- หน้าแรก
- ภารกิจอุ้มท้องสานฝันเติมเต็มรักข้ามมิติ
- บทที่ 66: สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพแห่งมรรคาฟ้า 9
บทที่ 66: สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพแห่งมรรคาฟ้า 9
บทที่ 66: สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพแห่งมรรคาฟ้า 9
บทที่ 66: สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกทอดทิ้งกับเทพแห่งมรรคาฟ้า 9
"เข้าไปซะเถอะ"
ฉาจิ่วโยนหลิงซีเข้าไปในท้องของแมงมุมบรรพต และถือโอกาสริบถุงมิติที่บรรจุของวิเศษจากแดนเร้นลับต่างๆ ซึ่งหลิงซีกับระบบปราณชะตาอุตส่าห์ดิ้นรนเก็บรวบรวมมาอย่างยากลำบากไปจนหมดสิ้น
จากนั้นนางก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
หลิงซีต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสอยู่ภายในท้องของแมงมุมบรรพต
ผนังกระเพาะของแมงมุมบรรพตนั้นแข็งแกร่งดุจเหล็กนิลหมื่นปี กระบี่ดาราของนางที่สกัดขึ้นจากกระดูกของสัตว์อสูรระดับกลางไม่สามารถทำอันตรายใดๆ มันได้เลยแม้แต่น้อย
นางต้องรีดเค้นพลังตบะทั้งหมดที่มีเพื่อต้านทานน้ำย่อยกัดกร่อนที่หยดทะลักลงมาใส่ตัวเป็นหย่อมๆ พร้อมกับร้องอ้อนวอนระบบปราณชะตาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
"ได้โปรด ช่วยข้าด้วย! รีบใช้แต้มโชคชะตาแลกไอเทมระดับสูงพาข้าออกไปจากที่นี่ที หากข้าตาย ภารกิจของเจ้าก็จะล้มเหลวไปด้วยนะ!"
ระบบปราณชะตาโกรธเกรี้ยวจนแทบคลั่งตาย
แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะสิ่งที่หลิงซีพูดนั้นเป็นความจริง
หากนางตาย ตัวมันเองก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ เช่นกัน
ดังนั้น ระบบปราณชะตาจึงทำได้เพียงกัดฟันยอมจ่ายแต้มโชคชะตาไปกว่าครึ่งด้วยความปวดใจ เพื่อแลกกับไอเทมระดับสูงที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว ช่วยให้หลิงซีสามารถเจาะทะลวงช่องท้องของแมงมุมบรรพตและหนีรอดออกมาได้ในที่สุด
ร่างกายซีกหนึ่งของหลิงซีถูกกัดกร่อนจนเนื้อหลุดลุ่ยแดงฉาน ลูกตาข้างหนึ่งห้อยต่องแต่งชวนสยดสยอง
ทางด้านแมงมุมบรรพตที่ได้รับบาดเจ็บก็ยิ่งบ้าคลั่งอาละวาดหนักกว่าเดิม
หลิงซีกัดฟันทนต่อความเจ็บปวดเจียนตาย ขี่กระบี่เหาะหนีไปในทิศทางของเหิงชิงเหยา
ระหว่างทาง นางบังเอิญพบกับศิษย์น้องที่ออกตามหานางพอดี
เมื่อศิษย์น้องเห็นสภาพอันน่าสะพรึงกลัวของนางและแมงมุมบรรพตที่ไล่กวดมาเบื้องหลัง เขาก็ตกใจสุดขีดจนแทบจะร่วงหล่นลงจากกระบี่
"ศิษย์พี่หญิงหลิงซี ท่าน—"
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบ หลิงซีก็คว้าตัวเขาแล้วเหวี่ยงกลับไปทางแมงมุมบรรพตทันที
แมงมุมบรรพตกลืนกินศิษย์น้องผู้นั้นลงไปในคำเดียว อาหารสดใหม่นี้ช่วยชะลอฝีเท้าของมันลงได้ในทันที
หลิงซีจึงสามารถหลุดพ้นจากอันตรายมาได้ในที่สุด
แต่นางไม่ได้กลับไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ นางหนีไปซ่อนตัวอยู่ริมลำธารเล็กๆ แห่งหนึ่ง และเมื่อทอดสายตามองเงาสะท้อนของตนในน้ำ นางก็กรีดร้องออกมาอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้
"ระบบ! เจ้าต้องช่วยข้าฟื้นฟูรูปลักษณ์นะ! สภาพน่าเกลียดน่ากลัวเช่นนี้ ข้าจะเอาอะไรไปยั่วยวนเหิงชิงเหยาได้ล่ะ?!"
