- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากการเลี้ยงศพ สู่เส้นทางเซียนนอกรีต
- บทที่ 12 ร่วมมือกับพยัคฆ์
บทที่ 12 ร่วมมือกับพยัคฆ์
บทที่ 12 ร่วมมือกับพยัคฆ์
"สหาย อย่าเพิ่งรีบร้อน"
ผู้ที่เอ่ยปากเป็นชายหนุ่มร่างกำยำ ผู้มีท่าทางและกิริยาแตกต่างจากเหล่าคนฝังศพโดยสิ้นเชิง แววตาของเขาฉายแววความสูงศักดิ์อยู่ไม่น้อย แม้เสื้อผ้าจะไม่ได้หรูหราและร่างกายจะเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน แต่ก็ไม่ได้ดูอับจนแต่อย่างใด
เหวินจิ่วไม่ได้สนใจชายผู้นี้ ทว่าชายผู้นั้นกับพรรคพวกอีกคนหนึ่งกลับมายืนขวางทางเขาเสียก่อน
ชายที่พูดก่อนหน้านี้กล่าวต่อ สายตาของเขาตกลงไปยังผ้าเช็ดหน้าที่หวังเหนียนให้ไว้
"ข้ามีนามว่าฟางเจิ้ง พี่เขยของข้าคือหลี่เหลียง ผู้ควบคุมการตรวจตรายามราตรีของยอดเขาฝังศพ... ไม่ทราบว่าสหายมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้ควบคุมหวัง?"
"มีธุระอะไร?"
เหวินจิ่วไม่ได้อธิบาย เพราะไม่มีความจำเป็น
เขาไม่คิดว่าเพียงเพราะใครบางคนตั้งคำถาม เขาจะต้องให้คำตอบ การทำเช่นนั้นมันต่ำต้อยเกินไป
ฟางเจิ้งกล่าวต่อ "ในเมื่อสหายเองก็มีเบื้องหลังในยอดเขาฝังศพ เช่นนั้นเหตุใดจึงไม่เข้าร่วม 'สมาคมจวี้อี้' กับพวกเราเล่า? ไม่ว่าสหายจะเป็นเพียงคนฝังศพ หรือจะได้เป็นศิษย์ฝึกหัดในอนาคต พวกเราก็สามารถช่วยเหลือกันได้"
"ไม่สนใจ" เหวินจิ่วส่ายหน้า
ก่อนจะก้าวข้ามสองคนนั้นไป
ฟางเจิ้งยังไม่ลดละ และกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น ราวกับตั้งใจให้คนรอบข้างได้ยิน
"หากสหายยินดีเข้าร่วม สมาคมจวี้อี้สามารถให้ตำแหน่งผู้ดูแลร้านค้าแก่สหายได้ หนึ่งเดือนจะได้รับเงินเดือนหนึ่งร้อยตำลึง... เทียบเท่ากับค่าจ้างของคนฝังศพสามปี!"
"ธุรกิจของสมาคมจวี้อี้แผ่ขยายไปกว่าร้อยลี้รอบยอดเขารอง พวกเรามีความร่วมมือกับหลายตระกูลผู้ฝึกตน หากสหายเข้าร่วม ย่อมมีเส้นสายเพิ่มขึ้น อีกทั้งเมื่อได้เป็นศิษย์ฝึกหัด ก็จะสามารถช่วยเหลือกันได้ ไม่ต้องถูกศิษย์ร่วมสำนักรังแก"
ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างฟางเจิ้งเสริมขึ้น ในน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
เห็นได้ชัดว่า สมาคมจวี้อี้ไม่ใช่กลุ่มเล็ก ๆ
แต่เหวินจิ่วก็ยังไม่สนใจ เขาจะไม่เข้าร่วมกับกลุ่มใดจนกว่าจะเข้าใจสถานการณ์ของยอดเขารองอย่างถ่องแท้ เพื่อไม่ให้ตนเองถูกใช้เป็นหมากในเกมของผู้อื่น
"ขอทางด้วย"
เหวินจิ่วก้าวข้ามพวกเขาไป พลางกวาดตามองเหล่าคนฝังศพรอบตัว และพบว่าพวกเขามองมาที่เขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความอิจฉา
เห็นได้ชัดว่าหลายคนต้องการเข้าร่วมสมาคมจวี้อี้ แต่ไม่มีคุณสมบัติ หรืออาจไม่ได้รับเชิญ
