- หน้าแรก
- ยอดภรรยาชาวนาผู้มีพลังวิเศษ
- บทที่ 39 วิชาแพทย์ฝืนลิขิตฟ้า
บทที่ 39 วิชาแพทย์ฝืนลิขิตฟ้า
บทที่ 39 วิชาแพทย์ฝืนลิขิตฟ้า
บทที่ 39 วิชาแพทย์ฝืนลิขิตฟ้า
ฉู่ชิงจื่อไหวไหล่ "จู่ๆ ท่านก็โผล่มาไม่ให้สุ้มให้เสียง"
ใบหน้าของสัตว์ร้ายหลายตัวจ้องมองมาที่เขา ดูน่าขนลุกยิ่งนักท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน ถังจิ่งหงเอ่ยถาม "เหตุใดพวกมันถึงมาอยู่ข้างกายเจ้าได้?"
เพราะข้าเป็นสายเปย์ของพวกมันน่ะสิ... ฉู่ชิงจื่อเลียนแบบท่าทีของถังจิ่งหง หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามที่นางไม่อยากตอบ "ท่านมาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?"
ถังจิ่งหงยิ้มอย่างจนใจ "ข้ามาขอให้เจ้าไปรักษาพวกทหาร ค่าตรวจรักษาคือ 100 ตำลึง เจ้าว่าอย่างไร..."
ตอนนี้ฉู่ชิงจื่อกำลังขัดสนเงินทองอยู่พอดี นางจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล "ตกลง!"
...หมอทหารฟางเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจอยู่ที่หน้าประตูค่ายทหาร ความรู้สึกของเขาตีรวนไปหมด ทั้งตั้งตารอคอยและประหม่าที่จะได้พบกับหมอเทวดา
ทหารยามที่หน้าประตูตะโกนขึ้นมาจู่ๆ ว่า "ท่านแม่ทัพ!"
หมอทหารฟางหันขวับไปมองทันที และแล้ว... ประกายแสงในดวงตาของเขาก็ดับสนิทลง แทนที่ด้วยความผิดหวังอย่างเต็มเปี่ยม หมอเทวดาอะไรกัน... เหตุใดท่านแม่ทัพถึงได้พาเด็กสาวตัวเล็กๆ กลับมาเล่า?
ถังจิ่งหงนำทางฉู่ชิงจื่อเดินไปหาหมอทหารฟาง แล้วแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน "นางคือหมอที่จัดยาให้ข้า นามว่าฉู่ชิงจื่อ"
"ชิงจื่อ นี่คือหมอประจำค่ายทหาร หมอทหารฟาง"
ฉู่ชิงจื่อค้อมศีรษะลงอย่างมีมารยาท "คารวะหมอทหารฟางเจ้าค่ะ"
หมอทหารฟางลอบพินิจพิเคราะห์ฉู่ชิงจื่อ แม้นางจะเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ทว่ากลับให้ความรู้สึกที่ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง แปลก ประหลาดแท้ "แม่นางฉู่"
ฉู่ชิงจื่อแย้มยิ้ม "จะพาข้าไปดูอาการทหารที่ป่วยได้หรือยังเจ้าคะ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หมอทหารฟางก็นึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่ถังจิ่งหงเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่ ว่าฉู่ชิงจื่อเป็นคนจัดยาให้เขา พูดอีกอย่างก็คือ หมอเทวดาที่เขาร้องห่มร้องไห้อยากจะพบนักหนาคือ... เด็กสาวตัวน้อยผู้นี้อย่างนั้นหรือ?
ไม่ ไม่ ไม่มีทาง เขาไม่อาจยอมรับได้ นางน่าจะเป็นหลานสาวหรือสาวใช้ของหมอเทวดามากกว่า ไม่ใช่ตัวหมอเทวดาเองเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ทว่าเขาเก็บงำความคิดนั้นไว้ในใจ และกล่าวอย่างสุภาพว่า "แม่นางฉู่ เชิญทางนี้"
หมอทหารฟางเดินนำฉู่ชิงจื่อมายังกระโจมที่ใช้แยกกักตัวพวกทหาร
หมอทหารฟางเดินไปที่กระโจมใกล้ๆ แล้วหยิบผ้าปิดหน้าออกมา 2 ผืน ยื่นผืนหนึ่งให้ฉู่ชิงจื่อ "แม่นางฉู่ โปรดสวมผ้าปิดหน้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อด้วย"
"ติดเชื้อหรือ?" ฉู่ชิงจื่อชะงัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน "พวกเขาป่วยเป็นโรคติดต่อหรือ?"
