่าเกาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมัวแต่ยืนคุยกับถังซัมจั๋งอยู่ข้างนอก จึงรีบเอ่ยด้วยความอับอายว่า "ท่านผู้เจริญ เชิญข้างในก่อนครับ! เมื่อกี้ต้องขออภัยจริงๆ ผมมัวแต่ยุ่งเรื่องจัดการเจ้าปีศาจหมูตัวนี้จนเกือบจะละเลยท่านไป หวังว่าท่านผู้เจริญจะให้อภัยนะครับ!"
ถังซัมจั๋งส่ายหน้าแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไร" พูดจบเขาก็ดำเนินตามท่านผู้เฒ่าเกาเข้าไปในห้องโถงใหญ่
ซุนหงอคงเห็นดังนั้นก็จูงร่างที่ลอยได้ของจูกังเลี่ยหมายจะเดินตามเข้าไป แต่กลับถูกชุ่ยหลานขวางทางเอาไว้
ชุ่ยหลานจ้องมองจูกังเลี่ยด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะหันไปพูดกับซุนหงอคงว่า "ท่านผู้เจริญ เจ้าปีศาจหมูตัวนี้เข้าไปข้างในไม่ได้นะ ถ้ามันเข้าไป มันจะทำให้ห้องโถงหน้าของพวกเราแปดเปื้อนเปล่าๆ!"
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ถังซัมจั๋งก็หันกลับไปมอง และเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและความโศกเศร้าหลุดออกมาจากดวงตาของจูกังเลี่ย
ถังซัมจั๋งแอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ... ยายหนูชุ่ยหลานคนนี้ช่างเป็นลูกคู่ที่พระเจ้าประทานมาให้แท้ๆ ไม่ต้องรอให้เขาคอยส่งซิก เธอก็เล่นบทของตัวเองได้อย่างไร้ที่ติ ช่วยทุ่นแรงถังซัมจั๋งไปได้เยอะเลยทีเดียว
"หงอคง พามันเข้ามา!" ถังซัมจั๋งเอ่ยขึ้น โดยทำเป็นไม่สนใจคำพูดของชุ่ยหลาน แล้วเดินนำเข้าไปข้างในต่อ
เมื่อได้ยินคำสั่งของถังซัมจั๋ง ซุนหงอคงย่อมไม่ยอมให้ชุ่ยหลานมาขวางทางอีกต่อไป เขาใช้มือผลักชุ่ยหลานที่ยืนขวางทางอยู่ให้พ้นทาง แล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปด้านในโดยไม่ชายตามองเธอเลยสักนิด
ชุ่ยหลานที่ถูกผลักเซไปข้างหลังโชคดีที่ได้แม่เฒ่าคอยประคองร่างไว้ทัน เธอมองตามหลังซุนหงอคงที่เดินอาดๆ เข้าไปข้างในด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไม่พอใจ
"ชุ่ยหลาน พวกเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะ" แม่เฒ่าเอ่ยชวน
ไม่รู้เพราะอะไร หลังจากที่ชุ่ยหลานได้รับการช่วยเหลือในครั้งนี้ แม่เฒ่ากลับรู้สึกว่าลูกสาวที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายปีคนนี้ ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จู่ๆ เธอก็รู้สึกไม่คุ้นเคยกับลูกสาวคนนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ลูกสาวคนเดิมของเธอ แม้จะมีอารมณ์ดื้อรั้นอยู่บ้าง แต่ภายใต้การอบรมสั่งสอนของบิดา เธอก็ยังรู้จักกาลเทศะและสำรวมตน แต่ตอนนี้เธอกลับแสดงกิริยาก้าวร้าวออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
สิ่งนี้ทำให้แม่เฒ่าเกิดความเข้าใจผิด คิดไปว่าตอนที่ชุ่ยหลานถูกปีศาจหมูจับตัวไปขังไว้ที่เรือนหลัง เธออาจจะไม่ได้ตกระกำลำบากหรือทุกข์ทรมานอะไรเลย ตรงกันข้าม น่าจะอยู่อย่างสุขสบายจนหล่อหลอมให้กลายเป็นคนเอาแต่ใจและสันดานเสียแบบนี้
ชุ่ยหลานกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ แต่เมื่อนึกถึงรูปร่างหน้าตาและอิทธิฤทธิ์อันน่ากลัวของซุนหงอคงแล้ว เธอจึงทำได้เพียงสะกดกลั้นอารมณ์โกรธเอาไว้ กัดฟันกรอดแล้วเดินตามเข้าไปข้างใน
หลังจากนั่งลงในห้องโถงใหญ่เรียบร้อยแล้ว ถังซัมจั๋งก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง "เฒ่าเกา คุณวางแผนจะจัดการกับเจ้าปีศาจหมูตัวนี้ยังไง?"
