เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 307 หายตัวไร้ร่องรอยและความโกรธเกรี้ยว

บทที่ 307 หายตัวไร้ร่องรอยและความโกรธเกรี้ยว

บทที่ 307 หายตัวไร้ร่องรอยและความโกรธเกรี้ยว


หลังจากตรวจสอบสมบัติที่ยึดมาได้เสร็จสิ้น หลี่ผิงก็ครุ่นคิดถึงวิธีการจากไป

"หรือว่าข้าจะใช้ฐานะของโจวหลิงเยียนไปสำรวจถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณพร้อมกับพวกเขาสองคนเลยดี แล้วค่อยหาโอกาสจัดการพวกมันซะ?"

เขาส่ายหน้า ขับไล่ความคิดนี้ออกจากหัวอย่างรวดเร็ว

ประการแรก หลังจากเพลิงดาราเหลียงอี๊ดูดซับกลิ่นอายของไม้ดาราจักรเหยาจี๋แล้ว มันก็ได้วิวัฒนาการเปลี่ยนเป็นเพลิงเหมันต์ไท่อิน จึงยากจะบอกว่ายังสามารถเปิดถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณได้หรือไม่

ประการที่สอง และเป็นข้อสำคัญที่สุด ภายในถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณย่อมมีอันตรายซ่อนอยู่ เพียงแค่ดูจากการที่ปรมาจารย์เลี่ยหั่วต้องคว้าน้ำเหลวกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า ก็รู้ได้ว่าอันตรายในนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย

หากถึงเวลาแล้วเล่นงานผู้อื่นไม่ได้แต่กลับกลายเป็นหาเหาใส่หัวตัวเองเสียเอง นั่นถึงจะเรียกว่าเสียใจภายหลังก็ไม่ทันแล้ว ที่ผ่านมาเขามักจะหลีกเลี่ยงเรื่องการสำรวจถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณมาโดยตลอด ตอนนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะพุ่งพรวดพราดเข้าไป

หลังจากยืนมีสีหน้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอยู่ในลานบ้านครู่หนึ่ง สายตาของหลี่ผิงก็ตกลงบนถุงอสูรวิญญาณสามใบที่เอว

ถุงอสูรวิญญาณสามารถบรรจุสิ่งมีชีวิตได้ นอกจากวิหคเพลิงเถื่อนและหนูดินแล้ว ถุงอสูรวิญญาณใบที่เหลือก็บรรจุโจวหลิงเยียน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณแห่งนิกายเหอฮวนที่หมดสติอยู่

เหตุผลที่ไม่ได้ลงมือสังหารโจวหลิงเยียนไปโดยตรง หลี่ผิงพิจารณาเป็นหลักว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณทุกคน ล้วนต้องทิ้งป้ายชีวิตไว้ในสำนัก หลังจากนี้เขายังต้องใช้ฐานะของโจวหลิงเยียนไปเยือนนิกายเหอฮวนสักรอบ จึงละเว้นชีวิตของนางไว้ชั่วคราว

รอจนจัดการธุระสำคัญเสร็จสิ้น ค่อยตัดสินใจว่าจะจัดการกับนางอย่างไร

กลับเข้าเรื่อง

เดิมทีหลี่ผิงคิดจะจากไปอย่างเปิดเผยสง่างาม แต่เมื่อมีเฒ่าประหลาดอัสนีชาดและเฒ่ามารอูจับตาดูอยู่ด้านนอก เขาจึงทำได้เพียงมุดช่องหมาลอดแล้ว

ฟึ่บ!

โบกมือเพียงครั้งเดียว หนูดินและวิหคเพลิงเถื่อนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า อสูรทั้งสองมองเจ้านายที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตรงหน้าด้วยความมึนงงเล็กน้อย จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากในวิญญาณ พวกมันถึงได้แสดงความดีใจออกมา

หลี่ผิงพยักหน้ายิ้มๆ จากนั้นก็สั่งการให้อสูรทั้งสองทำหน้าที่ของตน

หนูดินรับหน้าที่ใช้คาถาเคลื่อนย้ายปฐพี พาพวกเขามุดลึกลงไปใต้ดิน แล้วหลบหนีออกจากภูเขาตงหัวผ่านทางใต้ดิน

ทว่าค่ายกลใหญ่ระดับสามของภูเขาตงหัวไม่ได้ครอบคลุมแค่เพียงท้องฟ้า แม้แต่ใต้ดินก็ถูกครอบคลุมไว้เช่นกัน คาถาเคลื่อนย้ายปฐพีสามารถทะลวงผ่านตัวภูเขาได้ แต่ไม่อาจฝ่าม่านพลังค่ายกลไปได้

