- หน้าแรก
- อายุยืนคือจุดเริ่มต้นของความเป็นอมตะ
- บทที่ 306 ข้าต้านทานร้อยพิษ
บทที่ 306 ข้าต้านทานร้อยพิษ
บทที่ 306 ข้าต้านทานร้อยพิษ
ภายใต้แสงจันทร์
ร่างสองร่างกำลังลิ้มรสสุราพลางพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศกลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง
เวลาล่วงเลยไปโดยไม่รู้ตัว สุราวิญญาณก็หมดไปแล้วครึ่งหนึ่ง
หลี่ผิงปรายตามองโจวหลิงเยียนแวบหนึ่ง หากเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เขาจะไม่มีทางดื่มสุราของคนแปลกหน้าเด็ดขาด
เหตุผลที่เขานำสุราเพลิงมรกตมาผสมกับน้ำอมฤตหยกอัสนีที่โจวหลิงเยียนนำมา จุดประสงค์หลักก็เพื่อให้กางวางใจ
แม้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้เขาต้องดื่มสุราเข้าไปด้วย และยาคลายมังกรจะร้ายกาจ ทว่าเขามีพลังปราณเคล็ดวิชาบำรุงชีพคุ้มครองกาย เรียกได้ว่าต้านทานร้อยพิษ จึงไม่ได้ใส่ใจกับยาสลบที่ออกฤทธิ์รุนแรงชนิดนี้เลย
เพียงแต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาก็คือ โจวหลิงเยียนไม่ได้เกิดความสงสัยแม้แต่น้อย นางดื่มสุราวิญญาณที่ผสมแล้วอย่างเปิดเผย ทำให้หลี่ผิงประหยัดน้ำลายไปได้มาก
แน่นอน เขาไม่รู้ว่านั่นเป็นเพราะโจวหลิงเยียนก็กำลังวางแผนร้ายทำร้ายเขาอยู่เช่นกัน นางปรารถนาให้หลี่ผิงรีบดื่มเข้าไปให้มากๆ แล้วตัวนางจะลังเลจนทำให้หลี่ผิงเกิดความสงสัยได้อย่างไร?
‘ใกล้จะออกฤทธิ์แล้วสินะ’ หลี่ผิงคิดพลางลอบสังเกต
อีกด้านหนึ่ง โจวหลิงเยียนก็ลอบมองหลี่ผิงพลางคิดในใจเช่นกัน ‘พิษน่าจะออกฤทธิ์แล้วสินะ’
เมื่อครู่นี้ นางแอบลอบกินยาถอนพิษของน้ำยาสลายวิญญาณเข้าไปแล้ว
วินาทีต่อมา—
สีหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน
หลี่ผิงสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามีพิษประหลาดสองสายปะทุขึ้นจากเส้นลมปราณทั่วร่างพร้อมกัน หวังจะโค่นเขาให้ล้มลงในชั่วพริบตา ทว่าพลังปราณของเคล็ดวิชาบำรุงชีพที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง ได้สลายพิษทั้งสองสายไปพร้อมกันในพริบตาเดียว
"ข้าวางยาไปแค่ชนิดเดียว ทำไมถึงมีพิษสองสายได้ล่ะ? หรือว่า..." หลี่ผิงเงยหน้ามองโจวหลิงเยียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความสงสัย
ทว่ากลับเห็นอีกฝ่ายกำลังมองมาที่ตนด้วยใบหน้าเคียดแค้น ริมฝีปากอ้ากว้างเล็กน้อย ราวกับกำลังบอกว่า : ไอ้คนต่ำช้าไร้ยางอาย ถึงกับวางยาในสุรา
หลี่ผิงเผยสีหน้าประหลาดใจ เขาก็นึกอยู่ว่าทำไมโจวหลิงเยียนถึงดื่มสุราอย่างง่ายดายนัก ที่แท้นางก็วางยาด้วยเช่นกัน สมกับคำว่าสตรีมีจิตใจอำมหิตที่สุด!