ท่านผู้เฒ่าเกาได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า "ท่านผู้เจริญ สัตว์ประหลาดตัวนี้เป็นท่านที่จับมันมาได้ เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าต้องแล้วแต่ท่านจะจัดการเลยครับ ผมไม่มีความเห็นแย้งอะไรทั้งนั้น ขอแค่ในอนาคตเจ้าปีศาจหมูตัวนี้ไม่ไปทำร้ายใครอีกก็พอ"
"ไม่ได้นะคะ!"
ทันใดนั้น ชุ่ยหลานก็โพล่งขัดขึ้นมาอีกครั้ง "ท่านพ่อ ท่านจะปล่อยเจ้าปีศาจหมูตัวนี้ไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง? มันขังหนูไว้ที่เรือนหลังตั้งหลายปีไม่ยอมให้ออกไปไหน มันเป็นไอ้บ้าชัดๆ ต่อให้จับมันมาสับเป็นหมื่นๆ ชิ้น ก็ยังไม่สาสมกับความแค้นในใจของหนูเลย!"
ถังซัมจั๋งได้ยินเข้าก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย ถึงแม้เขาจะเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นแค่ความรักข้างเดียวที่จูกังเลี่ยมโนไปเอง แต่ก็คิดไม่ถึงว่าเกาชุ่ยหลานคนนี้จะจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้
ถังซัมจั๋งหันไปมองจูกังเลี่ย เห็นสีหน้าที่ดูเหม่อลอยเหมือนคนจิตหลุดและความเศร้าโศกที่ทลายลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ของเขาแล้ว ในใจของถังซัมจั๋งก็ลอบถอนหายใจยาว
เรื่องทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะภารกิจของระบบแท้ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ถังซัมจั๋งคงไม่อยู่ดีไม่ว่าดีมาฉีกหน้ากากเปิดโปงความจริงจนทำให้ศิษย์คนที่สองในอนาคตของตัวเองต้องอับอายขายหน้าขนาดนี้หรอก
"ชุ่ยหลาน!" เวลานี้ ท่านผู้เฒ่าเกาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและใบหน้าบึ้งตึง
"ท่านพ่อ ทำไมต้องมาขึ้นเสียงใส่หนูด้วยล่ะคะ? เจ้าปีศาจหมูตัวนี้มันรังแกลูกสาวของท่านนะ แล้วท่านกลับหันมาดุด่าหนูเนี่ยนะ? ตกลงท่านเป็นพ่อของหนูหรือเป็นพ่อของไอ้หมูตัวนี้กันแน่?" ชุ่ยหลานเอ่ยประชดประชันด้วยความไม่พอใจ
"เจ้า!" ท่านผู้เฒ่าเกาเพียงแค่ไม่อยากให้ลูกสาวดูเป็นคนโหดเหี้ยมไร้ความเมตตาต่อหน้าถังซัมจั๋ง แต่คิดไม่ถึงว่าชุ่ยหลานจะมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงขนาดนี้
"ทำไมล่ะคะ สิ่งที่หนูพูดมันมีอะไรผิดตรงไหน?" ทว่าชุ่ยหลานกลับเชิดหน้าขึ้นอย่างดื้อรั้นและเถียงคำไม่ตกฟาก
"เอาล่ะเฒ่าเกา เรื่องในครอบครัวพ่อลูกของคุณเอาไว้ค่อยไปคุยกันทีหลังเถอะ เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือจัดการกับเจ้าปีศาจหมูตัวนี้!" ถังซัมจั๋งเอ่ยขัดขึ้น
ท่านผู้เฒ่าเกาถลึงตาใส่ชุ่ยหลานอย่างดุดันทีหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาทางถังซัมจั๋งแล้วพูดว่า "ตกลงครับ ผมจะทำตามความประสงค์ของท่านผู้เจริญทุกประการ!"
ถังซัมจั๋งพยักหน้ารับแล้วเอ่ยว่า "เฒ่าเกา ตามที่ผมรู้มา เมื่อไม่กี่ปีล่วงมานี้ตระกูลเกาของคุณยังเป็นแค่ครอบครัวธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่ง ไม่ได้มีกิจการใหญ่โตและฐานะมั่งคั่งเหมือนอย่างในทุกวันนี้ใช่ไหม?"
