- หน้าแรก
- ยอดภรรยาชาวนาผู้มีพลังวิเศษ
- บทที่ 31 มาเยือนเพื่อแทนคุณ
บทที่ 31 มาเยือนเพื่อแทนคุณ
บทที่ 31 มาเยือนเพื่อแทนคุณ
บทที่ 31 มาเยือนเพื่อแทนคุณ
หญิงวัยกลางคนส่ายหน้า "ชิงอวี้ เรือนเล็กๆ หลังหนึ่งก็ราคาตั้ง 20 ถึง 30 ตำลึงแล้ว หากพวกเจ้าสร้างบ้านได้จริงๆ คงไม่ต้องทนอยู่ในเรือนซอมซ่อแบบนี้หรอก ขอโทษด้วยนะ ข้าไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาทนลำบากที่บ้านของพวกเจ้า ขอบคุณที่เอ็นดูลูกสาวข้า แต่เรื่องการสู่ขอครั้งนี้ขอยกเลิกเถอะ"
อีกครอบครัวที่มาทาบทามสู่ขอนั้นสร้างเรือนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังมีลูกแค่ 4 คน ภาระของพวกเขาจึงน้อยกว่ามาก
เด็กสาวกัดริมฝีปาก แววตาแฝงความหงุดหงิดรำคาญใจ นางเองก็ไม่อยากแต่งเข้าครอบครัวที่มีลูกหลานยั้วเยี้ยขนาดนี้เหมือนกัน ไม่เพียงแต่จะยากจน แต่นางยังต้องมาคอยปรนนิบัติคนตั้งมากมาย มันเหลือทนจริงๆ
ฉู่อี้รวบรวมความกล้า เงยหน้าขึ้นมองสบตาเด็กสาวตรงๆ แล้วเอ่ยถาม "เจ้าเองก็ไม่อยากแต่งงานกับข้าใช่หรือไม่?"
เด็กสาวไม่กล้ามองสบตาฉู่อี้พลางตอบว่า "ข้าไม่อยากแต่งเข้าครอบครัวของเจ้า"
ฉู่อี้กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความเจ็บปวดพาดผ่านแววตา เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง "ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านก็เห็นด้วยใช่ไหมขอรับ?" พูดจบ เขาก็พยายามปั้นหน้าให้ดูสงบเยือกเย็น แล้วหันหลังเดินกลับเข้าห้องไป
แม่สื่อเอ่ยขึ้นอย่างกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง "ในเมื่อเรื่องราวกระจ่างชัดแล้ว การหมั้นหมายระหว่างเด็กทั้งสองถือเป็นอันยกเลิก นับจากนี้ทั้งสองครอบครัวไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก"
สีหน้าของฉู่หรงแข็งค้าง เขาเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก "เช่นนั้นข้าคงไม่ไปส่งพวกท่านนะ"
หญิงวัยกลางคนรีบดึงตัวลูกสาวจากไป แม่สื่อทำท่าทางขออภัยก่อนจะเดินตามทั้งสองคนออกไป
ตระกูลฉู่ตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า
ฉู่ชิงจื่อมองดูทั้งสามคนจากไปพลางคิดในใจ 'ช่างไร้วาสนาเสียจริง มีข้าอยู่ทั้งคน ครอบครัวนี้จะยากจนไปได้อีกนานแค่ไหนกัน? ไม่สิ ครอบครัวนี้ไม่ได้ยากจนอีกต่อไปแล้ว'
ทันใดนั้นท่านปู่ฉู่ก็ตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่ "หลังจากนี้ ทุกคนในครอบครัวจะต้องตั้งใจทำงานขายไอศกรีมแล้วสร้างบ้านหลังใหญ่ให้จงได้!"
