- หน้าแรก
- ยอดภรรยาชาวนาผู้มีพลังวิเศษ
- บทที่ 138 เป็นของเจ้า
บทที่ 138 เป็นของเจ้า
บทที่ 138 เป็นของเจ้า
บทที่ 138 เป็นของเจ้า
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ว่านจือเจินปัดถ้วยชาบนโต๊ะร่วงแตกกระจายด้วยความเกรี้ยวกราดอีกครั้ง "ไร้ประโยชน์! ไม่ได้เรื่อง!!! พวกไม่ได้เรื่องเอ๊ย!!!"
"นักฆ่าระดับแนวหน้าที่ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทฝึกฝนมา กว่าห้าร้อยคน กลับไม่มีรอดชีวิตกลับมาเลยสักคน!"
"พวกมันเจอผีหรืออย่างไร! คนตั้งมากมายกลับฆ่าคนแค่หกเจ็ดคนไม่ได้!"
"การฆ่าฉู่ชิงจื่อกับถังจิ่งหงมันยากเย็นนักหรือ ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า? พวกเจ้ามีดีอะไรบ้างหา!"
"ไม่เพียงแต่เสียคนไปเท่านั้น แต่ยังเสียลูกหน้าไม้ไปอีกตั้งมากมาย พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าการจะตีลูกหน้าไม้ขึ้นมาได้มันต้องใช้ความพยายามมากเพียงใด!"
"ราชสำนักยังไม่มีหน้าไม้อานุภาพร้ายแรงเช่นนี้เลย แต่พวกเรากลับนำมันออกมาใช้ นี่ไม่เท่ากับบีบให้ราชสำนักหันมาเพ่งเล็งพวกเราหรอกหรือ!"
ว่านจือเจินแผดเสียงคำราม ระบายความอัดอั้นตันใจออกมา ฉู่ชิงจื่อและถังจิ่งหงได้กลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขาไปเสียแล้ว
ลูกน้องที่มารายงานข่าวรีบหมอบราบขนานไปกับพื้น หน้าผากจรดพื้นทันที เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสองคนนั้นถึงได้ฆ่ายากฆ่าเย็นนัก เขาไม่เคยเจอภารกิจที่รับมือยากเช่นนี้มาก่อน แต่เขาทำเต็มที่แล้วจริงๆ!
หลังจากว่านจือเจินระบายโทสะจนพอใจ เขาก็ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ราวกับลูกบอลที่ถูกปล่อยลม ท่าทางสิ้นหวังอย่างที่สุด
พ่ายแพ้ย่อยยับถึงเพียงนี้ เขากลับไปจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี?
เนิ่นนานผ่านไป ลูกน้องที่คุกเข่าจนร่างกายเริ่มแข็งเกร็งก็เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "นายท่าน ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ"
ว่านจือเจินครุ่นคิดอยู่นาน จู่ๆ เขาก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง "ภัยแล้งยังคงอยู่ พวกเรายังมีโอกาส"
เขาจ้องมองลูกน้องด้วยสายตาเคร่งเครียดแล้วสั่งการ "โหมปล่อยข่าวลือให้มากขึ้น ทางที่ดีต้องยั่วยุให้ชาวบ้านเกิดความโกรธแค้น ตอนนี้คนในเมืองบางส่วนเริ่มล้มตายเพราะขาดแคลนน้ำแล้ว จงไปยุยงปั่นหัวพวกมัน ให้เมืองหลวงตกอยู่ในความวุ่นวาย"
ลูกน้องรับคำ "ขอรับ นายท่าน"
น้ำเสียงของว่านจือเจินหนักอึ้งขณะเอ่ยข่มขู่ "หากครั้งนี้เจ้าล้มเหลวอีก ก็จงปลิดชีพตัวเองเพื่อชดใช้ความผิดเสียเถอะ"
"ขอรับ"
...