หมอทหารฟางลอบคิดในใจ ข้าว่าแล้วเชียวว่าแม่หนูนี่ไม่ใช่หมอเทวดาหรอก พอได้ยินคำว่าโรคติดต่อ ก็ไม่กล้าเข้าไปแล้วสิ เขาเอ่ยตอบ "ใช่แล้ว หนึ่งติดสอง สองติดสี่ ทว่าการแพร่ระบาดไม่ได้รุนแรงนัก ต้องใช้เวลานานพอดูกว่าคนหนึ่งจะแพร่เชื้อสู่อีกคนหนึ่งได้"
ฉู่ชิงจื่อพยักหน้าแล้วก้าวฉับๆ เดินเข้าไปในเขตแยกโรคทันที
หมอทหารฟาง "???"
นางควรจะล่าถอยไปมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดถึงเดินเข้าไปเสียล่ะ?
เขารีบเดินตามนางไปทันที
ฉู่ชิงจื่อเอ่ยถามขณะก้าวเดิน "พวกเขามีอาการอย่างไรบ้าง?"
หมอทหารฟางตั้งใจจะทดสอบฉู่ชิงจื่อ จึงบอกเล่าทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง "อาเจียน ท้องร่วง และมีไข้สูงไม่ลด"
ฉู่ชิงจื่อครุ่นคิดเล็กน้อย เหตุใดอาการเหล่านี้ถึงฟังดูคล้ายกับโรคลมแดดนัก?
หมอทหารฟางคอยสังเกตปฏิกิริยาของฉู่ชิงจื่ออย่างระแวดระวัง อื้ม ยังคงดูลึกล้ำยากจะคาดเดา นางวินิจฉัยโรคออกแล้วหรือยังนะ?
ถังจิ่งหงต้องการจะตามพวกเขาเข้าไป แต่ทหารยามที่เฝ้าอยู่ขวางเอาไว้ "ท่านแม่ทัพ หากท่านล้มป่วย ค่ายทหารจะต้องวุ่นวายโกลาหลแน่ขอรับ"
ถังจิ่งหงไม่กล้าทำตามอำเภอใจ เขาจึงยืนรออยู่ด้านนอก
ฉู่ชิงจื่อเลิกม่านกระโจมขึ้นแล้วเดินเข้าไปด้านใน
ที่พักอาศัยของบุรุษช่างมีกลิ่นที่ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย ทั้งยังอับทึบมาก ฉู่ชิงจื่อแทบจะหน้ามืดเพราะกลิ่นเหม็น นางอดไม่ได้ที่จะบ่นในใจว่า การฟื้นฟูร่างกายในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนปกติแข็งแรงดีก็คงล้มป่วยได้
นางเดินไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด จับชีพจรดู และก็เป็นอย่างที่คิด มันคือโรคลมแดดจริงๆ!
"ทุกคนที่พอจะขยับตัวไหว ให้ออกไปข้างนอก ส่วนคนที่เดินไม่ไหว..." นางหันไปหาหมอทหารฟางแล้วเอ่ยว่า "ให้บรรดาหมอที่ดูแลพวกเขาช่วยพยุงออกไป อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่ในกระโจมนี้อีกเลย"
หมอทหารฟางรู้สึกงุนงง "แม่นางฉู่ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ?"
ฉู่ชิงจื่อกล่าวอย่างอ่อนใจ "พวกเขาไม่ได้เป็นโรคติดต่อหรอก พวกเขาแค่เป็นโรคลมแดด มันคืออาการเจ็บป่วยที่เกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดจนเกินไป"
เมื่อได้ยินว่าไม่ใช่โรคติดต่อ หมอทหารฟางก็ดีใจอย่างยิ่ง แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ฉู่ชิงจื่อไม่ใช่หมอเทวดาเสียหน่อย แล้วคำพูดของนางจะเชื่อถือได้หรือ?
ดังนั้น เขาจึงเกิดความลังเล
เมื่อเห็นหมอทหารฟางลังเล ฉู่ชิงจื่อก็เข้าใจได้ทันที มีคนกังขาในวิชาแพทย์ของนางอีกแล้ว นางอดไม่ได้ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "ทำไม ท่านสงสัยว่าข้ากำลังโกหกอย่างนั้นหรือ?"