ทว่าก็ต้องยอมรับ รสชาติของสุรานี้ดีมากจริงๆ โดยเฉพาะหลังจากใส่ยาพิษลงไป รสชาติก็ยิ่งกลมกล่อมมากขึ้น
หลังจากเก็บสุราที่เหลือทั้งหมดลงในถุงเก็บของ สายตาของหลี่ผิงก็ตกลงบนร่างของผู้บำเพ็ญหญิงแห่งนิกายเหอฮวนที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น
อันที่จริง ยาคลายมังกรไม่ใช่ยาพิษ มีเพียงสรรพคุณทำให้ร่างกายและพลังปราณชาด้านเท่านั้น เพียงแค่รอให้หมดเวลา ผู้บำเพ็ญเพียรที่โดนเข้าไปก็จะกลับเป็นปกติเอง
"แม้จะไม่รู้ว่าร่วมมือกันอยู่ดีๆ ทำไมนางถึงต้องการทำร้ายข้า แต่ข้าต้องรีบลงมือแล้ว หลังจากการค้นวิญญาณก็จะรู้ทุกอย่างเอง"
หลี่ผิงใช้พลังปราณควบคุมร่างของผู้บำเพ็ญหญิงที่หมดสติให้ลอยมาตรงหน้าเขา บนมือมีแสงสีดำชั้นหนึ่งหมุนวนอยู่ ก่อนจะกดลงไปบนศีรษะของนางโดยตรง
ตลอดกว่าสามสิบปีที่กลับมายังแดนรกร้างประจิม นอกเหนือจากการบำเพ็ญแก่นปราณทองคำที่สองจนถึงระดับหลอมรวมแก่นปราณแล้ว เขายังสามารถบำเพ็ญ 《เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณสื่อเทวะ》 จนถึงขั้นที่ห้าซึ่งเป็นขั้นสูงสุดได้อย่างราบรื่น
ความแข็งแกร่งของจิตสัมผัสเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นกลางถึงห้าส่วน ห่างจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นปลายเพียงไม่มากนัก
ด้วยจิตสัมผัสที่แข็งแกร่งเช่นนี้ การค้นวิญญาณโจวหลิงเยียนที่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นต้น ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
……
ภายในถ้ำสถิตของเฒ่าประหลาดอัสนีชาด
เฒ่าประหลาดอัสนีชาดและเฒ่ามารอูทั้งสองกำลังนั่งเผชิญหน้ากัน
เงียบสงบอยู่นาน จู่ๆ เฒ่ามารอูก็เอ่ยปากด้วยความไม่สบอารมณ์ "อัสนีชาด เจ้าเรียกข้าผู้นี้มาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ตกลงแล้วมีเรื่องอะไรกันแน่? หากยังไม่ยอมพูด ข้าผู้นี้ก็ไม่มีเวลาว่างมานั่งเป็นเพื่อนเจ้าอยู่ที่นี่หรอกนะ"
เฒ่าประหลาดอัสนีชาดมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยความหมายลึกซึ้งว่า "สหายเต๋าอูทราบหรือไม่ว่า วันนี้ศิษย์น้องโจวไปเยี่ยมเยียนลี่จิงอวี่ และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา?"
"จนป่านนี้ยังไม่กลับมา? ด้วยนิสัยของสหายเต๋าโจว เรื่องนี้มีอะไรแปลกงั้นหรือ?" เฒ่ามารอูไม่ได้ใส่ใจ
ผู้บำเพ็ญหญิงระดับหลอมรวมแก่นปราณของนิกายเหอฮวน อย่าว่าแต่ค้างคืนในถ้ำสถิตของลี่จิงอวี่เลย ต่อให้วิ่งเปลือยกายกลางถนน หรือหลับนอนกลางแจ้ง เขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจ การบำเพ็ญคู่ไม่ใช่เช่นนี้หรอกหรือ?
"หึหึ... ศิษย์น้องโจวรู้ที่ตั้งของถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณเป็นอย่างดี หากนางได้เพลิงดาราเหลียงอี๊บนตัวของลี่จิงอวี่ไป..." เฒ่าประหลาดอัสนีชาดพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ "ศิษย์น้องโจวไม่ใช่ตะเกียงพร่องน้ำมัน (ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ) หากกุญแจเปิดถ้ำสถิตถูกนางครอบครอง ถ้าพวกเราสองคนไม่จับตาดูความเคลื่อนไหวของนางให้ดี..."
