- หน้าแรก
- ยอดภรรยาชาวนาผู้มีพลังวิเศษ
- บทที่ 168 บีบลูกพลับนิ่ม
บทที่ 168 บีบลูกพลับนิ่ม
บทที่ 168 บีบลูกพลับนิ่ม
บทที่ 168 บีบลูกพลับนิ่ม
ฉู่จงหยวนลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่น "ฉู่ชิงจื่อ ข้าเป็นพ่อของเจ้านะ!"
ฉู่ชิงจื่อแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
จังหวะนั้นเอง ฉู่เสวียเต๋อก็เดินถือเชือกป่านเส้นหนายาวออกมาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งนัก "ใครก็ได้สองคนมาช่วยข้ามัดเขาที ส่วนที่เหลือไปขุดหลุม พอฟ้ามืดเมื่อไหร่เราจะฝังเขากัน"
เมื่อเห็นว่าทุกคนเอาจริง ฉู่จงหยวนก็ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวก่อนจะรีบวิ่งหนีเตลิดไป "พวกฆาตกร ข้าจะไปแจ้งทางการให้มาจับพวกเจ้า!"
ทุกคนต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมาขณะมองดูแผ่นหลังของฉู่จงหยวนที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
"ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า..."
"ไอ้คนขี้ขลาดเอ๊ย ยังจะกล้ามาหาเรื่องอีก!"
"ถ้าไม่มีความกล้าก็หดหัวเป็นนกกระทาใช้ชีวิตไปดีๆ เถอะ คิดว่าทุกคนเป็นลูกพลับนิ่มให้บีบเล่นได้ตามใจชอบหรือไง"
"นั่นสิ ไม่กลัวบีบจนแตกแล้วน้ำจะกระเด็นเปื้อนตัวบ้างรึไง"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่าฮ่า..."
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะไล่หลังมา ฉู่จงหยวนก็รู้สึกทั้งอับอายและโกรธแค้น เขาปฏิญาณในใจว่าจะต้องทำให้ฉู่ชิงจื่อชดใช้ให้ได้!
ฉู่ชิงจื่อรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักกับการกระทำที่คอยปกป้องนางของหลี่ชิงอวี้เมื่อครู่นี้ "ท่านแม่ ขอบคุณนะเจ้าคะ"
"ขอบใจอะไรกัน เจ้าเป็นลูกสาวของแม่นะ แม่ยอมทำร้ายตัวเองดีกว่ายอมให้ใครมาทำร้ายเจ้า" หลี่ชิงอวี้ลูบปอยผมที่ตกลงมาระกรายไหล่ของฉู่ชิงจื่ออย่างทะนุถนอม "ตอนที่คลอดเจ้าออกมา แม่เพิ่งจ่ายภาษีไปจนแทบไม่เหลือเงิน อีกฝ่ายเป็นถึงเศรษฐีในตัวอำเภอ แม่คิดว่าอย่างน้อยพวกเขาก็คงมีข้าวให้เจ้ากิน เจ้าจะได้ไม่อดตาย คาดไม่ถึงเลยว่าคนพวกนั้นจะโหดร้ายเหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้"
"ท่านแม่ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เรื่องมันผ่านไปหมดแล้ว"
ย้อนกลับไปตอนที่ฉู่ชิงจื่อวัยเยาว์ถูกหวังเป่ยฟางขังไว้ในห้องเก็บฟืน ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด นางกอดเข่าตัวเองและเหม่อมองดวงจันทร์บนท้องฟ้า พลางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาว่าเหตุใดบิดามารดาผู้ให้กำเนิดจึงไม่ต้องการนาง
อันที่จริง ฉู่หรงและหลี่ชิงอวี้เป็นคนมีจิตใจเมตตาอย่างแท้จริง เจตนาดั้งเดิมที่ส่งเด็กน้อยไปก็เพื่อสิ่งที่ดีกว่า ทว่าเรื่องนี้กลับเกือบทำให้ฉู่ชิงจื่อตัวน้อยต้องแลกด้วยชีวิต นางไม่รู้เลยว่าควรจะโกรธเกลียดพวกเขาหรือควรทำความเข้าใจกันแน่
แต่พวกเขาก็ดีต่อนางจากใจจริง ดังนั้นคำถามนี้ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของฉู่ชิงจื่อในวัยเด็ก ทว่าสำหรับครอบครัวของฉู่จงหยวนแล้ว นางจะไม่มีวันปล่อยไปเด็ดขาด
หลี่ชิงอวี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจากก้นบึ้งหัวใจ "ตั้งแต่นี้ต่อไป แม่จะไม่มีวันยอมให้เจ้าต้องทนรับความคับข้องใจใดๆ อีกแล้ว"
