- หน้าแรก
- พลิกยุคแปดศูนย์ ล่าสมบัติมหาเศรษฐี
- บทที่ 44: สมบัติล้ำค่าประจำร้าน
บทที่ 44: สมบัติล้ำค่าประจำร้าน
บทที่ 44: สมบัติล้ำค่าประจำร้าน
บทที่ 44: สมบัติล้ำค่าประจำร้าน
นาฬิกาในร้านแห่งนี้ทำให้หยางจิ้งถึงกับตาลายไปหมด เมื่อเห็นหยางจิ้งเดินเข้ามา ชายชราคนหนึ่งที่ดูอายุราวๆ 60 กว่าปีก็เดินตรงเข้ามาหา พร้อมกับยิ้มแล้วกล่าวว่า
"ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งกาลเวลาครับ ผมคิดว่าที่นี่น่าจะตอบสนองความต้องการเรื่องเวลาของท่านได้เกือบทั้งหมด สวัสดีครับแขกผู้มาเยือนจากตะวันออก ผมคือเจ้าของร้านแห่งนี้ ชื่อว่า 'ฌอง อาร์มองด์' ครับ"
สิ่งที่ทำให้หยางจิ้งประหลาดใจก็คือตาแก่ที่มีชื่อแบบฝรั่งเศสจ๋าคนนี้ พออ้าปากพูดกลับเป็นภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วมาก แถมยังเป็นสำเนียงลอนดอนแท้ๆ โดยไม่มีสำเนียงฝรั่งเศสปนมาเลยแม้แต่นิดเดียว หยางจิ้งยิ้มพลางตอบว่า
"สวัสดีครับคุณอาร์มองด์ ผมชอบบรรยากาศในร้านของคุณมาก ผมชื่อ 'อัลเบิร์ต หยาง' มาจากประเทศจีนครับ"
"เอาละ คุณหยางผู้เยาว์วัยและมีอนาคตมีอะไรที่ผมพอจะรับใช้คุณได้บ้างไหมครับ?"
ชายชรากล่าวอย่างสุภาพเรียบร้อย ดูคล้ายกับพวกพ่อบ้านอังกฤษแบบดั้งเดิมที่หยางจิ้งเห็นบ่อยๆ มาก แต่
หยางจิ้งมักจะรู้สึกว่าตาแก่คนนี้มีอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยถูกใจนัก เหมือนว่าเบื้องหลังความสุภาพนั้นมีความหยิ่งยโสแฝงอยู่ลึกๆ รวมถึงร่องรอยของการเหยียดเชื้อชาติจางๆ ด้วย หยางจิ้งใช้ชีวิตในลอนดอนมา 2 ปี การที่คนจีนถูกเหยียดในยุโรปเป็นเรื่องที่พบเจอได้บ่อยครั้ง ดังนั้นเขาจึงไวต่อท่าทางแบบนี้มาก แน่นอนว่าตาแก่คนนี้อาจจะเป็นเพราะเปิดร้านค้า เลยซ่อนแววตาเหยียดหยามนั้นไว้ได้อย่างมิดชิด ในเมื่อตาแก่คนนี้ไม่ได้แสดงการเหยียดออกมาอย่างชัดเจน หยางจิ้งจึงตอบกลับไปอย่างสุภาพว่า
"ผมขอเดินดูหน่อยครับ แน่นอนว่าถ้าเจอของที่ถูกใจ ผมก็กะจะซื้อติดมือไปสักสองสามชิ้นเหมือนกัน"
ชายชราพยักหน้าอย่างเป็นสุภาพบุรุษแล้วพูดว่า
"ที่นี่นอกจากนาฬิกาแบรนด์หรูระดับท็อปบางรุ่นแล้ว นาฬิกาชนิดอื่นๆ คุณสามารถหาดูได้เกือบทั้งหมดที่นี่ ไม่ว่าคุณจะต้องการนาฬิกาโบราณหรือนาฬิกาสมัยใหม่ ขอเพียงแค่คุณต้องการ ก็บอกผมได้เลยครับ"
แม้คำพูดจะยังดูสุภาพ แต่หยางจิ้งสัมผัสได้ชัดเจนถึงประกายตาบางอย่างที่วูบผ่านไป มันเหมือนกำลังเยาะเย้ยอยู่ในทีว่า 'จะซื้อไปสองสามชิ้นงั้นเหรอ? อย่างแกเนี่ยนะ?' หยางจิ้งยักไหล่แล้วเริ่มพิจารณานาฬิกาในร้านอย่างละเอียด
จะว่าไปตาแก่คนนี้ก็ไม่ได้พูดโกหก แม้พื้นที่ร้านจะไม่กว้างขวางนัก แต่นาฬิกาที่นี่มีหลากหลายรูปแบบจริงๆ แค่กวาดสายตาไปครู่เดียว หยางจิ้งก็มองเห็นนาฬิกาตั้งโต๊ะโบราณหลายเรือน รวมถึงนาฬิกาพกและนาฬิกาข้อมือรุ่นวินเทจอีกหลายรุ่น ในบรรดานั้นมีนาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนหนึ่งที่หยางจิ้งกล้าพนันเลยว่า มันคือ "นาฬิกาทองคำตั้งโต๊ะรุ่นที่ระลึกฉลองวันพระราชสมภพครบ 45 พรรษา ของจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2" ที่ผลิตโดยบริษัทเค็นนิงเจอร์ ของเยอรมนีอย่างแน่นอน ในสายตาของคนส่วนใหญ่ทั่วโลก จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ผู้เป็นต้นเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 อาจจะไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก แต่ในสายตาของคนเยอรมัน จักรพรรดิองค์สุดท้ายผู้นี้ที่เกิดมาพร้อมกับอาการอัมพาตเอิร์บ จนทำให้แขนซ้ายลีบเล็อนั้น ถือเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ แม้ในช่วงที่พระองค์ครองราชย์จะทรงทำเรื่องที่สั่นคลอนสันติภาพโลกและก่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นมา แต่คนเยอรมันในยุคนั้นก็ยังคลั่งไคล้ในตัวองค์จักรพรรดิอย่างมาก แม้ในปี 1914 ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพครบ 45 พรรษาของวิลเฮล์มที่ 2 จะเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 1 กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่นั่นก็ไม่อาจขัดขวางชาวเยอรมันจำนวนมากจากการเฉลิมฉลองวันเกิดให้จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ได้ และในตอนนั้น บริษัทเค็นนิงเจอร์ที่เพิ่งจะเริ่มมีชื่อเสียงในวงการนาฬิกา ก็ได้ถวายนาฬิกาตั้งโต๊ะที่ทำจากทองคำและเพชรแด่องค์จักรพรรดิในวันเกิดของพระองค์ ฝรั่งกับคนจีนนั้นคิดไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นคนจีน ไปส่งมอบ "นาฬิกา" ให้ในวันเกิด
มีหวังโดนเขาไล่ตีออกมาแน่ๆ เพราะคำว่าส่งนาฬิกามันพ้องเสียงกับคำว่า "ดูใจก่อนตาย" แต่ในสายตาชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาข้อมือ นาฬิกาตั้งโต๊ะหรือแม้แต่นาฬิกาลูกตุ้มตั้งพื้น ล้วนเป็นของขวัญวันเกิดที่วิเศษมากทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น นาฬิกาที่เค็นนิงเจอร์ถวายให้วิลเฮล์มที่ 2 ในตอนนั้น ทั้งเรือนทำจากทองคำและเพชร ว่ากันว่าเฉพาะนาฬิกาเรือนนั้นเรือนเดียวก็มีมูลค่าสูงถึง 18,000 โกลด์มาร์คเลยทีเดียว
นาฬิกาเรือนนี้เป็นที่โปรดปรานของวิลเฮล์มที่ 2 มาก และบริษัทเค็นนิงเจอร์ที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนา ก็ได้ใช้ต้นแบบจากนาฬิกาเรือนนี้ผลิต "นาฬิการุ่นที่ระลึกวิลเฮล์มที่ 2" ขึ้นมาอีก 45 เรือน แม้รุ่นที่ระลึกเหล่านี้จะไม่ได้ใช้วัสดุที่หรูหราเท่ากับนาฬิกาของขวัญวันเกิดของจริง แต่หน้าปัดและเข็มนาฬิกาก็ยังคงทำจากทองคำ ในยุคนั้นนาฬิการุ่นที่ระลึกแบบนี้มีราคาขายสูงถึง 1,200 โกลด์มาร์ค เงินโกลด์มาร์คของเยอรมนีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นมีค่ามาก เพราะเงินตราในยุคนั้นผูกติดอยู่กับทองคำ สกุลเงินที่หมุนเวียนมากที่สุดในโลกตอนนั้นไม่ใช่ดอลลาร์ แต่เป็นปอนด์
สเตอลิงก์ซึ่งเงิน 1 ปอนด์ในยุคนั้นมีทองคำบริสุทธิ์ผสมอยู่ประมาณ 7.3 กรัม ส่วนทองคำใน 1 โกลด์มาร์คของเยอรมนีจะมีค่าเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินปอนด์ หมายความว่าในยุคนั้น 1 ปอนด์ เท่ากับ 2 โกลด์มาร์ค เท่ากับ 5 ดอลลาร์สหรัฐ
พูดง่ายๆ คือ 1 โกลด์มาร์คในตอนนั้นมีค่าเท่ากับ 2.5 ดอลลาร์ และ 1,200 โกลด์มาร์ค ก็เท่ากับ 3,000 ดอลลาร์นั่นเอง
ในปีคริสต์ศักราชนั้น เงิน 3,000 ดอลลาร์หมายความว่าอย่างไร? ในยุคนั้นแค่ 300 ดอลลาร์คุณก็สามารถซื้อที่ดิน