เวลานี้จึงถึงคราวที่วิหคเพลิงเถื่อนต้องออกโรง โดยใช้เพลิงวิญญาณคู่กายหลอมละลายม่านพลังค่ายกลให้เป็นช่องโหว่อย่างเงียบเชียบ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

แต่หลี่ผิงก็ไม่แน่ใจว่า การที่วิหคเพลิงเถื่อนหลอมละลายม่านพลังค่ายกล จะถูกตลาดนัดจับได้หรือไม่

หากทำให้เกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โตขึ้นมาจริงๆ อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรกับการบุกฝ่าออกไป

"เอาตามนี้แหละ ฝ่าก็ฝ่าสิ ขอแค่หลุดพ้นจากสายตาของเฒ่าประหลาดอัสนีชาดได้ แล้วเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามใจชอบ เขาก็ไม่มีทางหาข้าพบได้อีก!"

"ไปกันเถอะ!"

"จี๊ดๆ~"

หนูดินร้องเสียงต่ำด้วยความตื่นเต้น ราวกับกำลังดีใจที่ตนเองจะได้แสดงฝีมือ

ฟิ้ว!

แสงสีเหลืองดินชั้นหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน ครอบคลุมทั้งหลี่ผิงและวิหคเพลิงเถื่อนเอาไว้ วิหคเพลิงเถื่อนถอยหลังอย่างห้ามไม่อยู่ มันต่อต้านการถูกครอบคลุมด้วยอาคมที่หนูดินร่ายเป็นอย่างมาก สามารถมองเห็นความรังเกียจในสายตาของมันได้อย่างชัดเจน

จนกระทั่งหลี่ผิงออกคำสั่ง มันถึงจำใจต้องร้องเสียงต่ำออกมาหนึ่งครั้ง และเดินเข้าไปในรัศมีแสงสีเหลืองดินด้วยตนเอง

"จี๊ดๆ~"

แสงสีเหลืองดินพลันสว่างวาบขึ้น วินาทีต่อมา หนึ่งคนสองอสูรก็ราวกับหิมะร่วงหล่นลงบนดอกอ้อ กลืนหายลงไปในพื้นดินจนไร้ร่องรอย ภายในลานบ้านกลับคืนสู่ความเงียบสงบดังเดิม

ลึกลงไปใต้ดินหลายสิบจั้ง ทั่วร่างของหลี่ผิงถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีเหลือง ไม่ไกลจากด้านหน้า หนูดินกำลังร่ายคาถาเคลื่อนย้ายปฐพี พาเขาและวิหคเพลิงเถื่อนดำดิ่งลึกลงไปอย่างต่อเนื่อง

ทุกที่ที่แสงสีเหลืองสาดส่องไป ดินโคลนและหินก้อนยักษ์ล้วนสลายกลายเป็นความว่างเปล่าโดยอัตโนมัติ ไม่อาจขวางกั้นฝีเท้าของพวกเขาได้เลยแม้แต่น้อย

หลี่ผิงใช้จิตสัมผัสครอบคลุมรัศมีสิบห้าถึงสิบหกหลี่ เพื่อคอยบอกทิศทางแก่หนูดิน หากพบสายแร่โลหะใต้ดิน ก็ต้องสั่งให้หนูดินหลบเลี่ยงไปล่วงหน้า

เพียงแค่เวลาครึ่งชั่วยาม พวกเขาก็ดำดิ่งลึกลงไปใต้ดินเกือบร้อยหลี่ เข้าใกล้บริเวณเชิงเขาของภูเขาตงหัวแล้ว และค่ายกลพิทักษ์ภูเขาของตลาดนัดภูเขาตงหัวก็น่าจะอยู่บริเวณนี้เช่นกัน

"ถึงแล้ว!"