ฉู่ชิงจื่อพยักหน้ารับ "ท่านแม่ ครอบครัวของเราจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเจ้าค่ะ"
หลี่ชิงอวี้ขานรับ "อืม"
...ฉู่ชิงจื่อเรียกตัวลูกศิษย์หนุ่มทั้งสองแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงทำบ๊ะจ่าง เพื่อดำเนินการหมักเบียร์ในขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนต่อไปคือขั้นตอนที่สอง การทำมอลต์ ซึ่งต้องใช้เวลาถึงสามวัน
เมล็ดข้าวสาลีสีขาวอวบอ้วนถูกตักขึ้นมาเกลี่ยเป็นชั้นบางๆ บนกระด้ง ก่อนจะนำไปวางไว้ในห้องมืดเพื่อให้งอกราก
ฉู่ชิงจื่อขอให้ฉู่หรงช่วยต่อชั้นไม้ในห้องเก็บของ นางนำกระด้งทั้งสี่ใบที่มีข้าวสาลีเกลี่ยอยู่ไปวางบนชั้นไม้ จากนั้นก็ใช้กล่องบังฝั่งที่แสงแดดจะสาดส่องเข้ามา เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีก
นางหันไปหาลูกศิษย์ทั้งสองแล้วเอ่ยถาม "จดบันทึกไว้แล้วหรือยัง"
จ้านหงจวินและเป่าหลินเจียงมีสีหน้านอบน้อม "พวกเราจดบันทึกไว้หมดแล้วขอรับ"
จู่ๆ ฉู่ชิงจื่อก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาได้ "เอาอย่างนี้ หลังจากที่ข้าทำครบทุกขั้นตอนแล้ว พวกเจ้าสองคนลองทำดูสักรอบก็แล้วกัน ถือเป็นการทดสอบ ข้าจะได้เห็นว่าฝีมือของพวกเจ้าอยู่ในระดับใด"
"ได้เลยขอรับ" คำพูดนี้ปลุกเร้าความรู้สึกท้าทายในตัวของเด็กหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยพลังทั้งสองคน
ฉู่ชิงจื่อคลี่ยิ้ม "ไปกันเถอะ"
"ขอรับ"
...เมื่อถึงเวลา ฝูเป่าก็เดินออกจากคอกด้วยตัวเองและวิ่งเหยาะย่างมุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาเพื่อรับเด็กๆ
ณ ประตูสถานศึกษา
"นี่ ดูสิ ม้าตัวนั้นเหมือนจะไม่มีเจ้าของนะ"
"ม้าชั้นดีเลยล่ะ ขนเงางาม กล้ามเนื้อขาก็ตึงกระชับ ต้องเป็นม้าที่มีพละกำลังและความอดทนเป็นเลิศแน่ๆ ตัวนี้มีค่าอย่างน้อยห้าร้อยตำลึงเงินเชียวนะ"
"ตั้งห้าร้อยตำลึงเลยหรือ! แพงขนาดนั้นเชียว!!"
"อืม... เราไปจูงม้าตัวนั้นออกไปกันเถอะ..."
"แล้วถ้ามีคนมาเห็นเข้าล่ะ"
"คนตั้งเยอะแยะ ใครจะมาทันสังเกตพวกเรา อีกอย่าง เรายืนอยู่ตรงนี้มาตั้งนานแล้วก็ยังไม่เห็นมีใครเข้าไปใกล้ม้าตัวนั้นเลย ไม่มีเจ้าของแน่ๆ ไปกันเถอะ!"
นักเรียนสองคนที่เต็มไปด้วยความคิดอกุศลค่อยๆ เดินเข้าไปหาฝูเป่า
คนหนึ่งคอยดูลาดเลา ส่วนอีกคนเอื้อมมือไปคว้าสายบังเหียน... "ฮี้..." ฝูเป่าเห็นคนแปลกหน้าพยายามจะมาจับสายบังเหียนของมัน ประกอบกับท่าทางลับๆ ล่อๆ ของพวกเขา มันจึงส่งเสียงร้องลั่นทันที ก่อนจะยกขาหน้าขึ้นสูงแล้วกระทืบลงบนแผ่นหลังของหัวขโมยม้าอย่างแรง
"กร๊อบ กร๊อบ..." หัวขโมยม้าถูกกระทืบจนล้มหมอบลงกับพื้น กระดูกสันหลังของเขาหักเป็นสามท่อน และส่วนที่หักนั้นแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี
"อ๊ากกก—" เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดเหนือคำบรรยายดังก้องกังวานเสียดแทงทะลุชั้นฟ้า
เวลานั้นเป็นเวลาเลิกเรียน นักเรียนจำนวนมากกำลังทยอยเดินออกจากสถานศึกษา พวกเขาจับกลุ่มเดินทางกลับบ้านพลางพูดคุยกันเจื้อยแจ้ว ทว่าหลังจากเสียงกรีดร้องดังขึ้น บริเวณนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดทันทีราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้
หัวขโมยอีกคนที่คอยดูลาดเลาอยู่ตกใจกลัวจนไม่กล้าขยับเขยื้อน เขาค่อยๆ หันหน้ากลับไปและเห็นกองเลือดอาบแผ่นหลังสหาย ใบหน้าของเขาพลันซีดเผือดไร้สีเลือดทันที "ฆ่าคนตายแล้ว! ม้าฆ่าคน!"