ผืนใหญ่ในเท็กซัสแล้วเกษียณไปใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างสบายแล้ว ถ้าคุณมีเงิน 3,000 ดอลลาร์ คุณก็ถูกเรียกว่ามหาเศรษฐีในท้องถิ่นได้เลย! มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หากคำนวณตามการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำเทียบระหว่างค่าเงินดอลลาร์ปัจจุบันกับปี 1900 คุณจะพบว่าเงิน 3,000 ดอลลาร์ในปี 1900 มีค่าประมาณ 350,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน! ต้องไม่ลืมว่าในปี 1900 GDP ของสหรัฐฯ ทั้งประเทศมีแค่ 2.05 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น ลองจินตนาการดูสิว่าเงิน 1,200 โกลด์มาร์คในตอนนั้นมันมีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน
หยางจิ้งชอบนาฬิกามาก ซึ่งนิสัยนี้อาจจะสืบทอดมาจากพ่อแม่ของเขา ทั้งแม่และพ่อของหยางจิ้งต่างก็รักนาฬิกา ส่งผลให้หยางจิ้งหลงใหลในงานศิลปะที่ใช้บอกเวลาเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเขาจึงมีความรู้เรื่องนาฬิกาค่อนข้างลึกซึ้ง แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ถึงมูลค่าของนาฬิการุ่นที่ระลึกฉลอง 45 พรรษาของวิลเฮล์มที่ 2 เรือนนี้ ต่อให้ไม่นับรวมคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ลำพังแค่มูลค่าในตัวมันเองก็เกือบ 350,000 ดอลลาร์แล้ว และถ้าบวกประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปีเข้าไป มูลค่าของมันต้องพุ่งขึ้นอีกอย่างน้อย 10 เท่าหรือมากกว่านั้นแน่นอน เมื่อเห็นหยางจิ้งกำลังจ้องมองนาฬิกาเรือนนั้น ชายชราก็เดินเข้ามาใกล้แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า
"คุณหยาง สายตาคุณดีมากจริงๆ ครับ นาฬิกาเรือนนี้เรียกได้ว่าเป็น 'สมบัติล้ำค่าประจำร้าน' ของผมเลย นาฬิการุ่นที่ระลึกที่ผลิตขึ้นเมื่อ 103 ปีก่อนเรือนนี้ ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 6 เรือนทั่วโลกเท่านั้น และลำพังเรือนที่ยังเดินได้ตามปกติ ก็เหลือแค่เรือนของผมเรือนนี้ กับอีกเรือนที่อยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวของขุนนางอังกฤษท่านหนึ่งเท่านั้นครับ"
เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมของหยางจิ้ง ชายชราก็ยิ่งยืดอกอย่างภูมิใจ
"ใช่ครับ นาฬิกาที่ระลึกวันเกิดวิลเฮล์มที่ 2 ที่ผลิตโดยเค็นนิงเจอร์ที่คุณเห็นอยู่นี้ คือเรือนสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในปารีสหรือแม้แต่ในฝรั่งเศสทั้งประเทศแล้ว และแน่นอนว่าราคามันก็ไม่เบาเลยทีเดียว"
หยางจิ้งจึงถามว่า
"คุณอาร์มองด์ครับ พอจะบอกราคาของนาฬิกาเรือนนี้ได้ไหม? ผมอยากจะเรียนรู้เรื่องนาฬิกาจากร้านคุณให้มากขึ้นหน่อยน่ะครับ"
"แน่นอนครับพ่อหนุ่ม นาฬิกาเรือนนี้พ่อของผมรับซื้อมาจากคนเยอรมันคนหนึ่งเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ถ้าเอาเรือนนี้ออกประมูลตอนนี้ ราคาเริ่มต้นต้องไม่ต่ำกว่า 4 ล้านยูโรแน่นอนครับ เพียงแต่ว่าผมไม่เคยคิดที่จะขายนาฬิกาเรือนนี้เลย ดังนั้นตอนนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วมันจะมีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน"
เมื่อได้ยินราคานี้ หยางจิ้งลอบแลบลิ้นอยู่ในใจ ก่อนจะยิ้มแล้วตอบว่า
"คุณอาร์มองด์ ขอบคุณมากครับที่แชร์ความรู้ให้ผมฟัง นาฬิกาเรือนนี้เป็นสมบัติที่สวยงามมากจริงๆ ครับ! มันดึงดูดสายตาของทุกคนที่เดินเข้ามาในร้านคุณได้แน่นอน"
ชายชรายิ้มจนตาหยีอย่างมีความสุข แต่ท่าทางที่ดูภูมิใจแกมหยิ่งยโสนั้นก็แสดงออกมาอย่างปิดไม่มิด
จบตอนที่ 44