สิ่งนี้ทำให้เหวินจิ่วเกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย ว่าสมาคมจวี้อี้นี้แท้จริงเป็นองค์กรเช่นไรกันแน่
เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะตั้งตนเป็นศัตรูกับยอดเขาฝังศพโดยตรง
มีความเป็นไปได้สูงว่าสมาคมนี้ก่อตั้งขึ้นโดยศิษย์ของยอดเขาฝังศพเอง
เมื่อเหวินจิ่วเดินผ่านพวกเขาไปอย่างไม่รีบร้อน ในตอนนั้นเอง ชายคนที่สามซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม และยังไม่ได้กล่าวคำใดมาก่อน ก็เอ่ยขึ้นอย่างฉับพลัน
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและลึกซึ้ง
เขาพูดด้วยท่าทีของผู้มีประสบการณ์ ราวกับว่าหากเหวินจิ่วไม่เข้าร่วมสมาคมจวี้อี้ในวันนี้ ก็นับว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต
"สหาย... หากเดินบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญตนเพียงลำพัง เจ้าจะไปได้ไม่ไกล ไม่มีมิตรสหาย ศาสตร์มืดย่อมถูกผู้คนรังเกียจ ข้าสามารถให้เวลาเจ้าได้ เจ้าสามารถมาหาพวกเราได้ทุกเมื่อหากคิดทบทวนดีแล้ว"
ต่อเรื่องนี้ เหวินจิ่วทำเป็นไม่ได้ยิน
เขาเดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจ
...
...
แต่หลังจากเดินไปได้เพียงหนึ่งถึงสองลี้
หวังเหนียนก็บินลงมาด้วยกระบี่ของเขา ราวกับติดตามเหวินจิ่วมาโดยตลอด
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย
หวังเหนียนเปิดปากขึ้นก็กล่าวถึงเรื่องเมื่อครู่ทันที
"เจ้าเด็กเหวิน เจ้ารู้หรือไม่ว่า สมาคมจวี้อี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าผู้ควบคุมหลายคนของยอดเขารอง ธุรกิจของพวกเขาครอบคลุมไปทั่วร้อยลี้โดยรอบ และตระกูลผู้ฝึกตนที่ร่วมมือกับพวกเขาก็มีไม่น้อยกว่าสิบแปดตระกูล ในยอดเขารอง พวกเขาถือเป็นกลุ่มอิทธิพลที่ไม่เล็กเลย หากเข้าร่วม เจ้าก็จะมีที่พึ่ง"
"พี่หวังติดตามข้ามา เพียงเพื่อบอกเรื่องนี้แก่ข้าหรือ?"
กล่าวตามตรง แม้ว่าหวังเหนียนจะพยักหน้า เหวินจิ่วก็ยังไม่เชื่อแม้แต่น้อย
หวังเหนียนหัวเราะ "แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าเพียงต้องการเตือนเจ้าสักประโยค... อย่าร่วมมือกับพยัคฆ์ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าทางศาสตร์มืด ยอดเขาฝังศพย่อมมีเส้นทางที่ชอบธรรมให้เจ้าเดิน แม้ว่าจะลำบากกว่าผู้ฝึกตนสายหลักอยู่บ้าง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนพวกนั้นที่สมคบคิดกันทำเรื่องเลวร้าย"
"ขอบคุณพี่หวังที่เตือนข้า"
เหวินจิ่วโค้งคำนับกล่าวขอบคุณ แม้ว่าหากหวังเหนียนไม่เตือน เขาก็ไม่ได้คิดจะเลือกเข้าร่วมสุ่มสี่สุ่มห้าอยู่แล้ว
แต่หวังเหนียนยอมมาบอกเขาเช่นนี้ เขาย่อมรู้สึกซาบซึ้ง และแสดงให้เห็นว่า หวังเหนียนเป็นคนที่ไม่เลวเลย
ในโลกที่แปลกแยกเช่นนี้ การได้พบผู้ที่เต็มใจช่วยเหลือและชี้นำตนเอง ถือเป็นโชคดีอย่างยิ่ง
...
...