หลี่ผิงรีบสั่งให้หนูดินหยุดลงทันที

ภายใต้แสงสีเหลืองที่สาดส่อง สิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาคือม่านแสงสีหยกมรกตที่หนาถึงหลายฉือ พลังกดดันวิญญาณอันน่าตื่นตะลึงที่แผ่ออกมาจากมัน มากพอที่จะแสดงให้เห็นถึงพลังป้องกันอันน่ากลัว

"เข้ามา ถึงคราวเจ้าแล้ว!" หลี่ผิงสั่งให้วิหคเพลิงเถื่อนไปหลอมละลายสร้างเส้นทางออกมา

"จิ๊บๆ~"

วิหคเพลิงเถื่อนปรายตามองหนูดินอย่างเย่อหยิ่ง ก่อนจะก้าวเดินไปหยุดอยู่ไม่ไกลจากม่านแสง แล้วพ่นเสาเพลิงขนาดใหญ่เข้าใส่ม่านแสงค่ายกล

ม่านแสงสีหยกมรกตพลันหลอมละลายอย่างรวดเร็ว ราวกับหิมะที่ถูกแสงอาทิตย์แผดเผา

และหลังจากถูกโจมตี นอกจากบริเวณที่หลอมละลายแล้ว พื้นที่ส่วนอื่นของค่ายกลพิทักษ์ภูเขาก็ยังคงความเสถียรเอาไว้ได้

เมื่อเห็นภาพนี้ หลี่ผิงก็นับว่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เรื่องที่เขากังวลที่สุดไม่ได้เกิดขึ้น คงกล่าวได้เพียงว่าวิหคเพลิงเถื่อนสมแล้วที่เป็นวิหควิญญาณแห่งฟ้าดินที่มีสายเลือดวิญญาณแท้ มีความอัศจรรย์เหนือธรรมดาจริงๆ

ครึ่งเค่อต่อมา

ตรงกลางม่านแสงสีเขียวมรกตอันกว้างใหญ่ ช่องโหว่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามฉือก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น รอบช่องโหว่ยังมีเปลวเพลิงลุกไหม้เพื่อป้องกันไม่ให้ม่านแสงสมานตัวกลับเป็นเหมือนเดิม

"ไป!"

หลี่ผิงเร่งเร้าหนูดิน

หนึ่งคนสองอสูรที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีเหลืองดิน พุ่งข้ามผ่านช่องโหว่ไปด้วยความเร็วสูงสุด

เบื้องหลังพวกเขา เมื่อวิหคเพลิงเถื่อนดึงเพลิงวิญญาณกลับคืนมา ช่องโหว่ก็ผสานตัวปิดลงอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็กลับคืนสู่สภาพเดิม

"ในที่สุดก็ออกมาได้แล้ว"

หลี่ผิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ชี้แนะให้หนูดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อหนีออกจากภูเขาตงหัวทางนั้น

ทิศทางนั้นก็คือตำแหน่งที่ตั้งของ 'แคว้นชางมู่' ซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักของนิกายเหอฮวนนั่นเอง

……

ภายในถ้ำสถิตของเฒ่าประหลาดอัสนีชาด

เฒ่ามารอูและเฒ่าประหลาดอัสนีชาดนั่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่ภายในลานบ้าน บรรยากาศภายในลานบ้านดูตึงเครียดเล็กน้อย

"เวลาล่วงเลยไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว หากคิดจะรับมือกับลี่จิงอวี่ก็สมควรจะพอแล้วมิใช่หรือ เหตุใดสหายเต๋าโจวถึงยังไม่มาหาพวกเราสองคนอีก?" เฒ่ามารอูเอ่ยปาก น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

สีหน้าของเฒ่าประหลาดอัสนีชาดก็เคร่งเครียดเช่นกัน เพียงแต่เขาไม่ได้ร้อนรนเหมือนเฒ่ามารอู เขาเอ่ยช้าๆ ว่า "สหายเต๋าอู ท่านจะรีบร้อนไปไย หลังจากที่ศิษย์น้องโจวเข้าไปในถ้ำสถิต พวกเราสองคนก็เฝ้าดูอยู่ที่นี่มาตลอด หรือว่านางจะหายตัวไปอย่างกะทันหันได้?"

สำหรับคำพูดนี้ เฒ่ามารอูค่อนข้างเห็นด้วย

มีจิตสัมผัสครอบคลุม ประกอบกับตลาดนัดมีค่ายกลพิทักษ์ภูเขาคลุมอยู่ หากโจวหลิงเยียนคิดจะจากไปก็มีเพียงต้องใช้เส้นทางของค่ายกล เป็นไปไม่ได้ที่จะหายตัวไปดื้อๆ แบบนี้

นี่ก็คือเหตุผลที่เขาสามารถนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ได้ถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน

ทว่า ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณ เวลาของเขามีค่ามาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมานั่งรอโง่ๆ อยู่ที่นี่

"ทว่าความกังวลของสหายเต๋าอูก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล หากเรื่องถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็สมควรที่จะให้พวกเราสองคนและศิษย์น้องโจวร่วมปรึกษาหารือกัน"

เมื่อเห็นสีหน้าของเฒ่ามารอูเปลี่ยนไป เฒ่าประหลาดอัสนีชาดก็ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง "เอาอย่างนี้เถอะ ฐานะของเฒ่าผู้นี้ไม่สะดวกที่จะออกหน้า ดังนั้นเฒ่าผู้นี้จะรออยู่ในถ้ำสถิต รบกวนสหายเต๋าอูไปเชิญศิษย์น้องโจวมาที"

เมื่อได้ยินดังนั้น เฒ่ามารอูกก็ลุกพรวดขึ้นมา "มันควรจะเป็นอย่างนี้ตั้งนานแล้ว!"