ตอนนี้ระบบปราณชะตารู้สึกรังเกียจและชิงชังหลิงซีจนถึงขีดสุดแล้ว
การต้องสูญเสียแผนที่ภูผาชลธีและของวิเศษทั้งหมดที่อุตส่าห์สั่งสมมาอย่างยากลำบาก มิหนำซ้ำยังต้องมาเสียแต้มโชคชะตาเพิ่มอีก ทำให้ความอดทนอดกลั้นที่มันมีหลงเหลืออยู่น้อยนิดเต็มที
มันจึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ในร่างของเจ้ามีกระดูกเทวะอยู่ ก็จงรู้จักใช้มันฟื้นฟูตัวเองเสียบ้างเถอะ เลิกหวังพึ่งพาข้าไปเสียทุกเรื่องจะได้หรือไม่?"
"ตอนนี้แต้มโชคชะตาของข้าเหลือน้อยเกินไป ข้าจำเป็นต้องเข้าสู่สภาวะจำศีลสักพัก เรื่องหลังจากนี้ เจ้าก็จัดการเอาเองแล้วกัน"
มันคร้านที่จะเสวนากับโฮสต์ที่ไร้ประโยชน์ผู้นี้อีกต่อไป จึงตัดขาดการเชื่อมต่อและเข้าสู่สภาวะจำศีลเพื่อสะสมพลังงานในทันที
หลิงซีตะโกนเรียกระบบอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ
นางไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากกัดฟันกรีดข้อมือตนเอง ปล่อยให้เลือดไหลรินออกมาเพื่อชะล้างคราบน้ำย่อยกัดกร่อนบนบาดแผลออกอย่างช้าๆ
แต่ทว่า บริเวณบาดแผลนั้นมีขนาดกว้างขวางเกินไป ทำให้นางเริ่มสูญเสียเลือดในปริมาณมากอย่างน่าตกใจ
ท่ามกลางความสลึมสลือและมึนงง นางมองเห็นศิษย์สำนักหลิงซี่อีกสองคนที่ออกตามหานางเดินเข้ามาใกล้
ดังนั้น หลิงซีจึงลงมือสังหารพวกเขาทิ้ง สูบกลืนเลือดของพวกเขาเข้าสู่ร่างกายตนเอง และชำระล้างมันให้กลายเป็นโลหิตเทวะสายใหม่ผ่านกระดูกเทวะของนาง...
หลังจากที่แดนเร้นลับปิดตัวลง หลิงซีก็ปรากฏตัวต่อหน้าเหิงชิงเหยาอีกครั้งในสภาพไร้รอยขีดข่วนใดๆ
เมื่อเห็นว่านางกลับมาเพียงลำพัง เหิงชิงเหยาก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ "ศิษย์น้องสิบเจ็ดกับคนอื่นๆ หายไปไหนเสียล่ะ?"
เขาเข้าใจมาตลอดว่าที่ศิษย์น้องทั้งหลายหายตัวไปเนิ่นนาน เป็นเพราะพวกเขาอยู่กับหลิงซีเสียอีก
หลิงซีแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ "ข้าไม่พบพวกเขาเลยนะเจ้าคะ? พวกเขาหลงทางอยู่ในนั้นหรือเปล่า?"
ฉาจิ่วปรายตามองนางด้วยแววตาที่กึ่งยิ้มกึ่งเย้ยหยัน ก่อนจะก้าวเดินออกจากแดนเร้นลับไปเป็นคนแรก
เมื่อเห็นว่าฉาจิ่วยังคงมีชีวิตรอดกลับมาได้ สีหน้าของเหิงซานเยว่ก็ฉายแววไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด
"ท่านอาจารย์"
ขณะที่ฉาจิ่วเดินสวนกับเหิงซานเยว่ นางก็เอ่ยถามขึ้นมาเรียบๆ "เหตุใดท่านถึงได้เกลียดชังข้ามากมายถึงเพียงนี้นัก?"