ไม่นาน เหวินจิ่วกลับถึงบ้าน
ยามค่ำคืน เขาออกสวดคาถาเลี้ยงศพให้แก่ผีดิบขาวตามปกติ อาจเป็นเพราะซากศพในดินแดนแห่งความตายหมักหมมอยู่นานขึ้นเรื่อย ๆ การสวดในคืนนี้จึงดึงดูดวิญญาณหยินขั้นต้นมาได้ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นอาหารของผีดิบขาวไป
ในค่ำคืนนี้
ผีดิบขาวได้รับค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้น 20 หน่วย
ขณะที่เหวินจิ่วได้รับปราณมรณา 100 หน่วย
เทียบเท่ากับการฝึกฝนติดต่อกันสิบหกวัน บวกกับค่าประสบการณ์จากการสรุปผลประจำวัน
สิ่งที่น่าสังเกตคือ อาจเป็นเพราะแก่นแท้โลหิตของผู้ฝึกตน เมื่อผีดิบขาวโจมตีวิญญาณหยิน ร่างของมันปรากฏแสงสีเลือดจาง ๆ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อแปรโลหิตเป็นกายาขั้นแรก
ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่แสงสีเลือดปรากฏขึ้น ปราณโลหิตและปราณศพที่แผ่ออกมาจากร่างของผีดิบขาวกลับทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา
ทั้งที่เขาอยู่ในฝึกปราณขั้นแรกแล้วแท้ ๆ
และผีดิบขาวก็ยังเป็นเพียงผีดิบขาวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เหวินจิ่วจึงลองโจมตีมัน
เดิมทีเขาไม่กล้าใช้พลังเต็มที่ เพราะแม้จะยังไม่ฝึกฝนวิชาเวท แต่พลังเวทของผู้ฝึกปราณขั้นแรกก็มีอานุภาพทำลายล้างไม่น้อย
แต่สิ่งที่ทำให้เหวินจิ่วคาดไม่ถึงก็คือ แม้เขาจะโจมตีสุดกำลัง ก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลให้ร่างกายที่แปรโลหิตเป็นกายาของผีดิบขาวได้
แม้แต่ทำให้มันสั่นสะเทือนก็ยังไม่ได้
แต่วิชาเลี้ยงศพแห่งแดนหยินระบุไว้ชัดเจนว่า ร่างของผีดิบไม่ควรจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แม้แต่ผีดิบดำก็ยังอยู่ในระดับเดียวกับผู้ฝึกกายาขั้นแรกเท่านั้น
ผู้ฝึกกายาขั้นแรก ไม่มีทางต้านทานการโจมตีเต็มพลังของผู้ฝึกปราณได้โดยไม่มีบาดแผล อย่างมากก็แค่ลดความเสียหายจากบาดเจ็บสาหัสเป็นบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่าจะมีพลังมากเพียงใดก็ตาม
แต่ร่างของผีดิบขาวของเขาในตอนนี้ กลับละเมิดกฎและตรรกะที่ถูกระบุไว้ในวิชาเลี้ยงศพแห่งแดนหยินโดยสิ้นเชิง
"ดูท่าว่าจะเป็นเพราะแก่นแท้โลหิตของผู้ฝึกตน... หากร่างของมันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เมื่อลำดับขั้นของมันสูงขึ้นเป็นผีดิบดำ จะทรงพลังเพียงใดกัน?"
เหวินจิ่วถอนหายใจด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ก่อนจะฝังผีดิบขาวกลับลงไปเช่นเดิม
เมื่อกลับถึงบ้าน เหวินจิ่วก็ผล็อยหลับไป
ค่ำคืนนี้เขาหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ไม่มีความรู้สึกหวาดระแวงของคนที่เพิ่งมาถึงดินแดนแปลกถิ่นอีกต่อไป
อาจเป็นเพราะเขาได้เข้าสู่ฝึกปราณขั้นแรกแล้ว
อาจเป็นเพราะเขาได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของร่างที่แปรโลหิตเป็นกายาของผีดิบขาว
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเขามุ่งหน้าไปยังดินแดนแห่งความตายเพื่อทำงานฝังศพอีกครั้ง สภาพจิตใจของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจ
ข้าต้องการเป็นอมตะ!
ข้าต้องการเป็นเซียน!