หมอทหารฟางรีบปฏิเสธว่าเขาไม่กล้า แม้นางจะเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ แต่รัศมีความกดดันของนางไม่ได้อ่อนด้อยเลย ยามที่นางจ้องมองมา เขารู้สึกราวกับว่าเลือดทั้งร่างกำลังจะแข็งตัว
"แม่นางฉู่เข้าใจผิดแล้ว ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะจัดแจงย้ายคนเหล่านี้ไปไว้ที่ใดดีต่างหากเล่า"
นางผ่านการพบเจอผู้คนมานับไม่ถ้วน มีหรือจะอ่านความคิดของเขาไม่ออก? ทว่านางจะไม่ลดตัวไปต่อล้อต่อเถียงกับผู้น้อย "ข้าจะไปเขียนเทียบยาให้เดี๋ยวนี้แหละ ดื่มยาไปแค่วันเดียวพวกเขาก็จะหายดีแล้ว"
หมอทหารฟางทั้งประหลาดใจและยินดี ความแคลงใจในตัวฉู่ชิงจื่อลดทอนลงไปอย่างไม่รู้ตัว "วันเดียวหรือ?"
ฉู่ชิงจื่อเอ่ยอย่างมั่นใจ "ข้าสามารถรักษาแม่ทัพของท่านให้หายขาดได้ในครึ่งเดือน นับประสาอะไรกับโรคลมแดดแค่นี้เล่า?"
หมอทหารฟางพยักหน้ารัวๆ "ใช่ๆ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย"
ฉู่ชิงจื่อเดินไปหาถังจิ่งหง "ข้าต้องการกระดาษกับพู่กัน"
หัวใจที่เต้นระทึกอย่างตึงเครียดของถังจิ่งหงค่อยๆ ผ่อนคลายลง "ตามข้ามาสิ"
กระโจมของถังจิ่งหงนั้นเรียบง่ายมาก มีข้าวของเครื่องใช้เพียงหยิบมือ เฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น อันได้แก่ เตียง โต๊ะ และตู้ หอกยาวเล่มหนึ่งพิงอยู่ริมผนัง คมหอกแหลมคมเปล่งประกายเย็นเยียบ บ่งบอกว่ามันได้รับการขัดเงาอยู่บ่อยครั้ง
ฉู่ชิงจื่อปรายตามองเพียงแวบเดียว จากนั้นก็ไปนั่งลงหลังโต๊ะ หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนเทียบยา "รีบไปจับยาตามนี้ แล้วต้มให้พวกทหารดื่มซะ บางคนไข้ขึ้นสูงจนเพ้อไปแล้ว หากปล่อยไว้อีกสักวันสองวัน ต่อให้ไม่ตายก็คงกลายเป็นคนปัญญาอ่อนแน่"
จากนั้นนางก็เขียนเทียบยาอีกใบ "ส่วนใบนี้ใช้สำหรับต้มเป็นน้ำให้พวกทหารดื่มเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคลมแดด ช่วงนี้อากาศร้อนจัด พยายามอย่าไปไหนมาไหนกลางแดดจ้าก็แล้วกัน"
ถังจิ่งหงรับเทียบยามา จดจำคำพูดของฉู่ชิงจื่อไว้อย่างเงียบๆ "มีอะไรที่เจ้าต้องการกำชับอีกหรือไม่?"
ฉู่ชิงจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "หลังจากตากแดดมาหมาดๆ อย่าเพิ่งราดน้ำเย็นรดตัว เพราะนั่นก็ทำให้ล้มป่วยได้ง่ายเช่นกัน..."
ถังจิ่งหงพยักหน้า "ข้าเข้าใจแล้ว"
ฉู่ชิงจื่อวางพู่กันลงแล้วลุกขึ้นยืน "เอาล่ะ ทางนี้หมดหน้าที่ของข้าแล้ว ข้าต้องรีบกลับไปวาดแบบเสื้อผ้าต่อ"
ถังจิ่งหงรู้สึกไม่วางใจ "ข้าจะเดินไปส่งเจ้าเอง"
ฉู่ชิงจื่อเอ่ยว่า "ไม่เป็นไร ท่านรีบไปจัดการเรื่องในค่ายทหารเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงธุระของข้าหรอก"
ถังจิ่งหงยังคงยืนกราน "ข้าจะไปส่งเจ้าเอง ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้ไกลนักหรอก"
ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอบอบบางเสียหน่อย... ฉู่ชิงจื่อปรายตามองถังจิ่งหง ช่างเถอะ เขาหวังดีนี่นา "ไปกันเถอะ"
เมื่อกลับมาถึงยอดเขา ถังจิ่งหงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ชิงจื่อ ค่ายทหารที่อื่นก็มีอาการคล้ายคลึงกัน ข้าอยากจะส่งเทียบยาใบนี้ไปให้สำนักหมอหลวง เพื่อให้พวกเขาจัดเตรียมยาและส่งไปยังค่ายทหารทุกแห่ง เจ้าเห็นว่าอย่างไร?"