ท่านผู้เฒ่าเกาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับและตอบว่า "ท่านผู้เจริญพูดถูกแล้วครับ ตระกูลเกาของผมเพิ่งจะค่อยๆ ลืมตาอ้าปากและร่ำรวยขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง นับว่าเป็นเพราะสวรรค์ทรงเมตตาประทานพรแท้ๆ"
"สวรรค์ประทานพรงั้นเหรอ? แต่ผมคิดว่าความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกมั้ง?" สายตาของถังซัมจั๋งดูลึกล้ำคมคายขึ้นมาทันที
"หืม? ท่านผู้เจริญหมายความว่ายังไงครับ?" ท่านผู้เฒ่าเกาเริ่มทำหน้ามุนงง
"ตามที่ผมรู้มา จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตระกูลเกาของคุณร่ำรวยขึ้นมา มันเริ่มขึ้นตอนที่จูกังเลี่ยย่างก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านของคุณต่างหาก!" ถังซัมจั๋งกล่าว
พูดจบ ถังซัมจั๋งก็ลุกขึ้นยืน และโดยไม่เปิดโอกาสให้ท่านผู้เฒ่าเกาได้โต้แย้ง เขากล่าวต่อไปทันทีว่า "ตระกูลเกาในอดีตเป็นแค่ครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำ แทบจะไม่มีข้าวกินอิ่มท้อง ต่อมาพวกคุณคิดจะแต่งสะใภ้รับลูกเขยแต่งเข้าบ้าน และจูกังเลี่ยก็เข้ามาอยู่ในตระกูลเกาของคุณด้วยวิธีนี้"
"ถึงแม้ว่าในแต่ละวันจูกังเลี่ยจะกินจุไปหน่อย แต่เขากลับมีพละกำลังมหาศาล สามารถทำงานหนักแทนคนธรรมดาได้ถึงสิบคน ภายใต้การทำงานหนักหยาดเหงื่อต่างน้ำของเขา ตระกูลเกาของคุณจึงค่อยๆ มั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมา จนกลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของหมู่บ้านสกุลเกาในที่สุด"
"ต่อมา คุณก็ยอมยกลูกสาวชุ่ยหลานให้แต่งงานกับจูกังเลี่ยและจัดงานมงคลสมรสขึ้น แต่ในวันแต่งงาน จูกังเลี่ยดื่มเหล้าจนเมามายด้วยความดีใจ จนไม่อาจคงคาถาแปลงกายเอาไว้ได้และคืนร่างเดิม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็เปลี่ยนจากชายหนุ่มแสนดีที่ทุกคนต่างชื่นชมยกย่อง กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ทุกคนหวาดกลัว และตระกูลเกาของคุณก็เริ่มกีดกันเขาออกไป"
"ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยคิดทำร้ายใครเลยแม้แต่คนเดียว แต่เพียงเพราะรูปร่างหน้าตาของเขา พวกคุณก็เริ่มรังเกียจ ขับไสไล่ส่ง และถึงขั้นยกเลิกสัญญาหมั้นหมายก่อนหน้านี้โดยตรง แถมยังใช้ท่อนไม้ทุบตีขับไล่เขาออกจากตระกูลเกา ใช่ไหมล่ะ?" ถังซัมจั๋งเอ่ยถามพลางจ้องลึกเข้าไปในตาของท่านผู้เฒ่าเกา
"เรื่องนี้... ท่านผู้เจริญครับ ยังไงสัตว์ประหลาดก็คือสัตว์ประหลาดอยู่ดี ถึงตอนนี้มันจะยังไม่ทำร้ายใคร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตมันจะไม่ลุกขึ้นมาทำร้ายคนนี่ครับ!" ท่านผู้เฒ่าเกาเถียงข้างๆ คูๆ
"สิ่งที่คุณพูดมันก็มีส่วนถูก แต่ในอดีตจูกังเลี่ยยอมเหน็ดเหนื่อยตรากตรำทำงานสร้างฐานะและกิจการใหญ่โตขึ้นมาให้ตระกูลเกาของคุณ ตอนนี้พอเขาเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ได้ทำร้ายใคร คุณกลับใช้ข้ออ้างที่ว่าเขาอาจจะทำร้ายคนในอนาคตมาขับไล่ไสส่ง กีดกันเขาออกไป โดยไม่เห็นหัวและไม่นึกถึงความดีความชอบทั้งหมดที่เขาเคยทำไว้ให้ตระกูลเกาของคุณเลยแม้แต่น้อย"
"คุณคิดว่าการทำแบบนี้... มันเหมาะสมแล้วอย่างนั้นหรือ?"