คำพูดนี้ทำให้ฉู่ซวี่หยวนและฉู่ซวี่เหยาที่เพิ่งเดินพ้นประตูสถานศึกษาออกมาสะดุ้งตกใจ ทั้งสองรีบวิ่งตรงดิ่งไปหาฝูเป่าทันที และถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าฝูเป่ายังปลอดภัยดี
หัวขโมยที่ดูลาดเลาชี้มือไปที่ฝูเป่า "ม้าของพวกเจ้าฆ่าคน มันฆ่าคน!"
ตอนนั้นเองที่ทั้งสองเพิ่งสังเกตเห็นคนนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ฉู่ซวี่เหยาเอ่ยถามด้วยความขุ่นเคือง "เหตุใดเจ้าถึงบอกว่าเป็นฝีมือม้าของเรา"
หัวขโมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ก็บนหลังเขามีรอยเกือกม้าของพวกเจ้าประทับอยู่นี่ไง!"
ฉู่ซวี่เหยาไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ฝูเป่าของพวกเขาไม่มีทางทำร้ายใครโดยไร้เหตุผล เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม "พวกเจ้าพยายามจะขโมยม้าใช่หรือไม่"
หัวขโมยรีบหลบสายตาทันทีด้วยความร้อนตัว "พวกเราเปล่าเสียหน่อย เราก็แค่เดินผ่านทางมาปกติ แล้วม้าของเจ้าก็กระทืบสหายของข้า"
"เป็นไปไม่ได้!" ฉู่ซวี่เหยากล่าวด้วยความมั่นใจ "ฝูเป่าไม่มีวันทำร้ายใครหากไม่มีเหตุผล!" เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วประสานมือคารวะ "ศิษย์พี่ทุกท่าน มีใครเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ขอรับ"
"ข้าเห็นคนที่นอนอยู่บนพื้นพยายามจะเข้าไปจับสายบังเหียน ทันทีที่มือเขาสัมผัสโดนสายบังเหียน ม้าก็กระทืบเขาจนเป็นสภาพอย่างที่เห็นนี่แหละ!"
"เจ้าโกหก!"
"ต้องมีคนอื่นเห็นอีกแน่ๆ ใครที่เห็นเหตุการณ์โปรดก้าวออกมาด้วยเถิด เราจะปล่อยให้คนชั่วลอยนวลและคนดีต้องรับเคราะห์ไม่ได้เด็ดขาด!"
ฉู่ซวี่หยวนและฉู่ซวี่เหยาต่างมองนักเรียนที่เอ่ยปากด้วยความประหลาดใจ หากศิษย์พี่ผู้นี้ได้เป็นขุนนาง เขาจะต้องเป็นขุนนางที่ดีได้อย่างแน่นอน
"ข้าก็เห็น!"
"ข้าก็เห็นเหมือนกัน!"
คนสี่ห้าคนก้าวออกมาข้างหน้าทีละคน พวกเขาเห็นเหตุการณ์จริงดั่งว่า และไม่ได้ปรักปรำผู้ใดผิดๆ
ฉู่ซวี่เหยาเอ่ยขึ้น "เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าพวกเจ้าพยายามจะขโมยม้า ในเมื่อพวกเจ้าคิดไม่ซื่อ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็แค่กรรมตามสนองเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับพวกเรา และเราก็จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น"
ฉู่ซวี่หยวนกล่าวเสริม "ถูกต้องแล้ว ตอนนี้ทุกอย่างมันก็สมควรกับสิ่งที่พวกเจ้าได้รับแล้ว!"
หัวขโมยเถียงไม่ออก
ซ่งชิงหยวนแหวกฝูงชนเดินเข้ามาตรงกลางและเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าทั้งหมด เขารีบเอ่ยถาม "เกิดอะไรขึ้น"
ฉู่ซวี่เหยาชี้ไปที่คนที่นอนอยู่บนพื้น "ศิษย์พี่ซ่ง ท่านช่วยตรวจดูอาการบาดเจ็บของเขาก่อนเถิดขอรับ" ถึงแม้การขโมยม้าจะมีความผิด แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องเอาชีวิตกัน
ซ่งชิงหยวนคุกเข่าลงข้างๆ หัวขโมยเตรียมพร้อมที่จะตรวจดูอาการของเขาแล้ว
หัวขโมยหมดสติไปแล้วด้วยความเจ็บปวด และรอยเลือดบนแผ่นหลังของชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ก็กำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