ฉู่ชิงจื่อโบกมือปัด "ตามใจท่านเถอะ"
ถังจิ่งหงล้วงหยิบตั๋วเงินจำนวน 200 ตำลึงออกมาจากสาบเสื้อแล้วยื่นให้ฉู่ชิงจื่อ "ค่าตรวจรักษา"
ฉู่ชิงจื่อยิ้มรับตั๋วเงินมา "ใจป้ำเสียจริง"
ถังจิ่งหงเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ "ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของเจ้า"
ฉู่ชิงจื่อตบตั๋วเงินในมือเบาๆ "รับเงินมาก็ต้องทำงานให้ มันเป็นเรื่องของธุรกิจ ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก"
...ถังจิ่งหงเดินไปส่งฉู่ชิงจื่อเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่เขาก้าวเท้ากลับเข้ามาในค่ายทหาร หมอทหารฟางก็รีบเข้ามาหาเขาทันที "ท่านแม่ทัพ แม่นางฉู่อยู่ที่ใดหรือขอรับ?"
ถังจิ่งหงตอบว่า "นางกลับไปแล้ว ท่านมีธุระอะไรกับนางหรือ?"
หมอทหารฟางเอ่ยถามท่าทีลับๆ ล่อๆ "ท่านแม่ทัพ บอกข้ามาตามตรงเถิด นางคือหมอเทวดาที่เขียนเทียบยาให้ท่านจริงๆ หรือขอรับ?"
หากเขาไม่ทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้กระจ่าง เขาคงจะกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่
ถังจิ่งหงปรายตามองหมอทหารฟาง จากนั้นก็เดินตรงไปยังกระโจมของตน "ในใจท่านยังไม่มีคำตอบอีกหรือ?"
หมอทหารฟางกำลังคิดว่า หากอีกฝ่ายเป็นปรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่อง เขาคงจะอ้อนวอนขอฝากตัวเป็นศิษย์ไปแล้ว ทว่าตอนนี้คนผู้นั้นกลับกลายเป็นเพียงเด็กสาว แล้วเขาจะบากหน้าไปขอได้อย่างไรเล่า?
เขาสาวเท้าเดินตามถังจิ่งหงให้ทัน "ท่านแม่ทัพ ข้า..."
ถังจิ่งหงเอ่ยขัดขึ้นมา "พวกทหารที่ป่วยได้กินยาแล้วหรือยัง?"
เมื่อเข้าเรื่องงาน หมอทหารฟางก็เปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจัง "พวกเขาได้กินกันหมดแล้วขอรับ น่าจะเห็นผลในอีก 1 ชั่วยาม หากไข้ลดลง ก็แปลว่าเทียบยานั้นได้ผล"
ถังจิ่งหงพยักหน้า "ท่านไปคอยจับตาดูพวกเขาให้ดี และรักษาพวกเขาให้หายโดยเร็วที่สุด"
หมอทหารฟางประสานมือรับคำสั่ง "ขอรับ ท่านแม่ทัพ"
ถังจิ่งหงเข้าไปนั่งหลังโต๊ะทำงาน คัดลอกเทียบยาทั้ง 2 ใบขึ้นมาใหม่อีกชุด เขียนข้อความกำกับไว้ด้านหลัง แล้วสอดใส่ลงในซองจดหมาย
1 ชั่วยามต่อมา หมอทหารฟางก็เข้ามารายงาน "ท่านแม่ทัพ ไข้ของพวกทหารลดลงกันหมดแล้วขอรับ"
วิชาแพทย์ของแม่หนูน้อยผู้นี้ช่างเก่งกาจฝืนลิขิตฟ้าจริงๆ... ถังจิ่งหงพยักหน้ารับ "ดูแลพวกเขาให้ดี ชิงจื่อบอกว่าพวกเขาจะหายสนิทภายในวันเดียว"
ตอนนี้หมอทหารฟางเชื่อมั่นในตัวฉู่ชิงจื่ออย่างหมดใจแล้ว เขาจึงขานรับ "ขอรับ ท่านแม่ทัพ ข้าเข้าใจแล้ว"
ถังจิ่งหงยื่นซองจดหมายให้แก่ทหารคนสนิท "ควบม้าเร็วนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งที่วังหลวงเดี๋ยวนี้"
ทหารคนสนิทรับซองจดหมายมาเก็บไว้ในสาบเสื้อ จากนั้นก็ประสานมือ "ขอรับ ท่านแม่ทัพ"
...ฉู่ไท่ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่ และถ่ายทอดความตั้งใจของฉู่ชิงจื่อให้เขาฟัง