ณ พระราชวังหลวง
ยามค่ำคืน ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางนภา สาดส่องแสงสว่างไสวทว่าเย็นเยียบ
ภายในห้อง หน้าต่างถูกเปิดกว้าง แสงจันทร์สว่างไสวสาดส่องเข้ามา อาบย้อมร่างสูงโปร่งน่าเกรงขามในชุดฉลองพระองค์สีเหลืองทอง
พระองค์ประทับยืนไพล่พระหัตถ์ไว้เบื้องหลัง ทอดพระเนตรต้นไห่ถังที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งอยู่นอกหน้าต่างอย่างเงียบงัน
พระพักตร์หล่อเหลาซ่อนอยู่ในเงามืดครึ่งหนึ่ง ดูลึกลับและยากจะคาดเดาอารมณ์
เงาร่างหนึ่งร่อนลงเบื้องหลังคุกเข่าข้างเดียว ด้วยความยำเกรงในพระบารมี ร่างนั้นค้อมศีรษะลงและยกจดหมายขึ้นถวายด้วยสองมือ "ฝ่าบาท จดหมายลับพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หันพระวรกายมาเล็กน้อย รับจดหมายไปกวาดพระเนตรอ่านอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ทรงอ่าน พระพักตร์ก็แปรเปลี่ยนเป็นล้ำลึกยากจะหยั่งถึง ซับซ้อนยิ่งนัก ดูราวกับจะปีติยินดี แต่ก็แฝงไปด้วยความกังวล ลังเล และตัดสินพระทัยไม่ถูก
พระองค์เงยพระพักตร์ขึ้น ทอดพระเนตรดวงจันทร์สว่างไสวที่อยู่ไกลเกินเอื้อม เนิ่นนานผ่านไป พระองค์ก็สูดพระปัสสาสะลึก ในที่สุดก็ทรงตัดสินพระทัยได้ "คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว!"
วันรุ่งขึ้นในการว่าราชการ ฮ่องเต้มีพระราชโองการว่า ในอีกสามวัน พระองค์จะเสด็จไปยังศาลบรรพชนหลวงเพื่อประกอบพิธีสวดขอพรให้แก่พสกนิกร ให้ขุนนางทั้งหมดตามเสด็จ และอนุญาตให้ราษฎรเข้าร่วมได้
เมื่อสิ้นพระราชโองการ เหล่าขุนนางจากกรมพิธีการก็รีบเร่งตระเตรียมงานทันที...
...
นอกเมืองหลวง
เสิ่นอวี้เฟิงเดินทางกลับค่ายทหาร
จ้านหงจวินเดินทางเข้าเมืองหลวงเพียงลำพัง
ภายในป่าไผ่ ข้างหน่อไม้ที่เพิ่งแทงยอด ฉู่ชิงจื่อดีดนิ้วใส่ถังจิ่งหง ทันใดนั้นรูปลักษณ์ของเขาก็แปรเปลี่ยนไป
ใบหน้าของเขาดูธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง เป็นความธรรมดาในระดับที่หากโยนเข้าไปในฝูงชนก็ไม่มีใครเหลียวมองเป็นครั้งที่สอง แม้แต่บุคลิกท่าทางก็ยังดูกลมกลืนราวกับชาวบ้านทั่วไป
เมื่อก่อนนางไม่เคยใส่ใจที่จะใช้พลังเวทต่อหน้าถังจิ่งหง เพราะไม่แคร์ว่าจะเป็นอย่างไร ในเมื่อนางสามารถเปลี่ยนร่างใหม่ได้เสมอ แต่ตอนนี้มันคือความเชื่อใจอย่างแท้จริง
ฉู่ชิงจื่อหยิบคันฉ่องออกมาจากย่าม "จิ่งหง ท่านว่าอย่างไรบ้าง"
ถังจิ่งหงมองตัวเองในคันฉ่อง นัยน์ตาเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกตา "ชิงจื่อ พลังของเจ้าสามารถเปลี่ยนรูปโฉมคนได้ด้วยหรือ"