คำพูดเหล่านั้นช่วยบรรเทาบรรยากาศอันแสนหดหู่ของตระกูลฉู่ลงได้ ทุกคนต่างเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายถอนหมั้นเพราะรังเกียจความยากจนของพวกเขา
ฉู่หรงเอ่ยสนับสนุน "ท่านพ่อ ข้าจะทำตามที่ท่านบอก"
ท่านปู่ฉู่เดินนำไปยังลานหลังบ้าน "ใครที่กำลังทำกับข้าวก็ไปทำต่อเถอะ ส่วนคนที่เหลือตามไปทำไอศกรีมที่ลานหลังบ้าน เสร็จแล้วจะได้เอาไปขายในตัวอำเภอ"
คนตระกูลฉู่เริ่มง่วนอยู่กับการทำงานทันที ซึ่งช่วยบรรเทาความเศร้าโศกจากการถูกถอนหมั้นไปได้มาก
ฉู่ชิงจื่อกลับไปที่ห้องและนั่งตัดชุดต่อ แม่นางคนนั้นช่างไร้วาสนา เอาไปให้พี่รองใส่ยังดีเสียกว่า พี่รองใส่แล้วต้องออกมางดงามมากแน่ๆ... ฉู่อี้นั่งหลังตรงอยู่ตรงขอบเตียง ขอบตาของเขาแดงระเรื่อเล็กน้อย
เขาชอบคู่หมั้นของตนจากใจจริง และตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อให้นางมาที่บ้านในวันนี้เพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งงาน ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือการถอนหมั้น เรื่องนี้ทำให้เขายากที่จะทำใจยอมรับได้
เขาเงยหน้าขึ้นมองดูสภาพห้อง ความซอมซ่อทรุดโทรมปรากฏอยู่เต็มสองตา มิน่าเล่าเด็กสาวถึงได้ไม่เต็มใจ
ช่างเถอะ นับจากนี้ไปเขาจะตั้งใจทำงาน หาเงินให้ได้มากๆ แล้วสร้างเรือนดีๆ สักหลังก่อนค่อยคุยเรื่องแต่งงาน เขาสาบานว่าจะไม่ยอมให้ภรรยาต้องมาทนลำบากกัดก้อนเกลือกินกับเขาเด็ดขาด
เมื่อมีเป้าหมายใหม่ในชีวิต เขาก็เดินออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังลานหลังบ้านเพื่อช่วยทุกคนทำไอศกรีม
คนตระกูลฉู่ต่างหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างรู้กัน เพื่อไม่ให้ฉู่อี้ต้องสะเทือนใจ
ตอนเที่ยงวัน ฉู่อี้ก็เอ่ยกับฉู่ชิงจื่อขึ้นมาอย่างกะทันหัน "น้องห้า ช่วยตั้งชื่อให้พี่ใหญ่บ้างได้ไหม? พี่ใหญ่อยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่"
ฉู่ชิงจื่อตอบตกลงทันที หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางก็กล่าวว่า "เช่นนั้นให้ท่านชื่อ... ฉู่ซวี่หัว ก็แล้วกัน มีความหมายว่า 'ก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง'"
ฉู่อี้ชื่นชอบชื่อนี้ทันทีที่ได้ยิน "นับจากนี้เป็นต้นไป ข้าจะมีชื่อว่าฉู่ซวี่หัว"
ฉู่ชิงจื่อเอ่ยปลอบใจเขา "พี่ใหญ่ ท่านอย่าจมปลักอยู่กับอดีตเลย อนาคตข้างหน้าย่อมต้องดีกว่านี้แน่นอน"
ฉู่ซวี่หัวพยักหน้า "อืม"
...หนึ่งชั่วยามหลังเที่ยงวัน รถม้าหรูหราคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลฉู่
เวลานั้นอากาศร้อนอบอ้าว ผู้คนต่างพากันหลบอยู่แต่ในร่มเงา จึงไม่มีใครเห็นรถม้าคันนี้มากนัก
คนขับรถม้าจอดรถพักในร่มไม้ เอ่ยถามทางไปบ้านของฉู่ชิงจื่อ จากนั้นก็ขับรถม้าตรงไปจนถึงหน้าประตูบ้านของนาง
คนที่เขาเอ่ยถามนั้นบังเอิญเป็นท่านอาสามพอดี
ท่านอาสามยืนอยู่หน้าประตูบ้าน มองดูรถม้าแล่นตรงไปยังบ้านตระกูลฉู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย คนตระกูลฉู่ไปรู้จักมักจี่กับครอบครัวที่ร่ำรวยเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? หรือว่าจะเป็นครอบครัวพ่อแม่บุญธรรมของฉู่ชิงจื่อ?