หัวหน้าหมู่บ้านคลี่ยิ้มออกมาทันที ลอบชื่นชมฉู่ชิงจื่ออยู่ในใจที่นางช่างเป็นคนรอบคอบและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเสียจริง
หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยชมฉู่ไท่ไม่ขาดปาก "ฉู่ไท่ หากครอบครัวของเจ้าเป็นผู้นำพาทุกคนไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ทุกคนจะต้องสำนึกในบุญคุณของเจ้าแน่"
ฉู่ไท่โบกมือปัด ภายในใจเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม ทว่าปากกลับเอ่ยว่า "เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือการได้ช่วยเหลือทุกคนต่างหาก"
หัวหน้าหมู่บ้านยิ้มกว้าง "เอาล่ะ เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าจะรีบไปแจ้งให้ทุกครัวเรือนทราบ และให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม"
ฉู่ไท่ขานรับ "ตกลง"
ไม่นานนัก หัวหน้าหมู่บ้านก็พากลุ่มชาวบ้านที่มีอายุระหว่าง 20 ถึง 30 ปีมารวมตัวกันที่หน้าประตูบ้านของฉู่ชิงจื่อ
โจวชิงจงยืนอยู่หน้าประตูบ้านของตน มองดูทุกคนด้วยความอิจฉาริษยา หากครอบครัวของเขาไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกับฉู่ชิงจื่อ เขาเองก็คงจะได้ทำงานนี้ด้วยใช่หรือไม่?
ฉู่ชิงจื่อเพิ่งจะให้อาหารม้าเสร็จ เมื่อเดินออกมาหน้าประตูก็พบกับฝูงชนจำนวนมาก
นางเดินไปยืนอยู่เบื้องหน้าฝูงชน กระแอมไอเบาๆ แล้วกล่าวว่า "ทุกคนฟังข้าให้ดี ที่นี่มีคนอยู่เกือบ 1,000 คน แต่ข้าต้องการคนเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น เพื่อความยุติธรรม โปรดปรึกษาหารือกันเองเถิด ทางที่ดีควรให้แต่ละครอบครัวส่งตัวแทนมาร่วมทดสอบเพียงคนเดียว พวกท่านเข้าใจความหมายของข้าใช่หรือไม่?"
ไม่มีใครขยับตัว ไม่มีใครยอมถอยให้ใคร
ฉู่ชิงจื่อจึงกล่าวต่อว่า "เอาล่ะ ตอนนี้ครอบครัวไหนที่มีคนมาหลายคน รีบปรึกษากันซะว่าจะให้ใครเป็นตัวแทนเข้าร่วมการทดสอบ"
"อย่าทะเลาะกัน ใช้วิธีจับฉลากเอาก็ได้ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับดวง"
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกอื่น ทุกคนจึงเริ่มลงมือเจรจากัน และในที่สุดพวกเขาก็สามารถตกลงกันได้ด้วยดี
หลังจากการคัดกรองรอบนี้ จำนวนคน 1,000 คนก็ลดลงเหลือ 500 คนในทันที
แผนการของฉู่ชิงจื่อคือ ค่ายทหารจะต้องส่งมอบไอศกรีมวันละ 5,000 แท่ง ประชากรรวมของทั้ง 3 อำเภอมีถึง 1 ล้านคน ซึ่งสามารถบริโภคได้อย่างน้อยวันละ 100,000 แท่ง แต่นางไม่ได้วางแผนที่จะทำใหญ่โตขนาดนั้น การขายไอศกรีมให้ได้อำเภอละ 10,000 แท่งต่อวันก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้น นางจึงต้องทำไอศกรีมให้ได้วันละ 35,000 แท่ง
นางคำนวณดูแล้ว คน 100 คนคือจำนวนที่เหมาะสมที่สุดในการทำไอศกรีมปริมาณมากขนาดนี้
ยังต้องคัดคนออกอีก 400 คน
ฉู่ชิงจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คราวนี้สามารถคัดเลือกจากภาระของแต่ละครอบครัวได้ "ใครที่มีผู้สูงอายุ 2 คนและเด็ก 4 คนอยู่ในครอบครัว โปรดมายืนทางซ้ายมือ"
ทุกคนมองหน้ากันไปมา จากนั้นก็รีบไปเข้าแถวอย่างรวดเร็ว