ฉู่ชิงจื่อจัดทรงผมให้ถังจิ่งหง นางรู้สึกไม่ค่อยชินกับใบหน้าที่แปลกไปนี้เท่าใดนัก "นี่คือภาพมายา ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจริงๆ หรอก"
ถังจิ่งหงมองตัวเองอีกครั้ง แล้วเอ่ยถาม "แล้วเจ้าล่ะจะเปลี่ยนเป็นหน้าตาแบบไหน"
ฉู่ชิงจื่อหมุนตัวหนึ่งรอบ กลายร่างเป็นหญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีเทาเรียบๆ ดูธรรมดาสามัญไม่ต่างกัน "พวกเราจะแกล้งทำเป็นสามีภรรยากัน ดีหรือไม่"
เรื่องการขอฝนเป็นเรื่องใหญ่โตนัก จะปล่อยให้มีจุดบกพร่องเผยออกมาไม่ได้แม้แต่น้อย มิเช่นนั้นนางคงต้องเผชิญกับปัญหาที่ตามมาไม่รู้จบ
คำพูดนี้ของนางทำให้หัวใจของถังจิ่งหงเต้นผิดจังหวะอีกครั้งโดยไม่ตั้งใจ ใบหูของเขาขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อย "เช่นนั้นก็วิเศษเลย"
เขาจ้องมองฉู่ชิงจื่ออย่างลึกซึ้ง "นับจากนี้ไป พวกเราคือสามีภรรยาชาวบ้านธรรมดากันแล้วนะ"
ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อดุจดอกท้อของฉู่ชิงจื่อโค้งขึ้นเล็กน้อย "ถ้างั้นพวกเราก็ไปเที่ยวเล่นตามภูเขา ใช้ชีวิตคู่ราวกับเซียนกันเถอะ"
นัยน์ตาของถังจิ่งหงเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน "ตกลง"
ภาพฝันของพวกเขานั้นงดงาม แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความปรารถนาอันเรียบง่ายนี้ก็ไม่อาจเป็นจริงได้
จากนั้น ทั้งสองก็นำสิ่งของทั้งหมดที่สามารถระบุตัวตนได้ฝังไว้ข้างหน่อไม้ กลบด้วยใบไผ่หนาทึบ และจัดการกลบเกลื่อนร่องรอยจนไม่เหลือจุดสังเกตใดๆ
ทั้งคู่เดินทางเข้าเมือง
ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงนั้นเหนือความคาดหมายของฉู่ชิงจื่อ ถนนหนทางกว้างขวางขนาดที่ม้าห้าตัวสามารถวิ่งเรียงหน้ากระดานได้ ผู้คนเดินขวักไขว่พลุกพล่าน อาคารบ้านเรือนตั้งเรียงรายลดหลั่นกันราวกับเกล็ดปลา ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา
เมืองโบราณมักจะแผ่กลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันล้ำลึกออกมาเสมอ อิฐทุกก้อน กระเบื้องทุกแผ่น ล้วนเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังแห่งอดีตกาล
ถังจิ่งหงพาฉู่ชิงจื่อตรงไปยังเหลาอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเมืองหลวง และขอห้องส่วนตัวที่ดีที่สุด ไม่ว่าอย่างไร ชิงจื่อก็ร่วมตกระกำลำบากมากับเขามากมาย เขาอยากให้นางได้กินอาหารดีๆ ก่อนเป็นอันดับแรก "ชิงจื่อ เจ้าสั่งอะไรก็ได้ที่เจ้าชอบเลยนะ"