หลังจากบ่นอีกสองสามประโยค เขาก็เดินออกไปนอกลานบ้านทันที เพื่อไปเยี่ยมเยียนโจวหลิงเยียน

ครู่ต่อมา

เฒ่ามารอูปรากฏตัวที่ด้านนอกถ้ำสถิตของโจวหลิงเยียน เขานำยันต์สื่อสารออกมาด้วยความร้อนรน หลังจากกระซิบสองสามคำ ก็โยนเข้าไปยังค่ายกลที่ปกคลุมถ้ำสถิตอยู่ทันที

เมื่อเห็นยันต์สื่อสารพุ่งหายเข้าไปข้างใน เขาก็เริ่มรอคอยอย่างอดทน

หนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ... หนึ่งเค่อ สองเค่อ... หลังจากรอมาหลายเค่อก็ไม่เห็นถ้ำสถิตเปิดออก สีหน้าของเฒ่ามารอูพลันดูไม่ได้ขึ้นมา เขานึกว่าโจวหลิงเยียนจงใจไม่สนใจเขา

ทว่าค่ายกลถ้ำสถิต มีเพียงเจ้าของเท่านั้นที่เปิดได้ หากคนอื่นกล้าโจมตีอย่างบ้าบิ่น นั่นก็เท่ากับเป็นการยั่วยุทางการของตลาดนัด

ดังนั้นต่อให้ในใจจะโกรธเกรี้ยวเพียงใด เฒ่ามารอูก็ไม่มีหนทางใดเลย

อีกด้านหนึ่ง เฒ่าประหลาดอัสนีชาดที่แอบใช้จิตสัมผัสครอบคลุมมาทางนี้ตลอด ก็รับรู้ถึงความผิดปกติได้อย่างเลือนราง โดยเฉพาะหลังจากที่เฒ่ามารอูรอมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว ทว่าถ้ำสถิตของโจวหลิงเยียนกลับยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย

เขาส่งผ่านเสียงทางจิตสัมผัสโดยตรงว่า "สหายเต๋าอู ตอนนี้ท่านใช้ฐานะศิษย์ร่วมสำนักไปขอเปิดถ้ำสถิตของศิษย์น้องโจวที่ตลาดนัด ท่านเป็นคนขอ ข้าเป็นคนอนุมัติ จะได้รีบตรวจสอบสถานการณ์ของศิษย์น้องโจวให้ชัดเจน"

"ตกลง" เฒ่ามารอูพยักหน้ารับคำ แล้วรีบไปดำเนินการทันที

เฒ่าประหลาดอัสนีชาดค่อยๆ ลุกขึ้น ในแววตามีความไม่เข้าใจ "เกิดอะไรขึ้นกับศิษย์น้องโจวกันแน่?"

เขาเห็นกับตาว่าโจวหลิงเยียนออกจากถ้ำสถิตของลี่จิงอวี่ แล้วกลับไปยังถ้ำสถิตของตนเอง

อีกทั้งหลังจากนั้น เขาก็ใช้จิตสัมผัสครอบคลุมถ้ำสถิตของโจวหลิงเยียนและลี่จิงอวี่มาโดยตลอด ระหว่างนั้นทั้งสองคนก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย

ดังนั้น โจวหลิงเยียนและลี่จิงอวี่ต้องยังอยู่ในถ้ำสถิตของตนเองอย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด

แล้วเหตุใดโจวหลิงเยียนถึงไม่สนใจการมาเยือนของเฒ่ามารอูเล่า?