เหิงซานเยว่ไม่ตอบคำถามนั้น
ฉาจิ่วเองก็ไม่ได้คาดหวังคำตอบจากเขาอยู่แล้ว นางอุ้มตี้เฉินและถือแผนที่ภูผาชลธีติดตัว มุ่งหน้าตรงไปยังเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ทันที
"ท่านเทพฉือ หากการเดินทางครั้งนี้ ท่านไม่ได้ประทานร่างจำแลงให้ข้า ข้าเกรงว่าป่านนี้คงได้กลายเป็นผีเฝ้าท้องแมงมุมบรรพตไปเสียแล้ว"
ทันทีที่ฉาจิ่วก้าวเข้าสู่ทุ่งน้ำแข็ง นางก็รีบเปลี่ยนสีหน้าท่าทางให้กลายเป็นดั่งผู้เลื่อมใสศรัทธาตัวน้อยๆ ในทันที
การประจบสอพลอยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลเสมอ
แตกต่างจากความสนิทสนมเป็นกันเองที่นางแสดงออกยามอยู่กับร่างจำแลงอย่างตี้เฉิน ท่าทีที่ฉาจิ่วมีต่อองค์เทพฉือตัวจริงนั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวังและนอบน้อมกว่ามาก
เทพฉือหลับตาลง แสร้งทำเป็นพักผ่อนและไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด
ตี้เฉินเดินกลับไปยืนเคียงข้างเขาอย่างเงียบๆ
ฉาจิ่วไม่ได้รู้สึกรำคาญใจที่ถูกเมินเฉย นางเพียงแค่นำแผนที่ภูผาชลธีออกมา โยนมันขึ้นไปในอากาศ และเตรียมที่จะหลอมละลายมันทิ้งเสีย
ทว่า แผนที่ภูผาชลธีเป็นถึงของวิเศษแต่โบราณกาล ภายในได้ควบแน่นเอาพลังของแดนเร้นลับนับไม่ถ้วนเอาไว้ มันจะถูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่าทำลายลงอย่างง่ายดายได้อย่างไร?
แผนที่ภูผาชลธีที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศพลันสาดแสงสีทองเรืองรอง และดูดกลืนร่างของฉาจิ่วเข้าไปข้างในแทน!
ฉาจิ่ว: "?"
ตี้เฉินขมวดคิ้วมุ่น เขาหันไปมองเทพฉือที่ยังคงไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ แล้วเอ่ยว่า "ภายในแผนที่ภูผาชลธีมีแดนเร้นลับซ้อนทับกันอยู่นับไม่ถ้วน นางอาจจะไม่สามารถหาทางออกมาได้ด้วยตัวคนเดียว"
หากนางออกมาไม่ได้ ย่อมมีเพียงจุดจบเดียวรออยู่
นั่นคือการถูกแผนที่ภูผาชลธีกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเทพฉือก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาทอดสายตามองแผนที่ภูผาชลธีที่ยังคงหมุนวนอยู่กลางอากาศ ก่อนจะจำแลงกายเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์แล้วพุ่งตามนางเข้าไปข้างใน
ตี้เฉินลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
...
ฉาจิ่วถูกแผนที่ภูผาชลธีเหวี่ยงเข้ามาในสถานที่ที่มืดมิดสนิท
นางดีดนิ้วเพื่อจุดประกายไฟขึ้นข้างกาย ทว่ามันกลับส่องสว่างได้เพียงพื้นที่เล็กๆ รอบตัวเท่านั้น
"ระบบ ที่นี่คือที่ไหนกัน?"
ระบบ: "ที่นี่คือแดนเร้นลับภายในแผนที่ภูผาชลธี โฮสต์ต้องฝ่าด่านแดนเร้นลับที่พบเจอไปทีละด่านเพื่อกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ไม่เป็นไรหรอก ข้าน่าจะมีคู่มือลับสำหรับเคลียร์ด่านพวกนี้อยู่ รอประเดี๋ยว ขอข้าหาดูก่อน"
ลำแสงศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งค่อยๆ สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
ฉาจิ่วจ้องมองแสงศักดิ์สิทธิ์อันคุ้นเคยนั้น "ไม่ต้องหาแล้วล่ะ คนออกข้อสอบลงมาคุมสอบด้วยตัวเองถึงที่เลย"
ลำแสงศักดิ์สิทธิ์ร่อนลงตรงหน้าฉาจิ่ว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ของเทพฉืออีกครั้ง
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงแค่หันหลังและเดินนำไปในทิศทางหนึ่ง
ความหมายนั้นชัดเจนยิ่งนัก
จงตามเขามา
ฉาจิ่วกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเขาไปอย่างร่าเริง ความมืดมิดที่ดูราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งแห่งนี้ ไม่ได้ดูน่าสะพรึงกลัวอีกต่อไป
หลังจากเดินมาได้สักพัก ในที่สุดแสงสว่างเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า
จู่ๆ เทพฉือก็เอ่ยปากพูดขึ้น "แดนเร้นลับบาปทั้งเจ็ด"
ฉาจิ่วชะงักไป "อะไรนะ?"