ช่างเป็นความทะเยอทะยานที่กล้าหาญนัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเหวินจิ่วมาถึงดินแดนแห่งความตายในวันนี้ เขากลับรู้สึกว่าบรรยากาศแปลกไปจากปกติ อีกทั้งยังมีผู้คนมากขึ้นกว่าปกติ หวังเหนียนเองก็แตกต่างจากทุกวัน เขามาถึงก่อนใครหลายคนเสียอีก
เมื่อมองจากระยะไกล หวังเหนียนกำลังสนทนากับเหล่าผู้ฝึกตนที่สวมเกราะดำ ทุกคำที่กล่าวทำให้คิ้วของหวังเหนียนขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่นานนัก หวังเหนียนเดินเข้ามาหาเหล่าคนฝังศพ
"เจ้าเด็กเหวิน เมื่อคืนนี้เจ้ามาที่ดินแดนแห่งความตายหรือไม่?"
เหวินจิ่วพยักหน้า เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบัง
ตอนที่เขาออกจากบ้านในยามค่ำคืน เสียงเปิดและปิดประตูย่อมได้ยินชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนที่เขาแสดงให้หวังเหนียนเห็นถึงผีดิบขาวเพื่อแลกเปลี่ยนโอกาสการค้าครั้งใหม่ เขาก็ได้บอกไปแล้วว่าตัวเองมาที่ดินแดนแห่งความตายเพื่อเลี้ยงศพในยามไห่
เมื่อได้ยินคำตอบของเหวินจิ่ว หวังเหนียนก็พยักหน้าก่อนจะกล่าว "ตามข้ามา พวกเขาจะถามเจ้าเพียงเล็กน้อย ตอบตามจริง ไม่ต้องกังวล ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า พวกเขาแค่อยากได้ข้อมูลบางอย่างเท่านั้น"
"อืม ๆ "
เหวินจิ่วพยักหน้ารับ
เมื่อเดินมาถึงกลุ่มผู้ฝึกตนในชุดเกราะดำ พลังอันเย็นยะเยือกและกลิ่นอายสังหารที่พวกเขาปลดปล่อยออกมาโดยไม่ตั้งใจทำให้หัวใจของเหวินจิ่วกระตุกวูบ อีกทั้งพลังที่พวกเขาเผยออกมาก็ทำให้เหวินจิ่วต้องตกตะลึง
สามคนในกลุ่มนี้มีพลังระดับเดียวกับหวังเหนียน น่าจะเป็นผู้ฝึกปราณขั้นที่สาม
ทว่ายังมีอีกคนหนึ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า
ฝึกปราณช่วงกลาง?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถึงได้ดึงดูดผู้ฝึกตนระดับนี้มาที่นี่?
"เจ้าเด็กเหวิน ใช่หรือไม่?"
หนึ่งในผู้ฝึกตนชุดเกราะดำเอ่ยถาม น้ำเสียงเย็นชาเสียจนเหวินจิ่วอดไม่ได้ที่จะหวาดระแวงว่าเขาจะถูกสังหารในวินาทีต่อไปหรือไม่
เหวินจิ่วพยักหน้า
ผู้ฝึกตนชุดเกราะดำถามต่อ "เมื่อคืนเจ้าไปที่ดินแดนแห่งความตายเพื่อทำอะไร?"
"เลี้ยงศพ ข้าฝึกฝนวิชาเลี้ยงศพแห่งแดนหยิน จึงต้องมาสวดคาถาเลี้ยงศพในยามไห่ที่ดินแดนฝังศพ"
เหวินจิ่วตอบตามตรง
สายตาของผู้ฝึกตนชุดเกราะดำเลื่อนไปมองหวังเหนียน หวังเหนียนรีบพยักหน้ารับ พร้อมบอกว่าเขาเคยเห็นผีดิบขาวตัวนั้นมาก่อน
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้ฝึกตนชุดเกราะดำมิได้แสดงท่าทีสงสัยเพิ่มเติม แต่ยังคงถามต่อ
"เมื่อคืนเจ้าได้ยินเสียงผิดปกติหรือไม่?"
"เสียงผิดปกติ? ไม่เลย" เหวินจิ่วส่ายหน้า
ผู้ฝึกตนชุดเกราะดำดูเหมือนไม่อยากเชื่อในคำตอบของเขา น้ำเสียงเย็นเฉียบขึ้น
"คิดให้ดี หากเราตรวจพบว่าเจ้าปกปิดหรือโกหกใด ๆ หน่วยตรวจการยามราตรีมีสิทธิ์สังหารเจ้าทันที!"