ที่หน้าประตูบ้านตระกูลฉู่ สาวใช้คนหนึ่งก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก ตามมาด้วยเด็กสาวหน้าตาสะสวยและฮูหยินน้อย สาวใช้รับร่มมากางกั้นแดดให้ทั้งสองคน จากนั้นก็ตะโกนถามเข้าไปในบ้าน "ขออภัยเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าฉู่ชิงจื่ออาศัยอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?"
ฉู่ชิงจื่อกำลังเย็บเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้ายของกระโปรงอยู่ เมื่อได้ยินเสียงเรียก นางก็รีบเดินออกไปดู "สาวใช้ของตระกูลสวี่หรือ?"
สาวใช้ดีใจมากที่เห็นว่าฉู่ชิงจื่อจำตนเองได้ "แม่นางชิงจื่อ คุณหนูของข้ามาเยี่ยมท่านด้วยตัวเองเลยเจ้าค่ะ"
ฉู่ชิงจื่อรีบถาม "แล้วตอนนี้นางอยู่ไหนเล่า?"
สาวใช้หันหลังกลับไปมองพลางตอบว่า "อยู่ด้านหลังข้าเจ้าค่ะ"
ฉู่ชิงจื่อรีบก้าวออกไปและเห็นสวี่หว่านหรงกำลังสั่งให้คนขับรถม้าขนของลงจากรถพอดี "หว่านหรง"
สวี่หว่านหรงได้ยินเสียงเรียกของฉู่ชิงจื่อก็หันขวับกลับมาทันที รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง "ชิงจื่อ"
ตอนนี้สวี่หว่านหรงเกล้าผมขึ้นทั้งหมด เผยให้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน เป็นใบหน้าที่งดงามและสดใสเปล่งปลั่ง ไม่มีร่องรอยของแผลเป็นให้เห็นแม้แต่น้อย
ฉู่ชิงจื่อเดินเข้าไปหาและชี้ไปที่ใบหน้าของนาง "มองไม่เห็นรอยแผลเป็นเลยแม้แต่น้อย"
สวี่หว่านหรงรู้สึกปีติยินดียิ่งนัก "ชิงจื่อ ขอบคุณเจ้ามากจริงๆ หากไม่ได้เจ้า ป่านนี้ข้าคงตายไปแล้วแน่ๆ"
ฉู่ชิงจื่อแย้มยิ้ม "เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็อย่าพูดถึงมันอีกเลย"
สวี่หว่านหรงพยักหน้า "ข้านำของมาฝากเจ้าด้วยนะ..."
ฉู่ชิงจื่อมองดูข้าวของเหล่านั้น มีทั้งใบชา ม้วนผ้า จานชาม และแตงโมอีกหลายลูก ของมากมายก่ายกองจริงๆ
สวี่หว่านหรงดึงตัวฮูหยินน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ เข้ามาหา "ชิงจื่อ ข้าขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือซางหว่านลู่ ลูกพี่ลูกน้องของข้าเอง" จากนั้นนางก็แนะนำฉู่ชิงจื่อให้ซางหว่านลู่รู้จักบ้าง "ท่านพี่ นางก็คือหมอเทวดาที่รักษาหน้าของข้าจนหายดีเจ้าค่ะ"
ฉู่ชิงจื่อเอ่ยทักทายเสียงหวาน "สวัสดีเจ้าค่ะท่านพี่"
ซางหว่านลู่ดูเหมือนเพิ่งจะแต่งงานได้ไม่นาน นางมีทั้งความสง่างามบริสุทธิ์ดุจดั่งหญิงสาวแรกรุ่นและเสน่ห์อันเย้ายวนของสตรีที่ออกเรือนแล้ว นางงดงามมากจริงๆ "แม่นางชิงจื่อ ขอบคุณมากนะที่ช่วยรักษาใบหน้าของน้องสาวข้า"