"หรือว่านางจะทิ้งพวกเราสองคน แล้วไปสำรวจถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณเพียงลำพัง!" เฒ่ามารอูลุกพรวดขึ้นมาทันที
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว
เฒ่าประหลาดอัสนีชาดหัวเราะ 'หึหึ' "เฒ่าผู้นี้ไม่ได้พูดเช่นนั้น เพียงแต่หากศิษย์น้องโจวมีความคิดเช่นนี้จริงๆ พวกเราสองคนก็ไม่อาจไม่ระมัดระวังได้ จะปล่อยให้ความเหนื่อยยากตลอดหลายสิบปีต้องสูญเปล่า แล้วตกไปทำประโยชน์ให้ผู้อื่นในตอนท้ายไม่ได้เด็ดขาด"
"ฮึ! หวังว่าสหายเต๋าโจวจะไม่ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้น" แววตาของเฒ่ามารอูแปรเปลี่ยนไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน ในท้ายที่สุดก็กลับไปนั่งลง และเฝ้ารอคอยพร้อมกับเฒ่าประหลาดอัสนีชาด
เฒ่าประหลาดอัสนีชาดก็ไม่เอ่ยปากพูดอะไรอีก เพียงแต่จิตสัมผัสกลับปกคลุมถ้ำสถิตของหลี่ผิงที่อยู่ห่างออกไปเจ็ดถึงแปดหลี่อย่างเลือนราง
วิถีมารคืออะไร?
หากคนไม่ทำเพื่อตนเอง ฟ้าดินย่อมลงทัณฑ์!
หลังจากข้าตายไปแล้ว ใครจะไปสนว่าน้ำจะท่วมฟ้า!
นี่สิถึงจะเป็นวิถีมาร
ในฐานะผู้บำเพ็ญมาร หากหลงเชื่อคำสัญญาของผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นอย่างง่ายดาย นั่นถึงจะน่าขันอย่างแท้จริง
หากเชื่อคำโกหกพกลมที่ว่า 'ศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก เมื่ออยู่ข้างนอกก็คือครอบครัวเดียวกัน'
อย่าว่าแต่ผสานเป็นแก่นปราณทองคำเลย เฒ่าประหลาดอัสนีชาดรู้สึกว่าตนเองคงถูกศิษย์พี่หญิงคนอื่นๆ สูบพลังจนแก่นแท้เหือดแห้งและตกตายไปนานแล้ว
แน่นอน ไม่ใช่เพียงศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก
คำพูดของอาจารย์ กฎของสำนัก... ก็เชื่อถือไม่ได้เช่นกัน
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มืดมนของสำนักมาร การที่ยังสามารถปีนป่ายขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ได้ จะมีคนดีที่ไหนกัน?
กฎของสำนักที่พวกเขากำหนดขึ้น ใครเชื่อก็โง่แล้ว
……
"ยุ่งยากแล้วสิ!"
หลี่ผิงละมือออกจากศีรษะของโจวหลิงเยียน เมื่อนึกย้อนถึงข้อมูลที่ได้จากการค้นวิญญาณ ใบหน้าก็อดไม่ได้ที่จะเผยให้เห็นถึงความครุ่นคิด
เขาไม่คิดเลยว่าจะเป็นไปตามที่ซ่งอวี้ซูพูด ปรมาจารย์เลี่ยหั่วและเฝิงกวน สองปู่หลานถูกโจวหลิงเยียนสังหารจริงๆ
หากพูดให้ถูกก็คือ พวกเขาถูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณทั้งสาม ได้แก่ เฒ่าประหลาดอัสนีชาด เฒ่ามารอู และโจวหลิงเยียนร่วมมือกันสังหาร โดยมีจุดประสงค์เพื่อแผนที่ถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณ ที่ปรมาจารย์เลี่ยหั่วได้มาจากการล้างบางตระกูลบำเพ็ญเซียนตระกูลหนึ่ง
ด้วยความบังเอิญ สิ่งที่ทั้งสามคนทำลงไป กลับกลายเป็นการแก้แค้นให้กับตระกูลบำเพ็ญเซียนที่ถูกล้างบางไปนั้น
วัฏจักรแห่งเหตุและผล กรรมตามสนอง คงจะเป็นเช่นนี้กระมัง
สิ่งที่ทำให้หลี่ผิงรู้สึกรับมือยากก็คือ ตามความทรงจำในสมองของโจวหลิงเยียน การจะเปิดถ้ำสถิตผู้บำเพ็ญยุคโบราณแห่งนั้นได้ จำเป็นต้องใช้เพลิงดาราเหลียงอี๊ระดับสามเป็นกุญแจเท่านั้น
และภายใต้สถานการณ์ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครล่วงรู้ ในงานประมูลเมื่อสิบกว่าปีก่อน เฝิงกวนได้นำเพลิงดาราเหลียงอี๊มาแลกเปลี่ยนกับยาหลอมรวมแก่นแท้จากมือของหลี่ผิง