ฉู่ชิงจื่อไม่เกรงใจ สั่งอาหารมาห้าอย่าง มีหมูเส้นผัดซอสปักกิ่ง หูฉลามน้ำแดง ปลิงทะเลเจี๋ยนต้นหอม ของหวานซานปู้จัน และเนื้อหมูตุ๋นพะโล้ ซึ่งล้วนแต่เป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองหลวงทั้งสิ้น
ระหว่างรออาหาร ถังจิ่งหงรินชาให้ฉู่ชิงจื่อ "ถ้าเจ้ากินไม่อิ่มก็สั่งเพิ่มได้เลย ข้าเลี้ยงเอง"
ฉู่ชิงจื่อสัมผัสได้ถึงความเอาใจใส่จึงยิ้มรับ "ตกลง"
อาหารของเหลาอาหารแห่งนี้ไม่ทำให้ฉู่ชิงจื่อผิดหวัง ทุกจานล้วนมีรสชาติเลิศล้ำ "จิ่งหง ท่านมากินที่นี่บ่อยหรือ"
ถังจิ่งหงตอบตามตรง "ไม่หรอก ข้ามักจะอยู่ที่ค่ายทหาร กินอาหารของกองทัพ ข้าจะกลับเมืองหลวงก็ต่อเมื่อต้องมารายงานตัวเท่านั้น แล้วบางครั้งก็มาร่วมโต๊ะอาหารกับจ้าวอ๋องที่นี่"
ฉู่ชิงจื่อประหลาดใจเล็กน้อยที่จิ่งหงเป็นสหายกับองค์ชายระดับอ๋องได้ ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ "จ้าวอ๋องคือใครกัน"
ถังจิ่งหงตอบตามความจริง "จ้าวอ๋องเป็นพระอนุชาร่วมอุทรของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เขาเป็นสหายข้า พวกเรามักจะดื่มสุราด้วยกัน"
ฉู่ชิงจื่อส่งยิ้ม "เครือข่ายเส้นสายของท่านกว้างขวางไม่เบาเลยนะ"
ถังจิ่งหงไม่ได้คิดอะไรมาก "เราเข้ากันได้ดี ก็เลยดื่มด้วยกันน่ะ อันที่จริง ข้ามีสหายไม่มากนักหรอกนะชิงจื่อ หากเจ้าเต็มใจ ข้าก็อยากจะแนะนำให้เจ้ารู้จักกับพี่น้องที่ดีของข้าสักสองสามคน"
"จิ่งหง ข้าอยากพบสหายของท่านจริงๆ นะ แต่คงไม่ใช่ครั้งนี้ พวกเราจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเรากลับมาที่เมืองหลวงแล้ว"
"เช่นนั้นไว้คราวหน้าถ้าเรากลับมาเมืองหลวง ค่อยเชิญพวกเขามากินข้าวด้วยกันก็แล้วกัน"
"ตกลง"
หลังจากคีบข้าวเข้าปากไปได้สองสามคำ จู่ๆ ฉู่ชิงจื่อก็เอียงคอมองถังจิ่งหง "ข้ามีคำถามจะถามท่าน"
ถังจิ่งหงคีบอาหารให้ฉู่ชิงจื่อ "คำถามอะไรหรือ ถามมาสิ"
ฉู่ชิงจื่อยกยิ้มเจ้าเล่ห์และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ในเมืองหลวงมีแม่นางแอบหลงรักท่านอยู่มากมายเลยใช่หรือไม่"
แม่ทัพผู้แสนซื่อตรง ในที่สุดก็มีเวลาที่ไม่ซื่อตรงเสียที หัวใจของถังจิ่งหงกระตุกวูบ เขาส่ายหน้าอย่างงุนงง "ข้าไม่รู้สิ"
ฉู่ชิงจื่อเท้าคางมองถังจิ่งหงจนเขารู้สึกขวยเขิน ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ท่านออกจะเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ ข้าว่าต้องมีเยอะมากแน่ๆ"
น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไป "แต่พวกนางก็ไม่โชคดีเท่าข้าหรอก เพราะท่านเป็นของข้า"
น้ำเสียงของถังจิ่งหงชวนให้ลุ่มหลงมัวเมา "ข้าเป็นของเจ้ามาตลอดนั่นแหละ"