ความสงสัยในใจของเฒ่าประหลาดอัสนีชาด ตอนนี้ทำได้เพียงรอให้เฒ่ามารอูได้ธงค่ายกลเปิดถ้ำสถิตของโจวหลิงเยียนมา ถึงจะคลี่คลายลงได้

หลายเค่อต่อมา เมื่อค่ายกลถ้ำสถิตของโจวหลิงเยียนถูกเปิดออก

เฒ่าประหลาดอัสนีชาดและเฒ่ามารอูต่างก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ภายในถ้ำสถิตว่างเปล่าไร้ผู้คน โจวหลิงเยียนกลับหายตัวไปราวกับเล่นกลเปลี่ยนคนเสียอย่างนั้น

"ฮึ! อัสนีชาด ท่านไม่ได้บอกว่าใช้จิตสัมผัสครอบคลุมที่นี่ไว้ตลอดหรอกหรือ?" เฒ่ามารอูพลันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที "หรือว่าพวกเจ้าศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมมือกันหลอกลวงข้าผู้นี้ เจ้าแอบให้โจวหลิงเยียนไปเอาสมบัติที่ถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณใช่หรือไม่"

เฒ่าประหลาดอัสนีชาดน้ำท่วมปาก แต่เขามั่นใจมากว่าตนเองจับตาดูโจวหลิงเยียนอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เปิดโอกาสให้นางหนีไปได้เลย

โจวหลิงเยียนไม่มีทางหายตัวไปอย่างเงียบเชียบภายใต้การจับตาดูด้วยจิตสัมผัสของเขาได้หรอก

"ตอนนี้ไม่ว่าเฒ่าผู้นี้จะพูดอะไร สหายเต๋าอูก็คงคิดว่าเฒ่าผู้นี้กำลังแก้ตัว" เฒ่าประหลาดอัสนีชาดฝืนทำน้ำเสียงให้ดูราบเรียบ "ตอนนี้พวกเราไปดูที่ถ้ำสถิตของลี่จิงอวี่ด้วยกันเถอะ เดี๋ยวทุกอย่างก็รู้เอง"

ครึ่งชั่วยามต่อมา เมื่อทั้งสองไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากเจ้าของถ้ำสถิต จึงบุกทะลวงเปิดค่ายกลของถ้ำสถิตอย่างดุดัน

แต่กลับพบว่า ภายในถ้ำสถิตถูกเก็บกวาดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และตัวเจ้าของถ้ำสถิตก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

คราวนี้ เฒ่าประหลาดอัสนีชาดที่เอาแต่วางท่าสงบนิ่งมาโดยตลอด ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

เขากดข่มความโกรธเกรี้ยวในใจ สบถด่าเสียงต่ำ "นังทาสชั้นต่ำ กล้าเห็นเฒ่าผู้นี้เป็นหัวหลักหัวตอ มาเล่นตลกกับเฒ่าผู้นี้เช่นนี้เชียวหรือ!"

ไม่ว่าโจวหลิงเยียนจะได้เพลิงดาราเหลียงอี๊มาจากร่างของลี่จิงอวี่ แล้วแอบไปเอาสมบัติเพียงคนเดียว หรือว่านางจะร่วมมือกับลี่จิงอวี่ เพื่อหลอกลวงเขาและเฒ่ามารอู

ตอนนี้เฒ่าประหลาดอัสนีชาดก็โกรธจนแทบคลั่งแล้ว

เขาไม่คาดคิดเลยว่าขนาดตัวเองระมัดระวังตัวถึงเพียงนี้แล้ว ท้ายที่สุดก็ยังพลาดท่าจนได้

"ฟู่!"

หลังจากสูดหายใจลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ เขาก็มองไปยังเฒ่ามารอูที่อยู่ด้านข้าง "ดูท่าแล้ว เฒ่าผู้นี้กับสหายเต๋าอูก็คงโดนนังทาสชั้นต่ำนั่นปั่นหัวเล่นเหมือนกัน"

ทว่าเฒ่ามารอูกลับมีท่าทีไม่เชื่อเขา เขายังคงคิดว่านี่เป็นฝีมือของเฒ่าประหลาดอัสนีชาดที่ร่วมมือกับโจวหลิงเยียน เพื่อเขี่ยเขาให้พ้นทาง

เฒ่าประหลาดอัสนีชาดก็ไม่พูดอะไรมาก แกล้งทำเป็นเอ่ยอย่างราบเรียบ "ตอนนี้พวกเราไปด้วยกันที่ตั้งของถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณเลยเถอะ ข้าจงใจวางค่ายกลระดับสามเอาไว้ชั้นหนึ่งด้านนอกของอาคมเดิม นังทาสชั้นต่ำนั่นคิดจะเปิดถ้ำสถิตคงไม่ง่ายดายนักหรอก"

จบบทที่ บทที่ 307 หายตัวไร้ร่องรอยและความโกรธเกรี้ยว

คัดลอกลิงก์แล้ว