ดังนั้น นี่จึงเป็นเหตุให้ทั้งสามคนเพ่งเล็งมาที่ตนเองอีกครั้ง
เหตุผลที่โจวหลิงเยียนจงใจเข้าใกล้เขา อีกทั้งยังแอบวางยาพิษในสุราวิญญาณในวันนี้เพื่อหวังลอบทำร้ายเขา ก็เพื่อที่จะได้ครอบครองเพลิงดาราเหลียงอี๊
หลังจากงัดเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ นานาออกมาใช้ ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นโจวหลิงเยียนที่โดนยาพิษ และถูกหลี่ผิงสยบเอาไว้แทน
แต่ปัญหาคือ:
เดิมทีหลี่ผิงคิดว่าจำเป็นต้องรับมือกับโจวหลิงเยียนเพียงคนเดียว ทว่าตอนนี้กลับพบว่านางยังมีพรรคพวกระดับหลอมรวมแก่นปราณอีกสองคน ซึ่งในจำนวนนั้นเฒ่าประหลาดอัสนีชาดยังเป็นเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่แกล้งทำตัวเป็นผู้บำเพ็ญสันโดษอีกด้วย
ตอนนี้การจะจัดการกับโจวหลิงเยียนอย่างไรนั้น จึงกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก
หลังจากฟื้นขึ้นมาจากการถูกค้นวิญญาณ ต่อให้นางไม่กลายเป็นคนปัญญาอ่อน ก็เกรงว่าจะสูญเสียความทรงจำส่วนใหญ่ไป
สภาพเช่นนี้ย่อมไม่อาจปิดบังผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นเดียวกันได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว
เขาก็ไม่กล้าปล่อยโจวหลิงเยียนกลับไปง่ายๆ เช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นการชักนำความยุ่งยากใหญ่หลวงมาสู่ตน
"หรือว่า ข้าจะลงมือสังหารทั้งเฒ่าประหลาดอัสนีชาดและเฒ่ามารอูไปพร้อมกันเลยดี!" ในใจของหลี่ผิงเกิดความคิดที่จะฆ่าปิดปาก ทว่าไม่นานเขาก็ส่ายหน้า
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณมีวิธีการที่ซับซ้อนคาดเดายาก ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะสามารถสังหารทั้งสองคนได้อย่างเด็ดขาดหรือไม่
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณส่วนใหญ่มักทิ้งป้ายชีวิตไว้ในสำนัก ด้วยสถานะของพวกเขาในสำนัก หากตกตายไปย่อมต้องก่อให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่เป็นแน่
ถึงเวลานั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องที่จะไปตรวจสอบเรื่องค่ายกลเคลื่อนย้ายที่หอเคล็ดวิชาเร้นลับของนิกายเหอฮวนแล้ว
หากรู้แต่แรกว่าโจวหลิงเยียนก่อเหตุเป็นกลุ่มและไม่ได้ทำเพียงลำพัง เขาคงไม่ลงมือกับสตรีผู้นี้
แต่ตอนนี้ คงต้องบอกว่าเขาตกที่นั่งลำบาก ขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก
"น่ารำคาญจริง!"
……
คืนหนึ่งผ่านพ้นไป เฒ่าประหลาดอัสนีชาดเห็นเพียงเงาร่างอรชรสายหนึ่งบินออกมาจากถ้ำสถิตของลี่จิงอวี่ แล้วบินตรงไปยังถ้ำสถิตอีกแห่งหนึ่ง
"เกิดอะไรขึ้น?" เขารู้สึกไม่เข้าใจเล็กน้อย
ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ ศิษย์น้องโจวก็น่าจะมาที่นี่เพื่อปรึกษาหารือแผนการกับพวกเขาสองคนมิใช่หรือ เหตุใดถึงกลับไปยังถ้ำสถิตของตัวเองโดยตรงเลยเล่า
"อัสนีชาด เป็นอย่างไรบ้าง?" เฒ่ามารอูสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของเขา จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยในใจ
เฒ่าประหลาดอัสนีชาดส่ายหน้า "ศิษย์น้องโจวออกมาจากถ้ำสถิตของลี่จิงอวี่แล้ว แต่ว่านางกลับถ้ำสถิตของตนเองไปโดยตรงเลย"
เฒ่ามารอูได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ชะงักงัน "หรือว่าจะล้มเหลว?"