ทว่าก่อนที่นางจะทำความเข้าใจได้ ภาพตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นภาพทิวทัศน์ของโลกมนุษย์ในพริบตา
พวกเขากำลังยืนอยู่ใต้ต้นหลิวในเรือนของคหบดีผู้หนึ่ง เบื้องหน้าคือโถงสวดมนต์ที่มีประตูเปิดกว้างทั้งห้าบาน
ที่นี่ต้องเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมากอย่างแน่นอน ลานเรือนตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา มีทั้งระเบียงทางเดินและลำธารสายเล็กๆ ไม่ขาดตกบกพร่องสิ่งใดเลย
บ่าวไพร่รอบๆ ล้วนถูกไล่ออกไปจนหมดสิ้น
เหลือเพียงสตรีในอาภรณ์หรูหรานางหนึ่งที่กำลังคุกเข่าอยู่บนเบาะรองสวดมนต์ น้ำตานองหน้า พร่ำภาวนาอย่างศรัทธาต่อรูปปั้นบนโต๊ะบูชา
"ข้าพเจ้ายินดีติดตามสามีไปปรโลก ขอเพียงสวรรค์เมตตาประทานพร ให้เราสองได้พบกันที่ดินแดนน้ำพุเหลืองด้วยเถิด"
เมื่อกล่าวจบ นางก็หยิบเทียนไขขึ้นมาและเริ่มจุดไฟเผาผ้าม่านรอบๆ โถงสวดมนต์
ฉาจิ่วประหลาดใจเล็กน้อย "นางกำลังจะฆ่าตัวตายตายตามคนรักไป"
วิญญาณชายหนุ่มรูปงามล่องลอยอยู่ข้างกายสตรีนางนั้น เขาพยายามจะห้ามปรามไม่ให้ผู้เป็นภรรยาจุดไฟ แต่กลับไร้เรี่ยวแรงที่จะสัมผัสสิ่งใดได้
เมื่อทอดมองภรรยาสุดที่รักกำลังจะถูกฝังลืมในกองเพลิง เขาก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพุทธรูป ร่ำไห้และอ้อนวอนอย่างขมขื่นเช่นกัน
"ข้าพเจ้ายินยอมตกลงสู่วิถีเดรัจฉานไปชั่วกัปชั่วกัลป์ หรือทนรับความทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในนรกอเวจี ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อทวยเทพทั้งมวล โปรดช่วยภรรยาของข้าด้วยเถิด!"
เทพฉือกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แผนที่ภูผาชลธีได้เปิดแดนเร้นลับนี้เพื่อเจ้าแล้ว เจ้าจะต้องกลายเป็นภรรยาผู้ยอมตายเพื่อความรัก หรือไม่ก็ชายหนุ่มผู้แลกการเวียนว่ายตายเกิดของตนเพื่อความปลอดภัยของภรรยา"
"แต่ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกใด ตราบใดที่เจ้ายังไม่สามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงความยึดติดในความรัก และตัดสินใจเลือกทางที่แตกต่างไปจากพวกเขาในห้วงเวลานี้ เจ้าจะต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดกาล"
ฉาจิ่ว: "นั่นหมายความว่า หากข้าสวมบทเป็นภรรยา ข้าต้องล้มเลิกความคิดที่จะตายตามเขาไป แต่หากข้าเป็นวิญญาณของชายผู้นี้ ข้าต้องยอมรับวัฏสงสารเพื่อไปเกิดใหม่ อย่างนั้นหรือ?"
เทพฉือพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ
"จมดิ่งในความรัก ลุ่มหลงในความยึดติด นี่คือด่านแรกที่แผนที่ภูผาชลธีเตรียมไว้ทดสอบเจ้า ไปกันเถอะ"
ในเมื่อเขาก้าวเข้ามาในแดนเร้นลับด้วยตนเองแล้ว ฉาจิ่วย่อมไม่ต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบนี้อีกต่อไป
ฉาจิ่วเดินตามเทพฉือจากไป ทว่านางยังคงหันหน้ากลับไปมองคู่สามีภรรยาในกองเพลิงเป็นระยะๆ
นางมีท่าทีลังเล ราวกับต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง
เทพฉือไม่ได้เอ่ยถามนาง แต่ในท้ายที่สุด เขากลับสะบัดแขนเสื้อเพียงคราเดียว เรียกห่าฝนตกลงมาอย่างหนัก
ยังไม่ทันที่ฉาจิ่วจะผ่อนลมหายใจจนสุด ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง
นางคุ้นเคยกับภาพลวงตานี้เป็นอย่างดี
นี่มันคือดินแดนต้องห้ามแห่งเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่เต็มไปด้วยเสียงคำรามของสายฟ้าและอสนีบาตสีม่วงนี่นา!
ผู้บำเพ็ญเพียรในชุดนักพรตยืนอยู่หน้าบานประตูกระจก รอคอยบางสิ่งบางอย่างด้วยความตื่นเต้นและกังวลใจ
เขามีรอยสักรูปปทุมเมศสีชาดอยู่ที่กลางหน้าผาก ทว่าใบหน้านั้นกลับดูเหมือนเหิงซานเยว่ในวัยเยาว์ไม่มีผิดเพี้ยน
ไม่สิ เขาคือเหิงซานเยว่
เหิงซานเยว่ในวัยหนุ่ม