"พูดยาก" เฒ่าประหลาดอัสนีชาดขมวดคิ้วแน่น "มีความเป็นไปได้ว่าศิษย์น้องโจวอาจลงมือไม่สำเร็จ และตอนที่จากมาก็กังวลว่าลี่จิงอวี่จะจับพิรุธได้ ดังนั้นจึงไม่ได้มาหาพวกเราเพื่อปรึกษาหารือ แต่กลับถ้ำสถิตของตัวเองไปโดยตรง"
เขานึกไปถึงภาพความระมัดระวังตัวในตอนที่พบกับลี่จิงอวี่เป็นครั้งแรก ที่อีกฝ่ายไม่ยอมแม้แต่จะจิบชาทิพย์ที่เขาหยิบยื่นให้สักอึก
"ศิษย์น้องโจววางยาในสุรา หวังจะลอบทำร้ายเขา แน่นอนว่าอาจไม่ประสบผลสำเร็จ สหายเต๋าลี่ผู้นี้ไม่ใช่คนที่หลงใหลในศิลปะจนไม่เข้าใจเรื่องทางโลกเหมือนปรมาจารย์เลี่ยหั่ว" เฒ่าประหลาดอัสนีชาดพึมพำแผ่วเบา
เขาถอนหายใจและกล่าวว่า "พวกเรารออีกหน่อยเถอะ เดี๋ยวศิษย์น้องโจวน่าจะมาปรึกษาเรื่องรายละเอียดกับพวกเรา"
……
ภายในถ้ำสถิตของโจวหลิงเยียน หลี่ผิงใช้ป้ายคำสั่งปิดค่ายกลของถ้ำสถิตด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
เมื่อครู่นี้ เขาแปลงกายเป็นโจวหลิงเยียน และยังเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าของนาง ระหว่างทางที่กลับมายังถ้ำสถิต เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสัมผัสสายหนึ่งที่กำลังสังเกตการณ์ตนเองอยู่จริงๆ
เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว "ระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นกลาง จิตสัมผัสสายนี้น่าจะเป็นของเฒ่าประหลาดอัสนีชาด"
การที่เฒ่าประหลาดอัสนีชาดตรวจสอบผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมแก่นปราณขั้นต้น อันที่จริงแล้วย่อมไม่ถูกจับได้ ทว่าจิตสัมผัสของหลี่ผิงนั้นแข็งแกร่งกว่าเขามาก การกระทำของเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าหลี่ผิงย่อมไม่สามารถหลุดรอดสายตาไปได้อย่างแน่นอน
"พวกเขากำลังสังเกตการณ์อยู่ในเงามืด การที่ข้าคิดจะออกจากภูเขาตงหัว คงไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วสิ"
หลี่ผิงค้นหาของในถ้ำสถิตของโจวหลิงเยียนรอบหนึ่ง สิ่งของมีประโยชน์ล้วนถูกเก็บกวาดไปจนหมด ในขณะเดียวกันเขาก็ครุ่นคิดหาวิธีที่จะออกจากภูเขาตงหัวอย่างเงียบๆ
เขาไม่ได้กังวลเรื่องการแก้แค้นของนิกายเหอฮวนหลังจากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง
ขอเพียงสามารถออกจากภูเขาตงหัวได้อย่างเงียบๆ ไปเดินวนในหอเคล็ดวิชาเร้นลับของนิกายเหอฮวนสักรอบ หลังจากตรวจสอบข้อมูลที่ต้องการได้แล้ว
ตัวตนจำแลงที่ชื่อลี่จิงอวี่นี้ ต่อไปก็จะไม่มีปรากฏขึ้นมาอีก
ก็แค่ตัวตนจำแลงเท่านั้น ด้วยความสามารถในการจำแลงกายพลิกแพลงหมื่นตลบของ 《คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิญญาณแท้เก้ามหันตภัย》 เขาสามารถสร้างตัวตนจำแลงที่แตกต่างกันออกมาได้อย่างง่ายดาย
ทว่าปัญหาสำคัญในตอนนี้ก็คือ : เขาจะหาช่องโหว่ของเวลาได้อย่างไร เพื่อที่จะกลับไปยังนิกายเหอฮวนและตรวจสอบตำราในหอเคล็ดวิชาเร้นลับของสำนัก ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องไม่ทำให้เฒ่าประหลาดอัสนีชาดและพวกไหวตัวทัน